แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมยศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมยศ แสดงบทความทั้งหมด

มติก.ตร.ให้สิทธิทวีคูณแก่ข้าราชการตำรวจ

8/6/58
โดย INN เมื่อ วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2558 16:58น.

http://goo.gl/g9B5Vl

ผบ.ตร. เผยมติที่ประชุม ก.ตร. ให้สิทธิทวีคูณแก่ข้าราชการตำรวจ ยืนยันสิทธิอื่นเท่าเดิม แต่เอาวันทวีคูณมาใช้นับเพื่อเลื่อนตำแหน่งไม่ได้

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานทบทวนหลักเกณฑ์การนับระยะเวลาการปฏิบัติงานเป็นทวีคูณของข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ครั้งที่ผ่านมา มีมติมอบหมายให้ สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเรื่องการให้สิทธิทวีคูณ มาทบทวนเพื่อให้มีแนวทางปฏิบัติเหมือนหน่วยงานราชการอื่นๆ โดยมติที่ประชุมวันนี้ ยังคงให้สิทธิทวีคูณแก่ข้าราชการตำรวจเช่นเดิม โดยยังคงได้เงินเพิ่มพิเศษสู้รบ (พสร.) รวมถึงการนับอายุราชการวันทวีคูณ แต่ที่เปลี่ยนไป คือไม่สามารถนำอายุราชการแบบนับวันทวีคูณมาใช้ในการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ต่อจากนี้แนวทางการนับอายุราชการทวีคูณจะเป็นแบบเดียวกับทหาร เพราะทั้งตำรวจและทหารมีความเสี่ยงเท่าเทียมกัน โดยยืนยันว่าสิทธิอื่นเท่าเดิม แต่เอาวันทวีคูณมาใช้นับเพื่อเลื่อนตำแหน่งไม่ได้




ทั้งนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า เหตุที่ยกเลิกสิทธินี้เพื่อไม่ให้เกิดความแตกต่างกับข้าราชการอื่นๆ โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธาน ก.ตร. ให้ความเห็นว่าในเมื่อเป็นข้าราชการเหมือนกันก็ควรมีแนวทางปฏิบัติเช่นเดียวกัน ซึ่งมติในวันนี้จะมีการนำเสนอที่ประชุม ก.ตร. เห็นชอบอีกครั้ง และเมื่อมตินี้ประกาศใช้ก็ต้องปรับลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจใหม่ แต่ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ยังคงนำสิทธิทวีคูณมาใช้ในการแต่งตั้งได้ เพราะยังไม่มีประกาศยกเลิก
Read more ...

ผบ.ตร.ยืนยันไม่ยุ่งเกี่ยวแต่งตั้งนายตำรวจประจำปี

4/1/58
โดยไทยพีบีเอส เมื่อ 4 ม.ค.2557

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยืนยันไม่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเสนอแต่งตั้งนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการถึงสารวัตรประจำปี พร้อมให้ผู้บัญชาการแต่ละพื้นที่เป็นผู้พิจารณาโดยเชื่อว่าจะไม่มีการกลั่นแกล้งในการแต่งตั้ง

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวระหว่างการเข้าตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ที่โรงพยาบาลตำรวจถึงเรื่องการแต่งตั้งนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการถึงสารวัตรว่า ได้มอบนโยบายให้ผู้บัญชาการแต่ละพื้นที่เป็นผู้พิจารณาตามกฎของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยเชื่อว่าจะไม่มีการกลั่นแกล้งในเรื่องนี้ ทั้งนี้ผู้เสียหายมีสิทธิ์ไปฟ้องร้องศาลปกครองได้

ส่วนกรณีมีนายตำรวจร้องเรียนให้ทบทวนการโยกย้ายจากกรณีป้ายไฟโฆษณาที่ติดตามป้อมจราจรทั่วกรุงเทพมหานครนั้น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติระบุว่ายินดีที่รับเรื่องและส่งหนังสือไปยังต้นสังกัด แต่หากผลสอบสวนออกมาว่ามีความผิดจริงจะต้องยอมรับคำตัดสิน โดยคณะกรรมการจะให้ความเป็นธรรมกับตำรวจทุกนาย
Read more ...

‘สมยศ’เผย‘ตำรวจน้ำ’เอี่ยวส่วยน้ำมันเถื่อน

28/11/57
โดยเนชั่น เมื่อ 28 พ.ย.2557

‘ผบ.ตร.’ เผย ‘ตำรวจน้ำ’ เอี่ยวส่วยน้ำมันเถื่อน พบจ่ายเดือน 12 ล้าน พร้อมแจ้ง 4 ข้อหา 5 คนแก๊ง‘พงศ์พัฒน์’ คุมตัวส่งฝากขังศาลพระโขนงบ่ายนี้

28 พ.ย.57 ตำรวจยังเดินหน้าสืบสวนสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม คดีเครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ร่วมกันกระทำความผิดในหลายข้อหา โดยล่าสุดทางพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อส่วยที่ยึดได้จากบ้านพักของนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ ผู้ต้องหาหนีคำพิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี พบรายชื่อข้าราชการตำรวจหลายหน่วยงาน และชื่อย่อต่าง ๆ ได้สั่งการให้ตรวจสอบทั้งหมดแล้ว พร้อมกันนี้ได้ทำเอกสาร 2 ชุดให้กองบัญชการตำรวจนครบาลและกองบังคับการปราบปรามดำเนินการสอบสวน

พล.ต.อ.สมยศ ระบุว่า พบข้อมูลบัญชีการจ่ายเงินน้ำมันเถื่อนเกิดขึ้นมา 2 ปีแล้ว เกี่ยวข้องเกือบทุกหน่วยงานในพื้นที่ภาคใต้ จะต้องตรวจสอบย้อนหลังทั้งหมด พบยอดเงินสูงสุดที่มีการจ่ายส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานกองบังคับการตำรวจน้ำ สูงถึง 12 ล้านบาท

ส่วนการดำเนินคดีกับนายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา ,นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา,นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา และนายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และนายชากานต์ ภาคภูมิ 5 ผู้ต้องหา กลุ่มเครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก. กลางดึกที่ผ่านมาได้นำตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และทำการแยกตัวสอบปากคำคนละสถานที่ ตำรวจใช้เวลาสอบสวนนานถึง 6 ชั่วโมง ทั้งหมดให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา หลังจากสอบสวนเสร็จสิ้นได้คุมตัวทั้ง 5 คนฝากขังแยกตามสน.ในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 ก่อนที่จะมีการนำตัวไปฝากขังศาลจังหวัดพระโขนงในเวลา 13.00 น.วันนี้

เบื้องต้นทั้งหมดถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 4 ข้อหา 1.ข้อหา ม.112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 2.ข้อหา ร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ โดยมีอาวุธและกักขัง โดยร่วมกันตั้งแต่ 5 คน 3. หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือประการกระทำใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใด ให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และ4.ร่วมกันลักทรัพย์

ขณะที่ทางกรมศิลปากร จะมีการแถลงข่าวผลการตรวจวัตถุโบราณ ศิลปวัตถุ จำนวนกว่า 30,000 ชิ้นที่ทำการตรวจยึดได้จากบ้านพักของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ในช่วงบ่ายวันนี้ ในการตรวจสอบวัตถุโบราณดังกล่าวจะต้องตรวจสอบอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ และประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย พร้อมกับสอบสวนถึงที่มาที่ไปของการครอบครองโบราณวัตถุ จากผู้ครอบครองเป็นรายบุคคล โดยจะต้องชี้แจงได้ว่ามาได้มาจากไหน เมื่อใด และเหตุผลของการครอบครอง เพราะบางชิ้นอย่างเช่น เทวรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่เคยอยู่ในเทวสถาน หรือพระพุทธรูปที่อยู่ในวัด เหตุใดจึงมาอยู่ในเซฟเฮ้าส์ได้ ทั้งนี้กฎหมายไม่ได้ห้างไม่ให้ครอบครองโบราณวัตถุแต่การครอบครองนั้นจะต้องชอบด้วยกฎหมาย หากพบว่าการครอบครองและการได้มามิชอบจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535
Read more ...

“สมยศ” สั่งตั้ง กก.สอบวินัย “พงศ์พัฒน์” กับพวกรวม 7 นาย

24/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 24 พ.ย.2557

“สมยศ” เซ็นตั้งกรรมการสอบวินัย “พงศ์พัฒน์” กับพวกรวม 7 นาย หากพบตำรวจอื่นมีเอี่ยวให้รายงานด่วน

วันนี้ (24 พ.ย.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 633/2557 ลงวันที่ 23 พ.ย. 2557 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยระบุว่า ตามที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงค์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. ปฏิบัติราชการศปก.ตร. พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน. ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร. พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ผกก.4 ปคบ. ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร.ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป.ต้องคดีอาญาแล้วได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เลขที่ 632/2557 ไปแล้วนั้น

อาศัยตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 86 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าวประกอบด้วย พล.ต.อ.ชนินทร์ ปรีชาหาญ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน

พล.ต.ท.ชินทัต มีศุข จเรตำรวจ (สบ 8) 
พล.ต.ต.จักกฤษศณ์ สิงห์ศิลารักษ์ รองจเรตำรวจ (สบ 7) 
พล.ต.ต.ไพบูลย์ อุดมสินค้า ผบก.กต.9 จต. พ
.ต.อ.ชยธวัส เสาวนะ รอง ผบก.กต.9 จต.เป็นกรรมการ 
พ.ต.อ.ทรงกลด เกริกกฤติยา ผกก.ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 1 กต.9 เป็นกรรมการและเลขานุการ 
พ.ต.ท.วณัฐศ์ ชาลประเสริฐ สว.ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 1 กต.9 จต.เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า 

พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผบช.สตม. มีคำสั่งเลขที่ 257/ 2557ลงวันที่ 23 พ.ย. 2557 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน 

พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.จว.สมุทรสาคร 

ประกอบด้วย 
พ.ต.อ.สิทธิชัย โล่กันภัย รองผบก.ตม. 3 
พ.ต.อ. วีรยศ การุณธร ผกก.กองกำกับการบริการคนต่างด้าว บก.ตม.3 
พ.ต.ท.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.กองกำกับการบริการคนต่างด้าว บก.ตม.3 เป็นกรรมการ 
พ.ต.ท.ยุทธนา ราชจันทร์ สว.ตม.จว.นครปฐม บก.ตม.3 เป็นกรรมการและเลขานุการ และ
ร.ต.อ.นพรัตน์ ศิริมุสิกะ รอง สว.ตม.จว.นครปฐม บก.ตม.3 เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

โดยให้คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. 2557 ให้แล้วเสร็จ แล้วเสนอสำนวนการสอบสวนมาเพื่อพิจารณาต่อไป หากคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ากรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดวินัยร้ายแรงในเรื่องอื่น นอกจากที่ระบุในคำสั่งนี้ หรือกรณีที่การสอบสวนไปพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น และคณะกรรมการมีความเห็นว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนกระทำความผิดในเรื่องที่สอบสวนนั้น ให้ประธานรายงานมาให้ทราบโดยเร็ว
Read more ...

ฟ้าผ่าเก้าอี้ ผบช.ก. เด้งบิ๊กกิ๊ก โกวิทย์โดนด้วย ประวุฒิคุมแทน

14/11/57
โดยข่าวสด เมื่อ 14 พ.ย.2557

"สมยศ"แจงย้าย จับตาล้างบาง! บก.ป.กับตร.น้ำ

"บิ๊กอ๊อด-สมยศ" เด้งฟ้าผ่า "ผบช.ก." บิ๊กกิ๊ก-พงศ์พัฒน์ฉายาพันธุ์ และโกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รองผบช.ก. ไปปฏิบัติราชการที่ศปก.ตร. โดย ให้ขาดจากตำแหน่งเดิม พร้อมให้ "บิ๊กตุ้ย" ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร. รักษาราชการแทน ด้าน "สมยศ" แจงเหตุสั่งย้าย-มีภารกิจสำคัญมอบหมายให้ไปปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งเห็นเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ จับตาย้ายอีกล็อตใหญ่ กองปราบฯ-ตำรวจน้ำ

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่ 610/2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ โดยระบุว่าเพื่อให้การปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปด้วยความ เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยความในมาตรา 11 และมาตรา 72 แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และข้อ 8 (1) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552

จึงให้ข้าราชการตำรวจ ไปปฏิบัติราชการ และรักษาราชการแทน ดังต่อไปนี้ 1.ให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากตำแหน่งเดิมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผบ.ตร.มอบหมาย จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้ไปรายงานตัวที่ศปก.ตร. ภายในวันที่ 12 พ.ย. 2557 เวลา 10.00 น. ดังนี้ 1.1 พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. 1.2 พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. นอกจากนี้ให้พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร. รักษาราชการแทนผบช.ก. ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย.2557 เป็นต้นไป

โดย พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า การมีคำสั่ง ให้พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพล.ต.ต.โกวิทย์ ไปปฏิบัติราชการที่ศปก.ตร. เนื่องจากมีภารกิจงานสำคัญที่ต้องมอบหมายให้พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ไปปฏิบัติเป็น กรณีพิเศษ เพราะเห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ส่วนการให้พล.ต.ท.ประวุฒิ รักษาราชการแทน ผบช.ก. ก็เป็นไปตามขั้นตอนการบริหารราชการ เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพเท่านั้น

ที่ บช.ก. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน ผู้บังคับบัญชา ชั้น 4 ซึ่งเป็นห้องทำงานของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พบว่าพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ไม่ได้เดินทางเข้ามาที่สำนักงาน จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่า เบื้องต้นผู้บังคับบัญชาทราบคำสั่งแล้ว แต่ติดภารกิจงานราชการ จึงไม่สามารถเดินทางไปรายงานตัวได้ และไม่ทราบว่าจะเดินทางไปรายงานตัวในวันนี้หรือไม่ โดยคาดว่าหลังเสร็จภารกิจ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จะเดินทางไปรายงานตัวโดยเร็วที่สุด

ส่วนบรรยากาศภายในบช.ก. เป็นไปด้วยความเงียบเหงา โดยบริเวณด้านหน้ามีรถประจำตำแหน่งของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จอดอยู่ในช่อง จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่ารถคันดังกล่าวถูกนำมาจอดไว้ เพื่อ รอการส่งมอบคืน

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับคำสั่งโยกย้ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพล.ต.ต.โกวิทย์ กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของข้าราชการตำรวจ สังกัดบช.ก.อย่างมาก เนื่องจากเป็นการ โยกย้ายแบบกะทันหัน จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และกองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) ในอีกหลายตำแหน่งเร็วๆ นี้

สำหรับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ หรือบิ๊กกิ๊ก ศึกษาจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับพล.ต.อ.สมยศ พล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท. ประวุฒิ และพล.ต.ต.โกวิทย์ โดยพล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ดำรงตำแหน่งผบช.ก. ตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการต่างๆ มากมาย เริ่มจากโครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชน ที่ มุ่งเน้นให้ตำรวจร่วมกับชาวบ้านทำกิจกรรมและช่วยกันแก้ปัญหาในชุมชน โครงการ "Big 6" โดยมีแนวคิดให้ตำรวจพบปะพูดคุยกับบุคคลสำคัญ 6 กลุ่มของสังคม เพื่อฝึกหาข่าวแบบรับฟัง โครงการชมรมยุวชนตำรวจ เพื่อให้เด็กและตำรวจมีความผูกพัน อีกทั้งช่วยกันแก้ไขปัญหา

นอก จากนี้ยังมีโครงการอีกมากมายที่หวังช่วยพัฒนาบุคลากรและองค์กร อาทิ บช.ก. โกอินเตอร์ ร.ร.ตำรวจนอกเวลา โครงการคืนชุมชนสีขาวให้สังคม โครงการ 5 ทฤษฎี 1 หลักการ เพื่อลดหวาดระแวงของประชาชน และ MOU ทางการศึกษากับนิด้า เป็นต้น
Read more ...

ผบ.ตร.แจงย้าย 'พงศ์พัฒน์-โกวิทย์' เพื่อมอบงานสำคัญ

13/11/57
ที่มา : เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เมื่อ 13 พ.ย.2557

"พล.ต.อ.สมยศ"  เผยย้าย "พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์" และ "พล.ต.ต.โกวิทย์" เพื่อมอบงานสำคัญกรณีพิเศษ

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า การมีคำสั่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ( ศปก.ตร.) เนื่องจากมีงานสำคัญที่ต้องมอบหมายให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ไปปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษ เพราะเห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ส่วนการให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็เป็นไปตามขั้นตอนการบริหารราชการ

ทั้งนี้ภายหลังจากหนังสือคำสั่งย้ายด่วนมีผลบังคับใช้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ จะต้องมารายงานตัวที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ภายในวันนี้
Read more ...

บนแนวทางเศรษฐี "สมยศ" ทุ่มใช้ "เงิน"ซื้อใจคนสีกากี

2/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 2 พ.ย.2557

สน.พระอาทิตย์

เพราะหากวันหนึ่งวันใดไม่มีเงินล่อใจ หรือมีรางวัลเชิญชวนแล้ว ภาพพจน์ด้านลบๆของตำรวจ รวมทั้งพฤติกรรมการเรียกรับสินบนจะกลับคืนมาหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่พล.ต.อ.สมยศต้องตรึกตรองให้ถ่องแท้ถึงรากเง้าปัญหาตำรวจ จะแก้ด้วย”เงิน”นำหน้ามากกว่าการสร้างจิตสำนึกคำว่า "หน้าที่ตำรวจ" สิ่งไหนจะเหมาะสมกว่ากัน.

การบริหารงานตำรวจยุค "บิ๊กอ๊อด"พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กุมบังเหียน "กรมปทุมวัน"ผ่านมาครบ 1 เดือนเต็ม เริ่มจะเห็นสไตล์การทำงานของ "แม่ทัพสีกากี"รายนี้แล้วว่า น่าจะใช้ "เงิน"นำหน้าขับเคลื่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ฉีกแนว"ผบ.ตร."ในอดีต มาเป็นสไตล์ตำรวจนักเล่นหุ้นที่อู่ฟู่ลำดับต้นๆของเมืองไทย!!!

เมื่อไม่นานหลังเป็นผบ. ตร. เพิ่งมีข่าวพล.ต.อ.สมยศ ควักเงินจำนวน 270 ล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง(PP) ของ บมจ. วธน แคปปิตัล (WAT) จำนวน 7,500 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 14.20% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท ซึ่งยังไม่รวมบุตรสาว "ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง"ที่เข้ามาถือหุ้นเดียวกันอีก 2,500 ล้านหุ้น มูลค่า 90 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 4.73% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท

สไตล์การใช้เงินในการบริหารงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลก” งานจากลูกน้อง ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่ครั้งที่พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบช.น.) ดูแลงานด้านการจราจร ผุดไอเดีย "แจกเงินลดคอรัปชั่น"

โครงการนี้เป็นการมอบเงินรางวัลจำนวน 1 หมื่นบาท ให้ตำรวจจราจรที่สามารถจับผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทำผิดกฎจราจรแล้วนำเงินมาติดสินบนตำรวจจราจร โดยให้ถ่ายคลิปเอาไว้เป็นหลักฐานดำเนินคดีฐานติดสินบนเจ้าพนักงาน

เพื่อหวังแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นและการเรียกรับผลประโยชน์ ไม่ให้ตำรวจรับสินบน

แม้ผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองหลายคน และกระแสสังคมจะออกมาทักท้วงโครงการนี้ เพราะเห็นว่าอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สร้างความหวาดระแวงให้ประชาชนกับเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการจับกุมผู้ติดสินบนเจ้าหน้าที่แลกกับการพ้นความผิดทางกฎหมาย ถือเป็นเรื่องผิด ตำรวจผู้ทำหน้าที่รักษากฎหมายมีหน้าที่ต้องจับกุมดำเนินคดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมีรางวัลใดๆ

แต่พล.ต.อ.สมยศ เห็นด้วยกับไอเดีย "แจกเงินลดคอรัปชั่น” เพราะมองว่าการให้เงินรางวัล 1 หมื่นบาทกับตำรวจที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดกำหมายจราจรและพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ จะช่วยทำลายวัฒนธรรมการรับส่วย จึงให้ดำเนินการต่อเนื่องทั่วประเทศเกี่ยวกับสินบนทุกกรณี ไม่เฉพาะงานจราจร

“จะไม่เป็นเพียงการจ่ายรางวัลนำจับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่หากประชาชนมีพยานหลักฐาน จนถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับสินบน ก็พร้อมจะมอบเงินรางวัล 1 หมื่นบาท ให้กับประชาชนด้วยเช่นกัน”

แนวทางการบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุคพล.ต.อ.สมยศกุมบังเหียนยังคงถูก ตอกย้ำขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้ในกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่ง เดย์ ซึ่งเป็นกิจกรรมทำความสะอาดภายในรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะมีขึ้นทุกวันพุธสุดท้ายของแต่ละเดือน

กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์มีขึ้นเพื่อให้ข้าราชการตำรวจที่มีที่ตั้งอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย่านปทุมวัน ได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบดูแลความสะอาด ดูแลความเรียบร้อยภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สร้างความสามัคคีเป็นหมู่คณะ

วันพุธที่ 29 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นพุธสิ้นเดือนครั้งแรก นับตั้งแต่พล.ต.อ.สมยศรับตำแหน่งผู้นำกรมปทุมวัน กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ที่ตำรวจหลายร้อยนายจากหน่วยงานต่างๆภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เข้าร่วม ก็ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบแตกต่างจากที่ผ่านมา

โดยผบ.ตร.ในยุคก่อนๆ กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์จะมีเพียงการร่วมกันทำความสะอาดสถานที่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่มาในยุค "บิ๊กอ๊อด"นอกจากร่วมกันทำความสะอาดแล้วยังมีการจัดซุ้มอาหาร และตั้งโต๊ะเก้าอี้ รวมทั้งมีดนตรี ขับกล่อมให้ตำรวจที่เข้าร่วมกินกรรมได้รับประทานอาหารร่วมกันเคล้าเสียงเพลง มิหนำซ้ำในการจัดกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ในวันพุธสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน แว่วๆว่านอกจากมีซุ้มอาหาร ดนตรี และเครื่องดื่ม เหมือนที่ผ่านๆมาแล้ว ยังจะมีการจับรางวัลแจกให้กับตำรวจที่เข้าร่วมกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ด้วย

ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ สร้างความรื่นรมย์ พร้อมรางวัลมากมาย นอกจากคืนความสุขให้ลูกน้องตามคำยอดฮิตที่สังคมทั่วไปชอบนำมาใช้แล้ว อีกนัยยะหนึ่งก็เป็นสิ่งล่อใจให้ตำรวจอยากเข้ามาร่วมกิจกรรมที่พล.ต.อ.สมยศจัดขึ้นกันให้มากๆ

ไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลก ที่พล.ต.อ.สมยศจะใช้ "เงิน”ในการขับเคลื่อนงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างแรงจูงใจลูกน้องให้ทำงาน เพราะดูจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพล.ต.อ.สมยศและนางพจมาน พุ่มพันธุ์ม่วง คู่สมรส ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

พล.ต.อ.สมยศ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 374,679,849 บาท แบ่งเป็นของพล.ต.อ.สมยศ 246,455,152 บาท(เงินฝาก 18 บัญชี 11,544,651 บาท เงินลงทุน 12 แห่ง 53,117,900 บาท เงินให้กู้ยืม 2 รายการ 109,000,000 บาท ที่ดิน 10 แปลง 40,792,601 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง 2 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 30 ล้านบาท)

ของนางพจมาน 128,224,696 บาท (เงินฝาก 4 บัญชี 27,790,529 บาท เงินลงทุน 3 แห่ง 1,280,216 บาท ที่ดิน 14 แปลง 65,810,000 บาท โรงเรียนและสิ่งปลูกสร้าง 4 หลัง 23,343,950 บาท ทรัพย์สินอื่นๆ 10 ล้านบาท) มีหนี้สิน 18,822,122 บาท แบ่งเป็นของพล.ต.อ.สมยศ 13,947,466 บาท ของนางพจมาน 4,874,676 บาท(เป็นเงินกู้จากธนาคารทั้งหมด)

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พล.ต.อ.สมยศ เป็นยอดนักบริหารการเงิน และดำเนินธุรกิจควบคู่กับการเป็นตำรวจได้อย่างประสบความสำเร็จ ทั้งการเงินและหน้าที่การงาน แต่ความสำเร็จในการบริหารการเงินในทางธุรกิจต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องการันตีว่าเมื่อใช้ "เงิน"มาเป็นตัวนำในการบริหารงานตำรวจ จะประสบความสำเร็จสามารถทำให้ตำรวจปลอดจากการคอรัปชั่น หรือมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานเพื่อประชาชนมากขึ้นอย่างถาวรหรือไม่

เพราะหากวันหนึ่งวันใดไม่มีเงินล่อใจ หรือมีรางวัลเชิญชวนแล้ว ภาพพจน์ด้านลบๆของตำรวจ รวมทั้งพฤติกรรมการเรียกรับสินบนจะกลับคืนมาหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่พล.ต.อ.สมยศต้องตรึกตรองให้ถ่องแท้ถึงรากเง้าปัญหาตำรวจ จะแก้ด้วย”เงิน”นำหน้ามากกว่าการสร้างจิตสำนึกคำว่า "หน้าที่ตำรวจ" สิ่งไหนจะเหมาะสมกว่ากัน.
Read more ...

สั่งใช้เว็บ "จับคู่ย้าย" ให้ตร.เสนอสลับเก้าอี้ข้ามหน่วย

29/10/57
 
 
 
 
โดยโพสต์ทูเดย์ เมื่อ 28 ต.ค. 2557 เวลา 20:15 น.

คาดปลายพ.ย.ดีเดย์แต่งตั้งโยกย้าย รอง ผบก.-สว. ผบ.ตร. สั่งใช้เว็บ"จับคู่ย้าย" แชร์ข้อมูลโยกสลับเก้าอี้

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล(รรท.ผบช.สกพ.) ในฐานะ รองโฆษก ตร.เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำ ให้ตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นที่ถูกใจและเป็นที่รักใคร่ของประชาชนและทำอย่างไรข้าราชการตำรวจจึงจะมีความสุขกับภารกิจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดภาวะ ความเครียด เพิ่มความสุขในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับตำรวจ จึงมอบหมายให้ สำนักงานกำลังพลนำโครงการจับคู่ย้าย มาขับเคลื่อนต่อ โดยโครงการนี้ เปิดตัว เมื่อ 15 ส.ค.2556 โดย พล.ต.อ.สมยศ ริเริ่มดำเนินการทำด้วยตัวเอง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งให้ตำรวจที่ต้องการโยกย้ายมาเจอกัน ได้ทำความตกลงกันระหว่างผู้มีความประสงค์ขอแต่งตั้งโยกย้ายข้ามหน่วย ผ่านช่องทาง เว็บไซต์ www.จับคู่ย้าย.com

รรท.ผบช.สกพ. กล่าวว่า การแต่งตั้งในเวลาปี 56 มีตำรวจซึ่งส่วนใหญ่เป็นรองสารวัตร-ชั้นประทวน ใช้ช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเว็บไซด์จับคู่ย้าย 250 ราย สามารถโยกย้ายสับเปลี่ยนกันได้ประมาณ 100 ราย แม้สัดส่วนที่สำเร็จจะไม่มากนัก แต่ถือว่าเป็นประโยชน์มาก การแต่งตั้งครั้งนี้ผบ.ตร.จึงสั่งการให้นำโครงการนี้มาสานต่อ พัฒนาปรับปรุง นำช่องทาง

เว็บไซด์ www.จับคู่ย้าย.com 

เปิดให้ตำรวจที่ต้องการโลกย้ายมาลงทะเบียนข้อมูลในเว็บไซด์นี้ แล้วสำนักงานกำลังพลจะใช้เป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาโยกย้ายตั้งแต่ระดับรองผู้บังคับการ(รองผบก.) ถึงชั้นประทวน ทั้งนี้ตำรวจที่เข้าแจ้งความจำนงค์จับคู่ย้ายหากรายไหนสามารถทำให้ได้ ความประสงค์โยกย้ายสอดคล้องจับคู่กัน ตร.ก็พิจารณาให้ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้การใช้ช่องทางเว็บไซด์นี้เพื่อแสดงความโปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้าย อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งระดับรองผบก.-สว.วาระประจำปี 2557 นี้ ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนพฤศจิกายน และแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม

ด้านพล.ต.ต.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ รอง ผบช.สกพ.กล่าวว่า ตอนนี้สำนักงานกำลังพลกำลังพัฒนาเว็บไซด์ให้สามารถใส่รายละเอียดข้อมูลได้มากขึ้น คาดว่าสัปดาห์หน้าจะสมบูรณ์ อยากให้ตำรวจที่ต้องการโยกย้ายเข้าใช้เว็บไซด์นี้ จากนั้น สกพ.จะเข้าไปนำข้อมูลที่ตำรวจแจ้งความประสงค์มาใช้ประกอบการพิจารณาโยกย้าย ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส โดยข้อมูลในเว็บไซต์นี้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณาเท่านั้น และไม่จำเป็นว่าตำรวจที่ต้องการโยกย้ายทุกคนต้องแจ้งความประสงค์ผ่านเว็บไซต์ แต่ช่องทางนี้จะช่วยให้ตำรวจมองเห็นช่องทางการโยกย้าย ช่วยอำนวยความสะดวกให้เท่านั้น เพื่อเพิ่มความสุขให้แก่ข้าราชการตำรวจ
Read more ...

พล.ต.อ.สมยศ สั่งเร่งพิจารณาคืนความสุขข้าราชการตำรวจ

29/10/57
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 25 ต.ค.2557

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา 

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) 

ได้เรียก 

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (ผบช.สกพ.) และ 
พ.ต.อ.วิบูลย์ สีสุข รองผู้บังคับการ กองทะเบียนพล (ผบก.ทพ.) 

เข้าพบพร้อมกับได้สั่งการให้ไปพิจารณาทบทวนความเหมาะสมในการคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวนผู้มีวุฒิปริญญาโท เพื่อแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้ไปศึกษายกระดับสถานีตำรวจและการแบ่งพื้นที่เขตความรับผิดชอบของสถานีตำรวจให้เกิดความเหมาะสมกับมิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พร้อมทั้งให้ไปพิจารณาปรับลดระยะเวลาในการครองยศของข้าราชการตำรวจในระดับรองสารวัตรของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เพื่อที่จะเลื่อนขึ้นเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้เหมาะสมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และให้ไปพิจารณาเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจที่มีดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีอัตราสูงอยู่นั้น เพื่อเป็นการ "คืนความสุขให้แก้ข้าราชการตำรวจ"

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในข้อสั่งการของ ผบ.ตร. และให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้กองบังคับการอัตรากำลัง (อต.) กองบังคับการทะเบียนกำลังพล (ทพ.) และกองบังคับการสวัสดิการ (สก.) กลับไปพิจารณาศึกษาในรายละเอียดของเรื่องดังกล่าวโดยด่วน แล้วให้ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รอง ผบช.สกพ. สรุปเสนอเรื่องดังกล่าวผ่านไปยัง พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการ สำนักงานกำลังพล (รรท.ผบช.สกพ.) แล้วให้รีบเสนอเรื่องดังกล่าวต่อ ผบ.ตร. เพื่อพิจารณาต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า ถ้าหากเรื่องดังกล่าวทางสำนักงานกำลังพล (สกพ.) นั้นสามารถได้ข้อสรุปที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง ผบ.ตร.เห็นด้วยและเป็นไปได้ในรายละเอียดก็อาจจะบรรจุวาระเข้าในการประชุม ก.ตร. เพื่อขอมติเห็นชอบจากที่ประชุมในโอกาสต่อไป
Read more ...

ตั้ง กก.คุมแต่งตั้งตำรวจ ปาหี่ฟอกขาว

28/10/57
โดย สน.พระอาทิตย์ ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 26 ต.ค.2557

การป่าวประกาศจะแต่งตั้งโยกย้าย โปร่งใส เป็นธรรม ก็ไม่มีความหมาย ตราบใดที่ความเป็นจริงแล้วการแต่งตั้งก็ยังเลือกเฉพาะพวกพ้อง การตั้งกรรมการขึ้นมาก็จะเป็นแค่เพียงการฟอกขาวให้ตัวเองเท่านั้น

การออกคำสั่งแต่งตั้ง 

“คณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ” 

ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จะด้วยเหตุผลต้องการควบคุมการแต่งตั้งให้เกิดความเป็นธรรม หรือเพียงต้องการสร้างเกราะป้องกันตัวเอง ไม่ให้ถูกฟ้องร้องจากตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ยังถือว่าจะทำให้ตำรวจที่ไร้เส้น ไร้สาย อุ่นใจมากขึ้น

แม้การแต่งตั้งโยกย้าย “รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) - สารวัตร (สว.)” ประจำปี 2557 จะยังไม่มีสัญญาณจาก “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม่ทัพใหญ่ ให้เริ่มทำบัญชีแต่งตั้ง มีแค่เพียงหนังสือแจ้งให้จัดทำบัญชีอาวุโสผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในแต่ละหน่วยงานจากสำนักงานกำลังพลเท่านั้น

ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ในแวดวงสีกากี ตำรวจระดับนายพันกำลังระส่ำระสายไม่เป็นอันทำงาน โดยเฉพาะตำรวจคนทำงาน แต่ไม่มีสายสัมพันธ์กับขั้วอำนาจใหม่ที่บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.สมยศ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการ รอง ผบ.ตร. หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กำกับดูแลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะภาพสะท้อนจากการแต่งตั้งระดับนายพลที่ผ่านมา บ่งชี้ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายที่ตำรวจ ซึ่งมีความใกล้ชิดขั้วอำนาจเก่า จะต้องกระเด็นกระดอนออกจากตำแหน่ง บางรายถูกดันขึ้นไปแขวนในตำแหน่งไม่สำคัญ บางรายถูกโยกเข้ากรุ แต่ตำรวจที่มาแทนที่ในตำแหน่งสำคัญๆ ต่างก็ล้วนมีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจใหม่ หรือมีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงไปถึงคนใดคนหนึ่ง ไม่มีตำรวจ “โนเนมไร้คอก” ขยับเข้ากุมบังเหียนตำแหน่งสำคัญจากผลงานล้วนๆ สักรายเดียว

คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ออกโดย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) อ้างถึงความเห็น ก.ตร. มีข้อสังเกตเรื่องที่อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (อ.ก.ตร.) ร้องทุกข์ มีมติเยียวยาแก้ไขให้ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสูงขึ้น หรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนแต่งตั้งให้กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม

โดย ก.ตร. เห็นว่า การมีมติของ อ.ก.ตร. ร้องทุกข์จะมีผลผูกพันธุ์เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ ก.ตร. จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.- ผกก. ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 88//2557

พล.ต.อ.เอก แต่งตั้งให้ 

พล.ต.ท.วัฒนา สักกวัตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ดูงานด้านกฎหมายและคดี เป็นประธาน 

คณะทำงาน ประกอบด้วย 

พล.ต.ต.ประสิทธิ เฉลิมวุฒิศักดิ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.), 
ผู้บังคับการกองคดีปกครองและคดีแพ่ง, 
ผู้บังคับการกองร้องทุกข์, 
ผู้บังคับการกองวินัย, 
พ.ต.อ.ศิริพล กุศลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมายกองกฎหมาย, 
พ.ต.ท.ส่งศักดิ์ สาธารลุย สารวัตรกลุ่มงานพิจารณา 1 กองร้องทุกข์ เป็น คณะทำงานและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ คือ ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อลดปัญหาการร้องทุกข์ เนื่องจากการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางในการแก้ไขปัญหา เชิญหน่วยงาน หรือผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมพิจารณา หรือชี้แจงต่อคณะทำงาน ขอข้อมูล เอกสาร ความเห็นจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงาน

อย่างไรก็ดี คำสั่งนี้จะมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทำให้ “ตำรวจไร้เส้น ไร้สาย” อุ่นใจได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจ จริงจัง ของคณะกรรมการทั้งหมด ที่จะต้องต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในการแต่งตั้งให้กับข้าราชการตำรวจน้อยใหญ่ ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นมา

และที่สำคัญ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องการให้การแต่งตั้งโปร่งใส เป็นธรรม อย่างแท้จริง ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้คณะกรรมการชุดนี้ เป็นแค่เพียงพิธีกรรมหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับพิธีกรรมอื่นๆ ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองแล้วนั้น

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บริหารกรมปทุมวัน ต้องยึดหลักเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ โดยต้องดูค่าของคนจากประวัติ ผลงาน ความสามารถ

ไม่ใช่ค่าของคนจากคนของข้า

ไม่เช่นนั้นการร้องเรียนเรื่องความเป็นธรรม ความโปร่งใสในการแต่งตั้งตำรวจก็ไม่มีวันเกิดขึ้น ถึงจะตั้งกฎ กติกา ตั้งกรรมการมาควบคุมดูแล หรือป้องกันวิธีการหนึ่งวิธีการใดก็ตาม

เหมือนอย่างกรณีที่ 

พล.ต.อ.สมยศ เซ็นคำสั่งให้ 

พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รองผบช.ก.) ไปรักษาการตำแหน่ง ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. (ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) และการแต่งตั้ง 

พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา (รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา) ไป รักษาการตำแหน่ง ผู้บังคับการประจำสำนักงาน ผบ.ตร.(ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) 

ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมอย่างมาก

พล.ต.ต.รอย ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.(ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) แต่จะทำงานได้เต็มที่แค่ไหน เพราะขณะนี้ พล.ต.ต.รอย เข้ารับการอบรมในหลักสูตร วปอ. เป็นเวลา 1 ปี คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปประสานงาน เนื่องจากตามปกติการเรียน วปอ. ส่วนใหญ่ก็จะขาดจากตำแหน่งเดิมอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.สุรเชษฐ ที่ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.(ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) ก็ถูกต้องคำถามถึงความเหมาะสม เพราะ พ.ต.อ.สุรเชษฐ ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนหลักสูตรผู้การฯเลย

การแต่งตั้งให้ทั้ง 2 นาย ไปทำหน้าที่รักษาการตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าตำแหน่งตัวเอง จึงเป็นข้อครหา ข้อสงสัย ที่ พล.ต.อ.สมยศ ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน ไมใช่เพื่อให้สังคมกระจาง แต่ต้องให้ตำรวจอีกกว่า 2 แสนนาย ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา พล.ต.อ.สมยศ เข้าใจ เหตุและผลในการมอบหมายว่าทั้งคู่มีความเหมาะสมเพียงใด และคำถาม ข้อสงสัยจะแก้ต่างอย่างไร

ไม่เช่นนั้นแล้วการป่าวประกาศจะแต่งตั้งโยกย้าย โปร่งใส เป็นธรรม ก็ไม่มีความหาย ตราบใดที่ความเป็นจริงแล้วการแต่งตั้งก็ยังเลือกเฉพาะพวกพ้อง การตั้งกรรมการขึ้นมาก็จะเป็นแค่เพียงการฟอกขาวให้ตัวเองเท่านั้น
Read more ...

“สมยศ” จัดทัพ ตร.ใหม่ คุมงานยาเสพติดเอง “จักรทิพย์” คุมความมั่นคง-จังหวัดชายแดนใต้

1/10/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 1 ต.ค.2557

“สมยศ” จัดทัพ ตร.ใหม่ คุมงานยาเสพติดเอง มอบ “จักรทิพย์” คุมความมั่นคง-3 จังหวัดชายแดนใต้ “วรพงษ์-เรืองศักดิ์” คุม ปป. “จูดี้-วุฒิ” คุมบริหาร ส่วน “เอก” ดูงานกฎหมาย

เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (1 ต.ค.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรววจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวภายหลังบันทึกเทปคำปราศรัย เนื่องในวันตำรวจประจำปี 2557 ว่า เมื่อตนเป็น ผบ.ตร.แล้ว ขอความร่วมมือร่วมใจจากตำรวจทุกนายให้ยึดสโลแกน “เราจะพร้อมใจกัน มอบความรัก สร้างความศรัทธา และความผาสุกแก่ประชาชน” 

โดยต้องปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ประชาชนพึงพอใจ และปลอดการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เรียกรับ หรือยอมรับสิ่งที่มิชอบ และขอความร่วมมือประชาชน อย่าพยายามยัดเยียด มอบสิ่งที่มิชอบให้ตำรวจ เพื่อให้ตัวเองพ้นความผิด เพราะเป็นสิ่งผิด ทางที่ดีไม่ควรทำผิดกฎหมาย และตำรวจเองต้องลดละเลิกพฤติกรรมเหล่านี้

พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า ได้มอบหมายหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาระดับสูงใหม่ โดยกำหนดสายงานให้กระชับขึ้น ดังนี้ 

งานป้องกันปราบปราม 1-2 

งานความมั่นคง งานบริหาร 1-2 

งานกฎหมายและสอบสวน 

งานปราบปรามยาเสพติด 

ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) และ

จเรตำรวจแห่งชาติ
โดยตนจะกำกับดูแลงานด้านยาเสพติดด้วยตนเอง โดยมี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. และพล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผู้ช่วยผบ.ตร. เป็นผู้ช่วยในสายงาน ขณะที่

งานป้องกันปราบปราม 1 ให้ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร.กำกับดูแล งานป้องกันปราบปราม 2 ให้ พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก รรท.รอง ผบ.ตร.กำกับดูแล โดยงานปราบปรามจะรวมงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ด้วย

ส่วนงานความมั่นคงที่รวมงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ มอบหมายให้ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รรท.รอง ผบ.ตร.ดูแล 

งานบริหาร 1 ให้ พล.ต.อ.พงศพัศดูแล 

งานบริหาร 2 ให้ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รรท.รอง ผบ.ตร.ดูแล ขณะที่ 

พล.ต.อ.เอก อังสานนท์ รอง ผบ.ตร.ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ให้กำกับ สายงานกฎหมายและสอบสวน ส่วน 

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รรท.รอง ผบ.ตร. คุมงาน ศปก.ตร.

ทั้งนี้ ในแต่ละสายงานจะมีระดับรอง ผบ.ตร.เป็นหัวหน้า มีที่ปรึกษา (สบ 10) เป็นรอง และมีผู้ช่วย ผบ.ตร.ช่วยงานอีก 4 คน โดย

รอง ผบ.ตร.คนหนึ่งให้ดูงานเพียงด้านเดียว ส่วน

ระดับผู้ช่วย ดูงานไม่เกิน 2 งาน และเป็นสายงานที่สอดคล้องกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการแทรกแซงทางการเมืองในแวดวงตำรวจ พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า ยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำให้เห็นแล้วว่าการเมืองไม่ได้เข้าแทรกแซงตำรวจ เพียงมอบนโยบายให้ตำรวจปฏิบัติงานเท่านั้น ยุคนี้ตำรวจก็ทำงานสนองนโยบายรับบาลอย่างเต็มที่ ยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซง ส่วนการแต่งตั้งระดับรอง ผบก.ลงไป ได้สั่งการให้ฝ่ายกำลังพลไปรจัดเรียงลำดับความอาวุโสใหม่ เมื่อแล้วเสร็จจะสั่งการแต่งตั้งโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามถึงการแต่งตั้งโยกย้ายที่มีการวิจารณ์ว่าเปลี่ยนขั้วอำนาจ อาจต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับทหารในพื้นที่ พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า การแต่งตั้งทุกตำแหน่งทั้งก่อนหน้านี้และที่จะทำหลังจากนี้จะพิจารณาตามความเหมาะสม ไม่มีปัจจัยอื่นมาข้องเกี่ยว การแต่งตั้งตำรวจเป็นเรื่องของตำรวจ ตำรวจกับทหารต้องทำงานร่วมกันให้ได้ ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้ง ไม่จำเป็นต้องผ่านการชี้แนะจากหน่วยอื่น แต่เป็นหน้าที่ของผู้ได้รับการแต่งตั้ง ต้องไปปรับตัวให้ประสานงานกับทั้งทหารและภาคส่วนอื่นๆ ให้ได้ด้วยตนเอง
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม