แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คสช. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คสช. แสดงบทความทั้งหมด

‘พ.ต.ท.’ผูกคอตาย หลังเคยยื่นหนังสือค้านยุบ พนง.สอบสวน

12/2/59
http://news.mthai.com/hot-news/general-news/479489.html

วันนี้ 12 ก.พ.2559 ตำรวจ สน.แสมดำ รับแจ้งเหตุ มีคนผูกคอตายที่บ้านพัก ในพื้นที่ สน.แสมดำ ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ สน.เทียนทะเล ใช้เชือกผูกคอตนเอง กับประตูเหล็กหลังบ้าน ขณะนี้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล อยู่ระหว่างเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ทั้งนี้ พ.ต.ท.จันทร์ เป็นเลขาธิการสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้เดินทางไปที่ ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ฝั่งสำนักงาน ก.พ. เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดยขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทบทวนการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 6/2559 เกี่ยวกับการยุบตำแหน่ง และเงินประจำตำแหน่ง พนักงานสอบสวน ตามคำสั่ง คสช.ที่ 6/2559 โดย ขอให้มีการทบทวนคำสั่งดังกล่าว เพราะทำให้พนักงานสอบสวน มีความยากลำบาก

จึงขอให้พิจารณาด้วยหลักพรหมวิหาร 4 มีความเมตตาธรรม ที่ดีกว่าการฟาดฟันกันและจากนั้นก็หายไปจากการปฏิบัติงาน นาน 2 วัน ก่อนจะมาพบว่า ผูกคอเสียชีวิต ที่บ้านพักดังกล่าว
Read more ...

ขอความเป็นธรรม 'บิ๊กตู่' ทบทวนคำสั่ง คสช. ยุบพนักงานสอบสวน 700 คน

10/2/59
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2559 13:15

ตร.ยื่นหนังสือร้องทบทวนคำสั่ง หน.คสช. ยุบ พนง.สอบสวน ประมาณ 700 คน ยัน ไม่เป็นธรรม ถือเป็นการปฏิรูปที่ไม่ถูกต้อง

วันที่ 8 ก.พ. ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ (หัวหน้าสอบสวน) สถานีตำรวจนครบาลเทียนทะเล ในฐานะเลขาธิการสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ทบทวนคำสั่ง หัวหน้า คสช. ฉบับที่ 6/2559 และฉบับที่ 7/2559 เรื่อง การคัดเลือกหรือการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ซึ่งเกี่ยวกับการยุบเลิกตำแหน่งและเงินประจำตำแหน่งพนักงานสอบสวน เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวสร้างเคราะห์กรรมให้กับพนักงานสอบสวนระดับผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นไปเป็นอันมากอย่างไม่คาดคิด การปลดพนักงานสอบสวนไปประมาณ 700 คน โดยไม่มีงานทำ ไม่มีหน่วยงาน ไม่เป็นการปฏิรูปที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย และรัฐธรรมนูญที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด จึงอยากร้องขอความเป็นธรรม
Read more ...

สั่งเด้ง 5 เสือ สภ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย

29/7/58
เมื่อ 29 ก.ค.2558  ผู้สื่อข่าวนสพ.ไทยรัฐ รายงานว่า

พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย ได้ทำหนังสือคำสั่งให้ 5 เสือ สภ.ท่าบ่อ ประกอบด้วย

พ.ต.อ.สมชาย สงวนศักดิ์ภักดี ผกก.สภ.ท่าบ่อ,

พ.ต.ท.ทันสมัย พรมสิทธิ์ รองผกก.(ป.),

พ.ต.ท.รัชพงศ์ อาบแก้ว รองผกก.(สส.),

พ.ต.ท.อนันต์ สุพรรณเภสัช สวป. และ

พ.ต.ต.สุริยะ เต่าทอง สว.สส.

เข้ามารายงานตัว ภายในวันนี้ และประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการ ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย โดยไม่มีกำหนด

เพื่อเป็นการสนองนโยบายของ คสช. และรัฐบาลในการปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงให้เอาใจใส่ในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ของไทย

กรณีชุดเฉพาะกิจกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสุชาติ นพวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย นำกำลังเข้าตรวจสอบร้านอาหารคาราโอเกะ 2 แห่ง ในพื้นที่ อ.ท่าบ่อ และ อ.ศรีเชียงใหม่ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมว่า มีการลักลอบค้าประเวณี และเมื่อเข้าตรวจสอบเวลา 20.00 น. คืนที่ผ่านมา (28 ก.ค.)

พบว่ามีการกระทำผิดจริง โดยจับกุมเจ้าของร้านทั้งสองแห่ง และช่วยเหลือหญิงสาวชาวลาว รวม 9 คน อายุระหว่าง 15-17 ปี

อ่านต่อ http://www.thairath.co.th/content/514903
Read more ...

แต่งตั้ง “นายพล” นอกฤดูระทึก! ล้างบาง “ผู้การฯ”

2/3/58
โดยผู้จัดการ คอลัมน์ สน.พระอาทิตย์ เมื่อ 1 มี.ค.2558

มีบางกลุ่มพยายาม “ดิ้น” เพื่อสกัด “พล.ต.ต.ฐิติราช” และ “พ.ต.อ.อัครเดช พิมลศรี” รอง ผบก.ป. ไม่ให้ขึ้นตำแหน่ง “ผบช.ก.” และ “ผบก.ป.” จึงหยิบยกบัญชีผู้เหมาะสมเดิมที่จัดทำไว้ในการแต่งตั้ง “นายพล” ประจำปีช่วงก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2557 มาอ้าง ซึ่งถ้าการแต่งตั้งครั้งนี้นำบัญชีผู้เหมาะสมเดิมมาใช้ ก็จะทำให้ พล.ต.ต.ฐิติราช คุณสมบัติไม่ครบตามหลักเกณฑ์ ก.ตร. เพราะ พล.ต.ต.ฐิติราช ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้เหมาะสมเดิม

หากไม่เกิดฟ้าผ่า “กรมปทุมวัน” เก้าอี้ “ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง” หรือ “ผบช.ก.” คงต้องแปะชื่อ “บิ๊กหมู” พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ รอง ผบช.ก. ซึ่งรักษาการ ผบช.ก. ขณะนี้ ขยับรับตำแหน่ง “ผบช.ก.” ติดยศ “พล.ต.ท.”อย่างเต็มตัว ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) วาระแต่งตั้ง “นายพล” นอกฤดูแทนตำแหน่งว่าง ที่จะมีขึ้นในราววันที่ 11 มี.ค. นี้

แม้ก่อนหน้านี้ คาดกันว่า การแต่งตั้ง “นายพล” นอกฤดู แทนตำแหน่งว่าง ล็อตแรกระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร.- ผบช. หรือ “พล.ต.ท.” จะเสร็จเรียบร้อยในการประชุม ก.ตร. วันพุธที่ 25 ก.พ. และ พล.ต.ต.ฐิติราช จะได้รับการเสนอชื่อขึ้นเป็น ผบช.ก. ไปในคราวเดียวกับที่จะแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ กลิ่นพงษา หัวหน้าจเรตำรวจ (จตร.) (สบ8) ขึ้น ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.สันติ มะลิขาว รอง ผบช. ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ขึ้น ผบช.ประจำ ตร. พล.ต.ต.ประสิทธิ์ ทำดี รอง ผบช. สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.) ขึ้น จตร. (สบ8) และพล.ต.ต.วรัญวัส การุณยธัช รอง ผบช. กองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) ขึ้น จตร. (สบ8)

แต่แล้วในการประชุม ก.ตร. วันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา ปรากฏว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธาน ก.ตร. ไม่ได้เดินทางมาประชุม มอบอำนาจให้ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ทำหน้าที่แทน

รวมทั้งวาระในการประชุมก็ไม่มีการแต่งตั้ง “นายพล” นอกฤดู

วงประชุม ก.ตร. วันนั้น มีวาระพิจารณากรณีการจัดทำบัญชีผู้เหมาะสม เพื่อใช้ในการเสนอแต่งตั้ง “นายพล” นอกฤดู โดยที่ประชุมได้พิจารณากรณีบัญชีผู้เหมาะสมที่จัดทำเอาไว้เดิมจะสามารถแก้ไขได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ที่จะได้รับเสนอชื่อให้ได้รับแต่งตั้ง ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชี

เหตุที่ต้องหยิบยกประเด็น “บัญชีผู้เหมาะสมที่จัดทำเอาไว้เดิมจะสามารถแก้ไขได้หรือไม่???” ว่ากันว่า มีบางกลุ่มพยายาม “ดิ้น” เพื่อสกัด “พล.ต.ต.ฐิติราช” และ “พ.ต.อ.อัครเดช พิมลศรี” รอง ผบก.ป. ไม่ให้ขึ้นตำแหน่ง “ผบช.ก.” และ “ผบก.ป.” จึงหยิบยกบัญชีผู้เหมาะสมเดิมที่จัดทำไว้ในการแต่งตั้ง “นายพล” ประจำปีช่วงก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2557 มาอ้าง ซึ่งถ้าการแต่งตั้งครั้งนี้นำบัญชีผู้เหมาะสมเดิมมาใช้ ก็จะทำให้ พล.ต.ต.ฐิติราช คุณสมบัติไม่ครบตามหลักเกณฑ์ ก.ตร. เพราะ พล.ต.ต.ฐิติราช ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้เหมาะสมเดิม

ทว่าดูเหมือนกลุ่มที่สนับสนุน พล.ต.ต.ฐิติราช ก็ “รู้ทัน” และส่งสัญญาณระดับ “ซูเปอร์พาวเวอร์” เน้นย้ำอีกครั้ง ทำให้กลุ่มที่พยายามดิ้นต้องยอม และนำประเด็น “บัญชีผู้เหมาะสมที่จัดทำเอาไว้เดิมจะสามารถแก้ไขได้หรือไม่” เข้ามาให้วงประชุม ก.ตร. รับรองเพื่อให้เกิดความถูกต้องตามขั้นตอนระเบียบปฏิบัติ

สุดท้าย ก.ตร. ก็มีมติเห็นว่า การแก้ไขบัญชีผู้เหมาะสมสามารถทำได้ใหม่ในทุกครั้งที่จะมีการแต่งตั้งนายพล แม้จะเป็นการแต่งตั้งนอกวาระก็ตาม

ทำให้มีการเดินขั้นตอนเสนอชื่อ พล.ต.ต.ฐิติราช เข้ามาอยู่ในบัญชีผู้เหมาะสม และเตรียมเสนอชื่อเข้าที่ประชุม ก.ตร. วันที่ 11 มี.ค. นี้ ตีตราประทับแต่งตั้งเป็น “ผบช.ก.” คนใหม่

อย่างไรก็ดี ในการแต่งตั้ง “นายพล” นอกฤดูครั้งนี้ นอกจากความพยายาม “ดิ้น” ชิงเก้าอี้ “ผบช.ก.” แล้ว ล็อตสองที่จะมีการแต่งตั้งระดับ “รอง ผบช.- ผบก.” แทนตำแหน่งว่าง ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ต้องติดตาม แบบห้ามกะพริบตา

โดยเฉพาะ “ผู้บังคับการ” หรือ “ผบก.” เก้าอี้ “ผู้การฯกองปราบ” ที่ “บิ๊กอ้อ” พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบก.ป. จองกฐินไว้แบบแน่ๆ ตอนนี้เริ่มมีสัญญาณแปลกๆ ไม่ต่างจาก ที่ พล.ต.ต.ฐิติราช เจอเช่นกัน

พ.ต.อ.อัคราเดช ก็ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้เหมาะสมในการแต่งตั้ง “นายพล” ประจำปีครั้งที่ผ่านมา ทำให้มีเสียงลือในแวดวงสีกากีทำนอง พี่ใหญ่แห่งบ้าน “บิ๊กบราเธอร์” พยายามจะผลักดัน “เสี่ยโจ๊ก หวานเจี๊ยบ” พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบก.191 มาขึ้นเป็น ผบก.191 ซึ่งหากคุณสมบัติยังครบไม่ทันก็อาจจะให้ รักษาการ ผบก.191 รอครบเกณฑ์แล้วค่อยแต่งตั้ง แล้วโยก “บิ๊กหลวง” พล.ต.ต.ภานุรัตน์ หลักบุญ ผบก.191 อดีตนายเวร พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. มาเป็น ผบก.ทล. ขยับ พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผบก.ทล. อดีตนายเวร พล.ต.อ.สมชาย มิลินทางกูร อดีตรอง อ.ตร. ไปเป็น ผบก.ป.

กระนั้นโผข่าวลือนี้ก็อาจจะสมหวังยาก เพราะเมื่อบัญชีผู้เหมาะสมสามารถทำใหม่ได้ทุกครั้งเมื่อมีการแต่งตั้ง และมี พล.ต.ต.ฐิติราช เป็นบรรทัดฐานไว้ พ.ต.อ.อัคราเดช ก็อยู่ในข่ายนี้เช่นกัน รวมทั้งแรงสนับสนุนของ “บิ๊กอ้อ” ก็ระดับ “บิ๊กพาวเวอร์” เช่นเดียวกัน

เก้าอี้ “ผบก.ป.” ก็ไม่น่าจะพ้นคนชื่อ “อัคราเดช พิมลศรี”

อีกหนึ่งเก้าอี้ระดับ “ผบก.” ในการแต่งตั้งครั้งนี้ ที่ต้องจับตาเช่นกัน คือ เก้าอี้ “ผบก.น.2” ที่ พล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงศ์สุเมธ นั่งอยู่ ดูอาการชั่วโมงนี้ต้องบอกว่า “น่าห่วง” หลังจากโรงพักในพื้นที่ ทั้งเตาปูน บางเขน และโคกคราม ถูกจับบ่อนพนัน จน “ผบ.สมยศ” เซ็นคำสั่งให้มาช่วยราชการ ศปก.ตร. มิหนำซ้ำล่าสุด “ผบ.สมยศ” ยังสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงว่ามีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยให้มีบ่อนการพนันหรือไม่ด้วย

การเพ่งเล็ง “ผู้การฯก่อเกียรติ” เป็นพิเศษในเรื่องบ่อนนี้ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวง “สีกากี” ว่าต้องมีอะไรมากกว่า มีการจับบ่อนในพื้นที่ เพราะ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ผบก.น.2 ก็ถูกจับบ่อนพนันเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้มีการพูดถึง กลับโฟกัสมาที่ “ผบก.น.2” มากกว่า

พฤติกรรมเช่นนี้ก็ดูจะสอดรับกลับข่าวลือ เรื่อง “เกาเหลา” ระหว่างคนโตนครบาลกับ “พล.ต.อ.” รายหนึ่ง ที่ขัดแข้งขัดขากันมาตลอด ตั้งแต่เรื่องป้ายไฟบนป้อมตำรวจจราจร มาถึงการแต่งตั้ง “นายพัน” ที่ผ่านมา ซึ่งการจับกุมบ่อน ที่เหมือนพุ่งมาที่พื้นที่ บก.น.2 เป็นพิเศษ ยิ่งทำให้ “เกาเหลา” เดือดปุดๆๆ

อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ ผู้การฯก่อเกียรติ เป็นเพื่อนรัก นรต.35 ของบิ๊กนครบาลรวมทั้งยังเคยมีสายสัมพันธ์ฉันญาติกันมาก่อน ถูกดึงจากภูธรเข้ามาช่วยงานเมืองกรุง และกุมพื้นที่ทำเลทอง ซึ่งเมื่อมีเรื่องมีราวในพื้นที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นเงื่อนไขให้ ตร.สามารถเสนอย้าย “ผบก.น.2” ออกจากตำแหน่งได้

ดังนั้น การแต่งตั้ง “นายพล” นอกฤดูครั้งนี้ แม้หลายเก้าอี้จะถูกตีตราจอง หรือขยับขึ้นกันตามหลักอาวุโสแล้ว แต่หลายตำแหน่งก็ยังน่าสนใจต้องติดตาม เพราะตามปกติแต่งตั้งนอกฤดูจะโยกย้ายกันไม่มาก แต่มายุคนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น
Read more ...

แต่งตั้งตำรวจวงจรอุบาทว์เหมือนเดิมทุกปี

15/12/57
เมื่อ 15 ธ.ค.2557

"อดีตบิ๊กสีกากี"เผยแต่งตั้ง ตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึง สว. เลวร้ายมีแทรกแซงหนักกว่าทุกยุค โยกเครือข่ายอดีตบิ๊ก ผช.ก.และในสังกัด บช.น. ออกนอกหน่วยกว่า 200 นาย

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)วันที่ 15 ธ.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากได้มีการจับกุม พล.ต.ท.พงพัฒน์ ฉายาพันธ์ อดีต ผบช.ก.พร้อมข้าราชการตำรวจเครือข่ายอีกอีกจำนวนหนึ่งนั้น ทำให้มีตำแหน่งว่างในสังกัด บชก. ว่างเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายตำแหน่ง

ดังนั้นทำให้ข้าราชการตำรวจใน บชก.ที่จะได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสูงขึ้นไม่ครบหลักเกณฑ์เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมีรายงานว่าในการแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.ถึง สว.ในสังกัด บชก.และ บช.น.ในครั้งนี้นั้นทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธาน ก.ตร. ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ มีนโยบายการปรับโยกตำรวจที่เชื่อว่าเป็นเครื่อข่าย พล.ต.ท.พงพัฒน์ ออกนอกหน่วยพร้อมทั้งยังกำชับไม่ให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่สังกัดใน บช.น. บช.ส. บช.ภ.1,2,7และจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เป็นเวลา 2 ปี

โดยรายชื่อที่เชื่อว่าเป็นเครือข่ายของพล.ต.ท.พงพัฒน์ ได้ส่งให้กับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.แล้ว ทางพล.ต.อ.สมยศก็ได้ส่งรายชื่อดังกล่าวไปยัง สกพ.และให้ทาง พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. รรท.ผบช.ก.รับไปจัดทำบัญชีตาม นโยบายของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งมีรายงานว่ามีรายชื่อนายตำรวจที่มีชื่อออกจากหน่วย บช.ก.และบช.น.มีจำนวนถึง 262 นาย แยกระดับ รอง ผบก.จำนวน 24 นายระดับ ผกก.จำนวน 52 นาย ระดับ รอง ผกก.จำนวน 85 นาย และระดับ สว.จำนวน 102 นาย รวมแล้ว 262 นาย ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมานี้ รรท.ผบช.ก.ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความเลขที่ 0026.112/9169 ถึง ผบช.หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร.หรือตำแหน่งเทียบเท่า เพื่อสอบถามว่ามีข้าราชการตำรวจในระดับ รอง ผบก. ถึง สว.รายที่ใดประสงค์จะไปดำรงตำแหน่งในสังกัด บช.ก.หรือไม่ หากมีให้ข้าราชการตำรวจดังกล่าวทำหนังสือสมัครใจตามแบบฟอร์มพร้อมแนบประวัติการรับราชการ(กพ.7)ส่งไปยัง บชก.ภายในวันที่ 15 ธ.ค.(วันนี้)

ทั้งนี้ยังรายงานข่าวอีกว่าในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึงระดับ สว.วาระประจำปี พ.ศ. 2557 นั้นทุก บช.จะต้องจัดทำบัญชีคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายในวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่งไม่ถึง 2 ปีนั้นจะมีการส่งชื่อขอยกเว้นในวันที่ 17 ธ.ค.แล้วส่งรายชื่อ ผู้ที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงในตำแหน่งที่สูงขึ้น ระดับ รอง ผบก.กับ ผกก.เข้าวาระ ก.ตร. เพื่อ ขอมติเห็นชอบในการประชุม ก.ตร.ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานฯในวันที่ 24 ธันวาคม สำหรับหน่วยขึ้นตรง และทุก บช. ผบ.ตร.และ ผบช.จะลงนามคำสั่งแต่งตั้งในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ และมีผลในวันที่ 5. มกราคม 2558 ปีหน้า

มีรายงานว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึงระดับ สว. วาระประจำปี พ.ศ.2557 นั้นได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในหมู่ข้าราชการตำรวจทุกระดับโดยเฉพาะ"แหล่งข่าวระดับสูง"อดีตข้าราชการตำรวจระดับพลตำรวจเอกที่เคยดำรงตำแหน่งเป็น ก.ตร. กล่าวว่า ในขณะนี้มีการกันแชร์ข้อมูลกันทางโซเชียลเน็ตเวิร์ควิพากษ์วิจารย์กันอย่างหนักถึง การแต่งตั้งในยุคนี้ที่ว่าจากที่เคยคาดหวังใว้ว่า องค์ตำรวจปลอดจากการเมืองแล้วจะมีเอกภาพในการแต่งตั้งมากขึ้นนั้น 

แต่กลับมีข่าวจากบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาในอดีตนั้นได้ส่งข้อมูลให้กับตนว่า การแต่งตั้งครั้งนี้หนักกว่าทุกยุคที่ผ่านมา และ หนักกว่าในยุคที่เคยมีการเมืองมาแทรกแซงเสียอีก ซึ่งในเบื้องต้นจากการตรวจสอบข้อมูลก็พบว่าตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้ต้องมีสายสัมพันธ์แล้วได้รับการสนับสนุนกับนายทหารระดับใหญ่ในเหล่าทัพ หรือไม่ก็ต้อง ที่มีคอนเน็คชั่นกับสมาชิก คสช.

แถมทั้งยังได้ข้อมูลมาว่า มีการปักธงในการแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้นทุกระดับในครั้งนี้ ถึง 60 ตำแหน่งที่.โดยที่ ผบช.และผบ.ตร.ไม่มีสิทธิ์พิจารณาเองและเปลียนแปลงได้ แม้แต่ ผบ.ตร. และ ผบช.จะสามารถพิจารณาแต่งตั้งได้เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นเท่านั้น

ตนก็มองว่าถ้าข้อมูลดังกล่าวจริง ก็ถือได้ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติยุคนี้หมดศักดิ์ศรี ล้มเหลวและเลวร้ายมาก ในยุคก่อนๆที่ยังมีแบ่งโควต้ากันเป็นสัดส่วนกันทุกฝ่ายเพื่อให้การบริหารองค์กรให้เดินหน้าไปได้ แต่ถ้าหากผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งลูกน้องตัวที่ใช้ให้เขาทำงาน ไม่ได้ มันก็จบแล้ว จะมาคิดที่จะมาปฎิรูปองค์กรตำรวจ เพียงแค่เริ่มแต่งตั้งก็เห็นได้แล้วว่ามีการแทรกแซง เรื่องคิดที่จะไปปฎิรูปตำรวจเลิกคิดไปได้เลย ทุกรัฐบาลที่เข้ามาคิดแค่จะปฏิรูปตำรวจ 

แต่เรื่องการสร้างระบบคุณธรรมในการแต่งตั้ง และงบประมาณของข้าราชการตำรวจที่เมื่อเทียบหน้างานกับหน่วยงานอื่นแล้วมันน้อยเทียบกันไม่ได้เลย แต่ตนเองเกษียณราชการแล้วได้เพียงแค่เฝ้ามองน้องๆรุ่นหลังอย่างหดหู่ และขอฝากสื่อไปยังท่าน พล.เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีช่วยตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวดูว่าจริงหรือไม่.? หากจริงก็จะได้หาทางแก้ไขเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเสมอต้นเสมอปลายจะได้มีโอกาสเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแหล่งข่าวระดับสูงอดีต ก.ตร. หลายสมัยกล่าว
Read more ...

อย่าข่มขืนตำรวจให้ปฏิรูป

6/12/57
โดย ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์  เมื่อ 6 ธ.ค.2557

2 เดือนเต็มบนเก้าอี้ “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ”ของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง เต็มไปด้วยเรื่องราวอื้อฉาว เท่าที่แยกแยะได้ มีอยู่ประมาณ 3-4 เรื่องที่ถือว่าน่าเป็นสิ่งที่ท่าน ผบ.ตร.หรือบุคคลใก้ลชิดควรหยุดฟังและเปิดใจกว้างตรองดูว่าสิ่งที่สังคมติติงท่านเกิดจากอคติหรือคู่ควรกับการรับฟัง

เรื่องแรกก็คือ “แนวคิด”กับ “คำพูด”...แนวคิดที่สุดกลายเป็นนโยบายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปปฏิบัตินั้น เหมือนกับท่าน ผบ.ตร.ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของตำรวจ (ไทย) เช่น การสนับสนุนสินบนปราบส่วยจราจร วันนี้ไปถึงไหนแล้ว ตำรวจจราจรตามสถานีต่างๆไม่รีด ไม่ไถกันแล้วใช่ไหม ยอมปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนๆ สิ้นปีนี้อย่าลืมนำมาแถลงให้ประชาชนทราบด้วยจักเป็นพระคุณอย่างสูง แต่ที่มีโอกาสพูดคุยกับตำรวจจราจร เห็นเขาบอกว่าทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมแล้ว

“ขืนบ้าจี้ตามเจ้านาย ก็อดตายซิ”

อีกเรื่องที่พูดแล้วพูดอีก (เขียนแล้วเขียนอีก) ก็คือมาตรการป้องกัน และลงโทษผู้บังคับบัญชา หากมีตำรวจฆ่าตัวตาย

ดูเหมือนว่าท่าน ผบ.ตร. ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก แสดงความห่วงใยในทันที ทั้งที่ยังไม่ได้นั่งเป็น ผบ.ตร. เรื่องความเป็นห่วง หรือช่วยแก้ปัญหาหนักอกของผู้ใต้บังคับบัญชานั้น เป็นเรื่องดี เพราะตำรวจมีเรื่องเครียดๆ ในชีวิตประจำวันอย่างมากมาย ทั้งจากการทำงาน เจอนายดีก็ดีไปเจอนายขี้ปอด กับนายขี้โกง ถือว่าซวยกำลังสอง

นายขี้ปอด คือสั่งๆๆ แล้วก็แจว ไม่ต้องรับรู้ว่างานที่มอบหมายไปลูกน้องจะเจอปัญหาอะไรบ้าง ส่วนนายขี้โกง ประเภทนี้ต้องบีบให้ลูกน้องหารายได้เข้าพกเข้าห่อ นายระดับสูงกว่าโรงพัก เดี๋ยวมีบัตรการกุศล มวยบ้าง กอล์ฟบ้าง บ่อนไม่มี ซ่องประเจิดประเจ้อไม่ได้ หาให้ไม่ครบอาจโดนผู้กำกับฯ เขม่นย้ายหน้าที่บ้าง ไม่พิจารณาขั้นให้บ้าง เรื่องดราม่าแบบนี้ วงการตำรวจ (ไทย) ยังมีอยู่ และจะคงอยู่ตลอดไป

แต่นายที่ดีๆ ก็มี คือไม่ปอด ไม่โกง แต่มนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาติญาณเอาตัวรอด บรรยากาศ “ตัวใครตัวมัน”แบบนี้ผลร้ายตกอยู่กับประชาชน 200 เปอร์เซ็นต์ เพราะตำรวจต่างสมัครใจเข้าเกียร์ว่างกันเป็นแถว จนกว่าจะผ่านพ้นการแต่งตั้งโยกย้ายระดับโรงพักเรียบร้อยนั่นแหละ ถึงจะเริ่มขยับ และไม่สามารถคาดเดาได้ว่า เป้าหมายที่ท่าน ผบ.ตร. ตั้งไว้คือ ให้ตำรวจเป็นที่รักของประชาชนโดยต่อไปนี้ จะไม่มีเรื่องเสียๆ หายๆกับตำรวจ ไม่มีส่วย โจรผู้ร้ายจะถูกปราบปรามอย่างเข้มแข็งเด็ดขาด

...เหล่านี้จะเป็นเพียง “มโน”ของท่าน หรือเป็นเรื่องจริง ก็ขอให้ประชาชนชาวไทยติดตามกันต่อไป

ขอเข้าเรื่อง “อย่าข่มขืนตำรวจให้ปฏิรูป” ตามที่ตั้งใจไว้ เพราะในห้วงรับตำแหน่ง ผบ.ตร. ของท่านสมยศ มีเรื่องหนักๆ ของตำรวจอยู่มากมาย แค่ยกตัวอย่าง “แนวคิด”กับ “คำพูด”ของท่านก็ว่าไปเกือบหมดตอนแล้ว... การเคลื่อนไหวของตำรวจ (ไทย) อีกหลายเรื่อง ไม่ว่าคดีเกาะเต่า ทำไมคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เชื่อว่า ตำรวจจับผู้ต้องหาตัวจริง.... กรณีป้ายโฆษณาจอแอลอีดี ที่อาศัยป้อมตำรวจ โรงพัก อาศัยน้ำ-ไฟหลวง ทำมาหากินกันอย่างโจ๋งครึ่ม ไม่อายผีสางเทวดา หรือ คดีอดีตเจ้าพ่อสอบสวนกลาง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ กับพวกที่เข้าไปพัวพันกับส่วยมากมายหลายรูปแบบ ทั้งบ่อน และขบวนการน้ำมันเถื่อน

ท่าน ผบ.ตร. ขึงขังบอกว่า “ยุคผมใหญ่แค่ไหนก็จับ” แต่ตอนนี้มันแปร่งๆ เฉพาะ “ใบเสร็จ” ปึกใหญ่ ขนาดรวมเป็นเล่มควักมาโชว์นักข่าว วันนี้ทำท่าจะเหลือน้อยลงๆ ออกอาการไม่ “สุดซอย”สมราคาคุยเสียแล้ว อย่าไรก็ตาม ถ้าไม่อคติจนเกินไปท่าน ผบ.ตร. ควรได้แต้มบวก เพราะทุกยุคทุกสมัยไม่เคยมีใครขุดรากถอนโคนขบวนการโกงชาติกันขนาดนี้

จุดอ่อนที่สุดของตำรวจ (ไทย) จึงอยู่ที่การทุจริต-คอร์รัปชัน

แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะโดยใครก็ตาม ไม่อยากให้มีการลดทอนอำนาจของตำรวจ แต่คงยากที่จะปฏิเสธกระแสสังคมไปได้

ข้อเสนอปฏิรูปตำรวจ โดยมีที่น่าสนใจ คือ แนวทางของสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) เป็นอันดับแรก มีข้อเสนอ 10 แนวทาง คือ 

1. ลดและเลิกความเป็นกองทัพ หรือให้ตำรวจเป็นเหล่าทัพที่ 4 เพราะทำให้เกิดการรวมศูนย์การบังคับบัญชาจนภาระหน้าที่ถูกเบี่ยงเบน 

2. ยกเลิกการผูกขาดรวมศูนย์ส่วนกลาง แยกกองบัญชาการตำรวจภูธรทั้ง 9 ภาค 

3. ป้องกันการแทรกแซงจากการเมืองโดยยกเลิก ก.ต.ช. ที่มาจากฝ่ายการเมือง เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานตำรวจ 

4.แยกงานสืบสวนออกจากงานสอบสวน 

5.ยกเลิกในตำรวจในตำแหน่งที่มีหน่วยอื่นรีบผิดชอบอยู่แล้ว

6. ปรับปรุงการได้มาของตำรวจเช่นพัฒนากระบวนการสรรหา เน้นหลักสูตรสมัยใหม่ เพิ่มคุณวุฒินักเรียนพลตำรวจ 

7. จัดตั้งองค์กรและกลไกอิสระ ไม่ขึ้นกับสตช. 

8. เพิ่มบทบาทและให้ความสำคัญกับการผลิตตำรวจชั้นประทวน 

9. จัดรูปแบบทำงานในโรงพักเป็นแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ 

10. เพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการฯ

อีกแนวทาง โดยนายวันชัย สอนศริ (สปช.) ในฐานะคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม สรุปว่าให้ปรับโครงสร้าง สตช. และยกเลิกคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แล้วตั้งเป็น “สภากิจการตำรวจแห่งชาติ”มีคณะทำงาน 1 ชุด ทำหน้าที่แทน สตช. และ ก.ตร.โดยกระจายอำนาจแบ่งเป็นตำรวจหลวง ตำรวจภูมิภาค และตำรวจท้องถิ่น โดยให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง-โยกย้ายตำรวจตามกฎหมายกำหนด รวมทั้งถ่ายโอนหน่วยงานตำรวจให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเช่น ตำรวจป่าไม้ ให้กรมป่าไม้ดูแลเป็นต้น

ทั้งข้อเสนอของ สปท. และ สปช. มีคำถามข้อเดียวคือ....ไม่ทราบว่าตำรวจไทยคิดกันอย่างไร เพราะหลายอย่างที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งดำเนินการไปก่อนหน้านั้น “สวนทาง”กับข้อเสนอต่างๆ อย่างสิ้นเชิง เช่นโครงการตำรวจเกณฑ์ คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณไปเรียบร้อย โดยล็อตแรก 5,400 นาย ใช้งบ 513 ล้านบาท และมีข่าวค่อนข้างสับสนว่า จะต้องการมากถึง 20,000 นายหรือ 50,000 นาย ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณอย่างมากมายหลายพันล้านบาท ต่อปี

ไหนล่ะ ลด ละเลิก ความเป็นกองทัพที่ 4 ....โครงการตำรวจเกณฑ์ที่รัฐบาลเห็นดีเห็นงามด้วยนั้น บอกอะไรกับพวกท่านบ้าง

เอาแค่เรื่องเดียวทั้ง สปท. และสปช. ก่อนจะเสนออะไรหรือก่อน “ข่มขืนวัวให้กินหญ้า” โปรดมองความเป็นไปในโลกแห่งความจริงไว้ด้วย เห็นแก้กันมาทุกยุคไม่ให้นักการเมืองแทรกแซงตำรวจ ถามดังๆ ว่าตอนนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตกอยู่ในสภาพใด...ท่านรู้ไหม ตอนนี้ใครใหญ่ที่สุดในแวดวงสีกากี บอกให้ก็ได้ ไม่ใช่"สีกากี "อย่างแน่นอน-แทรกแซงหรือเปล่า

ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ระบบ หรือบุคคล...แก้กันไป วนกันไปเวียนกันมา สุดท้ายประชาชนถูกยกมาอ้างทุกสถานการณ์ ไม่ว่าประชาธิปไตย หรือยุคทหารคืนความสุข...ถามตำรวจเขาสักคำ ถ้าเขาไม่เล่นด้วยทั้ง สปท. กับ สปช. จะมีน้ำยาไปทำอะไร (ตำรวจ)ได้
Read more ...

ยุติคำสั่งย้าย “ชัยทัต บุญขำ” ผบก.ป. แต่ให้ปฏิบัติราชการ สนง.นายตำรวจราชสำนักประจำ

26/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 26 พ.ย.2557

ผบ.ตร.ยุติคำสั่งเด้ง “ชัยทัต บุญขำ” ผบก.ป.ที่ถูกให้มาปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. แต่ให้ไปปฏิบัติราชการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำแทน

วันนี้ (26 พ.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามคำสั่ง ตร.ที่ 643/2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ ใจความว่า เพื่อให้การปฏิบัติราชการของสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ จึงยุติการให้

พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผู้บังคับการกองปราบปราม 

ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ตามคำสั่ง ตร.ที่ 625/2557 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และให้ พล.ต.ต.ชัยทัต ปฏิบัติราชการ สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำมอบหมาย ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง สำหรับ พล.ต.ต.ชัยทัตนั้น ได้รับคำสั่งให้ช่วยราชการ ศปก.ตร.พร้อมกับ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 ป.ซึ่งเสียชีวิตแล้ว และเป็นหนึ่งในเครือข่ายกระทำผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. แต่จากการสืบสวนไม่พบว่าร่วมกระทำผิดจึงไม่มีการออกหมายจับหรือไม่มีคำสั่งอื่นใด เพียงกันไว้เป็นพยานเท่านั้น 
Read more ...

“สมยศ” สั่งตั้ง กก.สอบวินัย “พงศ์พัฒน์” กับพวกรวม 7 นาย

24/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 24 พ.ย.2557

“สมยศ” เซ็นตั้งกรรมการสอบวินัย “พงศ์พัฒน์” กับพวกรวม 7 นาย หากพบตำรวจอื่นมีเอี่ยวให้รายงานด่วน

วันนี้ (24 พ.ย.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 633/2557 ลงวันที่ 23 พ.ย. 2557 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยระบุว่า ตามที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงค์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. ปฏิบัติราชการศปก.ตร. พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน. ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร. พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ผกก.4 ปคบ. ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร.ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป.ต้องคดีอาญาแล้วได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เลขที่ 632/2557 ไปแล้วนั้น

อาศัยตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 86 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าวประกอบด้วย พล.ต.อ.ชนินทร์ ปรีชาหาญ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน

พล.ต.ท.ชินทัต มีศุข จเรตำรวจ (สบ 8) 
พล.ต.ต.จักกฤษศณ์ สิงห์ศิลารักษ์ รองจเรตำรวจ (สบ 7) 
พล.ต.ต.ไพบูลย์ อุดมสินค้า ผบก.กต.9 จต. พ
.ต.อ.ชยธวัส เสาวนะ รอง ผบก.กต.9 จต.เป็นกรรมการ 
พ.ต.อ.ทรงกลด เกริกกฤติยา ผกก.ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 1 กต.9 เป็นกรรมการและเลขานุการ 
พ.ต.ท.วณัฐศ์ ชาลประเสริฐ สว.ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 1 กต.9 จต.เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า 

พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผบช.สตม. มีคำสั่งเลขที่ 257/ 2557ลงวันที่ 23 พ.ย. 2557 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน 

พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.จว.สมุทรสาคร 

ประกอบด้วย 
พ.ต.อ.สิทธิชัย โล่กันภัย รองผบก.ตม. 3 
พ.ต.อ. วีรยศ การุณธร ผกก.กองกำกับการบริการคนต่างด้าว บก.ตม.3 
พ.ต.ท.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.กองกำกับการบริการคนต่างด้าว บก.ตม.3 เป็นกรรมการ 
พ.ต.ท.ยุทธนา ราชจันทร์ สว.ตม.จว.นครปฐม บก.ตม.3 เป็นกรรมการและเลขานุการ และ
ร.ต.อ.นพรัตน์ ศิริมุสิกะ รอง สว.ตม.จว.นครปฐม บก.ตม.3 เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

โดยให้คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. 2557 ให้แล้วเสร็จ แล้วเสนอสำนวนการสอบสวนมาเพื่อพิจารณาต่อไป หากคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ากรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดวินัยร้ายแรงในเรื่องอื่น นอกจากที่ระบุในคำสั่งนี้ หรือกรณีที่การสอบสวนไปพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น และคณะกรรมการมีความเห็นว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนกระทำความผิดในเรื่องที่สอบสวนนั้น ให้ประธานรายงานมาให้ทราบโดยเร็ว
Read more ...

สตม.สั่ง พ.ต.อ.โกวิท ผกก.ตม.สมุทรสาคร ออกจากราชการ

24/11/57
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com เมื่อ 24 พ.ย.2557

ผู้บัญชาการ สตม. มีคำสั่งให้ 'พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล' ผกก.ตม.สมุทรสาคร ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้ง กก. สอบวินัยร้ายแรง

พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) มีคำสั่ง สตม.ที่ 258/2557 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2557ให้ 

พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผู้กำกับการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.สมุทรสาคร 

ปฏิบัติราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ศปก.สตม. ออกจากราชการไว้ก่อนด้วย พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับ พ.ต.อ.โกวิท ในกรณีที่ถูกศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับในข้อหา

- ร่วมกันก่อสร้างแผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าฯ หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ พ.ศ. 2484 ม.54, 55 

- ร่วมกันปลูกสร้างอาคารฝายล่วงล้ำในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำหรือทะเลสาบ ที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ม.117, 183
Read more ...

ผงะเซฟพงศ์พัฒน์ เงินพันล. ชี้ทำเสื่อมพระเกียรติ ทั้ง"โฉนด-พระ"เฉียดหมื่นล้าน ผบ.ตร.ให้ออกพร้อม"7ตำรวจ"

24/11/57
โดยข่าวสด เมื่อ 24 พ.ย.2557

ทั้ง"โฉนด-พระ"เฉียดหมื่นล้าน ผบ.ตร.ให้ออกพร้อม"7ตำรวจ" กัน"ผู้การกองปราบ"เป็นพยาน ยันผกก.1 ป.ที่ตกตึก-ฆ่าตัวตาย

ตะลึงค้นบ้าน"พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์" อดีตผบช.ก. พบเงินสดนับพันล้านซุกในตู้เซฟหลายใบพร้อมยึดโฉนดที่ดิน-พระเครื่องจำนวนมากมูลค่าเฉียดหมื่นล้านบาท ผบ.ตร.เซ็นคำสั่งให้ออกจากราชการพร้อม 6 ตร. ขณะที่ ผบช.สตม.ให้ผกก.ที่เกี่ยวข้องออกตามรวมเป็น 7 นาย พร้อมจ่อตั้ง กก.สอบวินัยร้ายแรง หลังถูกจับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและเรียกรับสินบน ส่วนผู้การกองปราบฯ รอด เพราะให้การเป็นประโยชน์และไม่เกี่ยวข้องกับคดี ม.112 โฆษก ตร.ย้ำทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ยันผกก.1 ป.ฆ่าตัวตายเพราะเครียดมีชื่อพัวพันคดีนี้ด้วย ส่วนผู้ต้องหาหญิงที่ยังหลบหนีสอบพบทำหน้าที่ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน

จากกรณีศาลอาญาออกหมายจับพล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ช่วยราชการศปก.ตร. ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ และเป็นเจ้าพนักงาน เรียกรับสินบนหรือประโยชน์อื่นใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ 149 นอกจากนี้ออกหมายจับตำรวจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 6 นาย ประกอบด้วยพล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป., พล.ต.ต. บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน., พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล ผกก.ตม.สมุทรสาคร, ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และด.ต. ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. กับพลเรือนอีก 3 คน ประกอบด้วยนางสุดาทิพย์ ม่วงนวล, นางสวงค์ มุ่งเที่ยง และนายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช รวมเป็น 10 คน ขณะที่พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผกก.1 ป. ที่เพิ่งเสียชีวิตจากการตกจากที่สูงเมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมาพบว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ด้วย เบื้องต้นตำรวจควบคุมพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กับพวกรวม 8 คน โดยมีนางสุดาทิพย์อยู่ระหว่างหลบหนี ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 23 พ.ย. รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.มีคำสั่ง ตร.ที่ 632/2557 ลงวันที่ 23 พ.ย.2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน โดยคำสั่งดังกล่าวระบุว่า อาศัยอำนาจตามมาตรา 95 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบกฎก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 8

จึงมีคำสั่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ ผบช.ก.ปฏิบัติราชการศปก.ตร. พล.ต.ต. โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก.ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร.พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน.ปฏิบัติราชการศปก.ตร. พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ผกก.4 บก.ปคบ. ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และด.ต. ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. ออกจากราชการไว้ก่อน ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อนึ่งผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามคำสั่งนี้มีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อก.ตร.ตามพ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 105 ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่งและประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองหรือส่งไปทางไปรษณีย์ลงทะเบียนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอรับผลการวินิจฉัยอุทธรณ์

มีรายงานว่าในวันที่ 24 พ.ย.นี้ พล.ต.อ. สมยศจะมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับนายตำรวจทั้ง 6 นายด้วย

วันเดียวกัน พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) มีคำสั่ง สตม.ที่ 258/2557 ลงวันที่ 23 พ.ย.2557 ให้พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.ตม. สมุทรสาคร ออกจากราชการไว้ก่อนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าสำหรับคำสั่งให้ออกจากราชการของตำรวจทั้งหมด ไม่มีรายชื่อ พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป. เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากนักและให้การเป็นประโยชน์อย่างมาก จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะกันตัวไว้เป็นพยาน

ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร. รรท.ผบช.ก และโฆษก ตร. กล่าวว่า มีการควบคุมตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวกรวม 8 คนไว้แล้ว มีแจ้งข้อหาและรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างควบคุมตัว เพื่อสอบสวนและจะนำตัวไปรายงานตัวฝากขังต่อศาลอาญาในวันที่ 24 พ.ย. ส่วนพลเรือนอีก 2 คนนั้นอยู่ระหว่างการติดตามจับกุม

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวด้วยว่า จากการสืบสวนสอบสวนมีพยานหลักฐานว่ามีการกระทำอันทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ ซึ่งรายละเอียดพฤติการณ์การกระทำผิดจะมีการแถลง เปิดเผยหลักฐานต่อสื่อมวลชนอย่างละเอียดอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งจากการสอบสวนทั้งหมดให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา

โฆษก ตร.กล่าวด้วยว่า สำหรับพ.ต.อ. อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีตผกก.1 ป. ที่เสียชีวิตนั้นจากการสืบสวนพบอยู่ในขบวนการเดียวกันร่วมกระทำความผิด โดยก่อนหน้านี้เชิญตัวมาให้ข้อมูลแล้วและให้ความร่วมมืออย่างดี แต่ขณะนั้นยังไม่ขออนุมัติหมายจับจึงยังไม่ควบคุมตัวไว้ กระทั่งต่อมาทราบว่าหลังพ.ต.อ.อัครวุฒิ์ให้ข้อมูลแล้วก็ไปกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ด้วยความเครียดและเกรงกลัวถูกดำเนินคดี ทรายภายหลังว่าก่อนเข้าให้ข้อมูลนั้น พ.ต.อ.อัครวุฒิ์มีอาการเครียดโดยพยานยืนยันว่าพยายามฆ่าตัวตายถึง 3 ครั้ง และเขียนข้อความลาตายทิ้งไว้ด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่าตำรวจและหน่วยอรินทราชเข้าจับกุมพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพล.ต.ต. โกวิทย์ พร้อมพวกเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นนำทั้งหมดไปสอบปากคำที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง ก่อนที่ในช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 23 พ.ย. จึงแยกผู้ต้องหาทั้งหมดควบคุมผู้ต้องหาตามห้องขังสถานีตำรวจ นครบาลต่างๆ รวม 8 แห่ง โดยพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สน.เตาปูน ซึ่ง ผบช.ก.สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวสีกากี ไม่มีท่าทีเคร่งเครียดแต่อย่างใด

รายงานข่าวแจ้งอีกว่าในการเข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาทั้ง 8 คนพบหลักฐานและทรัพย์สินจำนวนมาก โดยเฉพาะที่บ้านพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พบเงินสดนับพันล้านบาท เก็บไว้ในตู้เซฟหลายใบ ตำรวจใช้เวลานานนับชั่วโมงกว่าจะเจาะตู้เซฟนำเงินออกมาได้ทั้งหมด นอกจากนี้มีทรัพย์สินอื่น อาทิ พระพุทธรูปบูชาหายาก กว่า 100 องค์ พระเครื่องชื่อดังจำนวนหลายพันองค์ โฉนดที่ดินจำนวนมาก รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ร่วม 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าสำหรับนางสุดาทิพย์ และนางสวงค์ ผู้ต้องหาที่เป็นพลเรือนทำหน้าที่ดูแลเรื่องทรัพย์สินและยักย้ายถ่ายเทต่างๆ โดยนางสุดาทิพย์อยู่ระหว่างหลบหนี
Read more ...

สั่งย้าย 5 เสือ เซ่น นศ.ขอนแก่นชู 3 นิ้ว

24/11/57

โดยไทยรัฐ เมื่อ 24 พ.ย.2557

ผบช.ภ.4 ลงนามคำสั่ง ย้าย 5 เสือโรงพักขอนแก่น ไปประจำศูนย์ปฏิบัติการ ภ.4 คาดเซ่น นศ.กลุ่มดาวดินชู 3 นิ้ว ...

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ ผบช.ภ.4 ลงนามคำสั่ง ภ.4 ที่ 2396/2557 ให้ข้าราชการตำรวจไปประจำศูนย์ปฏิบัติการ ภ.4 จำนวน 5 นาย ประกอบด้วย 

1.พ.ต.อ.สุภากร คำสิงห์นอก รอง ผบก.ภ.จ.ขอนแก่น รรท.ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น 

2.พ.ต.อ.พงศ์ฤทธิ์ คงศิริสมบัติ ผกก.สส.ภ.จ.ขอนแก่น 

3.พ.ต.ท.อนุศักดิ์ ศักดาวัชรานนท์ รอง ผกก.ป. สภ.เมืองขอนแก่น 

4.พ.ต.ต.จีรัชติกุล จะรัสกมลพงษ์ สวป. สภ.เมืองขอนแก่น และ 

5.พ.ต.ต.ชาติชาย ทิมนิกุล สว.สส. สภ.เมืองขอนแก่น 

ทั้งนี้ แต่วันที่ 22 พ.ย.57 โดยได้ลงประจำวันปฏิบัติหน้าที่ ศปก.ภ.4 ตั้งแต่เวลา 09.00 น.วันที่ 23 พ.ย.

ทั้งนี้ มีรายงานว่าเหตุผลที่มีการสั่งย้ายครั้งนี้ อาจเนื่องจากในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม จ.ขอนแก่น ฝ่ายความมั่นคงได้มีการมอบหมายให้ข้าราชการตำรวจขอนแก่น ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไป โดยกำหนดหน้าที่แล้ว แต่กลับมีความบกพร่องปล่อยให้มีนักศึกษากลุ่มดาวดิน 5 คน จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าไปชู 3 นิ้ว แสดงสัญลักษณ์ต่อต้านการรัฐประหารที่หน้าเวทีขณะนายกรัฐมนตรีกำลังปราศรัย ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อรัฐบาล และกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างครึกโครม ฝ่ายความมั่นคง จึงมีคำสั่งให้โยกย้ายข้าราชการตำรวจที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการลงโทษ และเป็นตัวอย่างไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในพื้นที่อื่นๆที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปตรวจราชการอีก
Read more ...

สั่งย้ายด่วน! "ผู้กำกับฯตม.สมุทรสาคร" ให้ไปรายงานตัว ภายใน 10โมงเช้า พรุ่งนี้!

18/11/57
โดยมติชน เมื่อ 17 พ.ย.2557

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. พล.ต.ต.สุกิจ โคอินทรางกูร รองผบช.สตม. รรม.ผบช.สตม. มีคำสั่งสำนักงานตรวจค้นเข้าเมืองที่ 255/2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ

ระบุว่า เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการของสำนักงานตรวจค้นเข้าเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 และมาตรา 71 แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และข้อ 8(2) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2551 จึงให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการและรักษาราชการแทน ดังนี้

1. ให้พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.ตม.สมุทรสาคร บก.ตม. 3 ไปปฏิบัติราชการที่ศปก.สตม. โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผบช.สตม.มอบหมาย จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้ไปรายงานตัวที่ศปก.สตม. ภายในวันที่ 18 พ.ย. เวลา 10.00 น.

2.ให้พ.ต.อ.พิชญา บุญขจร รองผบก.ตม. 6 รรท.ผกก.ตม.จังหวัดสมุทรสาคร บก.ตม. 3 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
Read more ...

ฉวยโอกาส “ซ้ำยามดวงตก”สลายขั้วอำนาจ “พงศ์พัฒน์”

17/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 17 พ.ย.2557

เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ตำแหน่งสำคัญๆในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยเฉพาะ “กองปราบปราม” หน่วยกำลังระดับเกรดเอ เก้าอี้ “ผกก.” เกือบทุกกองกำกับการ เป็นตำรวจสายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์แทบทั้งสิ้น จนถึงขนาดมีเสียงกล่าวขานกันว่า กองปราบปราม คือ อาณาจักรย่อมๆของ “ผู้ใหญ่บ้าน” ที่ใครก็อย่าไปยุ่ง

คำสั่งฟ้าผ่า! บช.ก. หรือกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เด้ง 3 นายพล 1 นายพัน พ้นจากตำแหน่งไปปฏิบัติราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจ(ศปก.ตร.) แบบขาดจากตำแหน่งเดิม และไม่มีกำหนดเวลา แม้ “บิ๊กอ๊อด”พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม่ทัพใหญ่สีกากี จะอ้างย้ายเพื่อให้ไปทำงานสำคัญ

แต่พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นก็ปฏิเสธไม่ได้ นี่คือ ปฏิบัติการ “ล้างบาง”สอบสวนกลาง!!!

เพราะหลังจากบิ๊กอ๊อดเซ็นคำสั่งเด็ดหัวพี่ใหญ่ให้ 

“บิ๊กกิ๊ก”พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) และ

เพื่อนเลิฟ “บิ๊กโก”พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รองผบช.ก. 

ไปปฏิบัติราชการ ศปก.ตร. โดยขาดจากตำแหน่งเดิมแล้ว

จากนั้นถัดมาอีกเพียง 2 วัน คำสั่งระลอกสองให้ 

“บิ๊กเจี๊ยบ”พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผู้บังคับการกองปราบปราม(ผบก.ป.) และ

พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผู้กำกับการ(ผกก.1) บก.ป. 

ไปปฏิบัติราชการ ศปก.ตร. โดยขาดจากตำแหน่งเดิมเช่นกัน

การออกคำสั่งดังกล่าว ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจน ถึงเวลาที่“กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง” ต้องมีการปรับทัพจัดทิศกันครั้งใหญ่ เพราะเช็ครายชื่อ 2 นายพล 1 นาย พัน ที่ร่วมชะตากรรมกับ “บิ๊กกิ๊ก” โดนคำสั่งไปปฏิบัติราชการ ศปก.ตร.ครั้งนี้ ล้วนมีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดแน่นแฟ้นกันทั้งสิ้น

“บิ๊กโก” พล.ต.ต.โกวิทย์ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ(นรต.) รุ่น 31 เป็นเพื่อนร่วมรุ่นพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่สนิทสนมกันมาก เนื่องจากเป็นคนสมุทรสงครามด้วยกัน จะคอยดูแลช่วยงานใกล้ชิด “บิ๊กกิ๊ก”เหมือนเป็นหัวหน้าสำนักงาน ผบช.ก.

“บิ๊กเจี๊ยบ”พล.ต.ต.ชัยทัต นรต.รุ่น 39 เป็นเด็กปั้นของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มาตั้งแต่เป็น ผกก.ปพ. และขยับขึ้น รองผบก.ป. ก่อนได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นเป็น ผบก.ป. ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา

ส่วน“บิ๊กอั้ม”พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ นรต.รุ่น 49 ลูกน้องคนสนิทที่”บิ๊กกิ๊ก”ไว้ใจให้เป็นคนจัดบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายในส่วนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตลอด 3-4 ปีที่นั่งเก้าอี้ ผบช.ก.

และก็เป็นที่คาดหมายกันว่า หากไม่มีคำสั่งให้ใครไปปฏิบัติราชการ ศปก.ตร.อีกเป็นระลอก 3ระลอก 4 ช่วงนี้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รองผบก.-สารวัตร ประจำปี 2557เชื่อว่าตำรวจที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ก็น่าจะต้องถูกปรับเปลี่ยนจากเก้าอี้ล็อตใหญ่

เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ตำแหน่งสำคัญๆในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยเฉพาะ “กองปราบปราม” หน่วยกำลังระดับเกรดเอ เก้าอี้ “ผกก.” เกือบทุกกองกำกับการ เป็นตำรวจสายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์แทบทั้งสิ้น จนถึงขนาดมีเสียงกล่าวขานกันว่า กองปราบปราม คือ

อาณาจักรย่อมๆ ของ “ผู้ใหญ่บ้าน” ที่ใครก็อย่าไปยุ่ง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือ บิ๊กสีกากีก็ตาม

เมื่อกำแพงเหล็กพังทลาย ขุนศึก นายกองที่เคยอยู่ในอาณาจักร ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องแตกกระสานซ่านเซ็น ตำรวจระดับ ผกก. ซึ่งมีความใกล้ชิดพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และมีบทบาทเก้าอี้สำคัญใน บช.ก. ต้องจับตาว่าน่าจะโดนโยกย้ายไปตำแหน่งอื่น

โดยเฉพาะกองปราบปราม ปัจจุบันทุกกองกำกับการล้วนเป็นตำรวจที่ใกล้ชิด “บิ๊กกิ๊ก” เริ่มจาก 

กองกำกับการ 1 ป. พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ ซึ่งถูกคำสั่งไปปฏิบัติราชการแล้ว แนวโน้มไม่ได้กลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมมีสูง เพราะเชื่อว่า พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.5 บก.ทท. ที่มารักษาการ ผกก. 1 ป. ตั๋วแข็งโป๊ก มานั่ง ผกก. 1 ป. เต็มตัวแน่

เช่นเดียวกับ 

กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ(ปพ.) พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.ปพ.ช่วยราชการสำนักงาน ผบช.ก. คงต้องเปิดเก้าอี้ให้ “บิ๊กต่อ”พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผกก.ปพ. รักษาการ ผกก.ปพ. นั่งเก้าอี้แทนเช่นกัน

รวมทั้ง 

กองกำกับการ 2 ป. พ.ต.อ.นิรันดร นามสุวรรณ ผกก. 2 ป., 

กองกำกับการ 3 ป. พ.ต.อ.วรวุฒิ คุณะเกษม ผกก.3 ป., 

กองกำกับการ 4 พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.4 ป., 

กองกำกับการ 5 ป. พ.ต.อ.วัชรพล ทองล้วน ผกก.5 ป., 

กองกำกับการ 6 พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผกก.6 ป.

ก็ไม่น่าจะหนีสัจธรรม “สมบัติผลัดกันชม”พ้น

นอกจากนั้นยังมี 

พ.ต.อ.อภิชัย ดุษฏีพฤฒิพันธุ์ ผกก.2 ทล. 

พ.ต.อ.สฤษดิ์ พุทธพงษ์ศิริพร ผกก.5ปคม. 

พ.ต.อ.ธนาวุฒิ ท้วมสมบุญ ผกก.2 ปอศ. 

พ.ต.อ.เจนกมล คำนวณ ผกก.4 ปอศ. 

พ.ต.อ.ภูการวิก โชติกเสถียร ผกก.5 ปอศ. และ

พ.ต.อ.สิทธิชัย ไกรแสง ผกก.3 ปคบ. 

ก็ต้องหนาวๆร้อนๆ เช่นกัน

ยิ่งเชื่อแน่ว่าเก้าอี้ “ผบช.ก.” ที่พล.ต.ท.พงศพัฒน์ นั่งกุมบังเหียนอยู่ มีเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่จะสามารถรั้งเอาไว้ได้ โดย

”บิ๊กปู”พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.สายตรงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประธานคณะกรรมการช้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)

มีชื่อติดโผจะข้ามห้วยจากนครบาลที่เพิ่งนั่งได้เพียงแค่ 1 เดือน กลับมาถิ่นเก่าคุม “สอบสวนกลาง” แน้วโน้มการล้างขั้วเก่าก็สูงขึ้นตามไปด้วย

เหมือนในการแต่งตั้งระดับ “นายพล” ที่มีการล้างขั้วอำนาจเก่า ในระดับ ผบช.ภ.1-9 สิ้นซาก ไม่เหลืออยู่ในตำแหน่งแม้แต่รายเดียว

“กองปราบปราม” หน่วยงานพิเศษที่ถือว่าเป็นกำลังหลัก มีอำนาจจับกุมทั่วประเทศ มีหรือขั้วอำนาจใหม่ที่เข้ามากุมบังเหียนจะไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง เพราะโอกาสดีๆอย่างนี้ไม่ได้มีบ่อยนัก

นับจากนาทีนี้ คงต้องจับตาปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่จะเกิดขึ้นตามมา หลังจากเกิดฟ้าผ่า ผบช.ก.!
Read more ...

ฟ้าผ่าเก้าอี้ ผบช.ก. เด้งบิ๊กกิ๊ก โกวิทย์โดนด้วย ประวุฒิคุมแทน

14/11/57
โดยข่าวสด เมื่อ 14 พ.ย.2557

"สมยศ"แจงย้าย จับตาล้างบาง! บก.ป.กับตร.น้ำ

"บิ๊กอ๊อด-สมยศ" เด้งฟ้าผ่า "ผบช.ก." บิ๊กกิ๊ก-พงศ์พัฒน์ฉายาพันธุ์ และโกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รองผบช.ก. ไปปฏิบัติราชการที่ศปก.ตร. โดย ให้ขาดจากตำแหน่งเดิม พร้อมให้ "บิ๊กตุ้ย" ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร. รักษาราชการแทน ด้าน "สมยศ" แจงเหตุสั่งย้าย-มีภารกิจสำคัญมอบหมายให้ไปปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งเห็นเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ จับตาย้ายอีกล็อตใหญ่ กองปราบฯ-ตำรวจน้ำ

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่ 610/2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ โดยระบุว่าเพื่อให้การปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปด้วยความ เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยความในมาตรา 11 และมาตรา 72 แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และข้อ 8 (1) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552

จึงให้ข้าราชการตำรวจ ไปปฏิบัติราชการ และรักษาราชการแทน ดังต่อไปนี้ 1.ให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากตำแหน่งเดิมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผบ.ตร.มอบหมาย จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้ไปรายงานตัวที่ศปก.ตร. ภายในวันที่ 12 พ.ย. 2557 เวลา 10.00 น. ดังนี้ 1.1 พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. 1.2 พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. นอกจากนี้ให้พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร. รักษาราชการแทนผบช.ก. ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย.2557 เป็นต้นไป

โดย พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า การมีคำสั่ง ให้พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพล.ต.ต.โกวิทย์ ไปปฏิบัติราชการที่ศปก.ตร. เนื่องจากมีภารกิจงานสำคัญที่ต้องมอบหมายให้พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ไปปฏิบัติเป็น กรณีพิเศษ เพราะเห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ส่วนการให้พล.ต.ท.ประวุฒิ รักษาราชการแทน ผบช.ก. ก็เป็นไปตามขั้นตอนการบริหารราชการ เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพเท่านั้น

ที่ บช.ก. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน ผู้บังคับบัญชา ชั้น 4 ซึ่งเป็นห้องทำงานของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พบว่าพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ไม่ได้เดินทางเข้ามาที่สำนักงาน จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่า เบื้องต้นผู้บังคับบัญชาทราบคำสั่งแล้ว แต่ติดภารกิจงานราชการ จึงไม่สามารถเดินทางไปรายงานตัวได้ และไม่ทราบว่าจะเดินทางไปรายงานตัวในวันนี้หรือไม่ โดยคาดว่าหลังเสร็จภารกิจ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จะเดินทางไปรายงานตัวโดยเร็วที่สุด

ส่วนบรรยากาศภายในบช.ก. เป็นไปด้วยความเงียบเหงา โดยบริเวณด้านหน้ามีรถประจำตำแหน่งของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จอดอยู่ในช่อง จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่ารถคันดังกล่าวถูกนำมาจอดไว้ เพื่อ รอการส่งมอบคืน

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับคำสั่งโยกย้ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพล.ต.ต.โกวิทย์ กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของข้าราชการตำรวจ สังกัดบช.ก.อย่างมาก เนื่องจากเป็นการ โยกย้ายแบบกะทันหัน จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และกองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) ในอีกหลายตำแหน่งเร็วๆ นี้

สำหรับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ หรือบิ๊กกิ๊ก ศึกษาจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับพล.ต.อ.สมยศ พล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท. ประวุฒิ และพล.ต.ต.โกวิทย์ โดยพล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ดำรงตำแหน่งผบช.ก. ตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการต่างๆ มากมาย เริ่มจากโครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชน ที่ มุ่งเน้นให้ตำรวจร่วมกับชาวบ้านทำกิจกรรมและช่วยกันแก้ปัญหาในชุมชน โครงการ "Big 6" โดยมีแนวคิดให้ตำรวจพบปะพูดคุยกับบุคคลสำคัญ 6 กลุ่มของสังคม เพื่อฝึกหาข่าวแบบรับฟัง โครงการชมรมยุวชนตำรวจ เพื่อให้เด็กและตำรวจมีความผูกพัน อีกทั้งช่วยกันแก้ไขปัญหา

นอก จากนี้ยังมีโครงการอีกมากมายที่หวังช่วยพัฒนาบุคลากรและองค์กร อาทิ บช.ก. โกอินเตอร์ ร.ร.ตำรวจนอกเวลา โครงการคืนชุมชนสีขาวให้สังคม โครงการ 5 ทฤษฎี 1 หลักการ เพื่อลดหวาดระแวงของประชาชน และ MOU ทางการศึกษากับนิด้า เป็นต้น
Read more ...

ผบ.ตร. มีคำสั่งเด้ง ผู้การฯ กองปราบฯ - ตั้ง "อัคราเดช" รักษาการ

14/11/57
โดยข่าวสด เมื่อ 14 พ.ย.2557

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. 

ลงนามคำสั่งให้

พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผู้บังคับการปราบปรามและ 

พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม 

ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผบ.ตร.มอบหมาย จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. เป็นต้นไป โดยให้ไปรายงานตัวที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติภายในวันที่ 14 พ.ย. เวลา 16.00 น.

วันเดียวกัน

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ รองผบ.ตร. รรท.ผบช.ก. 

มีคำสั่งที่ 257/2557 ให้

พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รองผบก.ป. รักษาราชการแทน ผบก.ป. 

พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก. 5 บก.ทท. รักษาราชการแทน ผกก.1 ผบก.ป. และ

พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก. 8 บก.รน. รักษาราชการแทนผกก. 5 บก.ทท. 

ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. 2557 เป็นต้นไป
Read more ...

ผบ.ตร.แจงย้าย 'พงศ์พัฒน์-โกวิทย์' เพื่อมอบงานสำคัญ

13/11/57
ที่มา : เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เมื่อ 13 พ.ย.2557

"พล.ต.อ.สมยศ"  เผยย้าย "พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์" และ "พล.ต.ต.โกวิทย์" เพื่อมอบงานสำคัญกรณีพิเศษ

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า การมีคำสั่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ( ศปก.ตร.) เนื่องจากมีงานสำคัญที่ต้องมอบหมายให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ไปปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษ เพราะเห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ส่วนการให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็เป็นไปตามขั้นตอนการบริหารราชการ

ทั้งนี้ภายหลังจากหนังสือคำสั่งย้ายด่วนมีผลบังคับใช้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ จะต้องมารายงานตัวที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ภายในวันนี้
Read more ...

แต่งตั้ง "นายพันสีกากี"ฉาว!หลังบ้านอดีตบิ๊กตร.เซ้งลี้เก้าอี้

9/11/57
โดย สน.พระอาทิตย์ ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 9 พ.ย.2557

มีข่าวเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่องในการแต่งตั้งโยกย้ายเกี่ยวกับการซื้อขายเก้าอี้ ในแวดวง "สีกากี”ที่กระหึ่มกันในทำนองว่า มีภรรยาผู้มีอำนาจที่อยู่นอกรั้ว "กรมปทุมวัน”เป็นคนจัดแจง ใส่ชื่อลง "ตั๋ว”ผู้มีอำนาจส่งมาให้ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ ตามโควตาที่มีการจัดสรรกัน

ระส่ำ!! กันทั้ง "กรมปทุมวัน"คำสั่งตรวจสอบการติดตั้งจอแสดงภาพและป้ายโฆษณาบนป้อมตำรวจ ตามแยกต่างๆ ที่ตอนนี้นอกจากพล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รรท.ผบช.น.) ตั้งกรรมการสอบตำรวจระดับ ผู้กำกับการ(ผกก.) ร่วม 50 โรงพักแล้ว การตรวจสอบกำลังบานปลายออกไปตามภูธรต่างๆ ซึ่งล่าสุด พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1(รรท.ผบช.ภ.1) ก็สั่งตรวจสอบทุกจังหวัดในสังกัดเช่นกัน

แม้การตรวจสอบ ผกก.โรงพัก ร่วมครึ่งร้อยในพื้นที่นครบาล พล.ต.ต.ศรีวราห์ จะออกมาชี้แจงว่า การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวนั้นเพื่อความโปร่งใส แต่อาจทำให้ผู้ที่มีรายชื่อเกิดความกังวล เนื่องจากใกล้ฤดูแต่งตั้งโยกย้าย ก็ขอบอกว่าไม่เกี่ยวกันเนื่องจากการแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.-ผกก. ต้องเข้าที่ประชุม ก.ตร. โดยให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้กลั่นกรองขึ้นมาก่อนจากนั้นให้ทางกองบัญชาการ (บช.) จัดทำบัญชีผู้เหมาะสมส่งรายชื่อมาให้ สกพ. ก่อนนำเข้าในวาระการประชุม ก.ตร. เพื่อให้มีการพิจารณาต่อไป

“เรื่องนี้ขอย้ำว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายแต่อย่างใด"

แต่ดูเหมือนว่าคำยืนยันจาก "แม่ทัพนครบาล”ก็ไม่ทำให้เหล่า "ผกก.”ที่มีชื่อถูกตั้งกรรมการสอบสวนได้คลายกังวล เพราะพล.ต.ต.ศรีวราห์ระบุชัดเจนว่า พฤติการณ์ให้บริษัทเอกชนเข้ามาประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์บนที่ราชพัสดุด้วยการติดตั้งจอแสดงภาพ และป้ายโฆษณาแต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอมและมีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอมแต่ไม่ถูกต้องตามระเบียบทางราชการ

นั่นหมายความว่า หากผลการสอบสวนออกมาไม่ว่า ผกก.โรงพักจะผิดโดยตรง หรือโดยอ้อม ก็จะมีข้อบกพร่อง และอาจส่งผลกระทบไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยเฉพาะกับตำรวจขั้วตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ อาจถูกหยิบยกมาเป็นเงื่อนไขในการแต่งตั้งโยกย้าย

ต้องยอมรับว่า หลังจากเสร็จสิ้นการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ "นายพล”ที่ผ่านมา ภาพสะท้อนที่ออกมาก็ชัดเจนแล้วว่าตำรวจสายที่ใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ,ลูกน้องเก่าพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร., สายพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. รวมทั้งพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการรองผบ.ตร. ต่างขยับนั่งเก้าอี้สำคัญเกือบทุกตำแหน่ง

ในทางตรงกันข้ามตำรวจ "ขั้วตรงข้าม"ที่อยู่ใต้เงาการเมืองในยุครัฐบาลนายกฯปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสายสัมพันธ์เก่าระบอบทักษิณ ต่างๆก็ถูกเด้งออกจากตำแหน่งกันกราวรูด เห็นได้จากการแต่งตั้งระดับ ผบช. ที่ ผบช.ที่คุมพื้นที่ทั้งประเทศ ตั้งแต่ ผบช.น. จนถึง ผบช.ภ.1-9 รวมทั้งศชต. ต่างเปลี่ยนตัวทั่วหน้า ไม่ถูกเตะเข้ากรุนั่งตบยุง ก็ถูกดันขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร.ตามลำดับอาวุโสไม่มียกเว้น

เช่นเดียวกับการแต่งตั้งระดับ รองผบก.-ผกก.ประจำปี ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าครั้งนี้ ว่ากันว่า ขั้วอำนาจไม่ต่างจากการแต่งตั้งระดับนายพลที่จะส่งลูกน้องสายตัวเอง ลงมานั่งเก้าอี้ ผกก.โรงพักเกรดเอ หรือผกก.หน่วยงานสำคัญๆ

เพราะกติกาในการแต่งตั้ง "รองผบก.-ผกก.”ในยุคที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้ามากุมอำนาจ มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงปกติ ที่การแต่งตั้ง "รองผบก.-ผกก.”จะให้อำนาจ ผบช. พิจารณารายชื่อเต็มๆ แต่มาครั้งนี้ คสช.มีประกา ฉบับที่ 88/2557 ให้การพิจารณาแต่งตั้งระดับ รอง ผบก. และ ผกก. ต้องผ่านการพิจารณาในที่ประชุมก.ตร. เสียก่อน เช่นเดียวกับการแต่งตั้งระดับนายพลมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ทำหน้าที่ ประธาน ก.ตร. ร่วมกับ ผบ.ตร. รองผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติ เป็น กรรมการ

มิหนำซ้ำ ยังมีข่าวเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่องในการแต่งตั้งโยกย้ายเกี่ยวกับการซื้อขายเก้าอี้ ในแวดวง "สีกากี”ที่กระหึ่มกันในทำนองว่า มีภรรยาผู้มีอำนาจที่อยู่นอกรั้ว "กรมปทุมวัน”เป็นคนจัดแจง ใส่ชื่อลง "ตั๋ว”ผู้มีอำนาจส่งมาให้ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ ตามโควตาที่มีการจัดสรรกัน

ทำให้ตำรวจระดับ ผกก. ไร้เส้น ไร้สาย ต่างขั้วอำนาจ หวาดหวั่นกันไปทั่ว

โดยเฉพาะในพื้นที่ "นครบาล” ที่มีข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่าจะมีการ "ล้างบาง”ตำรวจที่มีสายสัมพันธ์ขั้วอำนาจเก่าออกมาหน่วย 20-30 ราย และนำตำรวจที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจใหม่ รวมทั้งลูกน้องเก่าพล.ต.ต.ศรีวราห์จากภูธรภาค 1 เข้ามาอยู่ในเมืองหลวงจำนวนมาก

พอมีเรื่องการตรวจสอบ ผกก.โรงพัก เกือบ 50 นาย เกี่ยวกับการติดตั้งจอแสดงภาพและป้ายโฆษณาบนป้อมตำรวจ ตามแยกต่างๆอีก

แรงระส่ำเลยยิ่งหนักขึ้น!!!

แม้เก้าอี้ว่างระดับ รองผบก. –ผกก. ประจำปีนี้ ทั่วประเทศเกือบ 250 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รอง ผบก. ว่าง 11 ตำแหน่ง ผกก. ว่าง 240 ตำแหน่ง รวมทั้งน่าจะว่างจากแท่งที่ต้องขยับขึ้นตามตำรวจที่เข้าโครงการเกษียณก่อนราชการ หรือเออลี่รีไทร์ และการปรับยกระดับโรงพัก เปิดโรงพักใหม่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะต้องทำเสร็จก่อนการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รองผบก.-ผกก.ประจำปี ในช่วงเดือนธันวาคม ก็น่าจะทำให้มีเก้าอี้ว่างเกือบๆ 300 ตำแหน่ง

ดังนั้นแวดวงสีกากีชั่วโมงนี้จึงวิ่งกันวุ่นไม่เป็นอันทำงาน โดเยเฉพาะ "ผกก.โรงพัก"ต่างก็ต้องพยายามเซฟตัวเองไม่ให้เกิดความเสี่ยงมากนัก คดีต่างๆจึงหยุดนิ่งไม่มีข่าวคราวการบุกจับกุมเหมือนก่อน เพราะขยับมากก็เจ็บมาก บางพื้นที่บางโรงพักถูกเจาะถูกบุกจับสถานบริการ ทั้งๆที่สถานบริการเหล่านี้มีเกลื่อนแทบทุกถนนในเมืองกรุง ขนาดไม่ขยับยังเจ็บเหมือนอย่างที่ 50 ผกก.โรงพักนครบาลกำลังเผชิญอยู่

"ผกก.โรงพัก”เลยลุ้นกันหนัก
Read more ...

บนแนวทางเศรษฐี "สมยศ" ทุ่มใช้ "เงิน"ซื้อใจคนสีกากี

2/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 2 พ.ย.2557

สน.พระอาทิตย์

เพราะหากวันหนึ่งวันใดไม่มีเงินล่อใจ หรือมีรางวัลเชิญชวนแล้ว ภาพพจน์ด้านลบๆของตำรวจ รวมทั้งพฤติกรรมการเรียกรับสินบนจะกลับคืนมาหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่พล.ต.อ.สมยศต้องตรึกตรองให้ถ่องแท้ถึงรากเง้าปัญหาตำรวจ จะแก้ด้วย”เงิน”นำหน้ามากกว่าการสร้างจิตสำนึกคำว่า "หน้าที่ตำรวจ" สิ่งไหนจะเหมาะสมกว่ากัน.

การบริหารงานตำรวจยุค "บิ๊กอ๊อด"พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กุมบังเหียน "กรมปทุมวัน"ผ่านมาครบ 1 เดือนเต็ม เริ่มจะเห็นสไตล์การทำงานของ "แม่ทัพสีกากี"รายนี้แล้วว่า น่าจะใช้ "เงิน"นำหน้าขับเคลื่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ฉีกแนว"ผบ.ตร."ในอดีต มาเป็นสไตล์ตำรวจนักเล่นหุ้นที่อู่ฟู่ลำดับต้นๆของเมืองไทย!!!

เมื่อไม่นานหลังเป็นผบ. ตร. เพิ่งมีข่าวพล.ต.อ.สมยศ ควักเงินจำนวน 270 ล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง(PP) ของ บมจ. วธน แคปปิตัล (WAT) จำนวน 7,500 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 14.20% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท ซึ่งยังไม่รวมบุตรสาว "ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง"ที่เข้ามาถือหุ้นเดียวกันอีก 2,500 ล้านหุ้น มูลค่า 90 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 4.73% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท

สไตล์การใช้เงินในการบริหารงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลก” งานจากลูกน้อง ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่ครั้งที่พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบช.น.) ดูแลงานด้านการจราจร ผุดไอเดีย "แจกเงินลดคอรัปชั่น"

โครงการนี้เป็นการมอบเงินรางวัลจำนวน 1 หมื่นบาท ให้ตำรวจจราจรที่สามารถจับผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทำผิดกฎจราจรแล้วนำเงินมาติดสินบนตำรวจจราจร โดยให้ถ่ายคลิปเอาไว้เป็นหลักฐานดำเนินคดีฐานติดสินบนเจ้าพนักงาน

เพื่อหวังแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นและการเรียกรับผลประโยชน์ ไม่ให้ตำรวจรับสินบน

แม้ผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองหลายคน และกระแสสังคมจะออกมาทักท้วงโครงการนี้ เพราะเห็นว่าอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สร้างความหวาดระแวงให้ประชาชนกับเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการจับกุมผู้ติดสินบนเจ้าหน้าที่แลกกับการพ้นความผิดทางกฎหมาย ถือเป็นเรื่องผิด ตำรวจผู้ทำหน้าที่รักษากฎหมายมีหน้าที่ต้องจับกุมดำเนินคดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมีรางวัลใดๆ

แต่พล.ต.อ.สมยศ เห็นด้วยกับไอเดีย "แจกเงินลดคอรัปชั่น” เพราะมองว่าการให้เงินรางวัล 1 หมื่นบาทกับตำรวจที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดกำหมายจราจรและพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ จะช่วยทำลายวัฒนธรรมการรับส่วย จึงให้ดำเนินการต่อเนื่องทั่วประเทศเกี่ยวกับสินบนทุกกรณี ไม่เฉพาะงานจราจร

“จะไม่เป็นเพียงการจ่ายรางวัลนำจับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่หากประชาชนมีพยานหลักฐาน จนถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับสินบน ก็พร้อมจะมอบเงินรางวัล 1 หมื่นบาท ให้กับประชาชนด้วยเช่นกัน”

แนวทางการบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุคพล.ต.อ.สมยศกุมบังเหียนยังคงถูก ตอกย้ำขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้ในกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่ง เดย์ ซึ่งเป็นกิจกรรมทำความสะอาดภายในรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะมีขึ้นทุกวันพุธสุดท้ายของแต่ละเดือน

กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์มีขึ้นเพื่อให้ข้าราชการตำรวจที่มีที่ตั้งอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย่านปทุมวัน ได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบดูแลความสะอาด ดูแลความเรียบร้อยภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สร้างความสามัคคีเป็นหมู่คณะ

วันพุธที่ 29 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นพุธสิ้นเดือนครั้งแรก นับตั้งแต่พล.ต.อ.สมยศรับตำแหน่งผู้นำกรมปทุมวัน กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ที่ตำรวจหลายร้อยนายจากหน่วยงานต่างๆภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เข้าร่วม ก็ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบแตกต่างจากที่ผ่านมา

โดยผบ.ตร.ในยุคก่อนๆ กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์จะมีเพียงการร่วมกันทำความสะอาดสถานที่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่มาในยุค "บิ๊กอ๊อด"นอกจากร่วมกันทำความสะอาดแล้วยังมีการจัดซุ้มอาหาร และตั้งโต๊ะเก้าอี้ รวมทั้งมีดนตรี ขับกล่อมให้ตำรวจที่เข้าร่วมกินกรรมได้รับประทานอาหารร่วมกันเคล้าเสียงเพลง มิหนำซ้ำในการจัดกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ในวันพุธสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน แว่วๆว่านอกจากมีซุ้มอาหาร ดนตรี และเครื่องดื่ม เหมือนที่ผ่านๆมาแล้ว ยังจะมีการจับรางวัลแจกให้กับตำรวจที่เข้าร่วมกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ด้วย

ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ สร้างความรื่นรมย์ พร้อมรางวัลมากมาย นอกจากคืนความสุขให้ลูกน้องตามคำยอดฮิตที่สังคมทั่วไปชอบนำมาใช้แล้ว อีกนัยยะหนึ่งก็เป็นสิ่งล่อใจให้ตำรวจอยากเข้ามาร่วมกิจกรรมที่พล.ต.อ.สมยศจัดขึ้นกันให้มากๆ

ไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลก ที่พล.ต.อ.สมยศจะใช้ "เงิน”ในการขับเคลื่อนงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างแรงจูงใจลูกน้องให้ทำงาน เพราะดูจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพล.ต.อ.สมยศและนางพจมาน พุ่มพันธุ์ม่วง คู่สมรส ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

พล.ต.อ.สมยศ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 374,679,849 บาท แบ่งเป็นของพล.ต.อ.สมยศ 246,455,152 บาท(เงินฝาก 18 บัญชี 11,544,651 บาท เงินลงทุน 12 แห่ง 53,117,900 บาท เงินให้กู้ยืม 2 รายการ 109,000,000 บาท ที่ดิน 10 แปลง 40,792,601 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง 2 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 30 ล้านบาท)

ของนางพจมาน 128,224,696 บาท (เงินฝาก 4 บัญชี 27,790,529 บาท เงินลงทุน 3 แห่ง 1,280,216 บาท ที่ดิน 14 แปลง 65,810,000 บาท โรงเรียนและสิ่งปลูกสร้าง 4 หลัง 23,343,950 บาท ทรัพย์สินอื่นๆ 10 ล้านบาท) มีหนี้สิน 18,822,122 บาท แบ่งเป็นของพล.ต.อ.สมยศ 13,947,466 บาท ของนางพจมาน 4,874,676 บาท(เป็นเงินกู้จากธนาคารทั้งหมด)

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พล.ต.อ.สมยศ เป็นยอดนักบริหารการเงิน และดำเนินธุรกิจควบคู่กับการเป็นตำรวจได้อย่างประสบความสำเร็จ ทั้งการเงินและหน้าที่การงาน แต่ความสำเร็จในการบริหารการเงินในทางธุรกิจต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องการันตีว่าเมื่อใช้ "เงิน"มาเป็นตัวนำในการบริหารงานตำรวจ จะประสบความสำเร็จสามารถทำให้ตำรวจปลอดจากการคอรัปชั่น หรือมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานเพื่อประชาชนมากขึ้นอย่างถาวรหรือไม่

เพราะหากวันหนึ่งวันใดไม่มีเงินล่อใจ หรือมีรางวัลเชิญชวนแล้ว ภาพพจน์ด้านลบๆของตำรวจ รวมทั้งพฤติกรรมการเรียกรับสินบนจะกลับคืนมาหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่พล.ต.อ.สมยศต้องตรึกตรองให้ถ่องแท้ถึงรากเง้าปัญหาตำรวจ จะแก้ด้วย”เงิน”นำหน้ามากกว่าการสร้างจิตสำนึกคำว่า "หน้าที่ตำรวจ" สิ่งไหนจะเหมาะสมกว่ากัน.
Read more ...

ตั้ง กก.คุมแต่งตั้งตำรวจ ปาหี่ฟอกขาว

28/10/57
โดย สน.พระอาทิตย์ ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 26 ต.ค.2557

การป่าวประกาศจะแต่งตั้งโยกย้าย โปร่งใส เป็นธรรม ก็ไม่มีความหมาย ตราบใดที่ความเป็นจริงแล้วการแต่งตั้งก็ยังเลือกเฉพาะพวกพ้อง การตั้งกรรมการขึ้นมาก็จะเป็นแค่เพียงการฟอกขาวให้ตัวเองเท่านั้น

การออกคำสั่งแต่งตั้ง 

“คณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ” 

ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จะด้วยเหตุผลต้องการควบคุมการแต่งตั้งให้เกิดความเป็นธรรม หรือเพียงต้องการสร้างเกราะป้องกันตัวเอง ไม่ให้ถูกฟ้องร้องจากตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ยังถือว่าจะทำให้ตำรวจที่ไร้เส้น ไร้สาย อุ่นใจมากขึ้น

แม้การแต่งตั้งโยกย้าย “รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) - สารวัตร (สว.)” ประจำปี 2557 จะยังไม่มีสัญญาณจาก “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม่ทัพใหญ่ ให้เริ่มทำบัญชีแต่งตั้ง มีแค่เพียงหนังสือแจ้งให้จัดทำบัญชีอาวุโสผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในแต่ละหน่วยงานจากสำนักงานกำลังพลเท่านั้น

ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ในแวดวงสีกากี ตำรวจระดับนายพันกำลังระส่ำระสายไม่เป็นอันทำงาน โดยเฉพาะตำรวจคนทำงาน แต่ไม่มีสายสัมพันธ์กับขั้วอำนาจใหม่ที่บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.สมยศ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการ รอง ผบ.ตร. หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กำกับดูแลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะภาพสะท้อนจากการแต่งตั้งระดับนายพลที่ผ่านมา บ่งชี้ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายที่ตำรวจ ซึ่งมีความใกล้ชิดขั้วอำนาจเก่า จะต้องกระเด็นกระดอนออกจากตำแหน่ง บางรายถูกดันขึ้นไปแขวนในตำแหน่งไม่สำคัญ บางรายถูกโยกเข้ากรุ แต่ตำรวจที่มาแทนที่ในตำแหน่งสำคัญๆ ต่างก็ล้วนมีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจใหม่ หรือมีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงไปถึงคนใดคนหนึ่ง ไม่มีตำรวจ “โนเนมไร้คอก” ขยับเข้ากุมบังเหียนตำแหน่งสำคัญจากผลงานล้วนๆ สักรายเดียว

คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ออกโดย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) อ้างถึงความเห็น ก.ตร. มีข้อสังเกตเรื่องที่อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (อ.ก.ตร.) ร้องทุกข์ มีมติเยียวยาแก้ไขให้ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสูงขึ้น หรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนแต่งตั้งให้กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม

โดย ก.ตร. เห็นว่า การมีมติของ อ.ก.ตร. ร้องทุกข์จะมีผลผูกพันธุ์เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ ก.ตร. จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.- ผกก. ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 88//2557

พล.ต.อ.เอก แต่งตั้งให้ 

พล.ต.ท.วัฒนา สักกวัตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ดูงานด้านกฎหมายและคดี เป็นประธาน 

คณะทำงาน ประกอบด้วย 

พล.ต.ต.ประสิทธิ เฉลิมวุฒิศักดิ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.), 
ผู้บังคับการกองคดีปกครองและคดีแพ่ง, 
ผู้บังคับการกองร้องทุกข์, 
ผู้บังคับการกองวินัย, 
พ.ต.อ.ศิริพล กุศลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมายกองกฎหมาย, 
พ.ต.ท.ส่งศักดิ์ สาธารลุย สารวัตรกลุ่มงานพิจารณา 1 กองร้องทุกข์ เป็น คณะทำงานและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ คือ ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อลดปัญหาการร้องทุกข์ เนื่องจากการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางในการแก้ไขปัญหา เชิญหน่วยงาน หรือผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมพิจารณา หรือชี้แจงต่อคณะทำงาน ขอข้อมูล เอกสาร ความเห็นจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงาน

อย่างไรก็ดี คำสั่งนี้จะมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทำให้ “ตำรวจไร้เส้น ไร้สาย” อุ่นใจได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจ จริงจัง ของคณะกรรมการทั้งหมด ที่จะต้องต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในการแต่งตั้งให้กับข้าราชการตำรวจน้อยใหญ่ ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นมา

และที่สำคัญ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องการให้การแต่งตั้งโปร่งใส เป็นธรรม อย่างแท้จริง ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้คณะกรรมการชุดนี้ เป็นแค่เพียงพิธีกรรมหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับพิธีกรรมอื่นๆ ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองแล้วนั้น

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บริหารกรมปทุมวัน ต้องยึดหลักเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ โดยต้องดูค่าของคนจากประวัติ ผลงาน ความสามารถ

ไม่ใช่ค่าของคนจากคนของข้า

ไม่เช่นนั้นการร้องเรียนเรื่องความเป็นธรรม ความโปร่งใสในการแต่งตั้งตำรวจก็ไม่มีวันเกิดขึ้น ถึงจะตั้งกฎ กติกา ตั้งกรรมการมาควบคุมดูแล หรือป้องกันวิธีการหนึ่งวิธีการใดก็ตาม

เหมือนอย่างกรณีที่ 

พล.ต.อ.สมยศ เซ็นคำสั่งให้ 

พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รองผบช.ก.) ไปรักษาการตำแหน่ง ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. (ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) และการแต่งตั้ง 

พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา (รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา) ไป รักษาการตำแหน่ง ผู้บังคับการประจำสำนักงาน ผบ.ตร.(ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) 

ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมอย่างมาก

พล.ต.ต.รอย ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.(ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) แต่จะทำงานได้เต็มที่แค่ไหน เพราะขณะนี้ พล.ต.ต.รอย เข้ารับการอบรมในหลักสูตร วปอ. เป็นเวลา 1 ปี คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปประสานงาน เนื่องจากตามปกติการเรียน วปอ. ส่วนใหญ่ก็จะขาดจากตำแหน่งเดิมอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.สุรเชษฐ ที่ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.(ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) ก็ถูกต้องคำถามถึงความเหมาะสม เพราะ พ.ต.อ.สุรเชษฐ ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนหลักสูตรผู้การฯเลย

การแต่งตั้งให้ทั้ง 2 นาย ไปทำหน้าที่รักษาการตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าตำแหน่งตัวเอง จึงเป็นข้อครหา ข้อสงสัย ที่ พล.ต.อ.สมยศ ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน ไมใช่เพื่อให้สังคมกระจาง แต่ต้องให้ตำรวจอีกกว่า 2 แสนนาย ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา พล.ต.อ.สมยศ เข้าใจ เหตุและผลในการมอบหมายว่าทั้งคู่มีความเหมาะสมเพียงใด และคำถาม ข้อสงสัยจะแก้ต่างอย่างไร

ไม่เช่นนั้นแล้วการป่าวประกาศจะแต่งตั้งโยกย้าย โปร่งใส เป็นธรรม ก็ไม่มีความหาย ตราบใดที่ความเป็นจริงแล้วการแต่งตั้งก็ยังเลือกเฉพาะพวกพ้อง การตั้งกรรมการขึ้นมาก็จะเป็นแค่เพียงการฟอกขาวให้ตัวเองเท่านั้น
Read more ...

‘อำนวย’ดีเอสไอ ชัยทัศ-ผบก.ป. ถกโผ รอง ผบช.- ผบก. 29 ก.ย.2557 นี้

22/9/57
โดยไทยรัฐ เมื่อ 22 ก.ย.2557

ถกโผรองผบช.-ผบก.29 นี้

ก.ตร.เตรียมนัดถกโผนายพลระดับรอง ผบช.-ผบก. ทั่วประเทศวันที่ 29 ก.ย.นี้ นครบาลปรับย้ายระเนนระนาดตามขั้วอำนาจที่เปลี่ยนไป “ทรงพล วัธนะชัย” อดีตรองโฆษก ศอฉ.ขึ้นเป็น ผบก.น.1 “ภาณุรัตน์ หลักบุญ” คุม 191 “สมบัติ มิลินทจินดา” คืนถิ่นเป็นผู้การสืบสวน

ขณะที่ “ชัยทัศ บุญขำ” จ่อนั่งเก้าอี้ผู้การกองปราบฯ “ประสบโชค พร้อมมูล” เป็น ผบก.รฟ. มี “สมชาย เกาสำราญ” คั่วตำแหน่ง ผบก.ทล. เด้งผู้การชลบุรี-สมุทรปราการ เข้ากรุจเรตำรวจ ด้าน “อำนวย นิ่มมะโน” เตรียมขยับเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หลัง “ชัชวาลย์” ถูกเสนอเป็นปลัดยุติธรรม

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 21 ก.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีหนังสือเวียนนัดประชุม ก.ตร.วาระพิเศษ พิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.-ผบก.ทั่วประเทศในวันที่ 29 ก.ย. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะเดินทางไปเป็นประธานการประชุม คาดว่าจะมีการปรับโยกย้ายครั้งใหญ่ตามขั้วอำนาจการเมืองที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญใน บช.น.ที่ถือเป็นหัวใจหลักของเนื้องานตำรวจ

อาทิ 

พล.ต.ต.ชนสิทธิ์ วัฒนวรางกูร รอง ผบช. สพฐ. ลูกชาย พล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูร อดีต รอง อ.ตร. จะโยกมาเป็น รอง ผบช.น. 

พ.ต.อ.ทรงพล วัธนะชัย รอง ผบก.น.1 นรต.34 อดีตรองโฆษก ศอฉ.ขึ้นเป็น ผบก.น.1 

พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รอง ผบก.น.2 นรต.32 ได้อาวุโสขึ้นเป็น ผบก.น.2 

พ.ต.อ.สุรเดช เด่นธรรม รอง ผบก.น.8 สายตรง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.เป็น ผบก.น.8 เช่นเดียวกับ 

พ.ต.อ.พรชัย ไทยแท้ รอง ผบก.น.6 ผงาดเป็น ผบก.น.6

ด้าน พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ ผบก.สปพ. นรต.38 สายสัมพันธ์แนบแน่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ย้ายเป็น ผบก.น.8 เปิดทางให้ 

พ.ต.อ.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบก.สปพ. นรต.41 สาย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อีกคนเป็น ผบก.สปพ. โดยมี 

พ.ต.อ.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบก.สส.ภ.1 นรต.35 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบช.ก.ที่กำลังจะนั่งเก้าอี้ ผบช.น.ข้ามคืนถิ่นเก่าเป็น ผบก.สส.บช.น. ขณะที่ 

พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ รอง ผบก.น.6 อาวุโสลำดับ 1 ขึ้น ผบก.

ส่วนตำแหน่งอื่นที่สำคัญ คาดว่า 

พล.ต.ต.คัชชา ธาตุศาสตร์ ผบก.ภ.จ.ชลบุรี จะถูกโยกเข้ากรุเป็น ผบก.จต. เช่นเดียวกับ 

พล.ต.ต.ธัชชัย หงษ์ทอง ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ มี 

พล.ต.ต.ธนา ชูวงษ์ ผบก.ภ.จ.นครนายก นรต.42 อดีตนายเวร พล.ต.อ.พัชรวาท โยกกลับพื้นที่ถนัดเป็น ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ 

พ.ต.อ.ชัยทัศ บุญขำ รอง ผบก.ป. นรต.40 ได้เป็น ผบก.ป. 

พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. นรต.31 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ว่าที่ ผบ.ตร. เป็น ผบก.รฟ. 

พ.ต.อ.สมชาย เกาสำราญ รอง ผบก.ป. เป็น ผบก.ทล. 

พ.ต.อ.ธงชัย วงศ์ศรีวัฒนกุล รอง ผบก.ปอศ. เป็น ผบก.ปอศ. และ 

พ.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท่วม รอง ผบก.ปทส. นรต.42 เป็น ผบก.อก.บช.ก.

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมเสนอ ครม.เพื่อแต่งตั้ง 

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอไปเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ภายในสัปดาห์นี้ และเปิดตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษว่างไว้รอพิจารณาหาคนมานั่งแทนในเดือน ต.ค. เพื่อให้ 

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ที่จะเลื่อนเป็น ผบช.ภ.1 และรับการโปรดเกล้าฯพระราชทานยศ พล.ต.ท.แล้วไปเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษคนใหม่แทน
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม