แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 2557 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 2557 แสดงบทความทั้งหมด

เปิดโผตั้ง รอง ผบช.-ผบก.13 เก้าอี้

24/6/58
(ที่มา:มติชนรายวัน 24 มิ.ย.2558) http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1435145492

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ห้องประชุม 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) 

เป็นประธานการประชุมคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการถึงรองผู้บัญชาการนอกวาระประจำ ในหน่วยงานขึ้นตรงสำนักงาน ผบ.ตร. 

โดยมี 

พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ 
พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา 
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา 
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน 
พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รอง ผบ.ตร. 
พล.ต.อ.ชนินทร์ ปรีชาหาญ จเรตำรวจแห่งชาติ ร่วมประชุม 
ขาดเพียง พล.ต.อ.เรืองศักดิ์ จริตเอก รอง ผบ.ตร. ที่ลาป่วย 

โดยใช้เวลาประชุมเพียง 10 นาทีเท่านั้น ทั้งนี้ ในหน่วยขึ้นตรงสำนักงาน ผบ.ตร.มีตำแหน่งว่างเพียงตำแหน่งเดียว คือ ผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.) โดยมีรายงานว่าในการประชุมครั้งนี้ประธานได้เสนอรายชื่อรอง ผบก.ตส. และรอง ผบก.ทพ. เป็นผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น

พล.ต.อ.สมยศกล่าวภายหลังประชุมว่า ได้มีการประชุมพิจารณาบัญชีผู้เหมาะสมแทนตำแหน่งระดับรองผู้บัญชาการถึงผู้บังคับการที่ว่างอยู่ รวม 13 ตำแหน่ง ซึ่งในส่วนของหน่วยขึ้นตรงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ขณะที่ตำแหน่งอื่นยังไม่มีการเสนอรายชื่อเข้ามา ต้องรอการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าจะมีการพิจารณาแต่งตั้ง พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (สปพ.) รักษาราชการแทน ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร. ให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น ผบ.ตร.กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะประธาน ก.ตร. นัดประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 8/2558 ในวันที่ 25 มิถุนายน เพื่อพิจารณาวาระแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ โดยมีรายงานตำแหน่งรอง ผบช.ที่ว่าง 5 ตำแหน่ง มีการเสนอชื่อ 

พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ ผบก.ประจำ บช.ก. นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 38 (นรต.รุ่น 38) ขึ้นเป็นรอง จตร. (สบ 7) 

พล.ต.ต.จำรูญ คธาสิทธิ์ ผบก.อก.บช.ศชต. ขึ้นเป็นรอง ผบช.ศชต. 

พล.ต.ต.ชลิต ถิ่นธานี ผบก.อก.ภ.8 เป็นรอง จตร. (สบ 7) 

พล.ต.ต.สุวรรณ เอกโพธิ์ ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ นรต.รุ่น 33 ขึ้นเป็นรอง ผบช.ภ.3 

พล.ต.ต.กฤษณะ ศิริปิยะวัฒน์ ผบก.ภ.จว.พิจิตร นรต.รุ่น 36 เป็นรอง จตร. (สบ 7) โยกสลับ 

พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ รอง ผบช.สยศ. นรต.รุ่น 36 เป็นรอง ผบช.ก. และ 

พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ รอง จตร. นรต.รุ่น 37 เป็นรอง ผบช.ก

ระดับ ผบก.ว่าง 8 ตำแหน่ง และสลับสับเปลี่ยนอีกหลายตำแหน่ง คาดว่าจะมีการเสนอ 

พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบก.ป. รรท.ผบก.ป. นรต.รุ่น 41 มีผลงานคดีจับกุมเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. เป็น ผบก.ป. 

พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบก.น.3 นรต.รุ่น 42 เป็น ผบก.รน. 

พ.ต.อ.สุรพล อรุณสิทธิ์ รอง ผบก.ทท. นรต.รุ่น 32 สายตรง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็น ผบก.ทท. 

พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ผบก.น.4 นรต.รุ่น 36 เป็น ผบก.บก.ปอศ. 

พ.ต.อ.ทรงพล วัฒนชัย รอง ผบก.น.1 นรต.รุ่น 33 อดีตรองโฆษก ศอฉ. เป็น ผบก.น.9 

พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รอง ผบก.น.2 นรต.รุ่น 32 ลูกหม้อนครบาล ขยับเป็น ผบก.น.4 

พ.ต.อ.ดำรงค์ เพ็ชรพงศ์ ผบก.ประจำ บช.ภ.6 นรต.รุ่น 37 มือปราบฉลามดำ ปากน้ำโพ อดีต ผกก.กองปราบปรามยุคโด่งดัง เป็น ผบก.ภ.จว.พิจิตร 

พล.ต.ต.ชัชวาลย์ วชิรปาณีกูล ผบก.น.9 นรต.รุ่น 32 โยกกลับมาเป็น ผบก.ประจำ บช.ก. และ 

พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี เป็น ผบก.น.3 

ขณะที่ 

พล.ต.ต.สุนทร เฉลิมเกียรติ ผบก.ภ.จว.สตูล ช่วยราชการ ศปก.ตร.จากกรณีโรฮีนจา โยกเป็น ผบก.ประจำ หรือไม่ก็ตำแหน่ง ผบก.จต. ขณะที่ 

พล.ต.ต.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผบก.ตม.6 ซึ่งคุมด่าน ตม.ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเกี่ยวพันกรณีโรฮีนจา คาดโยกเป็น ผบก.ภ.จว.ชลบุรี โดยสลับกับ 

พล.ต.ต.นิติพงศ์ เนียมน้อย ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ที่โยกเป็น ผบก.ตม.6 แทน ขณะที่โยก 

พล.ต.ต.ชาติชาย เอี่ยมแสง ผบก.ตม.4 ซึ่งเป็นน้องเขย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีต ผบ.ตร. เป็น ผบก.ใน ศชต. และให้ 

พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผบก.สท. เป็น ผบก.ตม.4 แทน 

นอกจากนี้ คาดว่าเสนอชื่อ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่นายตำรวจประสานงาน พล.อ.ประวิตร และสนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตรอย่างมาก ซึ่งได้รับสิทธินับวันทวีคูณจากการปฏิบัติงานใน จ.สงขลา ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็น ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร. ซึ่งรักษาการอยู่ในปัจจุบัน
Read more ...

‘ประวุฒิ’ยันโผโยกย้ายไม่มีซื้อขายตำแหน่ง

12/1/58
โดยคมชัดลึก เมื่อ 12 ม.ค.2558

‘พล.ต.ท.ประวุฒิ’ ยันไม่มีการซื้อขายตำแหน่งระดับรองผู้การฯ-ผกก.ตามที่เป็นข่าว แต่หากพบหลักฐานจะดำเนินการเด็ดขาด เรียกประชุมแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่กทม.-ปริมณฑล

12 ม.ค.58 พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า มีการซื้อขายตำแหน่งระดับรองผู้บังคับการ ถึง ผู้กำกับการ ตั้งแต่ 8 แสน ถึง 30 ล้านบาท แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด โดยยืนยันว่า ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งอย่างแน่นอน ส่วนที่มีการแจกจ่ายใบปลิวไม่เห็นด้วยการกับการแต่งตั้งในบางพื้นที่ ขณะนี้ ทราบเรื่องแล้ว จึงสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยต้องพิจารณาว่า ผู้ที่แจกใบปลิว หรือ ร้องเรียนเกี่ยวกับการแต่งตั้ง เป็นกลุ่มผู้เสียประโยชน์ หรือ ไม่พอใจการแต่งตั้งเป็นการส่วนตัวหรือไม่ แต่หากมีพยานหลักฐานชัดเจน จะดำเนินการโดยไม่ละเว้น และเชื่อว่า ไม่สามารถปกปิดสังคมได้ เพราะปัจจุบัน กระบวนการตรวจสอบทั้งทางสื่อมวลชน และสังคม ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ

"ยืนยันว่า บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายรองผู้บังคับการ ถึง สารวัตร ขณะนี้ เสร็จเรียบร้อย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมแจกจ่ายตามกำหนด เพื่อให้มีผลวันที่ 15 มกราคมนี้ " โฆษกตร. กล่าว

โฆษกตร. เรียกประชุมแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กทม.-ปริมณฑล

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการสั่งการกำกับดูแลปัญหาจราจรจากเดิมที่ใช้ระบบแบ่งพื้นที่รับผิดชอบแต่ละทัองที่ มาเป็นแบบศูนย์รวมอำนาจสั่งการ เพื่อให้การสั่งการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การระบายรถยนต์บนท้องถนน และการสั่งการไฟสัญญาณจราจรเกิดความต่อเนื่องสอดคล้องกัน ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในเส้นทางหลัก อาทิ ถนนสุขุมวิท ถนนพระรามราม 2 และบางนา รวมถึงปัญหาอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหารถติดเช่นกัน โดยการระบายรถยนต์ในเส้นทางจราจรหลักที่ติดขัดนั้นทางเจ้าหน้าที่จะทำการเปิดเส้นทางย่อยโดยรอบ เพื่อให้รถยนต์ในเส้นทางดังกล่าวสามารถระบายออกได้ และสามารถใช้ความเร็วได้ปกติ
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่างอีกว่า นอกจากนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้นำหลักการระบายรถยนต์ในเส้นทางขบวนเสด็จมาปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพฯเนื่องจากหลักการดังกล่าวสามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

ทั้งนี้ศูนย์สั่งการดังกล่าวจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับรองผู้บังคับการที่ดูแลงานด้านจราจรแต่ละพื้นที่ รวมถึงผู้กำกับการ ผลัดเปลี่ยนเข้ามากำกับดูแลสั่งการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โฆษกตร.สั่งตรวจสอบเหตุยิงเรือประมง เชื่อเกิดจากความเข้าใจผิด

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีตำรวจภูธรจังหวัดระนอง ขับเรือไล่ยิงเรือประมง 9 บารมีพ่อ กลางทะเลอันดามัน บริเวณหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา รอยต่อ จังหวัดระนอง ว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยเชื่อว่า อาจเกิดจากความเข้าใจผิดจากทั้งสองฝ่าย เนื่องจาก การตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของชุดเฉพาะกิจทางเรือ ในการตรวจจับแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน และไม่มีเครื่องขยายเสียงเพื่อแสดงตัวให้ชัดเจน ประกอบกับ เรือประมงดังกล่าว มีพฤติการณ์หลบหนี เพราะหวาดระแวงคิดว่า เรือของเจ้าหน้าที่อาจเป็นเรือโจร จึงเกิดความเข้าใจผิด และยิงขับไล่ขึ้น โดยหลังจากนี้ จะมีการพิจารณาปรับยุทธิวิธีสกัดจับคนร้ายทางเรือ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัญลักษณ์แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ หรือ เครื่องขยายเสียง

"เรื่องนี้จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ว่าเรือประมงดังกล่าว มีความผิดตามที่ได้รับแจ้งหรือไม่ แต่หากเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป" พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าว

โฆษกตร. ระบุมีตร.ระดับ สว.-ชั้นประทวนเอี่ยวสินบนอุ้มชาวเกาหลี

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กองปราบปราบ และกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 สืบสวนข้อเท็จจริงกรณีมีตำรวจเกี่ยวข้องกรณีอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวเกาหลี โดยเบื้องต้น ได้รับรายงานว่า มีตำรวจ 7 นาย เกี่ยวข้อง แบ่งเป็นระดับสารวัตร 2 นาย ส่วนที่เหลือเป็นชั้นประทวน ในสังกัดฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 โดยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจริง ในการเรียกรับผลประโยชน์จากการไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มชาวเกาหลี ในข้อหาเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาตำรวจทั้ง 7 นาย เรียกตัวมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว และหากพบมีความผิดจริง ต้องดำเนินคดีเด็ดขาด
Read more ...

ศรีวราห์เสนอเด้ง 67ผกก. รอง ผบก.-สว.เพียบ

4/1/58
โดยไทยรัฐ เมื่อ 4 ม.ค.2557

พิษป้ายโฆษณา-ล้างบช.น. ดึงเด็กในคาถาเสียบแทน ข้ามห้วยลงพื้นที่ทําเลทอง

โผย้าย “รอง ผบก.-ผกก.” นครบาลร้อนระอุ “บิ๊กศรีวราห์” ยกเหตุผลสรุปคณะ กรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงป้ายไฟโฆษณาเด้งล้าง 67 ผกก.จาก 88 โรงพักแทบเกลี้ยงเมืองหลวง ผกก.บก.น.4-5-6 ถูกเสนอย้ายไม่มียกเว้น ขยับเด็กสายตัวที่อยู่ฝั่งอีสานลงแทนในพื้นที่ทำเลทอง ด้านรอง ผบก.ยัน สว. ที่เข้าข่ายถูกย้ายเรื่องป้ายไฟป้อมไม่สนเดินหน้ารวมตัวร้อง ก.ตร.ขอความเป็นธรรมคำสั่ง โยกย้าย

พิษป้ายโฆษณาเด้งระนาว ผกก. 67 ตำแหน่งจาก 88 โรงพักนครบาลเปิดทางรับ “คนนอกหน่วย” ลงพื้นที่ทำเลทอง เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 ม.ค. มีรายงานว่า พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. ได้เสนอบัญชีรายชื่อข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบก.และ ผกก.ขอยกเว้นหลักเกณฑ์ในคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2558 เข้าที่สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขออนุมัติยกเว้นหลักเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายในการประชุม ก.ตร. วันที่ 7 ม.ค. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม เป็นประธานการประชุม ก.ตร. โดยก่อน หน้านี้ได้มี ผกก. และรอง ผกก.ที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องป้ายไฟโฆษณาอยู่ในข่ายถูกโยกย้ายออกนอก บช.น.ได้รวมตัวเข้าร้องขอความเป็นธรรม พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เพื่อให้ทบทวนการพิจารณาคำสั่งโยกย้ายของ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. เนื่องจากในคำสั่งได้เสนอย้าย ผกก. 67 โรงพัก จาก 88 โรงพัก โดยอ้างความ ผิดเรื่องป้ายไฟโฆษณาเพื่อใช้เป็นเหตุโยกคนนอกหน่วยเข้ามาลงในพื้นที่นครบาล

สำหรับรายชื่อที่อยู่ในโผเด้งออกนอก บช.น. ได้แก่

บก.น.1
พ.ต.อ.จักรภพ สุคนธราช ผกก.สน.ชนะสงคราม
พ.ต.อ.สมาน รอดกำเนิด ผกก.สน.พญาไท
พ.ต.อ.ภานพ วรธนัชชากุล ผกก.สน.ดินแดง
พ.ต.อ.ธนกรณ์ ก้อนแก้ว ผกก.สน.บางโพ
พ.ต.อ.กิติ ยุกตานนท์ ผกก.สน.มักกะสัน
พ.ต.อ.มนต์ชัย ศรีประเสริฐ ผกก.สน.สามเสน

บก.น.2
พ.ต.อ.อธิป พงษ์ศิวาภัย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง
พ.ต.อ.ภัทรภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผกก.สน.เตาปูน
พ.ต.อ.วีระศักดิ์ ฝอยทอง ผกก.สน.บางเขน
พ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน ผกก.สน.บางซื่อ
พ.ต.อ.ชาตรี กาญจนกันติ ผกก.สน.พหลโยธิน
พ.ต.อ.ณัฎฐ์ภาณพ วัชรเสวี ผกก.สน.ประชาชื่น
พ.ต.อ.เชวงศักดิ์ สินสูงสุด ผกก.สน.สายไหม

บก.น.3
พ.ต.อ.กัญชล อินทราราม ผกก.สน.มีนบุรี
พ.ต.อ.สิทธิภาพ ใบประเสริฐ ผกก.สน.หนองจอก
พ.ต.อ.ปพณพัชร์ ตั้งจิตจารุพัชร์ ผกก.สน.จรเข้น้อย
พ.ต.อ.เฉลิมพรรษ์ เปาอินทร์ ผกก.สน.นิมิตรใหม่
พ.ต.อ.สมิง รอดรัตษะ ผกก.สน.ประชาสำราญ
พ.ต.อ.คมสัน แตงจุ้ย ผกก.สน.ลาดกระบัง

บก.น.8
พ.ต.อ.วิศัลย์ ศุภวงศ์ ผกก.สน.ตลาดพลู
พ.ต.อ.นิพนธ์ เจริญศิลป์ ผกก.สน.ทุ่งครุ
พ.ต.อ.สมบัติ แก่นวิจิตร ผกก.สน.บางคอแหลม
พ.ต.อ.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ ผกก.สน.บางมด
พ.ต.อ.ฐาประวิชญ์ อินทะชัย ผกก.สน.บางยี่เรือ
พ.ต.อ.กัมปนาท อรุณริรีโรจน์ ผกก.สน.บุคคโล
พ.ต.อ.ยุทธนา ปุญชรัศมิ์ ผกก.สน.บุปผาราม
พ.ต.อ.ไพรัช แทนศิริ ผกก.สน.ปากคลองสาร
พ.ต.อ.เจษฎา สวยสม ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ
พ.ต.อ.ธนันท์ธร รัตนสิทธิภาคย์ ผกก.สน.สมเด็จเจ้าพระยา
พ.ต.อ.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผกก.สน.สำเหร่
พ.ต.อ.ยศ วิทิตปภาธำรง ผกก.สน.เทียนทะเล
พ.ต.อ.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผกก.สน.บางขุนเทียน
พ.ต.อ.พิษณุ พรานพนัส ผกก.สน.บางบอน
พ.ต.อ.สุรพงษ์ จงสูงเนิน ผกก.สน.เพชรเกษม
พ.ต.อ.มนตร์ชัย รัตนะวิศ ผกก.สน.แสมดำ
พ.ต.อ.สุทธา กรรณสูต ผกก.สน.หนองแขม

บก.น.4 บก.น.5 และบก.น.6 มีการเสนอย้ายทุกตำแหน่ง
พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ พรหมสวัสดิ์ ผกก.สน.หัวหมาก
พ.ต.อ.วัทวัฒน์ ชินคำ ผกก.สน.ลาดพร้าว
พ.ต.อ.สรรค์หกิจ บำรุงสวัสดิ์ ผกก.สน.วังทองหลาง
พ.ต.อ.ธนวัตร วัฒนกุล ผกก.สน.โชคชัย
พ.ต.อ.อภิวิชญ์ ภัทรกุล ผกก.สน.บึงกุ่ม
พ.ต.อ.วีรชัย โพธิปัตชา ผกก.สน.บางชัน
พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ ผกก.สน.ประเวศ
พ.ต.อ.สมพร กฤษณพิพัฒน์ ผกก.สน.อุดมสุข

บก.น. 5
พ.ต.อ.จีรเดชน์ เหมจินดา ผกก.สน.คลองตัน
พ.ต.อ.ชูตระกูล ยศมาดี ผกก.สน.ทองหล่อ
พ.ต.อ.กิตติพงษ์ สุวรรณ ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ
พ.ต.อ.เกติ์ฉกาจ นิลประดับ ผกก.สน.ท่าเรือ
พ.ต.อ.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผกก.สน.บางนา
พ.ต.อ.อดิศร เสมสวัสดิ์ ผกก.สน.บางโพงพาง
พ.ต.อ.ฤทธิกร สายสนั่น ณ อยุธยา ผกก.สน.พระโขนง
พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก.สน.ลุมพินี
พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.วัดพระยาไกร

บก.น.6
พ.ต.อ.จารุต ศรุตยาพร ผกก.สน.ปทุมวัน
พ.ต.อ.ชัยรพ จุณณวัตน์ ผกก.สน.จักรวรรดิ
พ.ต.อ.รัชพล บุญนาค ผกก.สน.บางรัก
พ.ต.อ.สรรเสริญ ใช้สถิตย์ ผกก.สน.พระราชวัง
พ.ต.อ.มนตรี เทศขัน ผกก.สน.พลับพลาไชย 1
พ.ต.อ.ศักดา ดามาพงศ์ ผกก.สน.พลับพลาไชย 2
พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.สำราญราษฎร์
พ.ต.อ.สินเลิศ สุขุม ผกก.สน.ยานนาวา

สำหรับรายชื่อที่ได้รับการยุติเรื่องจากคณะกรรมการสอบสวนระดับ บก. 16 คน ได้แก่
พ.ต.อ.ศุภกิจ ต่อบุญ ผกก.สน.ดุสิต
พ.ต.อ.สุวัฒน์ ตันติมาสน์ ผกก.สน.นางเลิ้ง
พ.ต.อ.บันลือศักดิ์ แสงสว่าง ผกก.สน.ห้วยขวาง มีแรงหนุนจาก พล.ต.อ.อัยยรัช เวสสะโกศล อดีต รอง อ.ตร.นายของ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.
พ.ต.อ.ปรีชา กองแก้ว ผกก.สน.สุทธิสาร
พ.ต.อ.สมบัติ หงษ์ทอง ผกก.สน.โคกคราม
พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผกก.สน.ดอนเมือง
พ.ต.อ.สราวุธ จินดาคำ ผกก.สน.คันนาวา สายตรงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.
พ.ต.อ.นครินทร์ สุคนธวิท ผกก.สน.ท่าข้าม
พ.ต.อ.วราวัชร์ ธรรมสโรช ผกก.สน.ภาษีเจริญ
พ.ต.อ.ณรงค์ ถัดทะพงษ์ ผกก.สน.หนองค้างพลู
พ.ต.อ.ภาณุเดช สุขวงศ์ ผกก.สน.หลักสอง สายตรง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
พ.ต.อ.สันทัด ลยางกูร ผกก.สน.ร่มเกล้า
พ.ต.อ.อัศวยุทธ นุชพุ่ม ผกก.สน.ฉลองกรุง
พ.ต.อ.สุปัฎน์ จรจันทึก ผกก.สน.ลำหิน
พ.ต.อ.จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผกก.สน.ลำผักชี
พ.ต.อ.จำลอง สว่างวงศ์ ผกก.สน.สุวินทวงศ์

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษก ตร.กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. ที่รับผิดชอบคำสั่งโยกย้ายของ บช.น. จะต้องมีการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงให้รอบคอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย ผกก.บางคนเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในตำแหน่งช่วงที่มีการติดตั้งป้ายไว้ก่อนแล้วเป็นเรื่องของ ผบช.น.ต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนเสนอรายชื่อโยกย้าย เชื่อว่า ผบช.น.จะทำอย่างรอบคอบไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องไม่เป็นธรรม เพราะถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นผู้ที่เป็นคณะกรรมการต้องรับผิดชอบ เพราะนโยบายของ ผบ.ตร.ต้องการให้การแต่งตั้งมีความโปร่งใส เป็นธรรม เท่าเทียม ไม่ให้กลั่นแกล้ง เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมเข้ามาทำงานในแต่ละพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าว พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.ได้มีคำสั่งให้ทุก บก.สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีป้ายไฟโฆษณาที่ติดอยู่ตามป้อมจราจรทั่วกรุงเทพมหานครที่ไม่ได้ขอติดตั้งตามกฎหมาย แยกเป็นป้ายแบบจอแอลอีดีตั้งข้างป้อมจราจรและป้ายโฆษณาที่อยู่บนป้อมจราจร โดยให้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเร่งสรุปผลการสืบสวนสอบสวนให้ทันคำสั่งโยกย้าย รอง ผบก.และ ผกก.ในเดือน ม.ค.

โดยมีการเสนอขออนุมัติหลักเกณฑ์เพื่อย้าย ผกก.หัวหน้าสถานี 67 โรงพักที่ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยเพื่อใช้เป็นเหตุผลโยกย้ายพ้นตำแหน่ง โดยมีการเสนอชื่อ ผกก.ใน บช.ภ.3 และ บช.ภ.4 เข้ามาลงในตำแหน่งพื้นที่ทำเลทอง

ส่วนใหญ่เป็นคนสนิทของ ผบก.น.2 ผบก.น.6 และ ผบก.ศสส.บช.น. ทีมงานคนสนิทของ พล.ต.ท.ศรีวราห์ ทำให้ตำรวจ บช.น.ได้รับความเดือดร้อนที่ถูกอ้างเรื่องป้ายไฟโฆษณาโยกย้ายสลับ รอง ผบก.ยัน สว.กว่า 200 ตำแหน่ง เปิดตำแหน่งเอาคนนอกหน่วยในสายลงในพื้นที่ทำเลทอง

และมีรายงานว่า ผกก.ที่อยู่ในข่ายต้องโดนเด้งนอกหน่วยได้มีการรวมตัวเพื่อยืนหนังสือขอความเป็นธรรมกับ ผบ.ตร.และ รอง ผบ.ตร.ในฐานะคณะกรรมการ ก.ตร. เพื่อขอให้ทบทวนคำสั่งโยกย้ายของ บช.น.
Read more ...

แต่งตั้งยุติธรรม

25/12/57
โดยสหบาท นสพ.ไทยรัฐ เมื่อ 25 ธ.ค.2557

ในอดีตยังไม่เคยเห็นในคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจครั้งใดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บช.ก. และ บช.น. จะรู้สึกไม่มีความปลอดภัยต่อการรับราชการในอาชีพตำรวจ

กับคำประกาศส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยออกนอกกองบัญชาการต้นสังกัดเดิม

บช.น.มีกระแสข่าวในเรื่องของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง “ป้ายโฆษณา” ที่ถูกตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงหรืออาจถึงขั้นตั้งกรรมการทางวินัยร้ายแรง ทำให้ตำรวจหลายโรงพักมีตำหนิ เป็นตัวเลือกส่งออกนอกกองบัญชาการ

ทั้งที่เรื่องหรือป้ายดังกล่าวที่มีปัญหา อาจมีมาก่อนที่เขาเหล่านั้น จะมาดำรงตำแหน่งเสียอีก เป็นเรื่องใหญ่ที่หยิบมาเล่นงาน เหมือนในอดีตผู้บังคับบัญชาไม่เคยมีการผิดพลาดในการทำหน้าที่หรือบริสุทธิ์ยุติธรรมทุกคน เหตุใดจึงมีการเร่งรัดดำเนินการในช่วงเวลาคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย มีนัยสำคัญหรือมี “ใบสั่ง” ให้เอาคนมาลงในพื้นที่สำคัญ

อดีตยุคนครบาลที่แข็งแกร่งต่อสู้กับเหล่าอาชญากรในเมืองกรุง ตำรวจลูกหม้อ ผ่านร้อนหนาว ใน บช.น.ยาวนานกว่าจะใหญ่โตได้ต้องสั่งสมประสบการณ์และคุ้นเคยในนครบาลเป็นอย่างดี

ตำรวจนอกหน่วยเข้ามาได้ยากมาก ในระยะหลายปีผ่านมา ปรากฏว่ากฎเกณฑ์ที่เจ้านายเก่าเคยสร้างกฎ กติกา มารยาท ได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง นักสืบแท้ๆในเมืองกรุงที่มุ่งมั่น ชำนาญ น้อยมากแทบสูญพันธุ์

สถานภาพ บช.ก.ไม่ได้แตกต่าง มีกระแสข่าวจะเอาตำรวจใน บช.ก.ออกไปจำนวนมากอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันใกล้ชิดกับอดีต ผบช.ก. และอ้างว่าเหลือคนที่ไม่เกี่ยวข้องไว้ทำงานต่อเพื่อสร้างหน่วยใหม่

จึงมีคำถามมากมายว่า ผู้ที่เหลืออยู่บริสุทธิ์ ไม่มีด่างพร้อย ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเคยได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากอดีต ผบช.ก.และทีมงานจริงหรือ...

พวกมดงาน สว. รอง ผกก. ผกก. รอง ผบก.ทั้งหลายที่เอาเขาออกไปจากหน่วย เขาผิดทั้งหมด หรือเพียงเพื่ออ้างจัดเอาคนมาลงในตำแหน่งเท่านั้น

ลองคิดดูว่าวันนั้นอดีต ผบช.ก.สั่งงานให้นโยบาย มีใครไม่ทำหรือไม่สนองนโยบายบ้าง คนสนองนโยบายเป็นนโยบายที่ชอบด้วยกฎหมาย เขาผิดไหมที่ทำตามนโยบายของผู้มีอำนาจ

วันนี้หากผู้บังคับบัญชาทำผิดบ้างเขาที่กำลังทำอย่างตั้งใจนี้จะผิดและรับผลของกรรมด้วยไหม

เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ใน ตร.ต้องตระหนักให้ความสำคัญความวุ่นวายทั้งใน บช.น.และ บช.ก.

ถ้าคิดว่า “ขวัญกำลังใจ” เป็นส่วนสำคัญของงานตำรวจ.
Read more ...

แต่งตั้งตำรวจวงจรอุบาทว์เหมือนเดิมทุกปี

15/12/57
เมื่อ 15 ธ.ค.2557

"อดีตบิ๊กสีกากี"เผยแต่งตั้ง ตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึง สว. เลวร้ายมีแทรกแซงหนักกว่าทุกยุค โยกเครือข่ายอดีตบิ๊ก ผช.ก.และในสังกัด บช.น. ออกนอกหน่วยกว่า 200 นาย

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)วันที่ 15 ธ.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากได้มีการจับกุม พล.ต.ท.พงพัฒน์ ฉายาพันธ์ อดีต ผบช.ก.พร้อมข้าราชการตำรวจเครือข่ายอีกอีกจำนวนหนึ่งนั้น ทำให้มีตำแหน่งว่างในสังกัด บชก. ว่างเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายตำแหน่ง

ดังนั้นทำให้ข้าราชการตำรวจใน บชก.ที่จะได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสูงขึ้นไม่ครบหลักเกณฑ์เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมีรายงานว่าในการแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.ถึง สว.ในสังกัด บชก.และ บช.น.ในครั้งนี้นั้นทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธาน ก.ตร. ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ มีนโยบายการปรับโยกตำรวจที่เชื่อว่าเป็นเครื่อข่าย พล.ต.ท.พงพัฒน์ ออกนอกหน่วยพร้อมทั้งยังกำชับไม่ให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่สังกัดใน บช.น. บช.ส. บช.ภ.1,2,7และจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เป็นเวลา 2 ปี

โดยรายชื่อที่เชื่อว่าเป็นเครือข่ายของพล.ต.ท.พงพัฒน์ ได้ส่งให้กับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.แล้ว ทางพล.ต.อ.สมยศก็ได้ส่งรายชื่อดังกล่าวไปยัง สกพ.และให้ทาง พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. รรท.ผบช.ก.รับไปจัดทำบัญชีตาม นโยบายของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งมีรายงานว่ามีรายชื่อนายตำรวจที่มีชื่อออกจากหน่วย บช.ก.และบช.น.มีจำนวนถึง 262 นาย แยกระดับ รอง ผบก.จำนวน 24 นายระดับ ผกก.จำนวน 52 นาย ระดับ รอง ผกก.จำนวน 85 นาย และระดับ สว.จำนวน 102 นาย รวมแล้ว 262 นาย ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมานี้ รรท.ผบช.ก.ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความเลขที่ 0026.112/9169 ถึง ผบช.หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร.หรือตำแหน่งเทียบเท่า เพื่อสอบถามว่ามีข้าราชการตำรวจในระดับ รอง ผบก. ถึง สว.รายที่ใดประสงค์จะไปดำรงตำแหน่งในสังกัด บช.ก.หรือไม่ หากมีให้ข้าราชการตำรวจดังกล่าวทำหนังสือสมัครใจตามแบบฟอร์มพร้อมแนบประวัติการรับราชการ(กพ.7)ส่งไปยัง บชก.ภายในวันที่ 15 ธ.ค.(วันนี้)

ทั้งนี้ยังรายงานข่าวอีกว่าในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึงระดับ สว.วาระประจำปี พ.ศ. 2557 นั้นทุก บช.จะต้องจัดทำบัญชีคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายในวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่งไม่ถึง 2 ปีนั้นจะมีการส่งชื่อขอยกเว้นในวันที่ 17 ธ.ค.แล้วส่งรายชื่อ ผู้ที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงในตำแหน่งที่สูงขึ้น ระดับ รอง ผบก.กับ ผกก.เข้าวาระ ก.ตร. เพื่อ ขอมติเห็นชอบในการประชุม ก.ตร.ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานฯในวันที่ 24 ธันวาคม สำหรับหน่วยขึ้นตรง และทุก บช. ผบ.ตร.และ ผบช.จะลงนามคำสั่งแต่งตั้งในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ และมีผลในวันที่ 5. มกราคม 2558 ปีหน้า

มีรายงานว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึงระดับ สว. วาระประจำปี พ.ศ.2557 นั้นได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในหมู่ข้าราชการตำรวจทุกระดับโดยเฉพาะ"แหล่งข่าวระดับสูง"อดีตข้าราชการตำรวจระดับพลตำรวจเอกที่เคยดำรงตำแหน่งเป็น ก.ตร. กล่าวว่า ในขณะนี้มีการกันแชร์ข้อมูลกันทางโซเชียลเน็ตเวิร์ควิพากษ์วิจารย์กันอย่างหนักถึง การแต่งตั้งในยุคนี้ที่ว่าจากที่เคยคาดหวังใว้ว่า องค์ตำรวจปลอดจากการเมืองแล้วจะมีเอกภาพในการแต่งตั้งมากขึ้นนั้น 

แต่กลับมีข่าวจากบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาในอดีตนั้นได้ส่งข้อมูลให้กับตนว่า การแต่งตั้งครั้งนี้หนักกว่าทุกยุคที่ผ่านมา และ หนักกว่าในยุคที่เคยมีการเมืองมาแทรกแซงเสียอีก ซึ่งในเบื้องต้นจากการตรวจสอบข้อมูลก็พบว่าตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้ต้องมีสายสัมพันธ์แล้วได้รับการสนับสนุนกับนายทหารระดับใหญ่ในเหล่าทัพ หรือไม่ก็ต้อง ที่มีคอนเน็คชั่นกับสมาชิก คสช.

แถมทั้งยังได้ข้อมูลมาว่า มีการปักธงในการแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้นทุกระดับในครั้งนี้ ถึง 60 ตำแหน่งที่.โดยที่ ผบช.และผบ.ตร.ไม่มีสิทธิ์พิจารณาเองและเปลียนแปลงได้ แม้แต่ ผบ.ตร. และ ผบช.จะสามารถพิจารณาแต่งตั้งได้เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นเท่านั้น

ตนก็มองว่าถ้าข้อมูลดังกล่าวจริง ก็ถือได้ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติยุคนี้หมดศักดิ์ศรี ล้มเหลวและเลวร้ายมาก ในยุคก่อนๆที่ยังมีแบ่งโควต้ากันเป็นสัดส่วนกันทุกฝ่ายเพื่อให้การบริหารองค์กรให้เดินหน้าไปได้ แต่ถ้าหากผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งลูกน้องตัวที่ใช้ให้เขาทำงาน ไม่ได้ มันก็จบแล้ว จะมาคิดที่จะมาปฎิรูปองค์กรตำรวจ เพียงแค่เริ่มแต่งตั้งก็เห็นได้แล้วว่ามีการแทรกแซง เรื่องคิดที่จะไปปฎิรูปตำรวจเลิกคิดไปได้เลย ทุกรัฐบาลที่เข้ามาคิดแค่จะปฏิรูปตำรวจ 

แต่เรื่องการสร้างระบบคุณธรรมในการแต่งตั้ง และงบประมาณของข้าราชการตำรวจที่เมื่อเทียบหน้างานกับหน่วยงานอื่นแล้วมันน้อยเทียบกันไม่ได้เลย แต่ตนเองเกษียณราชการแล้วได้เพียงแค่เฝ้ามองน้องๆรุ่นหลังอย่างหดหู่ และขอฝากสื่อไปยังท่าน พล.เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีช่วยตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวดูว่าจริงหรือไม่.? หากจริงก็จะได้หาทางแก้ไขเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเสมอต้นเสมอปลายจะได้มีโอกาสเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแหล่งข่าวระดับสูงอดีต ก.ตร. หลายสมัยกล่าว
Read more ...

“ฐิติราช” ยึดเก้าอี้ “ผบช.ก.” เตรียมประเดิม “รักษาการ”

15/12/57
โดย สน.พระอาทิตย์ นสพ.ผู้จัดการ เมื่อ 14 ธ.ค.2557

น่าจะมีความชัดเจนเกือบ 80-90% แล้ว สำหรับชื่อผู้ที่จะมานั่งเก้าอี้ “ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง” หรือ “ผบช.ก.” ซึ่งว่างลง หลังจาก “บิ๊กกิ๊ก” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ตกเป็นผู้ต้องหาคดีแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงเรียกรับผลประโยชน์ เรียกรับผลประโยชน์ส่วยน้ำมันเถื่อน และซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ จน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.เซ็นคำสั่งให้ออกจากราชการ

แม้ “พล.ต.อ.สมยศ” ยังไม่ได้กำหนดฤกษ์งามยามดีในการแต่งตั้งโยกย้าย “นายพล” นอกฤดู และอยู่ระหว่างห้วงเวลาการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับ “นายพัน” ตำแหน่ง สารวัตร (สว.)-รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ทั่วประเทศประจำปี 2557 ซึ่งถูกขีดเส้นใต้ตามมติคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอให้เสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2557

แต่ชื่อผู้ที่จะนั่งเก้าอี้ “ผบช.ก.” คนใหม่ก็ถูกตีตราจองเรียบร้อยแล้ว

“บิ๊กหมู” พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) คือชื่อตำรวจที่จะก้าวขึ้นมากุมบังเหียน “ตำรวจสอบสวนกลาง” คนใหม่!

“สอบสวนกลาง” ในยุคที่มีคาดว่าจะมีการล้างบางตำรวจเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กว่า 200 ราย พ้นจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) กองบังคับการตํารวจทางหลวง (บก.ทล.) กองบังคับการตํารวจรถไฟ (บก.รฟ.) กองบังคับการตํารวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) กองบังคับการตํารวจน้ำ (บก.รน.) กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ทส.)

กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.) กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และกองบังคับการอำนวยการ (บก.อก.)

ชื่อ “พล.ต.ต.ฐิติราช” ไม่ใช่ “ม้ามืด” หรือชื่อโนเนมที่อยู่นอกโผตัวเต็งที่มีโอกาสก้าวเข้ามากุมบังเหียน “ผบช.ก.” แต่เป็นคนหนึ่งที่ซุ่มเงียบรอเข้ามาสวมเก้าอี้เจ้าพ่อ บช.ก.อย่างมั่นใจในแรงหนุนตลอดมา

แม้ช่วงที่ผ่านมากระแสเต็ง 1 จะถูกจับตาไปที่ “บิ๊กปู” พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เนื่องจากได้แรงสนับสนุนจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. รวมทั้ง พล.ต.อ.สมยศ เพราะเคยคลุกคลีอยู่ใน “สอบสวนกลาง” มานาน ทำให้เข้าใจการทำงานของ บช.ก. ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะหน้าที่

แต่พอ พล.ต.อ.สมยศ มีคำสั่งให้ตำรวจ 4 นาย ไปรักษาการตำแหน่ง แทนตำรวจที่อยู่ในเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มีชื่อ “บิ๊กก้อง” พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.5 บก.ทท. น้องภรรยา “บิ๊กหมู” พล.ต.ต.ฐิติราช ไปนั่งเก้าอี้รักษาการ ผกก.1 ป. หรือผู้กำกับกรุงเทพฯ ถือว่าเป็นตำแหน่งไม่ธรรมดา หากไม่แข็งจริงคงไม่ได้มานั่งเก้าอี้รักษาการ เพราะขนาด พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.8 รน. หลานชายพล.ต.อ.สมยศ ยังขยับมานั่งได้แค่รักษาการ ผกก.5 บก.ทท.แทน ทั้งๆ ที่ พ.ต.อ.ภูมินทร์ก็เคยอยู่กองปราบปรามมาก่อน กระแส “บิ๊กหมู” เลยแรงขึ้นเบียด “บิ๊กปู” อย่างสูสี

กระทั่งแม่ทัพใหญ่สีกากีซึ่งควงทีมงานอย่าง พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ รักษาการ ผบช.ก.เดินทางไปราชการที่ประเทศอังกฤษ และเดินทางกลับจากอังกฤษมาถึงประเทศไทยเร็วกว่ากำหนดเดิม 2 วัน ท่ามกลางกระแสข่าวที่เด่นชัดขึ้นมาตามลำดับว่ามี พล.ต.อ.สมยศ ได้รับสัญญาณการสนับสนุน “พล.ต.ต.ฐิติราช” ระดับซูเปอร์เพาเวอร์ ให้แปะชื่อขยับขึ้นเป็น “ผบช.ก.” คนใหม่

ทุกอย่างเลยลงล็อก รวมทั้งทำให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ยังคงปักหลักในตำแหน่ง ผบช.น.ต่อไป

อย่างไรก็ดี ความชัดเจนเหลืออีกไม่มากในการก้าวขึ้นเป็น “ผบช.ก.” ของ พล.ต.ต.ฐิติราช แค่เพียงรอให้ พล.ต.อ.สมยศ ประสานงานไปยังคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อพิจารณาแต่งตั้ง “บิ๊กหมู” ตามระเบียบขั้นตอน โดยคาดว่าน่าจะต้องรอหลังจากบัญชีแต่งตั้งระดับ “นายพัน” ที่จะเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2557 ไปก่อน ซึ่งคงทำในคราวเดียวกับการแต่งตั้ง “นายพลนอกฤดู” ร่วมกับการแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งว่างจากผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการเออร์ลีรีไทร์

แม้ขั้นตอนการเข้ากุมบังเหียนสอบสวนกลางของ พล.ต.ต.ฐิติราช อาจจะต้องรอขั้นตอนและรอเวลาอีกพักใหญ่ แต่ก็ว่ากันว่าการเข้าปฏิบัติหน้าที่ “บิ๊กหมู” น่าจะไม่ต้องรอนาน เพราะแว่วๆ ว่าภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า พล.ต.อ.สมยศน่าจะสะบัดปากกาเซ็นคำสั่งมอบหมายให้ พล.ต.ต.ฐิติราช ทำหน้าที่รักษาการ ผบช.ก.แทน พล.ต.ท.ประวุฒิ ที่ “รักษาการ ผบช.ก.” อยู่ในขณะนี้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการจะแตะไม้ส่งมือระหว่าง พล.ต.ท.ประวุฒิกับ พล.ต.ต.ฐิริราช จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับ “สว.-รอง ผบก.” ในส่วนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเสร็จสิ้น ตามสัญญาใจที่ตกลงให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ดำเนินการจัดโผแต่งตั้ง ส่วน พล.ต.ต.ฐิติราชจะเป็นผู้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งระดับนายพันซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 มกราคม 2558 เท่านั้น ทุกอย่างก็เป็นอันเสร็จสิ้น สมประโยชน์กันทุกฝ่าย
Read more ...

‘สมยศ’เผย‘ตำรวจน้ำ’เอี่ยวส่วยน้ำมันเถื่อน

28/11/57
โดยเนชั่น เมื่อ 28 พ.ย.2557

‘ผบ.ตร.’ เผย ‘ตำรวจน้ำ’ เอี่ยวส่วยน้ำมันเถื่อน พบจ่ายเดือน 12 ล้าน พร้อมแจ้ง 4 ข้อหา 5 คนแก๊ง‘พงศ์พัฒน์’ คุมตัวส่งฝากขังศาลพระโขนงบ่ายนี้

28 พ.ย.57 ตำรวจยังเดินหน้าสืบสวนสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม คดีเครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ร่วมกันกระทำความผิดในหลายข้อหา โดยล่าสุดทางพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อส่วยที่ยึดได้จากบ้านพักของนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ ผู้ต้องหาหนีคำพิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี พบรายชื่อข้าราชการตำรวจหลายหน่วยงาน และชื่อย่อต่าง ๆ ได้สั่งการให้ตรวจสอบทั้งหมดแล้ว พร้อมกันนี้ได้ทำเอกสาร 2 ชุดให้กองบัญชการตำรวจนครบาลและกองบังคับการปราบปรามดำเนินการสอบสวน

พล.ต.อ.สมยศ ระบุว่า พบข้อมูลบัญชีการจ่ายเงินน้ำมันเถื่อนเกิดขึ้นมา 2 ปีแล้ว เกี่ยวข้องเกือบทุกหน่วยงานในพื้นที่ภาคใต้ จะต้องตรวจสอบย้อนหลังทั้งหมด พบยอดเงินสูงสุดที่มีการจ่ายส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานกองบังคับการตำรวจน้ำ สูงถึง 12 ล้านบาท

ส่วนการดำเนินคดีกับนายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา ,นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา,นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา และนายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และนายชากานต์ ภาคภูมิ 5 ผู้ต้องหา กลุ่มเครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก. กลางดึกที่ผ่านมาได้นำตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และทำการแยกตัวสอบปากคำคนละสถานที่ ตำรวจใช้เวลาสอบสวนนานถึง 6 ชั่วโมง ทั้งหมดให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา หลังจากสอบสวนเสร็จสิ้นได้คุมตัวทั้ง 5 คนฝากขังแยกตามสน.ในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 ก่อนที่จะมีการนำตัวไปฝากขังศาลจังหวัดพระโขนงในเวลา 13.00 น.วันนี้

เบื้องต้นทั้งหมดถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 4 ข้อหา 1.ข้อหา ม.112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 2.ข้อหา ร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ โดยมีอาวุธและกักขัง โดยร่วมกันตั้งแต่ 5 คน 3. หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือประการกระทำใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใด ให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และ4.ร่วมกันลักทรัพย์

ขณะที่ทางกรมศิลปากร จะมีการแถลงข่าวผลการตรวจวัตถุโบราณ ศิลปวัตถุ จำนวนกว่า 30,000 ชิ้นที่ทำการตรวจยึดได้จากบ้านพักของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ในช่วงบ่ายวันนี้ ในการตรวจสอบวัตถุโบราณดังกล่าวจะต้องตรวจสอบอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ และประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย พร้อมกับสอบสวนถึงที่มาที่ไปของการครอบครองโบราณวัตถุ จากผู้ครอบครองเป็นรายบุคคล โดยจะต้องชี้แจงได้ว่ามาได้มาจากไหน เมื่อใด และเหตุผลของการครอบครอง เพราะบางชิ้นอย่างเช่น เทวรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่เคยอยู่ในเทวสถาน หรือพระพุทธรูปที่อยู่ในวัด เหตุใดจึงมาอยู่ในเซฟเฮ้าส์ได้ ทั้งนี้กฎหมายไม่ได้ห้างไม่ให้ครอบครองโบราณวัตถุแต่การครอบครองนั้นจะต้องชอบด้วยกฎหมาย หากพบว่าการครอบครองและการได้มามิชอบจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535
Read more ...

ยุติคำสั่งย้าย “ชัยทัต บุญขำ” ผบก.ป. แต่ให้ปฏิบัติราชการ สนง.นายตำรวจราชสำนักประจำ

26/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 26 พ.ย.2557

ผบ.ตร.ยุติคำสั่งเด้ง “ชัยทัต บุญขำ” ผบก.ป.ที่ถูกให้มาปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. แต่ให้ไปปฏิบัติราชการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำแทน

วันนี้ (26 พ.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามคำสั่ง ตร.ที่ 643/2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ ใจความว่า เพื่อให้การปฏิบัติราชการของสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ จึงยุติการให้

พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผู้บังคับการกองปราบปราม 

ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ตามคำสั่ง ตร.ที่ 625/2557 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และให้ พล.ต.ต.ชัยทัต ปฏิบัติราชการ สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำมอบหมาย ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง สำหรับ พล.ต.ต.ชัยทัตนั้น ได้รับคำสั่งให้ช่วยราชการ ศปก.ตร.พร้อมกับ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 ป.ซึ่งเสียชีวิตแล้ว และเป็นหนึ่งในเครือข่ายกระทำผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. แต่จากการสืบสวนไม่พบว่าร่วมกระทำผิดจึงไม่มีการออกหมายจับหรือไม่มีคำสั่งอื่นใด เพียงกันไว้เป็นพยานเท่านั้น 
Read more ...

ผงะเซฟพงศ์พัฒน์ เงินพันล. ชี้ทำเสื่อมพระเกียรติ ทั้ง"โฉนด-พระ"เฉียดหมื่นล้าน ผบ.ตร.ให้ออกพร้อม"7ตำรวจ"

24/11/57
โดยข่าวสด เมื่อ 24 พ.ย.2557

ทั้ง"โฉนด-พระ"เฉียดหมื่นล้าน ผบ.ตร.ให้ออกพร้อม"7ตำรวจ" กัน"ผู้การกองปราบ"เป็นพยาน ยันผกก.1 ป.ที่ตกตึก-ฆ่าตัวตาย

ตะลึงค้นบ้าน"พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์" อดีตผบช.ก. พบเงินสดนับพันล้านซุกในตู้เซฟหลายใบพร้อมยึดโฉนดที่ดิน-พระเครื่องจำนวนมากมูลค่าเฉียดหมื่นล้านบาท ผบ.ตร.เซ็นคำสั่งให้ออกจากราชการพร้อม 6 ตร. ขณะที่ ผบช.สตม.ให้ผกก.ที่เกี่ยวข้องออกตามรวมเป็น 7 นาย พร้อมจ่อตั้ง กก.สอบวินัยร้ายแรง หลังถูกจับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและเรียกรับสินบน ส่วนผู้การกองปราบฯ รอด เพราะให้การเป็นประโยชน์และไม่เกี่ยวข้องกับคดี ม.112 โฆษก ตร.ย้ำทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ยันผกก.1 ป.ฆ่าตัวตายเพราะเครียดมีชื่อพัวพันคดีนี้ด้วย ส่วนผู้ต้องหาหญิงที่ยังหลบหนีสอบพบทำหน้าที่ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน

จากกรณีศาลอาญาออกหมายจับพล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ช่วยราชการศปก.ตร. ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ และเป็นเจ้าพนักงาน เรียกรับสินบนหรือประโยชน์อื่นใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ 149 นอกจากนี้ออกหมายจับตำรวจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 6 นาย ประกอบด้วยพล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป., พล.ต.ต. บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน., พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล ผกก.ตม.สมุทรสาคร, ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และด.ต. ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. กับพลเรือนอีก 3 คน ประกอบด้วยนางสุดาทิพย์ ม่วงนวล, นางสวงค์ มุ่งเที่ยง และนายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช รวมเป็น 10 คน ขณะที่พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผกก.1 ป. ที่เพิ่งเสียชีวิตจากการตกจากที่สูงเมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมาพบว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ด้วย เบื้องต้นตำรวจควบคุมพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กับพวกรวม 8 คน โดยมีนางสุดาทิพย์อยู่ระหว่างหลบหนี ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 23 พ.ย. รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.มีคำสั่ง ตร.ที่ 632/2557 ลงวันที่ 23 พ.ย.2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน โดยคำสั่งดังกล่าวระบุว่า อาศัยอำนาจตามมาตรา 95 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบกฎก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 8

จึงมีคำสั่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ ผบช.ก.ปฏิบัติราชการศปก.ตร. พล.ต.ต. โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก.ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร.พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน.ปฏิบัติราชการศปก.ตร. พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ผกก.4 บก.ปคบ. ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และด.ต. ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. ออกจากราชการไว้ก่อน ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อนึ่งผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามคำสั่งนี้มีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อก.ตร.ตามพ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 105 ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่งและประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองหรือส่งไปทางไปรษณีย์ลงทะเบียนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอรับผลการวินิจฉัยอุทธรณ์

มีรายงานว่าในวันที่ 24 พ.ย.นี้ พล.ต.อ. สมยศจะมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับนายตำรวจทั้ง 6 นายด้วย

วันเดียวกัน พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) มีคำสั่ง สตม.ที่ 258/2557 ลงวันที่ 23 พ.ย.2557 ให้พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.ตม. สมุทรสาคร ออกจากราชการไว้ก่อนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าสำหรับคำสั่งให้ออกจากราชการของตำรวจทั้งหมด ไม่มีรายชื่อ พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป. เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากนักและให้การเป็นประโยชน์อย่างมาก จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะกันตัวไว้เป็นพยาน

ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร. รรท.ผบช.ก และโฆษก ตร. กล่าวว่า มีการควบคุมตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวกรวม 8 คนไว้แล้ว มีแจ้งข้อหาและรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างควบคุมตัว เพื่อสอบสวนและจะนำตัวไปรายงานตัวฝากขังต่อศาลอาญาในวันที่ 24 พ.ย. ส่วนพลเรือนอีก 2 คนนั้นอยู่ระหว่างการติดตามจับกุม

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวด้วยว่า จากการสืบสวนสอบสวนมีพยานหลักฐานว่ามีการกระทำอันทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ ซึ่งรายละเอียดพฤติการณ์การกระทำผิดจะมีการแถลง เปิดเผยหลักฐานต่อสื่อมวลชนอย่างละเอียดอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งจากการสอบสวนทั้งหมดให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา

โฆษก ตร.กล่าวด้วยว่า สำหรับพ.ต.อ. อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีตผกก.1 ป. ที่เสียชีวิตนั้นจากการสืบสวนพบอยู่ในขบวนการเดียวกันร่วมกระทำความผิด โดยก่อนหน้านี้เชิญตัวมาให้ข้อมูลแล้วและให้ความร่วมมืออย่างดี แต่ขณะนั้นยังไม่ขออนุมัติหมายจับจึงยังไม่ควบคุมตัวไว้ กระทั่งต่อมาทราบว่าหลังพ.ต.อ.อัครวุฒิ์ให้ข้อมูลแล้วก็ไปกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ด้วยความเครียดและเกรงกลัวถูกดำเนินคดี ทรายภายหลังว่าก่อนเข้าให้ข้อมูลนั้น พ.ต.อ.อัครวุฒิ์มีอาการเครียดโดยพยานยืนยันว่าพยายามฆ่าตัวตายถึง 3 ครั้ง และเขียนข้อความลาตายทิ้งไว้ด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่าตำรวจและหน่วยอรินทราชเข้าจับกุมพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพล.ต.ต. โกวิทย์ พร้อมพวกเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นนำทั้งหมดไปสอบปากคำที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง ก่อนที่ในช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 23 พ.ย. จึงแยกผู้ต้องหาทั้งหมดควบคุมผู้ต้องหาตามห้องขังสถานีตำรวจ นครบาลต่างๆ รวม 8 แห่ง โดยพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สน.เตาปูน ซึ่ง ผบช.ก.สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวสีกากี ไม่มีท่าทีเคร่งเครียดแต่อย่างใด

รายงานข่าวแจ้งอีกว่าในการเข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาทั้ง 8 คนพบหลักฐานและทรัพย์สินจำนวนมาก โดยเฉพาะที่บ้านพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พบเงินสดนับพันล้านบาท เก็บไว้ในตู้เซฟหลายใบ ตำรวจใช้เวลานานนับชั่วโมงกว่าจะเจาะตู้เซฟนำเงินออกมาได้ทั้งหมด นอกจากนี้มีทรัพย์สินอื่น อาทิ พระพุทธรูปบูชาหายาก กว่า 100 องค์ พระเครื่องชื่อดังจำนวนหลายพันองค์ โฉนดที่ดินจำนวนมาก รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ร่วม 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าสำหรับนางสุดาทิพย์ และนางสวงค์ ผู้ต้องหาที่เป็นพลเรือนทำหน้าที่ดูแลเรื่องทรัพย์สินและยักย้ายถ่ายเทต่างๆ โดยนางสุดาทิพย์อยู่ระหว่างหลบหนี
Read more ...

สั่งย้ายด่วน! "ผู้กำกับฯตม.สมุทรสาคร" ให้ไปรายงานตัว ภายใน 10โมงเช้า พรุ่งนี้!

18/11/57
โดยมติชน เมื่อ 17 พ.ย.2557

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. พล.ต.ต.สุกิจ โคอินทรางกูร รองผบช.สตม. รรม.ผบช.สตม. มีคำสั่งสำนักงานตรวจค้นเข้าเมืองที่ 255/2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ

ระบุว่า เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการของสำนักงานตรวจค้นเข้าเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 และมาตรา 71 แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และข้อ 8(2) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2551 จึงให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการและรักษาราชการแทน ดังนี้

1. ให้พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.ตม.สมุทรสาคร บก.ตม. 3 ไปปฏิบัติราชการที่ศปก.สตม. โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผบช.สตม.มอบหมาย จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้ไปรายงานตัวที่ศปก.สตม. ภายในวันที่ 18 พ.ย. เวลา 10.00 น.

2.ให้พ.ต.อ.พิชญา บุญขจร รองผบก.ตม. 6 รรท.ผกก.ตม.จังหวัดสมุทรสาคร บก.ตม. 3 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
Read more ...

ฉวยโอกาส “ซ้ำยามดวงตก”สลายขั้วอำนาจ “พงศ์พัฒน์”

17/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 17 พ.ย.2557

เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ตำแหน่งสำคัญๆในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยเฉพาะ “กองปราบปราม” หน่วยกำลังระดับเกรดเอ เก้าอี้ “ผกก.” เกือบทุกกองกำกับการ เป็นตำรวจสายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์แทบทั้งสิ้น จนถึงขนาดมีเสียงกล่าวขานกันว่า กองปราบปราม คือ อาณาจักรย่อมๆของ “ผู้ใหญ่บ้าน” ที่ใครก็อย่าไปยุ่ง

คำสั่งฟ้าผ่า! บช.ก. หรือกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เด้ง 3 นายพล 1 นายพัน พ้นจากตำแหน่งไปปฏิบัติราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจ(ศปก.ตร.) แบบขาดจากตำแหน่งเดิม และไม่มีกำหนดเวลา แม้ “บิ๊กอ๊อด”พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม่ทัพใหญ่สีกากี จะอ้างย้ายเพื่อให้ไปทำงานสำคัญ

แต่พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นก็ปฏิเสธไม่ได้ นี่คือ ปฏิบัติการ “ล้างบาง”สอบสวนกลาง!!!

เพราะหลังจากบิ๊กอ๊อดเซ็นคำสั่งเด็ดหัวพี่ใหญ่ให้ 

“บิ๊กกิ๊ก”พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) และ

เพื่อนเลิฟ “บิ๊กโก”พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รองผบช.ก. 

ไปปฏิบัติราชการ ศปก.ตร. โดยขาดจากตำแหน่งเดิมแล้ว

จากนั้นถัดมาอีกเพียง 2 วัน คำสั่งระลอกสองให้ 

“บิ๊กเจี๊ยบ”พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผู้บังคับการกองปราบปราม(ผบก.ป.) และ

พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผู้กำกับการ(ผกก.1) บก.ป. 

ไปปฏิบัติราชการ ศปก.ตร. โดยขาดจากตำแหน่งเดิมเช่นกัน

การออกคำสั่งดังกล่าว ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจน ถึงเวลาที่“กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง” ต้องมีการปรับทัพจัดทิศกันครั้งใหญ่ เพราะเช็ครายชื่อ 2 นายพล 1 นาย พัน ที่ร่วมชะตากรรมกับ “บิ๊กกิ๊ก” โดนคำสั่งไปปฏิบัติราชการ ศปก.ตร.ครั้งนี้ ล้วนมีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดแน่นแฟ้นกันทั้งสิ้น

“บิ๊กโก” พล.ต.ต.โกวิทย์ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ(นรต.) รุ่น 31 เป็นเพื่อนร่วมรุ่นพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่สนิทสนมกันมาก เนื่องจากเป็นคนสมุทรสงครามด้วยกัน จะคอยดูแลช่วยงานใกล้ชิด “บิ๊กกิ๊ก”เหมือนเป็นหัวหน้าสำนักงาน ผบช.ก.

“บิ๊กเจี๊ยบ”พล.ต.ต.ชัยทัต นรต.รุ่น 39 เป็นเด็กปั้นของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มาตั้งแต่เป็น ผกก.ปพ. และขยับขึ้น รองผบก.ป. ก่อนได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นเป็น ผบก.ป. ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา

ส่วน“บิ๊กอั้ม”พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ นรต.รุ่น 49 ลูกน้องคนสนิทที่”บิ๊กกิ๊ก”ไว้ใจให้เป็นคนจัดบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายในส่วนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตลอด 3-4 ปีที่นั่งเก้าอี้ ผบช.ก.

และก็เป็นที่คาดหมายกันว่า หากไม่มีคำสั่งให้ใครไปปฏิบัติราชการ ศปก.ตร.อีกเป็นระลอก 3ระลอก 4 ช่วงนี้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รองผบก.-สารวัตร ประจำปี 2557เชื่อว่าตำรวจที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ก็น่าจะต้องถูกปรับเปลี่ยนจากเก้าอี้ล็อตใหญ่

เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ตำแหน่งสำคัญๆในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยเฉพาะ “กองปราบปราม” หน่วยกำลังระดับเกรดเอ เก้าอี้ “ผกก.” เกือบทุกกองกำกับการ เป็นตำรวจสายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์แทบทั้งสิ้น จนถึงขนาดมีเสียงกล่าวขานกันว่า กองปราบปราม คือ

อาณาจักรย่อมๆ ของ “ผู้ใหญ่บ้าน” ที่ใครก็อย่าไปยุ่ง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือ บิ๊กสีกากีก็ตาม

เมื่อกำแพงเหล็กพังทลาย ขุนศึก นายกองที่เคยอยู่ในอาณาจักร ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องแตกกระสานซ่านเซ็น ตำรวจระดับ ผกก. ซึ่งมีความใกล้ชิดพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และมีบทบาทเก้าอี้สำคัญใน บช.ก. ต้องจับตาว่าน่าจะโดนโยกย้ายไปตำแหน่งอื่น

โดยเฉพาะกองปราบปราม ปัจจุบันทุกกองกำกับการล้วนเป็นตำรวจที่ใกล้ชิด “บิ๊กกิ๊ก” เริ่มจาก 

กองกำกับการ 1 ป. พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ ซึ่งถูกคำสั่งไปปฏิบัติราชการแล้ว แนวโน้มไม่ได้กลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมมีสูง เพราะเชื่อว่า พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.5 บก.ทท. ที่มารักษาการ ผกก. 1 ป. ตั๋วแข็งโป๊ก มานั่ง ผกก. 1 ป. เต็มตัวแน่

เช่นเดียวกับ 

กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ(ปพ.) พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.ปพ.ช่วยราชการสำนักงาน ผบช.ก. คงต้องเปิดเก้าอี้ให้ “บิ๊กต่อ”พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผกก.ปพ. รักษาการ ผกก.ปพ. นั่งเก้าอี้แทนเช่นกัน

รวมทั้ง 

กองกำกับการ 2 ป. พ.ต.อ.นิรันดร นามสุวรรณ ผกก. 2 ป., 

กองกำกับการ 3 ป. พ.ต.อ.วรวุฒิ คุณะเกษม ผกก.3 ป., 

กองกำกับการ 4 พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.4 ป., 

กองกำกับการ 5 ป. พ.ต.อ.วัชรพล ทองล้วน ผกก.5 ป., 

กองกำกับการ 6 พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผกก.6 ป.

ก็ไม่น่าจะหนีสัจธรรม “สมบัติผลัดกันชม”พ้น

นอกจากนั้นยังมี 

พ.ต.อ.อภิชัย ดุษฏีพฤฒิพันธุ์ ผกก.2 ทล. 

พ.ต.อ.สฤษดิ์ พุทธพงษ์ศิริพร ผกก.5ปคม. 

พ.ต.อ.ธนาวุฒิ ท้วมสมบุญ ผกก.2 ปอศ. 

พ.ต.อ.เจนกมล คำนวณ ผกก.4 ปอศ. 

พ.ต.อ.ภูการวิก โชติกเสถียร ผกก.5 ปอศ. และ

พ.ต.อ.สิทธิชัย ไกรแสง ผกก.3 ปคบ. 

ก็ต้องหนาวๆร้อนๆ เช่นกัน

ยิ่งเชื่อแน่ว่าเก้าอี้ “ผบช.ก.” ที่พล.ต.ท.พงศพัฒน์ นั่งกุมบังเหียนอยู่ มีเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่จะสามารถรั้งเอาไว้ได้ โดย

”บิ๊กปู”พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.สายตรงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประธานคณะกรรมการช้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)

มีชื่อติดโผจะข้ามห้วยจากนครบาลที่เพิ่งนั่งได้เพียงแค่ 1 เดือน กลับมาถิ่นเก่าคุม “สอบสวนกลาง” แน้วโน้มการล้างขั้วเก่าก็สูงขึ้นตามไปด้วย

เหมือนในการแต่งตั้งระดับ “นายพล” ที่มีการล้างขั้วอำนาจเก่า ในระดับ ผบช.ภ.1-9 สิ้นซาก ไม่เหลืออยู่ในตำแหน่งแม้แต่รายเดียว

“กองปราบปราม” หน่วยงานพิเศษที่ถือว่าเป็นกำลังหลัก มีอำนาจจับกุมทั่วประเทศ มีหรือขั้วอำนาจใหม่ที่เข้ามากุมบังเหียนจะไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง เพราะโอกาสดีๆอย่างนี้ไม่ได้มีบ่อยนัก

นับจากนาทีนี้ คงต้องจับตาปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่จะเกิดขึ้นตามมา หลังจากเกิดฟ้าผ่า ผบช.ก.!
Read more ...

สั่งใช้เว็บ "จับคู่ย้าย" ให้ตร.เสนอสลับเก้าอี้ข้ามหน่วย

29/10/57
 
 
 
 
โดยโพสต์ทูเดย์ เมื่อ 28 ต.ค. 2557 เวลา 20:15 น.

คาดปลายพ.ย.ดีเดย์แต่งตั้งโยกย้าย รอง ผบก.-สว. ผบ.ตร. สั่งใช้เว็บ"จับคู่ย้าย" แชร์ข้อมูลโยกสลับเก้าอี้

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล(รรท.ผบช.สกพ.) ในฐานะ รองโฆษก ตร.เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำ ให้ตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นที่ถูกใจและเป็นที่รักใคร่ของประชาชนและทำอย่างไรข้าราชการตำรวจจึงจะมีความสุขกับภารกิจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดภาวะ ความเครียด เพิ่มความสุขในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับตำรวจ จึงมอบหมายให้ สำนักงานกำลังพลนำโครงการจับคู่ย้าย มาขับเคลื่อนต่อ โดยโครงการนี้ เปิดตัว เมื่อ 15 ส.ค.2556 โดย พล.ต.อ.สมยศ ริเริ่มดำเนินการทำด้วยตัวเอง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งให้ตำรวจที่ต้องการโยกย้ายมาเจอกัน ได้ทำความตกลงกันระหว่างผู้มีความประสงค์ขอแต่งตั้งโยกย้ายข้ามหน่วย ผ่านช่องทาง เว็บไซต์ www.จับคู่ย้าย.com

รรท.ผบช.สกพ. กล่าวว่า การแต่งตั้งในเวลาปี 56 มีตำรวจซึ่งส่วนใหญ่เป็นรองสารวัตร-ชั้นประทวน ใช้ช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเว็บไซด์จับคู่ย้าย 250 ราย สามารถโยกย้ายสับเปลี่ยนกันได้ประมาณ 100 ราย แม้สัดส่วนที่สำเร็จจะไม่มากนัก แต่ถือว่าเป็นประโยชน์มาก การแต่งตั้งครั้งนี้ผบ.ตร.จึงสั่งการให้นำโครงการนี้มาสานต่อ พัฒนาปรับปรุง นำช่องทาง

เว็บไซด์ www.จับคู่ย้าย.com 

เปิดให้ตำรวจที่ต้องการโลกย้ายมาลงทะเบียนข้อมูลในเว็บไซด์นี้ แล้วสำนักงานกำลังพลจะใช้เป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาโยกย้ายตั้งแต่ระดับรองผู้บังคับการ(รองผบก.) ถึงชั้นประทวน ทั้งนี้ตำรวจที่เข้าแจ้งความจำนงค์จับคู่ย้ายหากรายไหนสามารถทำให้ได้ ความประสงค์โยกย้ายสอดคล้องจับคู่กัน ตร.ก็พิจารณาให้ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้การใช้ช่องทางเว็บไซด์นี้เพื่อแสดงความโปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้าย อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งระดับรองผบก.-สว.วาระประจำปี 2557 นี้ ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนพฤศจิกายน และแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม

ด้านพล.ต.ต.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ รอง ผบช.สกพ.กล่าวว่า ตอนนี้สำนักงานกำลังพลกำลังพัฒนาเว็บไซด์ให้สามารถใส่รายละเอียดข้อมูลได้มากขึ้น คาดว่าสัปดาห์หน้าจะสมบูรณ์ อยากให้ตำรวจที่ต้องการโยกย้ายเข้าใช้เว็บไซด์นี้ จากนั้น สกพ.จะเข้าไปนำข้อมูลที่ตำรวจแจ้งความประสงค์มาใช้ประกอบการพิจารณาโยกย้าย ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส โดยข้อมูลในเว็บไซต์นี้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณาเท่านั้น และไม่จำเป็นว่าตำรวจที่ต้องการโยกย้ายทุกคนต้องแจ้งความประสงค์ผ่านเว็บไซต์ แต่ช่องทางนี้จะช่วยให้ตำรวจมองเห็นช่องทางการโยกย้าย ช่วยอำนวยความสะดวกให้เท่านั้น เพื่อเพิ่มความสุขให้แก่ข้าราชการตำรวจ
Read more ...

พล.ต.อ.สมยศ สั่งเร่งพิจารณาคืนความสุขข้าราชการตำรวจ

29/10/57
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 25 ต.ค.2557

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา 

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) 

ได้เรียก 

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (ผบช.สกพ.) และ 
พ.ต.อ.วิบูลย์ สีสุข รองผู้บังคับการ กองทะเบียนพล (ผบก.ทพ.) 

เข้าพบพร้อมกับได้สั่งการให้ไปพิจารณาทบทวนความเหมาะสมในการคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวนผู้มีวุฒิปริญญาโท เพื่อแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้ไปศึกษายกระดับสถานีตำรวจและการแบ่งพื้นที่เขตความรับผิดชอบของสถานีตำรวจให้เกิดความเหมาะสมกับมิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พร้อมทั้งให้ไปพิจารณาปรับลดระยะเวลาในการครองยศของข้าราชการตำรวจในระดับรองสารวัตรของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เพื่อที่จะเลื่อนขึ้นเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้เหมาะสมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และให้ไปพิจารณาเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจที่มีดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีอัตราสูงอยู่นั้น เพื่อเป็นการ "คืนความสุขให้แก้ข้าราชการตำรวจ"

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในข้อสั่งการของ ผบ.ตร. และให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้กองบังคับการอัตรากำลัง (อต.) กองบังคับการทะเบียนกำลังพล (ทพ.) และกองบังคับการสวัสดิการ (สก.) กลับไปพิจารณาศึกษาในรายละเอียดของเรื่องดังกล่าวโดยด่วน แล้วให้ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รอง ผบช.สกพ. สรุปเสนอเรื่องดังกล่าวผ่านไปยัง พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการ สำนักงานกำลังพล (รรท.ผบช.สกพ.) แล้วให้รีบเสนอเรื่องดังกล่าวต่อ ผบ.ตร. เพื่อพิจารณาต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า ถ้าหากเรื่องดังกล่าวทางสำนักงานกำลังพล (สกพ.) นั้นสามารถได้ข้อสรุปที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง ผบ.ตร.เห็นด้วยและเป็นไปได้ในรายละเอียดก็อาจจะบรรจุวาระเข้าในการประชุม ก.ตร. เพื่อขอมติเห็นชอบจากที่ประชุมในโอกาสต่อไป
Read more ...

เด้ง ผกก.พญาไท ช่วยราชการ บก.น.1 มีผล 28 ต.ค.

28/10/57
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 28 ต.ค.2557

ผบก.น.1 สั่งให้ย้าย ผกก.พญาไท ช่วยราชการ บก.น.1 เป็นเวลา 30 วัน มีผลตั้งแต่วันนี้ (28 ต.ค.57)

พล.ต.ต.พงษ์พันธุ์ วรรณภักตร์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผย กรณี มีคำสั่งย้ายผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพญาไทให้มาช่วยราชการที่ตำรวจนครบาล 1 ตั้งแต่วันนี้ (28 ต.ค.57) เป็นเวลา 30 วัน โดยให้ พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 รักษาราชการแทน ผกก.สน.พญาไท
       
สำหรับคำสั่งดังกล่าว ระบุว่า ด้วยกองบังคับการตร.นครบาล 1 ได้รับรายงานจากสถานีตำรวจนครบาลพญาไท ว่า

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2557 มีเหตุรถจักรยานยนต์ขับเข้ามาประชิดท้ายขบวนรถยนต์พระที่นั่งของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และต่อมา

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2557 มีเหตุรถยนต์ตัดหน้า รถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้

พ.ต.อ. สมาน รอดกำเนิด ผกก.สน.พญาไท

ปฎิบัติราชการ กองบังคับตร.นครบาล 1 และให้ พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนันต์ รองผบก.นครบาล 1 รักษาราชการแทนผกก.สน.พญาไท อีกตำแหน่งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.57-26 พ.ย.57 หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
Read more ...

ตั้ง กก.คุมแต่งตั้งตำรวจ ปาหี่ฟอกขาว

28/10/57
โดย สน.พระอาทิตย์ ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 26 ต.ค.2557

การป่าวประกาศจะแต่งตั้งโยกย้าย โปร่งใส เป็นธรรม ก็ไม่มีความหมาย ตราบใดที่ความเป็นจริงแล้วการแต่งตั้งก็ยังเลือกเฉพาะพวกพ้อง การตั้งกรรมการขึ้นมาก็จะเป็นแค่เพียงการฟอกขาวให้ตัวเองเท่านั้น

การออกคำสั่งแต่งตั้ง 

“คณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ” 

ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จะด้วยเหตุผลต้องการควบคุมการแต่งตั้งให้เกิดความเป็นธรรม หรือเพียงต้องการสร้างเกราะป้องกันตัวเอง ไม่ให้ถูกฟ้องร้องจากตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ยังถือว่าจะทำให้ตำรวจที่ไร้เส้น ไร้สาย อุ่นใจมากขึ้น

แม้การแต่งตั้งโยกย้าย “รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) - สารวัตร (สว.)” ประจำปี 2557 จะยังไม่มีสัญญาณจาก “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม่ทัพใหญ่ ให้เริ่มทำบัญชีแต่งตั้ง มีแค่เพียงหนังสือแจ้งให้จัดทำบัญชีอาวุโสผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในแต่ละหน่วยงานจากสำนักงานกำลังพลเท่านั้น

ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ในแวดวงสีกากี ตำรวจระดับนายพันกำลังระส่ำระสายไม่เป็นอันทำงาน โดยเฉพาะตำรวจคนทำงาน แต่ไม่มีสายสัมพันธ์กับขั้วอำนาจใหม่ที่บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.สมยศ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการ รอง ผบ.ตร. หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กำกับดูแลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะภาพสะท้อนจากการแต่งตั้งระดับนายพลที่ผ่านมา บ่งชี้ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายที่ตำรวจ ซึ่งมีความใกล้ชิดขั้วอำนาจเก่า จะต้องกระเด็นกระดอนออกจากตำแหน่ง บางรายถูกดันขึ้นไปแขวนในตำแหน่งไม่สำคัญ บางรายถูกโยกเข้ากรุ แต่ตำรวจที่มาแทนที่ในตำแหน่งสำคัญๆ ต่างก็ล้วนมีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจใหม่ หรือมีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงไปถึงคนใดคนหนึ่ง ไม่มีตำรวจ “โนเนมไร้คอก” ขยับเข้ากุมบังเหียนตำแหน่งสำคัญจากผลงานล้วนๆ สักรายเดียว

คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ออกโดย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) อ้างถึงความเห็น ก.ตร. มีข้อสังเกตเรื่องที่อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (อ.ก.ตร.) ร้องทุกข์ มีมติเยียวยาแก้ไขให้ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสูงขึ้น หรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนแต่งตั้งให้กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม

โดย ก.ตร. เห็นว่า การมีมติของ อ.ก.ตร. ร้องทุกข์จะมีผลผูกพันธุ์เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ ก.ตร. จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.- ผกก. ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 88//2557

พล.ต.อ.เอก แต่งตั้งให้ 

พล.ต.ท.วัฒนา สักกวัตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ดูงานด้านกฎหมายและคดี เป็นประธาน 

คณะทำงาน ประกอบด้วย 

พล.ต.ต.ประสิทธิ เฉลิมวุฒิศักดิ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.), 
ผู้บังคับการกองคดีปกครองและคดีแพ่ง, 
ผู้บังคับการกองร้องทุกข์, 
ผู้บังคับการกองวินัย, 
พ.ต.อ.ศิริพล กุศลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมายกองกฎหมาย, 
พ.ต.ท.ส่งศักดิ์ สาธารลุย สารวัตรกลุ่มงานพิจารณา 1 กองร้องทุกข์ เป็น คณะทำงานและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ คือ ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อลดปัญหาการร้องทุกข์ เนื่องจากการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางในการแก้ไขปัญหา เชิญหน่วยงาน หรือผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมพิจารณา หรือชี้แจงต่อคณะทำงาน ขอข้อมูล เอกสาร ความเห็นจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงาน

อย่างไรก็ดี คำสั่งนี้จะมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทำให้ “ตำรวจไร้เส้น ไร้สาย” อุ่นใจได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจ จริงจัง ของคณะกรรมการทั้งหมด ที่จะต้องต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในการแต่งตั้งให้กับข้าราชการตำรวจน้อยใหญ่ ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นมา

และที่สำคัญ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องการให้การแต่งตั้งโปร่งใส เป็นธรรม อย่างแท้จริง ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้คณะกรรมการชุดนี้ เป็นแค่เพียงพิธีกรรมหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับพิธีกรรมอื่นๆ ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองแล้วนั้น

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บริหารกรมปทุมวัน ต้องยึดหลักเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ โดยต้องดูค่าของคนจากประวัติ ผลงาน ความสามารถ

ไม่ใช่ค่าของคนจากคนของข้า

ไม่เช่นนั้นการร้องเรียนเรื่องความเป็นธรรม ความโปร่งใสในการแต่งตั้งตำรวจก็ไม่มีวันเกิดขึ้น ถึงจะตั้งกฎ กติกา ตั้งกรรมการมาควบคุมดูแล หรือป้องกันวิธีการหนึ่งวิธีการใดก็ตาม

เหมือนอย่างกรณีที่ 

พล.ต.อ.สมยศ เซ็นคำสั่งให้ 

พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รองผบช.ก.) ไปรักษาการตำแหน่ง ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. (ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) และการแต่งตั้ง 

พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา (รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา) ไป รักษาการตำแหน่ง ผู้บังคับการประจำสำนักงาน ผบ.ตร.(ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) 

ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมอย่างมาก

พล.ต.ต.รอย ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.(ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) แต่จะทำงานได้เต็มที่แค่ไหน เพราะขณะนี้ พล.ต.ต.รอย เข้ารับการอบรมในหลักสูตร วปอ. เป็นเวลา 1 ปี คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปประสานงาน เนื่องจากตามปกติการเรียน วปอ. ส่วนใหญ่ก็จะขาดจากตำแหน่งเดิมอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.สุรเชษฐ ที่ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.(ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) ก็ถูกต้องคำถามถึงความเหมาะสม เพราะ พ.ต.อ.สุรเชษฐ ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนหลักสูตรผู้การฯเลย

การแต่งตั้งให้ทั้ง 2 นาย ไปทำหน้าที่รักษาการตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าตำแหน่งตัวเอง จึงเป็นข้อครหา ข้อสงสัย ที่ พล.ต.อ.สมยศ ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน ไมใช่เพื่อให้สังคมกระจาง แต่ต้องให้ตำรวจอีกกว่า 2 แสนนาย ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา พล.ต.อ.สมยศ เข้าใจ เหตุและผลในการมอบหมายว่าทั้งคู่มีความเหมาะสมเพียงใด และคำถาม ข้อสงสัยจะแก้ต่างอย่างไร

ไม่เช่นนั้นแล้วการป่าวประกาศจะแต่งตั้งโยกย้าย โปร่งใส เป็นธรรม ก็ไม่มีความหาย ตราบใดที่ความเป็นจริงแล้วการแต่งตั้งก็ยังเลือกเฉพาะพวกพ้อง การตั้งกรรมการขึ้นมาก็จะเป็นแค่เพียงการฟอกขาวให้ตัวเองเท่านั้น
Read more ...

ตั้งกรรมการ กำกับแต่งตั้งตำรวจ ล้อมคอกร้องทุกข์

15/10/57
โดยมติชน เมื่อ 15 ต.ค.2557

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) 

ได้ออก

คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 544/2557 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ว่าด้วยการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่8/2557 เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2557 

ที่ประชุมมีข้อสังเกตกรณีที่ อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (อ.ก.ตร.) ร้องทุกข์มีมติเยียวยาแก้ไขให้ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสูงขึ้นหรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนแต่งตั้งให้กลับไปดำรงตำแหน่งในสังกัดเดิมโดยก.ตร. เห็นว่า

การมีมติของ อ.ก.ตร. ร้องทุกข์จะมีผลผูกพันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบกับ ก.ตร. จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับการถึงรองผู้บังคับการ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่88/2557 ลงวันที่ 10 ก.ค.2557


ดังนั้น เพื่อให้มีมาตรการทางกฎหมายในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ปฏิบัติถูกต้องและเป็นธรรม จึงแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

1.พล.ต.ท.วัฒนา สักกวัตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) (งานกฎหมายและคดี2) เป็นประธานคณะทำงาน 

2.พล.ต.ต.ประสิทธิ เฉลิมวุฒิศักดิ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.) เป็นคณะทำงาน 

3.ผู้บังคับการกองคดีปกครองและคดีแพ่ง สำนักงานกฎหมายและคดีหรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน 

4.ผู้บังคับการกองร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน 

5.ผู้บังคับการกองวินัยหรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน 

6.พ.ต.อ.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมายกองกฎหมาย เป็นคณะทำงาน 

7.พ.ต.ท.ส่งศักดิ์ สาธารลัย สารวัตรกลุ่มงานพิจารณา1 กองร้องทุกข์ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ และ

8.พ.ต.ท.พรชัย คงแก้ว สารวัตรกลุ่มงานพิจารณา1 กองร้องทุกข์ เป็นคณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้ ในส่วนของอำนาจหน้าที่ คือ 

1.ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อลดปัญหาการร้องทุกข์ เนื่องจากการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางในการแก้ไขปัญหา 

2.เชิญหน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมพิจารณาหรือชี้แจงต่อคณะทำงาน 

3.ขอข้อมูล เอกสาร ความเห็นจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงาน และ

4.ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
Read more ...

ยกระดับ-ตั้งโรงพักใหม่ อย่าประเคนเก้าอี้ให้ “เด็กเส้น”

14/10/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 13 ต.ค.2557

การแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพันที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ก็มีกระแสข่าวลือว่าในระดับผกก. ซึ่งถือเป็นหัวหน้าหน่วย หัวหน้าโรงพัก ในแต่ละกองบัญชาการ มีเสียงร่ำลือว่าแต่ละตำแหน่งต้องถูกตีตราประทับจาก “บิ๊กอ๊อด”และ “บิ๊กแป๊ะ”พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการ รองผบ.ตร.ก่อน

น่าจะเป็นการวัดใจ “บิ๊กอ๊อด”พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม่ทัพใหญ่กรมปทุมวันอีกครั้ง ในการแสดงภาวะผู้นำสีกากี ต่อการทำหน้าที่ผบ.ตร. ซึ่งได้ประกาศนโยบายเสียงดังฟังชัดว่าจะทำงานเพื่อองค์กรตำรวจ จริงๆแล้วเป็นแค่เพียงคำพูดสวยหรู หรือเป็นคำมั่นสัญญาจากใจจริงกันแน่

การปรับระดับตำแหน่ง “หัวหน้าสถานี” และการจัดตั้ง “สถานีตำรวจ”ขึ้นใหม่ ที่สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ระหว่างการจัดทำประกาศเขตอำนาจการรับผิดชอบและเขตพื้นที่การปกครองของสถานีตำรวจ ซึ่งคาดว่าน่าจะประกาศใช้ได้ในเร็วๆนี้

ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์การทำหน้าที่ผบ.ตร.ของพล.ต.อ.สมยศครั้งนี้

สำนักงานกำลังพล เตรียมปรับระดับตำแหน่งหัวหน้าสถานีตำรวจจาก สารวัตรใหญ่(สวญ.) เป็น ผู้กำกับการ(ผกก.) จำนวน 8 แห่ง และจาก สารวัตร(สว.) เป็น สวญ. จำนวน 1 แห่ง รวม 9 แห่ง และจัดตั้งสถานีตำรวจขึ้นใหม่อีก 22 แห่ง รวมทั้งสิ้น 31 แห่ง

โดยระดับ สวญ. ปรับเป็น ผกก. 8 สถานี ก็จะมี สภ.เทนมีย์ จว.สุรินทร์ สภ.เขวาใหญ่ จว.มหาสารคราม สภ.แม่ยาว จว.เชียงราย สภ.ห้วยม้า จว.แพร่ สภ.ด่านแม่คำมัน จว.อุตรดิตถ์ สภ.ดงขุย จว.เพชรบูรณ์ สภ.หนองขาว จว.กาญจนบุรี และสภ.เขาวิเศษ จว.ตรัง ส่วนระดับ สว. ปรับเป็น สวญ. เป็นหัวหน้าสถานีตำรวจ มี 1 แห่ง คือ สภ.วังหงส์ จว.แพร่

ขณะที่สถานีตำรวจตั้งขึ้นใหม่ 22 แห่ง ประกอบด้วย 

บช.ภ.1

1. สภ.รัตนาธิเบศร์ แยกจากสภ.เมืองนนทบุรี และ
2. สภ.คลองหนึ่ง แยกจากสภ.คลองหลวง จะไปขึ้นอยู่กับกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด(บก.ภ.จว.)ปทุมธานี 

บช.ภ.2 สภ.เกาะล้าน แยกจากสภ.เมืองพัทยา ขึ้นกับ บก.จว.ชลบุรี 

บช.ภ.3 สภ.แสลงโทน แยกจากสภ.ประโคนชัย ขึ้นกับ บก.ภ.จว.บุรีรัมย์

บช.ภ.4 สภ.ท่าพระ แยกจากสภ.เมืองขอนแก่น สภ.บ้านเป็ต แยกจากสภ.เมืองขอนแก่น สภ.โคกสี แยกจากสภ.เมืองขอนแก่น สภ.เวฬุวัน แยกจาก สภ.เมืองขอนแก่น สภ.โนนทัน แยกจาก สภ.ชุมแพ ขึ้นกับ บก.ภ.จว.ขอนแก่น สภ.นาข่า แยกจากสภ.เมืองอุดรธานี สภ.โนนสูง แยกจากสภ.เมืองอุดรธานี ขึ้นกับ บก.ภ.จว.อุดรธานี สภ.สะอาดสมบูรณ์ แยกจาก สภ.เมืองร้อยเอ็ด สภ.เกาะแก้ว แยกจากสภ.เสลภูมิ ขึ้นกับ บก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด

บช.ภ.5 สภ.ป่าแดง แยกจากสภ.เมืองแพร่ ขึ้นกับ บก.ภ.จว.แพร่ สภ.แม่กา แยกจากสภ.เมืองพะเยา ขึ้นกับ บก.ภ.จว.พะเยา สภ.นิคมอุตสาหกรรม แยกจากสภ.เมืองลำพูน ขึ้นกับ บก.ภ.จว.ลำพูน 

บช.ภ.6สภ.ท่าโพธิ์ แยกจากสภ.เมืองพิษณุโลก ขึ้นกับ บก.ภ.จว.พิษณุโลก สภ.ขากังราว แยกจากสภ.เมืองกำแพงเพชร ขึ้นกับ บก.ภ.จว.กำแพงเพชร

บช.ภ.8 สภ.บางสวรรค์ แยกจากสภ.พระแสง ขึ้นกับ บก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช สภ.เกาะพีพี แยกจากสภ.เมืองกระบี่ ขึ้นกับ บก.ภ.จว.กระบี่ และสภ.เกาะเต่า แยกจากสภ.เกาะพงัน ขึ้นกับ บก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี
เหตุที่การยกระดับสถานีตำรวจครั้งนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจพล.ต.อ.สมยศ ต่อคนสีกากี ก็เพราะเมื่อมีการยกระดับโรงพัก หรือตั้งโรงพักใหม่ขึ้นมา นั่นก็หมายถึงจะมีตำแหน่งเพิ่ม อย่างโรงพักที่มี สวญ. เป็นหัวหน้าโรงพัก ก็จะได้ ผกก.เพิ่ม 1 ตำแหน่ง รวมทั้งมีรอง ผกก. และสว. เพิ่มเติม เช่นเดียวกับการตั้งโรงพักใหม่ ก็จะมีตำแหน่งเพิ่ม ตั้งแต่ ผกก.โรงพัก รองผกก. สว. รองสว. ชั้นประทวน ขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับการทำงานแต่ละโรงพัก

สิ่งพิสูจน์ความจริงใจ “บิ๊กอ๊อด”ก็คือ เมื่อตำแหน่งเพิ่มมากขึ้น หากนโยบายการแต่งตั้งเปิดโอกาสให้ตำรวจที่ทำงานได้เติบโตกันตามหน้าที่ ตามสายงาน ได้เจริญก้าวหน้ากันโดยไม่มีการแทรกแซง ก็เหมือนเป็นขวัญกำลังใจ และเป็นโอกาสเพิ่มขึ้นให้กับตำรวจอีกจำนวนหนึ่ง นอกเหนือจากตำแหน่งว่างเกษียณอายุราชการตามปกติ

แต่ถ้าโรงพักที่ยกระดับหรือโรงพักที่เกิดใหม่ ตำแหน่งๆต่างๆถูกตีตราจองเอาไว้จากระดับผู้บริหาร ก็จะเป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเจนว่านโยบายที่พล.ต.อ.สมยศประกาศเอาไว้จะพัฒนาองค์กรตำรวจ ให้คนดีมีฝีมือได้เจริญเติบโตในหน้าที่การงานไม่ใช่ออกมาจากความจริงใจ

ยิ่งภาพสะท้อนที่ออกมาจากการแต่งตั้งระดับ “นายพล” ที่แม้ “บิ๊กอ๊อด”จะไม่ได้ทำบัญชีแต่งตั้งอย่างเต็มตัว เพราะขณะนั้นเป็นเพียงแค่ ว่าที่ผบ.ตร. มี “บิ๊กกุ้ย”พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ทำหน้าที่รักษาการ ผบ.ตร.อยู่ แต่รายชื่อที่ออกมาเช็คประวัติเช็คสีเสื้อ ก็ไม่อาจจะเถียงได้ว่าเลือกจากคนดีมีฝีมือ จากคนทำงาน มากกว่าพวกพ้อง

เหมือนการแบ่งงานระดับ รองผบ.ตร.-ผู้ช่วยผบ.ตร. ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันถึงความเหมาะสมในการจัดคนบางหน้างาน ที่นายตำรวจบางรายไม่เคยผ่านงานป้องกันปราบปราม แต่ได้ไปคุมงานป้องกันปราบปราม เพียงเพราะความสนิทชิดเชื้อกับผู้บริหาร

หรือล่าสุดการแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพันที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ก็มีกระแสข่าวลือว่าในระดับผกก. ซึ่งถือเป็นหัวหน้าหน่วย หัวหน้าโรงพัก ในแต่ละกองบัญชาการ มีเสียงร่ำลือว่าแต่ละตำแหน่งต้องถูกตีตราประทับจาก “บิ๊กอ๊อด”และ “บิ๊กแป๊ะ”พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการ รองผบ.ตร.ก่อน

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร จะเป็นไปตามข่าวลือ หรือเป็นแค่ข่าวเมาธ์ ถือเป็นสิ่งที่พล.ต.อ.สมยศ ในฐานะผู้นำสีกากี จะต้องพิสูจน์จากการกระทำออกมาให้เห็นว่าจริงๆแล้ว การบริหารงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติของ “บิ๊กอ๊อด” ทำเพื่อตำรวจ 2 แสนกว่านายอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ คุณธรรม ผลงาน ไม่ใช่พวกพ้อง

การแต่งตั้งนี่แหละ..จะเป็นบทพิสูจน์ชั้นดี
Read more ...

“บิ๊กอ๊อด” ตั้งรอง ผบก.สงขลา รรท.ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.

13/10/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 10 ต.ค.2557

“บิ๊กอ๊อด” มีคำสั่งให้ “พ.ต.อ.สุรเชษฐ์” รอง ผบก.จว.สงขลา รรท.ตำแหน่ง ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.ประสานการทำงานกับรัฐบาล

วันนี้ (10 ต.ค.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่ง ตร.เลขที่ 542/2557 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจรักษาราชการแทน เพื่อให้การปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความ มาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547 จึงให้ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบก.จว.สงขลา รักษาราชการแทนผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการทำหน้าที่ประสานนโยบายกับนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่มีคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากตำแหน่งผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นตำแหน่งที่ยังว่าง และยังไม่มีการแต่งตั้ง จึงมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้ามารักษาราชการแทนในตำแหน่งนี้ไปก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้ง และมีคุณสมบัติครบหลักเกณฑ์
Read more ...

ฝุ่นตลบ!โผโยกย้ายตร.ระดับสารวัตร-ผู้บังคับการ

10/10/57
โดยกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เมื่อ 9 ต.ค.2557

วิ่งฝุ่นตลบ! โผโยกย้ายตร.สารวัตร(สว.)-ผู้บังคับการ(ผบก.) ชี้ต้องจ่ายหลักล้าน หลังบ้านบิ๊กสีกากี วอนนายกฯดูแล


ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 

พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (รรท.ผบช.สกพ.) 

ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความเลขที่ 0009.231/10164 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจถึงจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.) และจเรตำรวจ (จตร.)

ด้วยขณะนี้เข้าสู่ห้วงระยะเวลาการดำเนินการคัดเลือกการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ สารวัตร (สว.)-ผู้บังคับการ (ผบก.) ในวาระประจำปี 2557 ซึ่ง ตร. จะต้องดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งนายเวร (นว.) และ ผู้ช่วย นว. ผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. ซึ่งข้าราชการตำรวจดังกล่าวจะต้องทำหน้าที่เลขานุการประจำตัวของผู้บังคับบัญชา และต้องได้รับความไว้วางใจเป็นการเฉพาะตัว

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่ง นว. และผู้ช่วย นว. ประจำตัวผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีความประสงค์จะแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเพื่อทำหน้าที่ นว. และผู้ช่วย นว. ให้ส่งรายชื่อดังกล่าวไปยัง ตร. โดยผ่านสำนักงานกำลังพล (สกพ.) โดยด่วนที่สุด เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า การแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการถึงระดับสารวัตรในวาระประจำปี 2557 นั้นเริ่มมีการวิ่งเต้นกันอย่างหนัก โดยในแวดวงสีกากีต่างกันวิพากษ์วิจารณ์ว่า ในขณะนี้นายตำรวจจำนวนมากต่างพากันวิ่งเต้นเพื่อจะได้ไปดำรงตำแหน่งที่ตนอยากไป และอยากเป็นในหน่วยต่างๆ

โดยมีการเรียกรับในระดับรองสารวัตรขึ้นเป็นสารวัตรในพื้นที่ทำเลทองต้องจ่ายตั้งแต่ 1-2 ล้าน ส่วนระดับสารวัตรขึ้นเป็นรองผู้กำกับ จ่ายกันที่ 2 ล้านระดับรองผู้กำกับขึ้นเป็นผู้กำกับนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ 3 ล้านขึ้นไป และสุดท้ายผู้กำกับขึ้นเป็นรองผู้บังคับการต้องจ่าย 3 ถึง 5 ล้านขึ้นไป แล้วแต่ในกองบัญชาการเกรดไหน

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในครั้งนี้ ต้องผ่าน "ภรรยาอดีตบิ๊กสีกากีคนหนึ่ง" โดยผ่านตัวกลางคนสนิทเป็นด๊อกเตอร์คนหนึ่ง

แหล่งข่าวระดับนายพลตำรวจเอกนอกราชการท่านหนึ่ง เปิดเผยว่า มีลูกน้องมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ตนรู้สึกเสียความรู้สึกมากๆ ในยุคนี้ไม่น่าจะมีเรื่องแบบนี้ ซึ่งตนก็ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวว่ามีข้อเท็จจริงหรือไม่อย่างไร ปรากฏว่าในเบื้องต้นได้ข้อมูลตรงกัน จึงขอฝากไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.คนใหม่ ให้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวอีกทาง เพื่อไม่ให้องค์กรตำรวจของพวกเราเสียหาย

ในส่วนเรื่องของการแต่งตั้งนั้นมีรายงานว่า ในขณะนี้ยังไม่กำหนดกรอบวันเวลา รวมถึงหลักเกณฑ์ที่แน่ชัด โดยทางสำนักงานกำลังพลอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม รวมทั้งตรวจสอบความถูกต้องอาวุโสฯและเรื่องการนับวันทวีคูณในส่วนของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้(ศชต.) โดยคาดว่าภายหลังวันตำรวจ (13 ตุลาคม นี้) ทางสำนักงานกำลังพลจะมีหนังสือเวียนให้จัดทำบัญชีแต่งตั้งและกำหนดหลักเกณฑ์ กรอบวันเวลา แล้วส่งมายัง สกพ.ตร.เพื่อขอบรรจุวาระเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ( ก.ตร.) ต่อไป
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม