แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซื้อขายตำแหน่ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซื้อขายตำแหน่ง แสดงบทความทั้งหมด

‘ประวุฒิ’ยันโผโยกย้ายไม่มีซื้อขายตำแหน่ง

12/1/58
โดยคมชัดลึก เมื่อ 12 ม.ค.2558

‘พล.ต.ท.ประวุฒิ’ ยันไม่มีการซื้อขายตำแหน่งระดับรองผู้การฯ-ผกก.ตามที่เป็นข่าว แต่หากพบหลักฐานจะดำเนินการเด็ดขาด เรียกประชุมแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่กทม.-ปริมณฑล

12 ม.ค.58 พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า มีการซื้อขายตำแหน่งระดับรองผู้บังคับการ ถึง ผู้กำกับการ ตั้งแต่ 8 แสน ถึง 30 ล้านบาท แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด โดยยืนยันว่า ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งอย่างแน่นอน ส่วนที่มีการแจกจ่ายใบปลิวไม่เห็นด้วยการกับการแต่งตั้งในบางพื้นที่ ขณะนี้ ทราบเรื่องแล้ว จึงสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยต้องพิจารณาว่า ผู้ที่แจกใบปลิว หรือ ร้องเรียนเกี่ยวกับการแต่งตั้ง เป็นกลุ่มผู้เสียประโยชน์ หรือ ไม่พอใจการแต่งตั้งเป็นการส่วนตัวหรือไม่ แต่หากมีพยานหลักฐานชัดเจน จะดำเนินการโดยไม่ละเว้น และเชื่อว่า ไม่สามารถปกปิดสังคมได้ เพราะปัจจุบัน กระบวนการตรวจสอบทั้งทางสื่อมวลชน และสังคม ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ

"ยืนยันว่า บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายรองผู้บังคับการ ถึง สารวัตร ขณะนี้ เสร็จเรียบร้อย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมแจกจ่ายตามกำหนด เพื่อให้มีผลวันที่ 15 มกราคมนี้ " โฆษกตร. กล่าว

โฆษกตร. เรียกประชุมแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กทม.-ปริมณฑล

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการสั่งการกำกับดูแลปัญหาจราจรจากเดิมที่ใช้ระบบแบ่งพื้นที่รับผิดชอบแต่ละทัองที่ มาเป็นแบบศูนย์รวมอำนาจสั่งการ เพื่อให้การสั่งการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การระบายรถยนต์บนท้องถนน และการสั่งการไฟสัญญาณจราจรเกิดความต่อเนื่องสอดคล้องกัน ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในเส้นทางหลัก อาทิ ถนนสุขุมวิท ถนนพระรามราม 2 และบางนา รวมถึงปัญหาอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหารถติดเช่นกัน โดยการระบายรถยนต์ในเส้นทางจราจรหลักที่ติดขัดนั้นทางเจ้าหน้าที่จะทำการเปิดเส้นทางย่อยโดยรอบ เพื่อให้รถยนต์ในเส้นทางดังกล่าวสามารถระบายออกได้ และสามารถใช้ความเร็วได้ปกติ
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่างอีกว่า นอกจากนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้นำหลักการระบายรถยนต์ในเส้นทางขบวนเสด็จมาปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพฯเนื่องจากหลักการดังกล่าวสามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

ทั้งนี้ศูนย์สั่งการดังกล่าวจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับรองผู้บังคับการที่ดูแลงานด้านจราจรแต่ละพื้นที่ รวมถึงผู้กำกับการ ผลัดเปลี่ยนเข้ามากำกับดูแลสั่งการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โฆษกตร.สั่งตรวจสอบเหตุยิงเรือประมง เชื่อเกิดจากความเข้าใจผิด

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีตำรวจภูธรจังหวัดระนอง ขับเรือไล่ยิงเรือประมง 9 บารมีพ่อ กลางทะเลอันดามัน บริเวณหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา รอยต่อ จังหวัดระนอง ว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยเชื่อว่า อาจเกิดจากความเข้าใจผิดจากทั้งสองฝ่าย เนื่องจาก การตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของชุดเฉพาะกิจทางเรือ ในการตรวจจับแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน และไม่มีเครื่องขยายเสียงเพื่อแสดงตัวให้ชัดเจน ประกอบกับ เรือประมงดังกล่าว มีพฤติการณ์หลบหนี เพราะหวาดระแวงคิดว่า เรือของเจ้าหน้าที่อาจเป็นเรือโจร จึงเกิดความเข้าใจผิด และยิงขับไล่ขึ้น โดยหลังจากนี้ จะมีการพิจารณาปรับยุทธิวิธีสกัดจับคนร้ายทางเรือ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัญลักษณ์แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ หรือ เครื่องขยายเสียง

"เรื่องนี้จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ว่าเรือประมงดังกล่าว มีความผิดตามที่ได้รับแจ้งหรือไม่ แต่หากเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป" พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าว

โฆษกตร. ระบุมีตร.ระดับ สว.-ชั้นประทวนเอี่ยวสินบนอุ้มชาวเกาหลี

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กองปราบปราบ และกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 สืบสวนข้อเท็จจริงกรณีมีตำรวจเกี่ยวข้องกรณีอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวเกาหลี โดยเบื้องต้น ได้รับรายงานว่า มีตำรวจ 7 นาย เกี่ยวข้อง แบ่งเป็นระดับสารวัตร 2 นาย ส่วนที่เหลือเป็นชั้นประทวน ในสังกัดฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 โดยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจริง ในการเรียกรับผลประโยชน์จากการไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มชาวเกาหลี ในข้อหาเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาตำรวจทั้ง 7 นาย เรียกตัวมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว และหากพบมีความผิดจริง ต้องดำเนินคดีเด็ดขาด
Read more ...

แต่งตั้ง "นายพันสีกากี"ฉาว!หลังบ้านอดีตบิ๊กตร.เซ้งลี้เก้าอี้

9/11/57
โดย สน.พระอาทิตย์ ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 9 พ.ย.2557

มีข่าวเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่องในการแต่งตั้งโยกย้ายเกี่ยวกับการซื้อขายเก้าอี้ ในแวดวง "สีกากี”ที่กระหึ่มกันในทำนองว่า มีภรรยาผู้มีอำนาจที่อยู่นอกรั้ว "กรมปทุมวัน”เป็นคนจัดแจง ใส่ชื่อลง "ตั๋ว”ผู้มีอำนาจส่งมาให้ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ ตามโควตาที่มีการจัดสรรกัน

ระส่ำ!! กันทั้ง "กรมปทุมวัน"คำสั่งตรวจสอบการติดตั้งจอแสดงภาพและป้ายโฆษณาบนป้อมตำรวจ ตามแยกต่างๆ ที่ตอนนี้นอกจากพล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รรท.ผบช.น.) ตั้งกรรมการสอบตำรวจระดับ ผู้กำกับการ(ผกก.) ร่วม 50 โรงพักแล้ว การตรวจสอบกำลังบานปลายออกไปตามภูธรต่างๆ ซึ่งล่าสุด พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1(รรท.ผบช.ภ.1) ก็สั่งตรวจสอบทุกจังหวัดในสังกัดเช่นกัน

แม้การตรวจสอบ ผกก.โรงพัก ร่วมครึ่งร้อยในพื้นที่นครบาล พล.ต.ต.ศรีวราห์ จะออกมาชี้แจงว่า การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวนั้นเพื่อความโปร่งใส แต่อาจทำให้ผู้ที่มีรายชื่อเกิดความกังวล เนื่องจากใกล้ฤดูแต่งตั้งโยกย้าย ก็ขอบอกว่าไม่เกี่ยวกันเนื่องจากการแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.-ผกก. ต้องเข้าที่ประชุม ก.ตร. โดยให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้กลั่นกรองขึ้นมาก่อนจากนั้นให้ทางกองบัญชาการ (บช.) จัดทำบัญชีผู้เหมาะสมส่งรายชื่อมาให้ สกพ. ก่อนนำเข้าในวาระการประชุม ก.ตร. เพื่อให้มีการพิจารณาต่อไป

“เรื่องนี้ขอย้ำว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายแต่อย่างใด"

แต่ดูเหมือนว่าคำยืนยันจาก "แม่ทัพนครบาล”ก็ไม่ทำให้เหล่า "ผกก.”ที่มีชื่อถูกตั้งกรรมการสอบสวนได้คลายกังวล เพราะพล.ต.ต.ศรีวราห์ระบุชัดเจนว่า พฤติการณ์ให้บริษัทเอกชนเข้ามาประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์บนที่ราชพัสดุด้วยการติดตั้งจอแสดงภาพ และป้ายโฆษณาแต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอมและมีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอมแต่ไม่ถูกต้องตามระเบียบทางราชการ

นั่นหมายความว่า หากผลการสอบสวนออกมาไม่ว่า ผกก.โรงพักจะผิดโดยตรง หรือโดยอ้อม ก็จะมีข้อบกพร่อง และอาจส่งผลกระทบไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยเฉพาะกับตำรวจขั้วตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ อาจถูกหยิบยกมาเป็นเงื่อนไขในการแต่งตั้งโยกย้าย

ต้องยอมรับว่า หลังจากเสร็จสิ้นการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ "นายพล”ที่ผ่านมา ภาพสะท้อนที่ออกมาก็ชัดเจนแล้วว่าตำรวจสายที่ใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ,ลูกน้องเก่าพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร., สายพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. รวมทั้งพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการรองผบ.ตร. ต่างขยับนั่งเก้าอี้สำคัญเกือบทุกตำแหน่ง

ในทางตรงกันข้ามตำรวจ "ขั้วตรงข้าม"ที่อยู่ใต้เงาการเมืองในยุครัฐบาลนายกฯปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสายสัมพันธ์เก่าระบอบทักษิณ ต่างๆก็ถูกเด้งออกจากตำแหน่งกันกราวรูด เห็นได้จากการแต่งตั้งระดับ ผบช. ที่ ผบช.ที่คุมพื้นที่ทั้งประเทศ ตั้งแต่ ผบช.น. จนถึง ผบช.ภ.1-9 รวมทั้งศชต. ต่างเปลี่ยนตัวทั่วหน้า ไม่ถูกเตะเข้ากรุนั่งตบยุง ก็ถูกดันขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร.ตามลำดับอาวุโสไม่มียกเว้น

เช่นเดียวกับการแต่งตั้งระดับ รองผบก.-ผกก.ประจำปี ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าครั้งนี้ ว่ากันว่า ขั้วอำนาจไม่ต่างจากการแต่งตั้งระดับนายพลที่จะส่งลูกน้องสายตัวเอง ลงมานั่งเก้าอี้ ผกก.โรงพักเกรดเอ หรือผกก.หน่วยงานสำคัญๆ

เพราะกติกาในการแต่งตั้ง "รองผบก.-ผกก.”ในยุคที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้ามากุมอำนาจ มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงปกติ ที่การแต่งตั้ง "รองผบก.-ผกก.”จะให้อำนาจ ผบช. พิจารณารายชื่อเต็มๆ แต่มาครั้งนี้ คสช.มีประกา ฉบับที่ 88/2557 ให้การพิจารณาแต่งตั้งระดับ รอง ผบก. และ ผกก. ต้องผ่านการพิจารณาในที่ประชุมก.ตร. เสียก่อน เช่นเดียวกับการแต่งตั้งระดับนายพลมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ทำหน้าที่ ประธาน ก.ตร. ร่วมกับ ผบ.ตร. รองผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติ เป็น กรรมการ

มิหนำซ้ำ ยังมีข่าวเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่องในการแต่งตั้งโยกย้ายเกี่ยวกับการซื้อขายเก้าอี้ ในแวดวง "สีกากี”ที่กระหึ่มกันในทำนองว่า มีภรรยาผู้มีอำนาจที่อยู่นอกรั้ว "กรมปทุมวัน”เป็นคนจัดแจง ใส่ชื่อลง "ตั๋ว”ผู้มีอำนาจส่งมาให้ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ ตามโควตาที่มีการจัดสรรกัน

ทำให้ตำรวจระดับ ผกก. ไร้เส้น ไร้สาย ต่างขั้วอำนาจ หวาดหวั่นกันไปทั่ว

โดยเฉพาะในพื้นที่ "นครบาล” ที่มีข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่าจะมีการ "ล้างบาง”ตำรวจที่มีสายสัมพันธ์ขั้วอำนาจเก่าออกมาหน่วย 20-30 ราย และนำตำรวจที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจใหม่ รวมทั้งลูกน้องเก่าพล.ต.ต.ศรีวราห์จากภูธรภาค 1 เข้ามาอยู่ในเมืองหลวงจำนวนมาก

พอมีเรื่องการตรวจสอบ ผกก.โรงพัก เกือบ 50 นาย เกี่ยวกับการติดตั้งจอแสดงภาพและป้ายโฆษณาบนป้อมตำรวจ ตามแยกต่างๆอีก

แรงระส่ำเลยยิ่งหนักขึ้น!!!

แม้เก้าอี้ว่างระดับ รองผบก. –ผกก. ประจำปีนี้ ทั่วประเทศเกือบ 250 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รอง ผบก. ว่าง 11 ตำแหน่ง ผกก. ว่าง 240 ตำแหน่ง รวมทั้งน่าจะว่างจากแท่งที่ต้องขยับขึ้นตามตำรวจที่เข้าโครงการเกษียณก่อนราชการ หรือเออลี่รีไทร์ และการปรับยกระดับโรงพัก เปิดโรงพักใหม่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะต้องทำเสร็จก่อนการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รองผบก.-ผกก.ประจำปี ในช่วงเดือนธันวาคม ก็น่าจะทำให้มีเก้าอี้ว่างเกือบๆ 300 ตำแหน่ง

ดังนั้นแวดวงสีกากีชั่วโมงนี้จึงวิ่งกันวุ่นไม่เป็นอันทำงาน โดเยเฉพาะ "ผกก.โรงพัก"ต่างก็ต้องพยายามเซฟตัวเองไม่ให้เกิดความเสี่ยงมากนัก คดีต่างๆจึงหยุดนิ่งไม่มีข่าวคราวการบุกจับกุมเหมือนก่อน เพราะขยับมากก็เจ็บมาก บางพื้นที่บางโรงพักถูกเจาะถูกบุกจับสถานบริการ ทั้งๆที่สถานบริการเหล่านี้มีเกลื่อนแทบทุกถนนในเมืองกรุง ขนาดไม่ขยับยังเจ็บเหมือนอย่างที่ 50 ผกก.โรงพักนครบาลกำลังเผชิญอยู่

"ผกก.โรงพัก”เลยลุ้นกันหนัก
Read more ...

ฝุ่นตลบ!โผโยกย้ายตร.ระดับสารวัตร-ผู้บังคับการ

10/10/57
โดยกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เมื่อ 9 ต.ค.2557

วิ่งฝุ่นตลบ! โผโยกย้ายตร.สารวัตร(สว.)-ผู้บังคับการ(ผบก.) ชี้ต้องจ่ายหลักล้าน หลังบ้านบิ๊กสีกากี วอนนายกฯดูแล


ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 

พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (รรท.ผบช.สกพ.) 

ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความเลขที่ 0009.231/10164 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจถึงจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.) และจเรตำรวจ (จตร.)

ด้วยขณะนี้เข้าสู่ห้วงระยะเวลาการดำเนินการคัดเลือกการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ สารวัตร (สว.)-ผู้บังคับการ (ผบก.) ในวาระประจำปี 2557 ซึ่ง ตร. จะต้องดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งนายเวร (นว.) และ ผู้ช่วย นว. ผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. ซึ่งข้าราชการตำรวจดังกล่าวจะต้องทำหน้าที่เลขานุการประจำตัวของผู้บังคับบัญชา และต้องได้รับความไว้วางใจเป็นการเฉพาะตัว

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่ง นว. และผู้ช่วย นว. ประจำตัวผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีความประสงค์จะแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเพื่อทำหน้าที่ นว. และผู้ช่วย นว. ให้ส่งรายชื่อดังกล่าวไปยัง ตร. โดยผ่านสำนักงานกำลังพล (สกพ.) โดยด่วนที่สุด เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า การแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการถึงระดับสารวัตรในวาระประจำปี 2557 นั้นเริ่มมีการวิ่งเต้นกันอย่างหนัก โดยในแวดวงสีกากีต่างกันวิพากษ์วิจารณ์ว่า ในขณะนี้นายตำรวจจำนวนมากต่างพากันวิ่งเต้นเพื่อจะได้ไปดำรงตำแหน่งที่ตนอยากไป และอยากเป็นในหน่วยต่างๆ

โดยมีการเรียกรับในระดับรองสารวัตรขึ้นเป็นสารวัตรในพื้นที่ทำเลทองต้องจ่ายตั้งแต่ 1-2 ล้าน ส่วนระดับสารวัตรขึ้นเป็นรองผู้กำกับ จ่ายกันที่ 2 ล้านระดับรองผู้กำกับขึ้นเป็นผู้กำกับนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ 3 ล้านขึ้นไป และสุดท้ายผู้กำกับขึ้นเป็นรองผู้บังคับการต้องจ่าย 3 ถึง 5 ล้านขึ้นไป แล้วแต่ในกองบัญชาการเกรดไหน

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในครั้งนี้ ต้องผ่าน "ภรรยาอดีตบิ๊กสีกากีคนหนึ่ง" โดยผ่านตัวกลางคนสนิทเป็นด๊อกเตอร์คนหนึ่ง

แหล่งข่าวระดับนายพลตำรวจเอกนอกราชการท่านหนึ่ง เปิดเผยว่า มีลูกน้องมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ตนรู้สึกเสียความรู้สึกมากๆ ในยุคนี้ไม่น่าจะมีเรื่องแบบนี้ ซึ่งตนก็ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวว่ามีข้อเท็จจริงหรือไม่อย่างไร ปรากฏว่าในเบื้องต้นได้ข้อมูลตรงกัน จึงขอฝากไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.คนใหม่ ให้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวอีกทาง เพื่อไม่ให้องค์กรตำรวจของพวกเราเสียหาย

ในส่วนเรื่องของการแต่งตั้งนั้นมีรายงานว่า ในขณะนี้ยังไม่กำหนดกรอบวันเวลา รวมถึงหลักเกณฑ์ที่แน่ชัด โดยทางสำนักงานกำลังพลอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม รวมทั้งตรวจสอบความถูกต้องอาวุโสฯและเรื่องการนับวันทวีคูณในส่วนของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้(ศชต.) โดยคาดว่าภายหลังวันตำรวจ (13 ตุลาคม นี้) ทางสำนักงานกำลังพลจะมีหนังสือเวียนให้จัดทำบัญชีแต่งตั้งและกำหนดหลักเกณฑ์ กรอบวันเวลา แล้วส่งมายัง สกพ.ตร.เพื่อขอบรรจุวาระเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ( ก.ตร.) ต่อไป
Read more ...

ซื้อ-ขายเก้าอี้ตำรวจ ระบบราชการที่ล้มเหลวและความตายของ 'จ่าเพียร'

31/10/56
โดยหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 29 ตุลาคม 2556  มานะ มติธรรม

เมื่อถึงเดือนตุลาคม เรามักจะพบเห็นข่าวคราวการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ติดตามมาด้วยเรื่องราวการวิ่งเต้นซื้อขายเก้าอี้ แต่งตั้งเอาพรรคพวกตัวเองมาอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ

เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องเลวร้าย เป็นต้นทางไปสู่อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ เป็นบ่อเกิดของการคดโกง ทุจริตคอร์รัปชัน

แล้วจะปฏิรูปประเทศ, ปฏิรูปการเมืองไปหาหอกอะไร! ในเมื่อไม่เคยคิดสำรวจตวรจตราระบบราชการ การบริหารงานแผ่นดิน

การวิ่งเต้นหาตำแหน่ง โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจนั้น มักจะได้ยินเรื่องฉาวโฉ่เน่าเหม็นอยู่เสมอ สำหรับองค์กรแห่งนี้ที่มีอาชีพอยู่ใกล้ชิดกับผลประโยชน์ ที่เป็นสิ่งชั่วร้ายผิดกฎหมาย แต่กลับไปคุ้มครองหากินกับสิ่งผิดกฎหมาย

เมื่ออาชีพถือปืนมีตำแหน่งกฎหมาย ปฏิบัติและใช้กฎหมายให้ถูกต้อง กลับไปคุ้มครองเอาทรัพย์สิน หากินกับสิ่งผิดกฎหมาย ถ้าหากใครมีพฤติกรรมเช่นนี้ เมื่อหาผลประโยชน์จากยาเสพติด ก็เหมือนค้าและสนับสนุน หาผลประโยชน์จากบ่อนการพนัน ซ่องประเวณี ก็เหมือนตั้งบ่อนซ่องเสียเอง

เลวร้ายและฉิบหาย ยิ่งกว่าโจรที่ฉกชิงวิ่งปล้นเสียอีก!ทุกปีของการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ข่าวการวิ่งเต้นซื้อขายเก้าอี้โผล่ออกมาเสมอ เพราะผลประโยชน์มีมากมาย จึงแก่งแย่งกัน และเรื่องบัดสีจึงปิดกันไม่มิด จนสังคมมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

จริงๆ แล้วเรื่องที่มองเห็นเป็นธรรมดาอย่างนี้นี่แหละ ที่เป็นเรื่องอุบาทว์ เป็นตัวอย่างความเลวร้ายที่กัดกินบ่อนเซาะทำลายสังคมส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนและคนส่วนใหญ่

ข่าวการซื้อขาย จ่ายกันเก้าอี้ละ 20-30 ล้าน ถ้าปฏิเสธว่าไม่หาผลประโยชน์ ใครจะเชื่อ? ถึงขนาดทุ่มเงินซื้อขายกันราคาขนาดนี้

สิ่งที่ทำทางพฤติกรรม ล้วนแต่มีคำตอบ บ่งบอกทางพฤติ กรรมนั้นๆ เสมอ

สังเกตดูค้นหาคำตอบว่า เก้าอี้ตำแหน่งนี้ราคา 20 ล้าน ถ้าอยู่ในตำแหน่งนี้ถึงขนาดตำแหน่งสูงสุดเลยก็ได้ คำถามว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งนี้จนเกษียณอายุราชการ โดยไม่แสวงหาผลประโยชน์อื่นใด มีเงินเดือนทุกเดือนรวมกันแล้วได้ครบ 20 ล้านบาท ที่เสียเงินซื้อไปหรือไม่?

คำตอบก็คือ ไม่ครบจำนวนเงินที่ซื้อไป คำตอบทางพฤติกรรมก็คือ การแสวงหาผลประโยชน์เข้ามาทดแทน

ถ้าไม่มีการซื้อขายเก้าอี้ ก็มีเงินเดือนมากพอเลี้ยงตัวเองและลูกเมียได้สบาย คงจะไม่มีพฤติกรรมให้สังคมสงสัยถามไถ่กันหรอก

แต่เมื่อซื้อกันไป พฤติกรรมก็เป็นคำตอบ ฟ้องให้เห็นชัดเจนว่าซื้อเพื่อปูทางไปแสวงหาบ่อเงินบ่อทอง ผลประโยชน์แห่งอบายมุข มีเงินหมุนเวียนวันหนึ่งๆ มากมาย หลายล้านบาท จัดการเก็บเกี่ยวตักตวงเสวยสุขในระยะที่อยู่ในตำแหน่งที่ซื้อมาให้สาสมใจ และเหลือเก็บใช้จ่ายสบายในบั้นปลายชีวิต

ทั้งผู้ซื้อและผู้รับที่เงินส่งผ่านมาเป็นทอดๆ ถึงมือตามลำดับเส้นสายนั้น ล้วนแต่เป็นตัวการก่อเรื่องอุบาทว์ ทำลายระบบราชการ ทำลายกฎกติกาความชอบธรรมในสังคม ส่งผลกระทบไปถึงคนส่วนใหญ่ที่ทำผิดเล็กๆ น้อยๆ ต้องถูกปรับรีดไถ

คำตอบพฤติกรรมก็ชี้ให้เห็นว่า เงินที่นำมาซื้อก็เป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ ซึ่งก็เอามาใช้ในทางมิชอบ การซื้อตำแหน่งก็เพื่อต่อยอดเงิน ไปหาตำแหน่งที่สูงขึ้น มีอำนาจมากขึ้น มีบ่อเงินบ่อทองใหญ่ขึ้น

ก็เหมือนเล่นจิ๊กซอว์ เอาเงินมาต่อเงิน หาแหล่งน้ำเลี้ยงจากบ่อเล็กไปยังบ่อใหญ่ หลับตาดูก็เห็นภาพ เอาเงินหลักสิบล้านปูทางไปหาแหล่งเงินหลักร้อยล้าน พันล้าน ที่มากขึ้นไปอีก

มีใครหน้าไหนล่ะ? ที่กล้าเอาเงิน 20-30 ล้าน ไปซื้อตำแหน่งโดยไม่คดโกงโกยกิน ไม่แสวงหาผลประโยชน์ เพียงเพื่อทำงานสนองพระคุณพี่น้องประชาชนเจ้าของประเทศอย่างซื่อสัตย์ แถมได้รับเงินเดือนกลับมารวมแล้วไม่ครบ ที่เสียไปเป็นสิบล้านบาทเหมือนทำงานให้ฟรีๆ ตลอดชีวิต เสียสละขนาดนั้น ถึงขนาดตัวเองและลูกเมียกินดินกินแกลบต่างข้าว!

ถ้าไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง เชื่อว่าข้าราชการที่ดีๆ มีตัวอย่างให้เห็นแน่นอน

การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ก็ส่อเจตนาถึงการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ มีตัวอย่างมากมายหลายหน่วยงานราชการ ที่พากันใช้ตำแหน่งหน้าที่ส่อไปในทางมิชอบ

ถ้าถึงคราวที่พวกเหล่านี้ตายโหงตายห่า! คงจะไม่ต้องเสียเวลากรวดน้ำอวยพรว่า ไปที่ชอบที่ชอบเถิด! เห็นทีคงต้องบอกว่า ไปในที่มิชอบมิชอบเถิด! อย่าได้ผุดได้เกิดอีกเลย!

การทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ โดยมิต้องคดโกงคอร์รัปชัน ทั้งๆ ที่มีเงินเดือนให้โดยไม่อดตาย ยังไม่มีความสำนึก และไม่เคยคิดเลยว่าสักวันหนึ่งต้องกลับไปสู่ความจริง ไปสู่ดิน ไปสู่ความว่างเปล่า ตำแหน่งถึงแม้จะใหญ่โตแค่ไหน ถึงยังไงก็มีร่างกายที่เล็กกว่าโลง

มีใครบ้างไหม? ที่อยากใหญ่กว่าโลง เวลาตายไปถึงยัดใส่โลงไม่เข้า!

เมื่อมีการซื้อขายเก้าอี้ สะท้อนให้เห็นถึงระบบราชการที่เหลวแหลก นอกจากเป็นการทำลายระบบราชการแล้ว ยังทำลายองค์กรนั้นๆ อีกด้วย ทำลายกำลังใจของข้าราชการดีๆ

บรรดานักการเมืองก็ล้วนแต่เป็นต้นเหตุของตัวอย่างการเกิดเรื่องเลวๆ อย่างนี้เสมอ

ยิ่งเห็นภาพนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกแล้วว่า เหลวแหลกฟอนเฟะแค่ไหน? เหมือนพูดออกมากลบเกลื่อนร่องรอยสกปรกนั้นว่า อยากเห็นการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างซื่อสัตย์ปราศจากการคอร์รัปชัน ไม่ซื้อขายตำแหน่งกันในองค์กรนี้ ไม่แสวงหาผลประโยชน์

และคนอย่าง ผบ.ตร.ก็ขานรับคำ พร้อมตักเตือนไม่แสวงหาผลประโยชน์ ไม่ยุ่งเกี่ยวสิ่งผิดกฎหมาย ทำนองว่า "หากใครไม่ฟัง ขืนเล่อล่าเข้าไปหาผลประโยชน์ ผมจะซัดให้ตาย! อีกไม่นานผมก็กลับไปบ้านแล้ว ผมไม่กลัว ผมเอาระเบิดมากอดแล้ว ผมพร้อมจะพลีชีพยอมตายแล้ว ถ้าใครไม่ฟังผมจะเดินชก ปีที่แล้วผมดูแต่รูปมวย จึงไม่ได้ชก!" ว่าเข้าไปนั่น ขานรับคำถึงขนาดนั้น เพราะว่ากันอย่างนั้นจริงๆ

เมื่อภาพคนทั้ง 2 ปรากฏให้โอวาทซึ่งกันและกัน ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าหาผลประโยชน์กันเละเทะแค่ไหน! พี่น้องประชาชนก็รู้กันทั่วประเทศ เมื่อพูดและขานรับกันอย่างนี้ ก็เหมือนชวนกันมาเล่นปาหี่ให้พี่น้องประชาชนดูกันซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนแลบลิ้นปลิ้นตาหลอก จนคร้านที่จะหัวเราะ

เก็บปากเก็บรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเอาไว้ให้เจ้าหม่ำ, เจ้า เท่ง, เจ้าโหน่ง, พวกโก๊ะตี๋ บนเวทียังดีกว่า เพราะพวกนั้นเขาเล่นตลกถึงอย่างไรก็ไม่หลอกลวง มุ่งให้ความสุขกับพี่น้องประชาชน!

เรื่องการซื้อขายตำแหน่งหรือวิ่งเต้นนั้น ไม่ใช่ว่าจะเพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมานานแล้วทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็มีเรื่องเหี้ยๆ อย่างนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน ทำให้นึกถึงตำรวจที่ดี และสงสารตำรวจอย่าง "จ่าเพียร" มากขึ้น

เชื่อว่าประชาชนที่รักแผ่นดินและมีจิตใจที่เป็นธรรมที่ติดตามดูข่าวมาตลอด ย่อมจดจำภาพจ่าเพียรได้ติดตา แม้เวลาจะล่วงเลยมาขณะนี้ ทั้งในห้วงยามที่ภาพปรากฏขณะมีชีวิต และภาพที่ร่างไร้ชีวิต ย่อมจดจำภาพตำรวจที่น่าสงสารได้ติดตา เหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้

มีแต่นักการเมืองและผู้บังคับบัญชาเหี้ยๆ เท่านั้นแหละ! ที่ไม่อยากจดจำ ในบาปกรรมที่ตนเองก่อขึ้น เชื่อหรือไม่ว่า? บาปกรรมนรกนั่นอาจจะมีจริง! ขนาดจ่าเพียรยังเชื่อว่าสักวันหนึ่งวาระสุดท้ายของตัวเองมาถึง มีค่าหัวเป็นแพะแค่ไม่กี่ตัว สิ่งที่จ่าเพียรเชื่อก็เป็นจริง!

แล้วบาปกรรมนรกนั้นมีจริงหรือไม่? ก็ขอให้ลองคิดทบทวนดู ถึงจะทำบุญมีหมูหมากาไก่บานเบอะเยอะแค่ไหน? ทำบุญไปทุกวันก็ไม่สามารถลบล้างความผิด ความฉิบหาย! ที่ก่อให้เกิดกับชีวิตคนอื่นในเมื่อมีส่วนก่อบาปกรรมติดตัวไว้ ล้างยังไงก็ไม่ออกเพราะมีส่วนทำให้จ่าเพียรตายไปแล้ว

เขียนมาถึงบรรทัดนี้ ผมรีบหยิบธูปขึ้นมาจุด ก้าวเดินออกมายืนหน้าบ้านกลางดึก เงยหน้ามองสวรรค์ กล่าวสักการะวิญญาณจ่าเพียรว่า

"ขอให้วิญญาณจ่าเพียร มีความสุขอยู่บนสรวงสวรรค์ อย่าพบความทุกข์ใดๆ ขอให้จ่าเพียรได้เกิดมาอีกในโลกใบนี้ เกิดมามีอำนาจวาสนาที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ถ้ารักเป็นตำรวจ ก็ขอให้เป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นข้าราชการตำรวจที่แสนดีของแผ่นดิน ของพระเจ้าอยู่หัว ของพี่น้องประชาชน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ ซื่อสัตย์ รักแผ่นดินและรักพี่น้องประชาชน ขอให้เกิดมาอย่างยิ่งใหญ่บนแผ่นดินไทย เพราะแผ่นดินแห่งนี้ รักและต้องการคนอย่างจ่าเพียร!"

ผมคุกเข่าปักธูปลงบนผืนแผ่นดิน พนมมือไหว้สักการะด้วยความสลดใจ ก่อนจะยืนขึ้นมองดูไฟลามเลียก้านธูปอยู่นิ่งและนาน ในระหว่างนั้นภาพจ่าเพียรใบหน้าเปื้อนน้ำตาและคำพูดที่พรั่งพรูออกมาอย่างอัดอั้นตันใจ และภาพร่างจ่าเพียรที่นอนนิ่งอยู่ในเปลขณะลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ วนเวียนสลับกันพล่านอยู่ในสมองของผม มองควันธูปล่องลอยจากก้าน ท่ามกลางแสงสลัวของดวงจันทร์ เหมือนควันนั้นม้วนตัวขึ้นสู่เบื้องบนสวรรค์อย่างรวดเร็ว!

ขณะเดียวกัน ผมยืนนิ่งข่มเปลือกตา ข่มใจด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดเศร้าใจกับชีวิตของจ่าเพียร และรู้สึกอเนจอนาถชิงชังระบบราชการที่เน่าเหม็นฟอนเฟะอยู่ในสังคมไทย!

ในห้วงยามขณะเวลานั้น ผมบอกกับตัวเองเพียงลำพังว่า พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ท่านเป็นคนดี เป็นนักสู้ผู้เสียสละ และเป็นศาสดาที่อยู่ในหัวใจ ควรแก่การนับถือและยกย่อง

จ่าเพียรจะเป็นอย่างไรในสายตาคนบางคน? ในสายตาของผมเชื่อว่าจ่าเพียรเป็นตำรวจที่ดี เพราะเติบโตมาจากชั้นประทวนก้าวสู่นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ไม่ใช่ได้มาอย่างธรรมดา หากแต่ได้มาเพราะการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ สู้รบเสี่ยงภัยอยู่ในพื้นที่อันตรายมาโดยตลอด ด้วยกิตติศัพท์ชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่

ครั้งที่บาดเจ็บจากการปะทะ ขณะนอนรักษาอยู่โรงพยาบาลมีนายทหารผู้ใหญ่มาเยี่ยม ถึงกับบอกว่า "ถ้าลื้อเป็นทหารป่านนี้ก็สบายไปนานแล้ว!"

นั่นเหมือนตอกย้ำให้เห็นว่า กรมปทุมวันเลอะเทอะและเละเทะสิ้นดี!

บั้นปลายชีวิตราชการก่อนเกษียณของท่านผู้กำกับสมเพียรนั้น ขอย้ายไปรับตำแหน่งหน้าที่ในพื้นที่เล็กๆ ซึ่งไม่มีผลประโยชน์อะไรใหญ่โต ไม่ใช่พื้นที่บ่อเงินบ่อทองอย่าง สภ.กันตัง ที่ จ.ตรังนั้น

นั่นแสดงให้เห็นว่า จ่าเพียรต้องการเพียงแค่ทำงานอย่างมีความสุขเพียงเล็กๆ น้อยๆ ในพื้นที่แห่งนี้ อยู่ห่างจากพื้นที่เสี่ยงภัยและไม่ต้องพะวักพะวงและพอจะหายเหน็ดเหนื่อย หลังเสี่ยงตายอยู่ในพื้นที่มาตลอดชีวิต และพื้นที่แห่งใหม่ เป็นการอยู่อย่างมีความสุขสมถะกับครอบครัว และย่อมมีความผูกพันทางใจอยู่กับสถานที่แห่งใหม่นี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิตราชการ

แต่คำร้องขอแค่นี้ไม่ได้รับการตอบสนอง นั่นเป็นเพราะระบบราชการไทยอยู่ในกำมือของผู้มีอำนาจเหนือกว่า พร้อมที่จะชี้นิ้วเสกสรรปั้นแต่งให้ใครมาอยู่ในตำแหน่งไหนก็ได้ หากมีปัจจัยทรัพย์สินเงินทองมาแลกได้เพียงพอ ระบบราชการจึงเลอะเทอะและสกปรกยิ่งขึ้น

การคิดจะปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง คิดปฏิรูปให้ตาย! ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าหากระบบราชการยังอุบาทว์และเลอะเทอะกันอยู่อย่างนี้!

ภาพจ่าเพียรใบหน้านองน้ำตาในวันที่มาพบผู้บังคับบัญชาถึงกองบัญชาการ ถึงตึกทำเนียบรัฐบาลในกรุงเทพมหานคร เพื่อร้องขอไปยังพื้นที่ที่ต้องการนั้น

เชื่อว่าหยาดน้ำตาที่หลั่งรินนั้น ไม่ใช่น้ำตาแห่งความอ่อนแอ ไม่ได้ไหลออกมาอย่างท้อแท้ สำหรับลูกผู้ชายที่มีจิตใจเข้มแข็งมาตลอดชีวิตอย่างจ่าเพียร

หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความเศร้าใจ ที่หลั่งรินออกมาด้วยความผิดหวัง สงสารตัวเองและลูกเมียเกินกว่าจะอดกลั้นไว้ได้! ทั้งๆ ที่เหน็ดเหนื่อยเสี่ยงตายมาตลอดชีวิต!

น้ำตาจ่าเพียรจึงไม่ได้หลั่งรินออกมาด้วยความอ่อนแอ หากแต่ยังเป็นหยาดน้ำตาที่ส่งสัญญาณบอกถึงสิ่งมีค่าอย่างมหาศาล ถ้าคิดและมองกันให้ลึก จะพบว่าหยาดน้ำตาหยดนั้น กำลังร้องเรียกหาสิ่งที่มีค่าอย่างล้นเหลือ สำหรับสังคมไทยที่ควรจะมี!

นั่นก็คือ คุณธรรมและความดี มันอยู่ที่ไหน?มีอยู่บ้างไหม? ในหัวจิตหัวใจนักการเมือง และผู้บังคับบัญชา สันดานชั่ว! หรือในหัวใจมีแต่เรื่องระยำตำบอน! จนสายตามืดบอด ยากจะมองเห็นสิ่งใด!

น้ำตาจ่าเพียร เป็นคำตอบให้เห็นถึงระบบราชการไทย ที่สกปรกเล่นพรรคเล่นพวก!

น้ำตาจ่าเพียร เป็นคำตอบให้เห็นถึงข้าราชการที่แสนดี พูดไปผู้มีอำนาจก็ไม่ได้ยินไม่ได้ยล ไม่ต่างไปจากเสียงนกเสียงกา

ยิ่งกว่านั้นน้ำตาจ่าเพียรก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ในดินแดนชนบทห่างไกล เมื่อผู้บริหารประเทศปราศจากการใส่ใจ พี่น้องประชาชนก็เหมือนหมา หมู ฝูงนก ฝูงกา

เพราะเหตุนี้เอง เราจึงพบเห็นการเกิดขึ้นของคนกล้า ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักต่อสู้ผู้เสียสละลุกขึ้นมาทำหน้าที่แทนเสียงนกเสียงกาเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดแคลนให้กับพี่น้องประชาชนเหล่านั้น

กรณีความตายของจ่าเพียรนั้น ถ้าคิดและมองให้ลึกจะพบเห็นสิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญ เป็นสัญญาณจากโจรใต้ว่าพยายามจะบอกอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อสื่อมายังเจ้าหน้าที่ข้าราชการไทย

การตายของจ่าเพียรจากโจรใต้ มิใช่น้ำหนักแค่ท้าทายอำนาจรัฐ ในเมื่อรัฐไม่สนใจใยดีชีวิตลูกน้อง

ถ้ามองและคิดให้ลึก จะพบเงื่อนปมที่ชวนสงสัยว่าการตายนั้นเป็นการตายในเชิงสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

หากจะมองว่า จ่าเพียรเสียชีวิตเหมือนเหตุการณ์ที่หลายคนทั่วไปประสบมา ความตายของจ่าเพียรก็คงมาจากเหตุการณ์ธรรมดาเหล่านั้นเมื่อมองเป็นเรื่องธรรมดา ก็กลายเป็นความตายธรรมดา

การอ่านเหตุการณ์ไม่ออก มองไม่ทะลุ นั่น เป็นเพราะไม่รู้จักการคิดกันให้ลึกๆ

เมื่อพิจารณาความตายของจ่าเพียร เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสิ่งใด? จากโจรใต้

มองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์กันใหม่ เมื่อครั้งจ่าเพียรมาร้องขอโยกย้ายไปยังพื้นที่ที่ต้องการนั้น ภาพและเรื่องราวจ่าเพียรแพร่ทางสื่อมวลชน ย่อมเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปและกลุ่มโจรใต้ย่อมรับรู้เช่นกัน

ขณะภาพข่าวจ่าเพียรปรากฏก็พบว่าเวลาเดียวกันมีเรื่องราวการวิ่งเต้นเล่นเส้นเล่นสาย ซื้อขายเก้าอี้ตำแหน่งต่างๆ และกีดกันพื้นที่ของจ่าเพียรที่หวังจะไปรับราชการในพื้นที่นั้นปรากฏอยู่ด้วยตลอด จนข่าวเรื่องราวของผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาความดีความชอบปรากฏเป็นข่าวอยู่ในคราวเดียวกันทั้งหมด

สรุปก็คือ เป็นเหตุการณ์เรื่องราวของระบบราชการเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งในองค์กรแห่งนี้ทั้งหมดที่เป็นไปอย่างไม่ชอบมาพากล

ขณะปรากฏข่าวนั้น จ่าเพียรบอกว่าตนเองมีค่าหัว ก็เหมือนยิ่งตอกย้ำให้ตกเป็นเป้าหมายเกี่ยวกับการถูกสังหารมากยิ่งขึ้น ใช่หรือไม่?

เมื่อคำร้องขอของจ่าเพียรถูกปฏิเสธ ก็เหมือนการ "ผลัก" จ่าเพียรให้ตกลงไปใน "บ่อ" จ่าเพียรก็กลับไปสู่วังวนพื้นที่เดิม

"การขุดบ่อย่อมเจอน้ำ" เช่นเดียวกับการตกเป็นเหยื่อ เป้าหมายย่อมถูกค้นพบในพื้นที่นั้นๆ

ชีวิตและลมหายใจของจ่าเพียร จึงตกอยู่ในบ่อที่มีขอบเขตเพียงเฉพาะพื้นที่ที่จ่าเพียรปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา

จ่าเพียรกลายเป็นเหยื่อของทั้งสองฝ่าย เป็นเหยื่อของระบบราชการที่ชั่วช้าสามานย์ เหยื่อของความเหลวแหลกของระบบราชการไทย และเป็นเหยื่อที่มีค่าหัวของอีกฝ่ายหนึ่ง

และความจริงปรากฏว่า หลังจากข่าวเหตุการณ์จ่าเพียรปรากฏไม่นานนัก ก็พบจุดจบทันที

จ่าเพียรเป็นตำรวจที่ดี มีผลงานปฏิบัติหน้าที่ประจักษ์ชัดเจนให้เห็นอยู่และอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยมานาน ถ้าระบบระเบียบราชการดี โยกย้ายแต่งตั้งด้วยจิตใจที่มีคุณธรรม จ่าเพียรน่าจะได้รับการพิจารณาความดีความชอบ

ถ้าหากคำร้องขอได้รับการตอบสนองรวดเร็ว จ่าเพียรก็ไม่ตายใช่หรือไม่?

พิจารณาดูว่า ถ้าจ่าเพียรถึงคราวเคราะห์อย่างบังเอิญ ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ และอยู่รอดในพื้นที่มานานนับสิบปี สิ่งที่บ่งบอกว่าไม่ใช่เหตุน่าบังเอิญที่ชวนให้ขบคิดก็คือ การปรากฏข่าวเหตุการณ์และเรื่องค่าหัวจากกลุ่มโจรใต้ เพียงไม่นานก็พบจุดจบ

ถ้าวิเคราะห์เหตุการณ์เรื่องราวให้ลุ่มลึก มองอ่านเกมออกย่อมจะพบว่า จากเหตุเรื่องราวที่ปรากฏออกไปนั้น จะทำให้จ่าเพียรยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายมากยิ่งขึ้น ได้แต่พร่ำคำภาวนาขอให้จ่าเพียรอยู่รอดปลอดภัย จนผ่านพ้นภาระหน้าที่ชีวิตราชการไปด้วยดี

แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ และไม่น่าจะเกิดจากคราวเคราะห์อย่างบังเอิญ หากมองลึกๆ จะพบเห็นมุมมองและข้อเท็จจริงต่างกันและจะพบความจริงในด้านหนึ่งว่า จ่าเพียรย่อมตกเป็นเป้าถูกไล่ล่าอยู่ทุกขณะ เพราะทางกลุ่มโจรใต้ย่อมมีความตั้งใจมากยิ่งขึ้น ต่อการจงใจสังหารจ่าเพียรตำรวจที่ดีและน่าสงสาร ที่ตกอยู่ในสถานะเหยื่อของทั้งสองฝ่าย

ด้วยเหตุนี้ จึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นเหตุคราวเคราะห์อย่างบังเอิญ หากแต่เป็นการจงใจสังหาร เพราะเป้าหมายหนึ่งในนั้นก็คือ จ่าเพียร

การสังหารจ่าเพียร เป็นเรื่องอำมหิตใจคอทมิฬหินชาติ! จ่าเพียรรอดมาทุกครั้งน่าจะปล่อยให้จ่าเพียรรอดไปในวาระสุดท้ายหากจะถือเป็นศัตรู น่าจะปล่อยให้เป็นศัตรูที่อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะวันเวลากระชั้นชิดใกล้เข้ามา อีกไม่นานจ่าเพียรก็อำลาชีวิตราชการไปแล้ว

จ่าเพียรจึงไม่ต่างอะไรไปจากสัญลักษณ์แห่งความล้มเหลวของระบบราชการ ที่ผูกผลักดันขับไล่ไสส่ง!

ความตายของจ่าเพียรบอกถึงเหตุสิ่งใด? จากกลุ่มโจรใต้นั่นก็คือ เป็นคำตอบประจานและเย้ยหยันถึงความล้มเหลวของระบบราชการไทย เป็นระบบราชการที่เฮงซวย! ไม่มีน้ำยาอะไรดีและวิเศษ แย่งกันไขว่คว้าหาอำนาจผลประโยชน์และเงินเท่านั้น

ความตายของข้าราชการคนดีคนหนึ่ง ก็คือคำตอบจากกลุ่มโจรใต้ที่ประจานเย้ยหยัน ชี้ให้เห็นว่า ระบบราชการที่ดีๆ ของไทยนั้นไม่มี ถ้าจะมีก็ล้มหายตายจากไปแล้ว!.
Read more ...

นิด้า ระบุ 'วิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง' เป็นการทุจริตที่พบมากที่สุด

21/8/55
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 20 ส.ค.2555

นิด้า แถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการคอรัปชั่น พร้อมเปิดตัวศูนย์ศึกษานิติเศรษฐศาสตร์ พบการทุจริตคอรัปชั่นที่มีมากที่สุด คือการวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า แถลงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับการคอรัปชั่น ในกลุ่มตัวอย่าง 1,873 หน่วยทั่วประเทศ

พบว่าพฤติกรรมที่ประชาชน คิดว่าเป็นการทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุด คือการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ตำแหน่งและการซื้อตำแหน่ง คิดเป็นร้อยละ 94.55 ส่วนอันดับสอง คือการรับเงิน จากนักการเมืองเพื่อลงคะแนนเสียง คิดเป็นร้อยละ 93.86 และอันดับสาม คือการรีดไถจากเจ้าหน้าที่รัฐ ร้อยละ 92.10

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบอีกว่า การทุจริตคอรัปชั่น ที่กลุ่มตัวอย่างเคยพบมากที่สุด คือการแซงคิวผู้อื่น การขับรถ แทรกรถคันอื่น และการรับเงินจากนักการเมืองเพื่อลงคะแนนเสียง

ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ระบุว่า ผู้ที่มีหน้าที่ ในการต่อต้านปัญหานี้ คือคนไทยทุกคน ส่วนวิธีการที่ดีที่สุด คือการบังคับใช้กฎหมายและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยังร่วมกับ นิด้า เปิดตัวศูนย์ศึกษานิติเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นผลมาจากการสำรวจปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในเอเชีย ซึ่งไทย ติดอันดับการทุจริตสูงเป็นอันดับสอง รองจากฟิลิปปินส์ โดยบางกรณี มีการยักยอกงบประมาณไปกว่าร้อยละ 30

ด้านศาสตราจารย์ เมธี ครองแก้ว ประธานอนุกรรมการฝ่ายวิจัย และอดีตกรรมการ ปปช. กล่าวว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก ต่างมีศูนย์ศึกษานิติเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ความสำคัญกับปัญหาคอรัปชั่น

ขณะที่ความคืบหน้ากรณีทุจริต เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX 9000 ในสนามบินสุวรรณภูมินั้น ศาสตราจารย์ เมธี เปิดเผยว่า อัยการสหรัฐ ได้ฟ้องบริษัทอินวิชั่น ผู้จัดจำหน่ายแล้ว และตามกฎหมายสหรัฐ บริษัทผู้ถูกฟ้อง สามารถเลือกจ่ายค่าปรับแทนการดำเนินคดีอาญาได้ ซึ่งบริษัทดังกล่าว ได้จ่ายค่าปรับให้อัยการสหรัฐไปแล้ว ขณะที่วันพรุ่งนี้ (21 ส.ค.55) ป.ป.ช. จะแถลงข่าวความคืบหน้าคดีนี้ ในเวลา 11.00 น.
Read more ...

เฉลิมยันตำรวจยุคนี้แต่งตั้งไม่ต้องใช้เงิน

30/7/55
โดยเนชั่น เมื่อ 30 ก.ค.2555

เมื่อเวลา 09.00น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมครม.สัญจร จ.สุรินทร์ว่า ตนตรวจสอบกับผู้บังคับการจังหวัดฉะเชิงเทราแล้วกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ หัวหน้าพรรครักประเทศไทยเปิดเผยคลิปการค้าประเวณีเด็กที่ฉะเชิงเทราว่า ตนตรวจสอบแล้ว ท่านสาบานทางโทรศัพท์เรื่องที่นายชูวิทย์มาเปิดเผย เพราะยุคที่ตนมาคุมตำรวจจะมีแบบนี้ไม่ได้เพราะตนตรวจสอบใกล้ชิด ซึ่งไม่ใช่ว่าตนเข้าข้างตำรวจ แต่ถ้าพูดไปแล้วจะกระทบรัฐบาลอื่น

"ตำรวจยุคผมมันไม่ต้องเสียเงินในการแต่งตั้ง เมื่อไม่เสียเงินก็ไม่ต้องหาเงิน ก็ธรรมดา ถ้ายุคไหนแต่งตั้งเสียเงินตำรวจก็ต้องหาเงินมาจ่าย ยุคผมไม่มีสิบสตางค์ก็ไม่เอา คนจนผู้ยิ่งใหญ่"รองนายกฯ กล่าว
Read more ...

"ผบ.ตร." เปิดหมดเปลือก! ปมร้อน "ชายชั้น 7" รับมีอำนาจแทรกแซงแต่งตั้ง วิ่งเต้นกันอุตลุด

22/3/55
โดยมติชน เมื่อ 21 มี.ค.2555

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ถึงการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการ (รองผบก.) ถึง สารวัตร(สว.) วาระประจำปี 2554 ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ว่า การแต่งตั้งไม่มีการเลื่อน หรือขยายเวลาออกไป ต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม ตามกรอบเวลา ซึ่งวันที่ 23 มีนาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการข้าราชตำรวจ (ก.ตร.)

@ การแต่งตั้งครั้งนี้มีกระแสข่าวมีอำนาจจากภายนอกเข้ามาแทรกแซง

การแต่งตั้งทุกครั้ง มีอำนาจเข้ามาแทรกอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นความจริง ยอมรับว่ามีอำนาจมาแทรก ตำรวจมันไม่เหมือนหน่วยงานอื่น มันวิ่งกันอุตลุด นี่ตั้งกี่เดือนแล้วยังไม่จบเลย แต่ผมบอกว่าครั้งนี้ผมไม่ยอม ต้องจบ เดือนมีนาคม ต้องเสร็จ ที่ล่าช้าเรื่องวิ่งก็มีส่วน

@ กรณีที่ว่ามีชายชั้น 7 เข้ามาเกี่ยวข้อง

เป็นเรื่องที่พูดกัน แต่ยืนยันว่าผมไม่ยอม จะมาแบบทำให้ระบบมันเสีย เอาผลประโยชน์มาพัวพัน ถ้าอย่างนี้ถ้ารู้แล้วต้องดำเนินคดีอาญากับคนเหล่านี้ มาทุจริต มาเรียกร้องเงินตำรวจ ต้องดำเนินคดีอาญาเลย ไม่ต้องเอาไว้ เพราะฉะนั้นผมบอกว่างานตำรวจถ้าเรายอมให้มีระบบซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้น เด็กก็ไม่ทำงาน มันไม่ต้องทำงานหรอก แค่ไปวิ่งเสียเงินก็ดำรงตำแหน่งได้ ผมไม่ยอมหรอก ได้ยินเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งเป็นเรื่องมานานเล้ว ไม่ใช่ในสมัยผม ก็มีแล้ว มีมาเนิ่นนานแล้ว อย่าไปพูดเลย ผมจะทำให้ดีที่สุด

“ตัวผม ผมไม่ทำแล้วกัน พยายามจะป้องกันด้วย ว่าคนไหนทำผมไม่ยอม ถ้าชั้น 7 ชั้นอะไรมาผมไม่ได้คุยด้วยกับเขาอยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกน้องก็เข้าใจผมดี คนชั้น 7 ไม่อยู่แล้ว ผมไม่เจอ ผมไม่เคยขึ้นไปชั้น 7 ผมไม่เคยเจอเขา”

@ คนชั้น 7 ขึ้นไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ?

เขาคงขึ้นมาหาใคร คงแวะมาหาใครที่ เขารู้จัก คนข้างในก็คุยด้วยบ้าง ไม่คุยด้วยบ้างเขาก็ไป ไม่มีหรอกเข้ามาเกี่ยวอะไร ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องเรืองจัดซื้อจัดจ้าง

“ผมต้องเรียนว่า คนคนนี้ทำความหนักใจให้กับผม คือมีคนพูดเยอะ อย่างโน้นอย่างนี้ ผมบอกเลย ไม่ต้องห่วง ผมยืนยันได้ ผมเองไม่เอาคนคนนี้ ก็ไม่มีอะไร ไม่มีสายการเมืองส่งมาแลกเปลี่ยนอะไร เป็นที่ปรึกษาก็ไม่มี ใครก็อ้างได้ เป็นที่ปรึกษาผม ที่เป็นที่ปรึกษาเป็นหลักเป็นฐาน มี พล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ พล.ต.ต.มณสัณฑ์ สุขกนิษฐ์ พล.ต.ต.จำนงค์ แก้วศิริ มีแค่นี้ ยืนยันว่าคนๆนี้ไม่เกี่ยวอะไร ที่ว่ามาก้าวก่ายการแต่งตั้งไม่มี ไม่มีใครเอา เด็กๆก็รู้ ไม่มีใครเอาหรอก ถ้ามีหลักฐานก็ดำเนินคดีไป ว่าไป”

@ มีกระแสข่าววิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ผกก. 3 ล้าน คนวิ่งได้ 5 แสน

มีที่ไหนหรือ พวกตำรวจก็แบบนี้ น่าปวดหัว ส่วนกรณียกเว้นหลักเกณฑ์ 2 ปี ตอนนี้กำลังดูอยู่ว่าจะตั้งใคร เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณา ทุกอย่างต้องเป็นธรรมตรงไปตรงมา ไม่ต้องห่วง

อนึ่งมีรายงานวันเดียวกันว่า สำหรับบรรยากาศบนอาคาร 1 ชั้น 7 ฝั่งซ้าย ซึ่งเคยเป็นสำนักงานผบ.ตร.และเป็นห้องทำงานส่วนตัวของพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตผบ.ตร. ซึ่งมีข่าวลือกันว่าได้กลายเป็นห้องทำงานชายแปลกหน้า ที่ตกเป็นข่าว ว่าอาจเข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งตำรวจในขณะนี้ ปรากฎว่าภายในห้องฝั่งซ้ายปิดไฟสนิท ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน แต่ยังคงมีอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานวางอยู่ โดยก่อนหน้านี้มีข่าวสะพัดว่าชายคนดังกล่าวจะแวะเวียนเข้ามานั่งทำงานในห้องสำนักงานชั้น 7 เป็นประจำ

กระทั่งสื่อมวลชนนำเสนอข่าวถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ชายแปลกหน้าดังกล่าว เดินทางเข้ามายังสำนักงานชั้น 7 น้อยลง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในสำนักงานของชายคนดังกล่าวซึ่งมีนายตำรวจยศ พล.ต.ต. รวมอยู่ด้วยที่เคยมานั่งเป็นประจำ ก็หายไปด้วยเช่นกัน แต่มีกระแสข่าวลือว่า แม้จะไม่ได้นั่งอยู่ที่ชั้น 7 แต่ชายคนดังกล่าวและพวก ยังคงมีความพยายามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งตำรวจ โดยใช้บ้านพักหลังหนึ่งย่านลาดพร้าวเป็นสำนักงานชั่วคราวในการทำบัญชีแต่งตั้งตำรวจ
Read more ...

ผบ.ตร.ไม่ยอมชายชั้น 7 ล้วงโผโยกย้าย

22/3/55
โดยคมชัดลึก เมื่อ 21 มี.ค.2555

"เพรียวพันธ์" รับถูกแทรกแซงโผโยกย้ายรองผู้การ-สารวัตร ชี้ "ชายชั้น7" มีจริง แต่ไม่รับฟัง ไม่เอา ไม่ยอม ระบุพบยุ่งแต่งตั้งเอาผลประโยชน์ "อชิริวิทย์" เผยผลสอบ "ศรีวราห์" ศชต.ยืนยันสิทธิทวีคูณ เตรียมหารือ ก.ตร.
           
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) 

กล่าวถึงการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการ(รอง ผบก.) ถึงสารวัตร(สว.) วาระประจำปี  ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ว่า การแต่งตั้งไม่มีการเลื่อนหรือขยายเวลาออกไป ต้องเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ตามกรอบเวลา ซึ่งวันที่ 23 มีนาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ตนขออนุมัติเปิดตำแหน่งใหม่ในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) เพื่อรองรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินภูเก็ต
           
"เรื่องนี้เร่งรีบเพราะต้องเอาคนมาทำงาน เนื่องจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นวันหนึ่งเป็นแสนคน ทุกวันนี้ใช้กำลังจากหน่วยงานข้างเคียงมาช่วยไปพลางๆ ใช้การจัดแถวรูปงู (snake line)ก็แก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง ได้รายงานให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีทราบแล้วว่าขณะนี้การแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ไม่พอกับปริมาณนักท่องเที่ยวดำเนินไปด้วยดี

แต่ก่อนสิ้นเดือนนี้ แถวเจ้าหน้าที่ต้องเต็ม ทั้งนี้ตำแหน่งในสตม. จะขออนุมัติก.ตร.บางส่วนเป็นตำแหน่งเดิม ของกลุ่มตำรวจชั้นประทวน ที่สอบเป็นชั้นสัญญาบัตรได้ 98 คน แต่ต้องขอ ก.ตร.ทันทีที่อนุมัติ ตนจะแต่งตั้งคนเหล่านี้ที่เคยอยู่ มีทักษะภาษาอังกฤษไปดำรงตำแหน่งที่ สตม.ได้เลย ส่วนตำแหน่งเปิดใหม่ ตามการขยายโครงสร้างสตม.ซึ่งมีระดับรองสารวัตรด้วย ตนก็จะแต่งตั้งเลย" ผบ.ตร. กล่าว
           
เมื่อถามว่าการแต่งตั้งครั้งนี้มีกระแสข่าวว่ามีอำนาจจากภายนอกเข้ามาแทรกแซง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวว่า การแต่งตั้งทุกครั้งมีอำนาจเข้ามาแทรกอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นความจริง และยอมรับว่ามีอำนาจมาแทรก
           
“ตำรวจมันไม่เหมือนหน่วยงานอื่น มันวิ่งกันอุตลุด นี่ตั้งกี่เดือนแล้วยังไม่จบเลย แต่ผมบอกว่าครั้งนี้ผมไม่ยอม ต้องจบ เดือนมีนาคมต้องเสร็จ ที่ล่าช้าเรื่องวิ่งก็มีส่วน” ผบ.ตร. กล่าว เมื่อถามถึงแล้วกรณีที่มีชายชั้น 7 เข้ามาเกี่ยวข้อง ผบ.ตร.กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พูดกัน แต่ยืนยันว่าตนไม่ยอม
           
“จะมาทำให้ระบบมันเสีย เอาผลประโยชน์มาพัวพัน ถ้าอย่างนี้ถ้ารู้แล้วต้องดำเนินคดีอาญากับคนเหล่านี้ มาทุจริต มาเรียกร้องเงินตำรวจ ต้องดำเนินคดีอาญาเลย ไม่ต้องเอาไว้ เพราะฉะนั้นผมบอกว่างานตำรวจถ้าเรายอมให้มีระบบซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้น เด็กก็ไม่ทำงาน มันไม่ต้องทำงานหรอก แค่ไปวิ่งเสียเงินก็ดำรงตำแหน่งได้ ผมไม่ยอมหรอก" ผบ.ตร. กล่าวและว่า ได้ยินเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ในการแต่งตั้งเป็นเรื่องมานานเล้ว ไม่ใช่ในสมัยตน ก็มีแล้ว มีมาเนิ่นนานแล้ว อย่าไปพูดเลย ตนเองจะทำให้ดีที่สุด
           
“ตัวผม ผมไม่ทำแล้วกัน พยายามจะป้องกันด้วยว่าคนไหนทำ ผมไม่ยอม ถ้าชั้น 7 ชั้นอะไรมาผมไม่ได้คุยด้วยกับเขาอยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกน้องเข้าใจผมดี

คนชั้น 7 

ไม่อยู่แล้ว ผมไม่เจอ ผมไม่เคยขึ้นไปชั้น 7 ผมไม่เคยเจอเขา” ผบ.ตร.กล่าว
           
เมื่อถามว่า คนชั้น 7 ขึ้นไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ผบ.ตร. กล่าวว่า คงขึ้นมาหาใคร คงแวะมาหาใครที่รู้จัก คนข้างในก็คุยด้วยบ้าง ไม่คุยด้วยบ้าง เขาก็ไป ไม่มีหรอก เข้ามาเกี่ยวอะไร ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง
           
“ผมต้องเรียนว่า คนคนนี้ทำความหนักใจให้กับผม คือมีคนพูดเยอะ อย่างโน้นอย่างนี้ ผมบอกเลย ไม่ต้องห่วง ผมยืนยันได้ ผมเองไม่เอาคนคนนี้ ก็ไม่มีอะไร ไม่มีสายการเมืองส่งมาแลกเปลี่ยนอะไร เป็นที่ปรึกษาก็ไม่มี ใครก็อ้างได้ เป็นที่ปรึกษาผม ที่เป็นที่ปรึกษาเป็นหลักเป็นฐาน มี

พล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ 


พล.ต.ต.มณสัณฑ์ สุขกนิษฐ์ 


พล.ต.ต.จำนงค์ แก้วศิริ 

มีแค่นี้ ยืนยันว่าคนๆนี้ไม่เกี่ยวอะไร ที่ว่ามาก้าวก่ายการแต่งตั้งไม่มี ไม่มีใครเอา เด็กๆก็รู้ ไม่มีใครเอาหรอก ถ้ามีหลักฐานก็ดำเนินคดีไป ว่าไป” ผบ.ตร. กล่าว
           
เมื่อถามว่ามีกระแสข่าววิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ผกก. เป็นเงิน 3 ล้าน คนวิ่งได้ 5 แสน ผบ.ตร.กล่าวว่า มีที่ไหนหรือ พวกตำรวจก็แบบนี้ น่าปวดหัว ส่วนกรณียกเว้นหลักเกณฑ์ 2 ปี ตอนนี้กำลังดูอยู่ว่าจะตั้งใคร เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณา ทุกอย่างต้องเป็นธรรมตรงไปตรงมา ไม่ต้องห่วง
           
ผบ.ตร.ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบการนับอายุราชการทวีคูณ

พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง 

เพื่อใช้สิทธิ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) ว่าเรื่องนี้เพิ่งคุยกับ


พล.ต.ท.ไพทูรย์ ชูชัยยะ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้(ผบช.ศชต.)

เมื่อวานนี้ ซึ่ง ผบช.ศชต.ยืนยันว่า มีการประชุมเรื่องนี้กันแล้ว และยืนยันตามเดิมเรื่องการให้สิทธินับอายุราชการทวีคูณ
           
“ผมก็บอกไป คราวนี้ข้อมูลเพิ่มขึ้น มีข้อมูลใหม่ก็ควรเอามาพิจารณา แต่หากยืนยันอย่างนี้ก็ไม่เป็นไร ผมจะเอาเรื่องนี้ไปคุยใน ก.ตร.ว่า ก.ตร.จะเอาหรือเปล่า ตัดสินเลยหรือเปล่า เพราะเรื่องนี้ควรต้องสรุปแล้ว ยืดเยื้อนานมากแล้วคนที่ควรได้รับการแต่งตั้งโดยไม่ได้ใช้เล่ห์ กลอุบายอะไรก็ไม่ได้รับการแต่งตั้งสักที ไอ้คนที่ใช้เล่ห์กลอุบายก็เป็นอย่างนี้ ซึ่งผมไม่ได้ว่าใครนะ ก.ตร.ครั้งนี้แม้ไม่ได้บรรจุวาระ แต่ผมจะเอาเข้าไปคุย เรื่องนี้ทาง ศชต.บอกว่าสรุปมานานแล้ว แต่นั่นเป็นข้อมูลเก่า แต่หากมีข้อมูลใหม่เพิ่มมากขึ้น ควรเอามาพิจารณาด้วย ถึงจะเป็นธรรม ขณะนี้ รรท.ผบช.ภ.1 ก็ยังเป็นคนเดิม ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่งตั้งไม่ได้สักที มันตลก” ผบ.ตร. กล่าว
           
ขณะที่มีรายงานในวันที่ 23 มีนาคม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ครั้งที่ 4/2555 ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 ตร. โดยมีวาระสำคัญ คือ เรื่องที่เสนอเพื่อทราบผลการตอบข้อหาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับระเบียบ ตร.ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 ส่วนเรื่องที่เสนอเพื่อพิจารณาการกำหนดตำแหน่ง รอง ผบก.เพิ่มให้กับ สง.ก.ต.ช.และ บช.ศ. การปรับโครงสร้างและกำหนดตำแหน่งให้กับ สง.นรป. , จต. , กมค. , ทพ.สกพ. , อต. , พท.สกพ. , สง.ก.ตร. , บช.ปส.(ศูนยสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด) รวมถึงผลการหารือของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อประกอบการายงานการดำเนินการทางวินัย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร.
           
ด้าน

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 

กล่าวถึงกระแสข่าวการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก. - สว. ว่าเรื่องนี้อยากจะชี้แจงว่า เมื่อคำสั่งการแต่งตั้งโยกย้ายยังไม่ออกอย่างเป็นทางการ จึงทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ และกล่าวหากันไปต่างๆ นานาน ทั้งเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง เรื่องตั๋วจากนักการเมือง ซึ่งเรื่องนี้ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ แต่หากคำสั่งแต่งตั้งออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมกับมีการร้องทุกข์เข้ามา ตรงนี้จะถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องมีการพิสูจน์ต่อไป ส่วนกรณีการวิ่งเต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ได้ดำรงตำแหน่งที่ดีนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติในทุกองค์กร ที่จะมีการวิ่งเต้นหรือแทรกแซง อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งต้องยึดคุณธรรม และระบบอาวุโสเป็นหลัก
           
“ผมคิดว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้การฯ ถึงสารวัตรในครั้งนี้ น่าจะเสร็จทันภายในวันที่ 31 มีนาคม นี้ แต่การจะชะลอการแต่งตั้งออกไปก่อนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การปรับโครงสร้างต่างๆ รวมถึงเรื่องน้ำท่วมก็อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้” พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าว
           
เมื่อถามถึงกระแสข่าวชายแปลกหน้า ชั้น 7 พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนได้ยิน แต่ทราบว่า ผบ.ตร.ไม่ยอม ไม่ได้รับฟัง แต่ก็เป็นธรรมดาในช่วงการแต่งตั้งที่หลายคนพยายามสร้างราคาให้ตัวเอง
           
ขณะที่มีรายงานว่า บรรยากาศบนอาคาร 1 ชั้น 7 ฝั่งซ้าย ซึ่งเคยเป็นสำนักงาน ผบ.ตร.และเป็นห้องทำงานส่วนตัวของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีต ผบ.ตร. ได้กลายเป็นห้องทำงาน

ชายแปลกหน้า

ที่ตกเป็นข่าวว่า อาจเข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งตำรวจในขณะนี้ โดยภายในห้องฝั่งซ้ายปิดไฟสนิท ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน แต่ยังคงมีอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานวางอยู่ โดยก่อนหน้านี้ชายคนดังกล่าวจะแวะเวียนเข้ามานั่งทำงานในห้องสำนักงานชั้น 7 เป็นประจำ กระทั่งสื่อมวลชนนำเสนอข่าวถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ชายแปลกหน้าดังกล่าว เดินทางเข้ามายังสำนักงานชั้น 7 น้อยลง

ขณะที่เจ้าหน้าที่ในสำนักงานของชายคนดังกล่าว ซึ่งมี

นายตำรวจยศ พล.ต.ต.

รวมอยู่ด้วยที่เคยมานั่งเป็นประจำก็หายไปด้วยเช่นกัน แต่มีกระแสข่าวว่า แม้จะไม่ได้นั่งอยู่ที่ชั้น 7 แต่ชายคนดังกล่าวและพวก ยังคงมีความพยายามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งตำรวจ โดยใช้บ้านพักย่านลาดพร้าวเป็นสำนักงานชั่วคราวในการทำบัญชีแต่งตั้งตำรวจ
Read more ...

แฉเสี่ยเหวียง หน้าเสื่อเซ็งลี้ตำแหน่ง

10/2/53
โดย ไทยรัฐ

5 กุมภาพันธ์ 2553, 03:22 น.

นายกฯดันวสิษฐสอบ ยันมีข้อมูลดำเนินคดีนายกฯตั้ง "วสิษฐ เดชกุญชร" นั่งประธานสอบซื้อขายตำแหน่งโยกย้ายสีกากี ยันมีข้อมูลเพียงพอดำเนินคดีตามกฎหมาย "ปทีป" แนะหากใครไม่ได้รับความเป็นธรรมทำหนังสือร้องเรียนได้ ติงอย่าท้อแท้ เพราะแต่ละครั้งย่อมมีผู้สมหวัง ผิดหวัง 

ขณะที่ ผบช.ภ.2 หลบไม่เข้าสำนักงาน นายเวรเผยกำลังรวบรวมข้อมูลชี้แจงแล้ว ด้านตำรวจกองบัญชาการภูธรแห่งหนึ่งส่งเอกสารถึง กมธ. แฉพฤติกรรมหัวหน้าหน่วย ดึง

"เสี่ยเหวียง" 

เป็นหน้าเสื่อเปิดเซฟเฮาส์เจรจาเซ็งลี้เก้าอี้ ผกก. ทำเลทองตัวเลขสูง 11 ล้านบาท ส่วน "เฉลิม" ยิงกระทู้ถามสดกลางสภา ปูดนักการเมืองโทรศัพท์ขอ ผบช.ภ.8 บีบแต่งตั้งคนตัวเอง

กลายเป็นประเด็นอื้อฉาวเกิดการร้องเรียนกันหนาหูเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.-สารวัตร เที่ยวที่ผ่านมาว่า บางกองบัญชาการมีข่าวซื้อขายเก้าอี้โยกย้าย ถึงขั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรียังต้องออกมายอมรับมีการร้องผ่าน พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง โดยพื้นที่มีปัญหาได้รับการร้องเรียนมากที่สุดคือ บช.ภ. 2 จึงเตรียมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง

ที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 4 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อร้องเรียนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในการจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจนั้น ขณะนี้ได้ตัวประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว คือ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีต รอง อ.ตร. ซึ่ง พล.ต.อ.วสิษฐกำลังเสนอรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นกรรมการเข้ามา คาดว่าจะได้ภายในเร็ววันนี้

ต่อมาช่วงบ่าย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ ถามสดถามนายกรัฐมนตรี เรื่องการบังคับใช้กฎหมายกฎระเบียบในการบริหารราชการแผ่นดินว่า กรณีการปาอุจจาระเข้าบ้านพักนายกฯ ต้องไปดูที่ต้นเหตุว่ามีเหตุอะไรที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนั้น เพราะปัจจุบันมีการบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานกับคนเสื้อแดง และความอยุติธรรมขั้นอุกฤต นอกจากนี้อยากบอกนายกฯด้วยว่า ที่ถามหาหลักฐานการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น กรุณาอย่าไปหา เพราะทุกฝ่ายล้วนฝากฝังทั้งนั้น แต่ไม่เคยรุนแรงเหมือนสมัยนี้ มีนักการเมืองโทรศัพท์ไปขอให้ ผบช.ภ.8 แต่งตั้งคนของตัวเอง โดยเฉพาะคนใกล้ตัวของนายกฯ มีนามบัตรไปฝากตั้งตำรวจอย่างชัดเจน เรื่องนี้ ได้เจอกันในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน อยากรู้ว่ากล้าจับไปสาบานหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงก็ต่อเมื่อมีรายงานข่าวว่าอาจจะมีการใช้อาวุธ ไม่เกี่ยวกับผู้ชุมนุมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ส่วนกรณีการโยกย้ายตำรวจนั้นเรื่องการฝากกับการซื้อไม่เหมือนกัน ไม่มีใครใช้สิทธิเหนือคนอื่นได้ บัดนี้มีข้อมูลที่ได้รับและเห็นว่าเพียงพอที่จะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่ง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีต รอง อ.ตร. รับมาเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งแล้ว

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กล่าวถึงกระแสจะมีการสั่งรื้อบัญชีโยกย้ายตำรวจใหม่ว่า ไม่ทราบยังไม่เห็น และไม่ได้เจอคำร้องเรียนมาที่ตน ทราบแค่ว่า มีคำร้องเรียนส่งไปถึงนายกฯ ต้องรอว่า นายกฯจะสั่งการเอง หรือจะมอบให้ตนไปดำเนินการ ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯระบุชัดเจนรับร้องเรียนการซื้อขายตำแหน่งใน บช.ภ.2 มากที่สุดจะดำเนินการอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า "ที่ไหนก็ได้ ถ้ามันมีเรื่อง ใช้ไม่ได้ ถ้าจะโยกย้ายแต่งตั้งเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งแล้วต้องมาเสียเงิน มันหมดท่าหมดศักดิ์ศรีแสดงว่าระบบมันแย่แล้ว ถ้ามีจริงขอให้มีหลักฐานมาเราก็จะดำเนินการ"

เมื่อถามว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่หรือจะใช้คณะกรรมการชุดเดิมมาดำเนินการ นายสุเทพตอบว่า ต้องปรึกษา ก.ตร.ดู การดำเนินการเรื่องนี้มีวิธีการดำเนินการอยู่ รักษาราชการแทน ผบ.ตร.สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง หรือในระดับสูงขึ้นไปก็ให้เป็นเรื่องที่ ก.ตร. มีมติไป เมื่อถามว่าการสอบสวนการร้องเรียนซื้อขายตำแหน่งที่คณะกรรมการชุดนายปรีชา วัชราภัย อดีต เลขาธิการ ก.พ. เป็นประธาน มีผลสรุปออกมาหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ผลสอบคราวที่แล้วมีปัญหานิดหน่อย เพราะนายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานคณะกรรมการสอบสวนลาออกไปก่อนหน้านั้น ตนจึงต้องตั้งกรรมการชุดใหม่ให้เลขาธิการ ก.พ. เป็นประธาน เมื่อถามว่าจะมีการประชุม ก.ตร.อีกเมื่อใด รองนายกรัฐมนตรีตอบว่า วันที่ 12 ก.พ. นี้

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้ง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีต รอง อ.ตร. เข้าไปเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากใครไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมา สามารถทำหนังสือร้องเรียนเข้ามาได้ ตนพร้อมจะรับฟังและสอบสวนข้อเท็จจริง ทว่าต้องยอมรับกันด้วยว่า การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจแต่ละครั้ง ย่อมมีทั้งผู้สมหวังและผิดหวังเป็นเรื่องปกติ อย่าไปท้อแท้ ขอให้ตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่กันต่อไป

ส่วน พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 ที่ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายในพื้นที่ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังสำนักงาน ผบช.ภ.2 เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้น ปรากฏว่า พล.ต.ท. เกรียงศักดิ์ไม่เข้าสำนักงาน เมื่อผู้สื่อข่าวโทร.ติดต่อทางโทรศัพท์มือถือ มีนายเวรเป็นผู้รับสายแทนพร้อมแจงว่า พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเตรียมแถลงเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนในวันที่ 5 ก.พ.นี้ แต่ยังไม่ระบุเวลาและสถานที่

มีรายงานว่า บรรดาข้าราชการตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคแห่งหนึ่ง ได้ทำหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมผู้นำหน่วยถึงประธานกรรมาธิการตำรวจแฉทุจริตการแต่งตั้งโยกย้าย รอง ผบก.-สว.ที่ไม่โปร่งใส ด้วยการเรียกรับเงินเซ็งลี้เก้าอี้มูลค่าหลายล้านบาท ผ่านหน้าเสื่อที่เป็นเสี่ยใหญ่ ชื่อเล่น "เหวียง" คอยต่อรองราคาเก้าอี้ที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง สนนราคา 

- ผกก.ทำเลทอง ราคา 11 ล้านบาท
- สว.ขึ้น รอง ผกก. ราคา 2 ล้านบาท 
- รอง ผกก.ขึ้น ผกก.ราคา 4 ล้านบาท 
- พนักงานสอบสวน (สบ3) โยกเป็น รอง ผกก.สส. ราคา 8 แสน-1 ล้านบาท 

หลังตกลงผลประโยชน์เรียบร้อยแล้ว ลูกสาวนายเหวียงจะทำหน้าที่ลงบัญชีรายชื่อในคอมพิวเตอร์
Read more ...

ข่าวแต่งตั้งตำรวจ (13 ส.ค.2552 - 7 พ.ย.2552)

16/11/52
ตั้ง"สมศักดิ์ บุญทอง"สอบซื้อเก้าอี้

13 ส.ค.2552 โดย โพสต์ทูเดย์ เวลา 16:02:25 น.

มติ ก.ตร.ตั้งอนุกรรมการสอบซื้อตำแหน่ง เลื่อนประกาศใช้โครงสร้างใหม่ มีผล 7 ก.ย.

การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง มีมติให้ประสานสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเลื่อนวันประกาศใช้โครงสร้างใหม่ สตช. จากวันที่ 15 สิงหาคม เป็นวันที่ 6 กันยายน และให้มีผลในวันที่ 7 กันยายนนี้ เนื่องจากการแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการถึงรองสารวัตร ยังไม่แล้วเสร็จ

ที่ประชุมยังมีมติให้ตั้งคณะอนุ ก.ตร. คณะพิเศษ 7 คน ประกอบด้วย ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และ ก.ตร. โดยตำแหน่ง มีนายสมศักดิ์ บุญทอง ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานตรวจสอบข้อกล่าวหาจากฝ่ายการเมือง ที่ระบุมีการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ให้รายงานผลต่อที่ประชุม ก.ตร. ภายใน 15 วัน

---------------------------

 “สมศักดิ์เผยข้อมูลศิริโชคชี้คนใกล้ชิดผบ.ตร.มีซื้อขายตำแหน่ง ผบช.น.รับมีตั๋วนักการเมืองฝากแต่งตั้ง

วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2009 เวลา 11:30:55,

นายสมศักดิ์  บุญทอง ประธานอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่ง คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กล่าวว่า หลังจากได้ตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่งตามที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ให้ข้อมูลพบว่ามีคนใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์ซื้อขายตำแหน่ง เตรียมเรียก พล.ต.อ.พัชรวาทมาให้ข้อมูลวันนี้ รวมทั้งเรียก พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น และ พล.ต.ท.ฉลอง สมใจ ผบช.1 และพล.ต.ท.ถวิล สุรเชษฐ์พงษ์  ผบช.7 ให้ข้อมูล ทั้งนี้ได้แต่งตั้ง พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ เป็นโฆษกอนุก.ตร.ให้ข้อมูลสื่อมวลชน 

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ตำรวจที่มีข้อมูล การซื้อขายตำแหน่งและไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายให้ข้อมูล อนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่ง ก.ตร. โดยตรงหรือผ่านเลขาฯก.ตร. พร้อมทั้งยืนยันว่าข้อมูลเป็นความลับ

พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น กล่าวว่า ยอมรับมีตั๋วนักการเมืองฝากแต่งตั้งตำรวจภายในนครบาลจริง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ว่า นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ คนสนิทนายกรัฐมนตรี ผู้เปิดเผยข้อมูลการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ได้นำเอกสารหลักฐานจำนวน 60 หน้า เข้าให้ข้อมูลกับอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีซื้อขายตำแหน่งตำรวจ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีนายสมศักดิ์ บุญทอง เป็นประธาน อย่างไรก็ตาม นายศิริโชคปฏิเสธให้ข้อมูลด้วยวาจา เพราะเห็นว่าเอกสารที่นำมาเพียงพอ ที่อนุกรรมการจะนำไปสอบต่อเพราะมีรายชื่อตำรวจที่ให้ข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นายศิริโชคยังย้ำถึงนายพลที่ถูกกล่าวหาว่ามีการตั้งโต๊ะขายตำแหน่งว่าเป็นคนใกล้ชิดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
------------------------------------------

สมศักดิ์ ขอ สุเทพ ต่ออีก 15 วันสอบคนพัวพันซื้อเก้าอี้ตั้งตำรวจ
26 สิงหาคม  2009

อนุ ก.ตร.สอบข้อเท็จจริงซื้อขายตำแหน่ง เรียก สมคิด-สุรสีห์-ธานี-พีระ ซักข้อมูลตั้งนายตำรวจ เสนอ สุเทพ ขอขยายเวลาสอบอีก 15 วัน เพราะยังสอบคนถูกพาดพิงยังไม่ครบ หากพบมีมูลใครผิดชัดต้องตั้งกรรมการสอบวินัย ชี้ไม่กระทบโครงสร้างใหม่ ตร. เอาผิดย้อนหลังได้ ด้าน ผบช.ภ.9 ยันในพื้นที่ไม่มีเรียกรับประโยชน์ ขณะที่ พีระ ปัดไม่รู้เรื่องมีการวิ่งเต้นขอย้ายออกนอกพื้นที่

 วันนี้ (26 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานคณะอนุ ก.ตร. คณะพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีซื้อขายตำแหน่ง พร้อมคณะได้ประชุมคณะอนุกรรมการฯ โดยวันนี้ได้เรียก พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 พล.ต.ท.สุรสีห์ สุนทรสารทูร ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.ธานี ทวิชศรี ผบช.ภ.9 และ พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชฎฐ์ ผบช.ศชต. เข้าสอบถามในรายละเอียดต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานในการพิจารณาแต่งตั้งบุคลากร

 ด้าน นายสมศักดิ์กล่าวก่อนเข้าประชุมว่าคณะ อนุ ก.ตร.เตรียมทำหนังสือเสนอนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. เพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ไปอีก 15 วัน เนื่องจากการสอบสวนที่ผ่านมา มีบุคคลที่ถูกพาดพิงจำนวนมาก จึงต้องมีการเรียกมาสอบเพิ่ม ซึ่งหากการสอบสวนเสร็จสิ้นก็จะรายงานผลให้นายสุเทพทราบ หากพบว่ามีมูลเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ก็จะเสนอให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และหากพบว่ามีบุคคลใดมีความผิดชัดเจนก็ตั้งกรรมการสอบวินัยต่อไป

 ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการขยายระยะเวลาการสอบสวน จะส่งผลกระทบต่อการแต่งตั้งโยกย้ายตามโครงสร้างใหม่หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะหากพบว่ามีความผิด หรือมีการซื้อขายตำแหน่งจริงก็สามารถดำเนินการย้อนหลังได้ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบว่าที่มีการกล่าวหาว่ามีการซื้อขายตำแหน่ง เรื่องดังกล่าวมีมูลหรือไม่

 ทางด้าน พล.ต.ท.ธานี กล่าวว่า ในส่วนของตนรับผิดชอบ 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ตรัง และพัทลุง โดยมีพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ พื้นที่ 4 อำเภอใน จ.สงขลา ซึ่งตำรวจส่วนใหญ่ก็เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจตามโครงสร้างใหม่ ตร.ก็ไม่ส่งผลกระทบในการทำงาน แต่กลับเป็นผลดี เพราะโครงสร้างใหม่มมีการปรับฝ่ายอำนวยการให้มีความเข้มแข็งขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีปัญหาขาดแคลนพนักงานสอบสวน แต่ชั้นประทวนเพียงพอดีอยู่แล้ว

 ส่วนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งยืนยันว่าไม่มี เพราะการแต่งตั้งครั้งที่ผ่านมาในปี 2551 ทำในรูปคณะกรรมการ ส่วนใหญ่จะมีการทำเรื่องขอออกนอกพื้นที่มากกว่า ซึ่งก็จะพิจารณาหากเป็นตำรวจสัญญาบัตรที่ทำงานเกิน 4 ปี ส่วนชั้นประทวนต้องทำงานเกิน 6 ปี จึงจะอนุญาต โดยไม่มีการเสนอผลประโยชน์แต่อย่างใด ผบช.ภ.9 กล่าว

 ด้าน พล.ต.ท.พีระ กล่าวภายหลังใก้ปากคำว่า ทางคณะอนุ ก.ตร.ได้สอบถามเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายสมัยปี 2551 ตอนนั้นตนเป็นรอง ผบช.ภ.9 และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่จัดทำบัญชีของ บช.ภ.9 ก็พิจารณาไปตามระเบียบและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ทราบเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง เพราะทำตามระเบียบที่กำหนดไว้ วิ่งเต้นเพื่อออกนอกพื้นทีหรือไม่ เราก็พิจารณาตามคำร้อง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นการวิ่งเต้นหรือเปล่า เป็นการยื่นความต้องการของตำรวจซึ่งที่ผ่านมามีทั้งขอออกจากพื้นที่ และขอย้ายเข้ามา แต่ส่วนใหญ่เป็นการยื่นคำร้องขอย้ายออกนอกพื้นที่มากกว่า เพราะในขณะนั้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังรวมอยู่ใน บช.ภ.9

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเสนอผลประโยชน์เพื่อขอออกนอกพื้นที่หรือไม่ พล.ต.ท.พีระ กล่าววว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบข้อมูล ส่วนเรื่องภาพรวมของ ศชต.ซึ่งเป็นกองบัญชาการใหม่ มีปัญหายังขาดแคลนบุคลากร ซึ่งหลังจากนี้จะมีการรับสมัครใหม่ก็ค่อยๆ สร้าง ทำให้มีความเข้มแข็ง เพราะเรามียุทธศาสตร์แผนงานเป็นการเฉพาะ ตำรวจในพื้นที่นี้จะเป็นตำรวจที่เหมือน บช.ภ.1-9 ซึ่งดูแลเรื่องคดีอาชญากรรมตามปกติไม่ได้ เพราะในพื้นที่เป็นอาชญากรรมเรื่องความมั่นคง ต้องใช้คนที่มีคุณภาพสูงกว่าปกติ ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายก็ทำเหมือนปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ส่วนการแต่งตั้งวาระยังไม่ได้ทำ ไม่ได้เริ่ม เพราะ ศชต.เพิ่งปรับโครงสร้างไปเมื่อเดือน ก.พ. จึงไม่มีผลกระทบกับการปรับโครงสร้างใหม่ ตร.

-------------------------------------

นพดลลั่นถ้าพบข้อมูลซื้อเก้าอี้ ตร. ส่งเชือดวินัย-อาญาทันที
2 ก.ย.2552

อนุ ก.ตร. เรียก ผบช.ภ.8 ชี้แจงข้อมูลแต่งตั้งนายตำรวจ ขณะที่ นพดลเผย การแต่งตั้งโยกย้ายปี 51 พบร้องเรียนมาก คาดศุกร์ที่ 4 ก.ย. จะสรุปและมีข้อมูลเพียงพอน่าพอใจ อึกอักเจอปมซื้อขายเก้าอี้ อ้างยังไม่มีใครกล้ายัน ระบุหากตรวจพบใครทำผิดพร้อมส่งให้นายทางโทษวินัย-อาญา

 วันนี้ (2 ก.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเวลา 10.00 น. นายสมศักดิ์ บุญทอง คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ( ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการ ก.ตร. ชุดพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่ง เป็นประธานการประชุมร่วมกับ คณะอนุฯ ก.ตร. โดยวันนี้ได้เรียก พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.ภ. 8 เข้าให้ข้อมูลและชี้แจงการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

 พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ในฐานะโฆษก คณะอนุ ก.ตร. ชุดพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่ง กล่าวก่อนประชุมว่า วันนี้ได้เรียกพล.ต.ท.สัณฐาน เข้าชี้แจง รวมทั้งมีบุคคลที่ พ.ต.ท.วีระยศ ชื่นกลิ่นธูปศิริ รองผกก.ป.สภ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ให้การพาดพิง แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าบุคคลดังกล่าวจะกล้าเข้ามาให้ปากคำหรือไม่ แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เนื่องจากบัญชีปี 52 พบว่าไม่มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจปี 51 พบว่า มีการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งจะมีการประชุมในวันนี้ และวันศุกร์ที่ 4 ก.ย.จะสรุปผล จากข้อมูลที่ผ่านมาคาดว่าจะได้ข้อมูลที่เพียงพอและน่าพอใจ

 เมื่อถามว่า การโยกย้ายปี 52 ไม่พบการซื้อขายตำแหน่งใช่หรือไม่ พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่มี แต่ขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้ง และยังไม่มีใครออกมายืนยัน ตนก็เคยโทรศัพท์พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคน แต่ไม่มีใครกล้าออกมายืนยัน ส่วนกรณีที่นายศิริโชค โสภา สส.พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่ามีพยานยืนยันเรื่องซื้อขายตำแหน่งประมาณ 4-5 คน นั้น ก็ยังไม่ได้พูดคุย เพราะยังไม่มีการติดต่อมา และยังไม่ได้รับเอกสารการร้องเรียน มีเพียงคำบอกเล่าของนายศิริโชค

 ส่วนกรณีการแต่งตั้งนายตำรวจระดับรองผบก.ลงไป ซึ่งที่ผ่านการเห็นชอบยกเว้นคุณสมบัติตามโครงสร้างใหม่ ตร. จากที่ประชุม ก.ตร. มีจำนวน 688 นาย พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า เป็นการยกเว้นคุณสมบัติบางประการ ไม่มีปัญหาอะไร เพราะตำแหน่งที่ได้รับการยกเว้นเป็นการขาดคุณสมบัติในเรื่องของวุฒิการศึกษา การฝึกอบรม ซึ่งนายตำรวจที่ได้รับการยกเว้นส่วนใหญ่ทำงานในหน้าที่นั้นอยู่แล้ว นอกจากนี้เป็นการเกลี่ยจากสำนักงานลงมา เพื่อมาลงตำแหน่งในระนาบเดียวกัน สำหรับผลการประชุมทั้งหมดนั้นจะสามารถสรุปผลได้ในวันศุกร์นี้ โดยยืนยันว่า หากบุคคลใดมีความผิดจริงจะส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย และอาญา

-----------------------------

ยันเอาผิด 9 นายพลตำรวจ ซื้อขายตำแหน่ง
7 กันยายน 2552 เวลา 15:56 น.

อนุ ก.ตร. มีมติเสนอนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้เอาผิด 9 นายพลตำรวจ กรณีทุจริตซื้อขายตำแหน่งระดับรองผู้บังคับการ เมื่อปี 2551       
         
พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะโฆษกอนุ ก.ตร. คณะพิเศษ ตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติของนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยผลการประชุมในวันนี้ว่า ที่ประชุมมีมติให้เสนอเรื่องต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ ก.ตร. ดำเนินการเอาผิดกับ 9 นายพลตำรวจ ที่แทรกแซงอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บังคับการ หรือสารวัตร จำนวน 2,912 ตำแหน่ง เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นอำนาจแต่งตั้งของผู้บัญชาการต่าง ๆ แต่กลับมีคำสั่งตรงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการแต่งตั้งโยกย้ายแทน ซึ่งการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมครั้งนั้น ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับข้าราชการตำรวจ และขัดต่อกฎระเบียบของ ก.ตร. นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการแต่งตั้งดังกล่าว ส่อทุจริต และมีการแสวงหาผลประโยชน์
           
พล.ต.อ.นพดล ยืนยันไม่มีใบสั่งให้ อนุ ก.ตร. สรุปผลการสอบสวนออกมาในแนวทางนี้ หากใครเชื่อว่ามีใบสั่ง เท่ากับว่าไม่เชื่อในเกียรติของตนที่เป็น ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างไรก็ตามไม่ขอเปิดเผยว่า นายพลตำรวจทั้ง 9 คน เป็นใครบ้าง
          
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุม อนุ ก.ตร. เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา พล.ต.อ.นพดลเคยระบุชัดเจนว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหนึ่งใน 9 นายพล ที่ต้องถูกเอาผิด.
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:"ข่าวเข้ม ฉับไว เป็นกลาง"

 โพสเมื่อ [ วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2552 เวลา 15:56 น.] 

---------------------------

พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ โฆษกอนุกรรมการข้าราชการตำรวจ สอบพัชรวาท ซื้อขายตำแหน่ง

9 กันยายน 2552 เวลา 08.16 น.

แวดวงสีกากีกลับมาถูกจับตามองเป็นพิเศษ เมื่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ หวน มานั่งเก้าอี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)อีกครั้ง ในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก่อนที่ พัชรวาทจะลงจากตำแหน่ง ในวันที่ ๓๐ กันยายนนี้ วอลเปเปเปอร์ของนายกฯ อภิสิทธิ์ นามว่า ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา จากพรรคประชา ธิปัตย์ ก็ออกมาระบุว่า มีการซื้อขายตำแหน่งระดับนายพัน โดยเฉพาะในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๗

เมื่อความทราบถึงหู สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จึงเป็นที่มาให้ตั้งคณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจคณะพิเศษ เข้ามาสอบข้อกล่าวหาซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ซึ่งต้นตอเกิดจากการโยกย้ายระดับรองผู้บังคับการถึงสารวัตร เมื่อปี ๒๕๕๑ จำนวน ๒,๙๑๒ ตำแหน่ง โดยระบุว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ใช้อำนาจตามกฎหมายคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ปี ๒๕๔๙ อ้าง เพื่อประโยชน์ทางราชการ เช่น ย้ายผู้กำกับโรงพักเกรดเอไปซี และตั้งผู้กำกับใหม่ที่ไม่มีผลงานหรือความสามารถมาแทน

นอกจากนายตำรวจระดับสูงที่คุ้นหน้า ในอนุกรรมการข้าราชการตำรวจ คณะพิเศษ      ยังมีศิษย์เก่าโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย(น.ม.๑ ในสมัยนั้น) ชื่อ พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ กรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ มีตำแหน่งเป็น โฆษกอนุกรรมการฯดังกล่าว เข้ามาร่วมตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่งด้วย

ล่าสุดพล.ต.อ.นพดล ออกมาแถลงข่าวว่า ที่ประชุมอนุกรรมการฯ ได้เลื่อนสรุปผลการ สอบสวนการซื้อขายตำแหน่ง จากวันที่ ๔ กันยายน เป็นวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๒ หลังจากสอบปากคำพยาน ๘๐ ปากแต่ไม่ครบ ทั้งระดับ ผู้ช่วยผบ.ตร. และผบช. เกือบทุกกองบัญชาการ รวมทั้งผู้ที่ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม

ทั้งนี้ ไม่มีข้อมูลยืนยันว่ามีการซื้อขายตำแหน่ง แต่พบว่าการแต่งตั้งวาระประจำปี ๒๕๕๑ มีการแต่งตั้งโดยยกเว้นหลักเกณฑ์ ๒,๙๑๒ ตำแหน่ง ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่พบพิรุธใช้อำนาจการแต่งตั้งอย่างไม่เหมาะสม คณะ อนุกรรมการฯ ชุดนี้ จึงชงเรื่องส่งให้รองนายกฯ สุเทพ พิจารณา พร้อมกับเสนอแนวทางการดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิด โดยบุคคลที่มีอำนาจในการอนุมัติยกเว้นหลักเกณฑ์ คือ พล.ต.อ.พัชรวาท ใช้ช่องกฎหมายในการแต่งตั้งไม่เหมาะสม 

แต่ที่หลายฝ่ายห่วงว่า การสวบสวนในชั้นอนุกรรมการฯ จะเป็นมวยล้มต้มคนดูนั้น พล.ต.อ.นพดล ยืนยันว่า คณะกรรมการชุดนี้ เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือ แต่การสอบปากคำได้ประโยชน์จากระดับผบช. ที่ให้ถ้อยคำ และ คณะกรรมการได้พบข้อเท็จจริงในการแต่งตั้งครั้งที่แล้วว่า ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ…” 

การวิ่งเต้นซื้อตำแหน่งเป็นเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมานาน ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อถึงฤดูกาลโยกย้ายในวันที่ ๑ ตุลาคมของทุกปี จึงหวังว่าการพบข้อเท็จจริงครั้งนี้ จะนำ ไปสู่การแก้ไขกติกา การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจให้มีความมั่นคงในชีวิต และประชาชนได้รับการดูแลอย่างแท้จริง

พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๔ เป็นบุตรของพ.ต.อ.ถม สมบูรณ์ทรัพย์ ซึ่งชาวเมืองโคราชให้ความนับถือ แต่ถึงแก่กรรมก่อนเกษียณอายุสำเร็จการศึกษาจาก ราชสีมาวิทยาลัยโรงเรียนประจำจังหวัดนครราชสีมา แล้วเข้าศึกษาต่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยเป็นนรต. รุ่นที่ ๒๑ ระดับมือปราบน้ำดี เติบโตก้าวหน้าในอาชีพด้วยภาพของตำรวจมือสะอาด เป็นนายเวรของพล.ต.ท.แสวง หงษ์นคร ผู้บัญชาการตำรวจภาค ๓ ไม่สนใจต่ออามิสใดๆ ทั้งจากตำรวจที่หวังจะโตเร็ว หรือพ่อค้าที่ต้องการหลบเลี่ยงกฎหมาย เคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้กำกับการ สภ.พัทยา ขุมทองที่ปรารถนาของตำรวจส่วนใหญ่ แต่รับหน้าที่แค่ ๓ เดือน ก็ขอย้ายตัวเอง เพราะไม่ต้องการส่งส่วย

ดำรงตำแหน่งสำคัญ คือ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งต้องบริหารงานป้องกัน ปราบปราม และควบคุมอาชญากรรม ที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม ความ มั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, ผู้ช่วย ผบ.ตร.

ต่อมาได้มานั่งเก้าอี้รองผบ.ตร.เต็มตัว เมื่อครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ลงไปตรวจพื้นที่ประสบภัยพิบัติสึนามิ ซึ่งขณะนั้น เป็นผอ.ศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ จ.ภูเก็ต ได้รับการยอมรับจากการทำงานพิสูจน์เหยื่อผู้เสียชีวิตจากคลื่นยักษ์สึนามิ จึงได้ปูนบำเหน็จให้ดำรงตำแหน่งรองผบ.ตร. ก่อนจะเกษียณราชการเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๘

ล่าสุดเป็นที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทั่งได้รับเลือกตั้งเป็น ๑ ใน ๕ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ระดับผู้ทรงคุณวุฒิ ด้วยคะแนนเสียง ๙๕๐ คะแนนมาเป็นอันดับ ๓ จากตำรวจผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น ๒,๖๘๑ นาย

ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๘๖๑ วันอังคารที่ ๘-วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๒

---------------------------

ปธ.สอบซื้อเก้าอี้ตร.ทุบโต๊ะมีจ่ายตังค์ยุคพัชรวาท

ศุกร์, 11 กันยายน 2552

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 12.30 น. นายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานตรวจสอบข้อกล่าวหาจากฝ่ายการเมืองที่ระบุมีการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจ เปิดเผยว่า ได้ส่งผลสรุปการสอบสวนของคณะกรรมการฯ เกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐทนตรีฝ่ายความมั่นคง เรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อสรุปว่า มีการแทรกแซงแต่งตั้ง โยกย้ายนายตำรวจประจำปี 2551 จริง รวมทั้งมีการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็นผบ.ตร. ซึ่งมีตำรวจชั้นผู้น้อยร้องเรียนเข้ามากว่า 100 เรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นการแทรกแซง และการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตามหลังจากการยื่นผลสอบต่อนายสุเทพ แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของนายสุเทพ ที่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ขึ้นมา 1 ชุด ว่าใครมีความผิดบ้าง
ที่มา ผู้สื่อข่าว ISNHOTNEWS

---------------------------
อนุก.ตร.ชี้ผลซื้อขายตำแหน่งตร.หลักฐานแน่น
11 ก.ย.2552

อนุก.ตร. เชื่อผลสอบการซื้อ -ขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจมีหลักฐานชัดเจน สามารถชี้ตัวคนทำผิดได้

พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวถึงความคืบหน้าผลสอบคดีการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ของคณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจ (อนุก.ตร.) ว่า วันนี้( 11 ก.ย.) ได้เตรียมเสนอรายงานให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงพิจารณาแล้ว ซึ่งจากหลักฐานที่มีมั่นใจว่าจะนำตัวคนผิดมาลงโทษได้ จากผลการสอบพบว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจถูกผู้มีอำนาจเข้าแทรกแซง จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะเป็นการใช้อำนาจความใกล้ชิดเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการรับราชการตำรวจ

พล.ต.อ.นพดล กล่าวต่อว่า จากข้อมูลทั้งหมดที่อนุก.ตร.มีนั้นไม่อาจชี้ตัวผู้กระทำผิดได้ทันที เพราะตามหน้าที่แล้วทำได้เพียงรวบรวมข้อมูลหลักฐานเท่านั้น ไม่มีอำนาจไปชี้ให้ผู้ใดผิดได้  แต่สามารถนำเสนอพฤติกรรมของผู้ทำการทุจริตส่งต่อไปให้รองนายกฯด้านความมั่นคงพิจารณาเพื่อตรวจสอบถึงความถูกต้อง และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกหนึ่งชุดเพื่อให้อำนาจตัดสิน และนำคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวด้วยว่า  กรณีดังกล่าวแม้จะไม่สามารถแก้ให้หมดได้ทันที แต่เชื่อว่าหากเอาคนผิดมาลงโทษในครั้งนี้ได้ จะเป็นแรงผลักดันให้ตำรวจชั้นผู้น้อยมีกำลังใจทำงานต่อไปได้ จึงอยากเตือนให้ผู้ทำผิดตระหนักถึงคุณธรรม จริยธรรมให้มากขึ้น และควรทำตามกฏกติกาที่กฎหมายวางไว้ อย่าใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางที่ผิดอีกต่อไป

---------------------------
ติง ก.ตร.อย่าเกเรการแต่งตั้งต้องเกิด "นพดล"หวั่นนายพลตร.เสียสิทธิเครื่องราชย์

20 ก.ย.2552 เวลา 22:27:40 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ - อาชญากรรม

ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ระบุ "ธานี" สามารถทำแต่งตั้งโยกย้ายนายพลสีกากีได้ แม้เหลืออายุราชการเพียง 9 วัน ยันมติครม.ห้ามแต่งตั้งล่วงหน้าก่อนเกษียณ เป็นกรณีใช้อำนาจแต่งตั้งคนเดียว ด้าน"นพดล"ติง ก.ตร.อย่าเกเร หวั่นนายพลเสียสิทธิเครื่องราชย์      
      
วันนี้(20 ก.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) เดินทางมายังสำนักงาน โดยใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง ทั้งนี้คาดว่าเป็นการเข้ามาเพื่อทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผบ.ตร. ถึงผู้บัญชาการ (ผบช.)เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับการแต่งตั้ง หรือบอร์ดกลั่นกรอง ซึ่งมีรองผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติร่วมพิจารณา ในเวลา 08.30 น. วันที่ 21 กันยายน ก่อนนำเข้าพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)ในเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการประชุมก.ตร. พล.ต.อ.ธานี ไม่ตอบ เพียงหัวเราะเท่านั้น
      
มีรายงานว่า การทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจวาระประจำปีครั้งนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ถึงการเข้าทำบัญชีของ พล.ต.อ.ธานี ในฐานะรรท.ผบ.ตร. ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในอีก 9 วันข้างหน้า ขณะเดียวกันกระบวนการเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่สามารถแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งระดับรองผบ.ตร.ที่ต้องมีคนขึ้นไปเป็นผบ.ตร.ได้      
      
ด้านก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ คนหนึ่งกล่าวถึงกรณีนี้ว่า กฎหมายไม่ได้พูดเรื่องนี้ ไม่ได้ห้ามคนที่จะเกษียณทำการแต่งตั้ง อย่างไรก็ตามมองว่าหาก รรท.ผบ.ตร.เสนอบัญชีเข้ามาก็ต้องมีการพิจารณาในก.ตร.อีกครั้งอยู่ดี โดยก่อนหน้านั้นก็ผ่านการพิจารณาของบอร์ดกลั่นกรองแล้วไม่ใช่การพิจารณาของ รรท.ผบ.ตร.เพียงคนเดียว คงต้องดูว่าในก.ตร.จะมีก.ตร.ท่านไหนหยิบประเด็นนี้มาถกหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวมองว่าหากรายชื่อที่รรท.ผบ.ตร.เสนอมาไม่เหมาะ ก.ตร.ก็สามารถวิจารณ์ และไม่เห็นด้วยได้      
      
"สำหรับกรณีที่มีการนำมติคณะรัฐมนตรีปี 2543 เรื่องที่ห้ามแต่งตั้งล่วงหน้า สำหรับคนจะเกษียณ มาโยงกับกรณีนี้นั้น มองว่าไม่เกี่ยวกัน ตามมติครม.พูดถึงกรณีผู้นั้นใช้อำนาจตนเองเพียงผู้เดียวในการแต่งตั้งทิ้งทวน แต่กรณีนี้เป็นการพิจารณาในรูปคณะกรรมการ จึงมองว่าคนละเรื่อง อย่างไรก็ตาม การทำการแต่งตั้งครั้งนี้อยากให้มองด้านที่เป็นคุณว่า งานตำรวจต้องทำงานเพื่อดูแลประชาชน การแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการก็ต้องทำ เพื่อให้กลไกเดินไปได้ในภาวะเช่นนี้ เพื่อตำรวจจะได้ดูแลประชาชนได้เต็มที่ "ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ คนเดิมกล่าว      
      
ด้าน พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ กรรมการก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าการแต่งตั้งนายพลนั้นแตกต่างจากระดับรองผู้บังคับการลงมา เพราะในการแต่งตั้งนายพล ผบ.ตร.หรือ รรท.ผบ.ตร.เป็นเพียงผู้เสนอบัญชีให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณา ก่อนให้ก.ตร.พิจารณาอีกครั้ง ต่างจากระดับรองผบก.ลงมาที่ผบ.ตร.มีอำนาจเต็มที่ เลือกเองแล้วส่งให้กองบัญชาการทำบัญชีแต่งตั้ง      
      
พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ในการแต่งตั้งนายพล ก่อนจะนำเข้าการพิจารณาของก.ตร.นั้น ทุกรายชื่อที่ รรท.ผบ.ตร.เสนอขึ้นมาต้องเข้าบอร์ดกลั่นกรองแล้ว ซึ่งมี จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผบ.ตร.ทุกคนร่วมพิจารณา ทุกชื่อผ่านตาทุกคนแล้ว และทุกคนมีอำนาจในการพิจารณาอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่นตำแหน่งรองผบ.ตร. การพิจารณาระดับผู้ช่วยผบ.ตร.ขึ้นมาต้องยึดตามอาวุโส ในบอร์ดกลั่นกรองต้องคุยกัน โดยเริ่มจากคนที่อาวุโสอันดัน1 เป็นคนแรก เรียงตามลำดับ โดยรรท.ผบ.ตร.จะเสนอว่าแต่ละคนมีคุณสมบัติอย่างไร ควรได้เลื่อนขึ้นหรือไม่ แล้วในบอร์ดกลั่นกรองก็สามารถซักถามเหตุผลได้ทุกตำแหน่ง ว่าทำไมคนนี้ได้แล้วอีกคนไม่ได้ ทั้งนี้หากมีการข้ามอาวุโสกัน รองผบ.ตร.ในบอร์ดกลั่นกรองสามารถถามค้านได้ ทุกคนอยู่ในบอร์ดกลั่นกรองก็ถือว่ามีอำนาจ แต่ถ้าไม่ใช้อำนาจที่มี มัวแต่กลัวก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว      
      
หากมาวิจารณ์กันภายหลังว่าแต่งตั้งไม่เป็นธรรม มีการข้ามอาวุโสโดยไม่เหมาะสม ก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของบอร์ดกลั่นกรอง ไม่ใช่ของรรท.ผบ.ตร.คนเดียว เพราะถือว่าทุกคนปล่อยผ่าน เมื่อมาถึงก.ตร.หากยังปล่อยผ่านก็ถือว่าร่วมกันทำ อย่างไรก็ตามการประชุมก.ตร.เพื่อแต่งตั้งวาระประจำปีครั้งนี้ต้องเกิดขึ้น ไม่ควรวอล์คเอาท์ หรือปล่อยให้ล่ม เพราะไม่เช่นนั้น นายพลในตร.หลายคน ที่อาจได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้จะเสียสิทธิ์เรื่องการพิจารณารับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องจาก มีระเบียบกฎหมายระบุไว้ว่าการขอรับเครื่องราชย์ต้องทำก่อนวันที่ 30 กันยายนก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าว
             
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการมองว่าควรให้ผบ.ตร.คนใหม่ทำการแต่งตั้ง พล.ต.อ.นพดลกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ผบ.ตร.ใหม่ ซึ่งเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างนี้ จะไปโทษใครคงไม่ได้      
      
เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้หากเอาเรื่องนี้มาอ้างองค์กรก็เละ ต้องคิดแบบรู้จักโต ไม่เช่นนั้นตำรวจหลายคนจะเสียสิทธิ์ เรื่องนี้อย่าเกเร ควรจะจัดการแต่งตั้งให้แล้วเสร็จ ผมว่าดีเสียอีกหากครั้งนี้รองผบ.ตร.ทุกคนจะช่วยกันพิจารณากลั่นกรองการแต่งตั้งให้ออกมาดี รวมถึงก.ตร.ด้วยที่ควรร่วมกันพิจารณาแต่งตั้งให้ออกมาเหมาะสม อย่าไปเกเรพล.ต.อ.นพดล กล่าวและว่าส่วนเรื่องการพิจารณาซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งนั้นได้เสนอ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานก.ตร.แล้ว และจะมีการพิจารณาในก.ตร.พรุ่งนี้ด้วย

------------------------------

"นพดล"ชี้ไม่แปลก"สุเทพ"สั่งยุติสอบซื้อขายตำแหน่ง
7 ต.ค. 2552 16:44 น.

พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ หนึ่งในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในฐานะโฆษก คณะอนุ ก.ตร. ตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่ง กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สั่งให้ยุติเรื่องดังกล่าวไปแล้วเพราะคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาสอบสวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจปี 2552 พบว่าไม่มีมูลว่า ไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นมากในตอนนี้ และไม่รู้สึกประหลาดใจที่ท่านสุเทพสั่งให้ยุติเรื่องคงต้องสอบถามท่านสุเทพ อีกครั้งในการประชุมก.ตร.ว่าที่ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นจริงหรือไม่

พล.ต.อ.นพดล กล่าวต่อว่า ในการสรุปความคิดเห็นของคณะอนุฯก.ตร.นั้นเป็นการสรุปความคิดเห็นในการแต่งตั้งโยกย้ายปี 51 เนื่องจากปี 52 ยังไม่มีการแต่งตั้ง โดยยืนยันว่าปี 51 พบความผิดปกติในการแต่งตั้งโยกย้ายซึ่งเชื่อว่ามีการเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง เพราะไม่มีนายตำรวจนายใดกล้าออกมาให้ข้อมูลว่ามีการซื้อขายตำแหน่งจริง รวมถึงกระแสข่าวว่า ที่ผ่านมามีการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่งเป็นหลักแสน หลักล้าน ก็ไม่มีพยานรายใดกล้าออกมายืนยัน ซึ่งในอนาคตข่าวลือพวกนี้จะหมดไปหากมีกติกาการแต่งตั้งที่โปรงใส และสามารถตรวจสอบและให้เหตุผลในการโยกย้ายได้

อย่างไรก็ตาม ตนยังคงยืนยันความคิดเห็นเดิมว่า ภายหลังมีการตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่งแล้ว ต้องมีการปรับปรุงกติกาในการแต่งตั้งโยกย้ายใหม่ จะทำอย่างเดิมไม่ได้ และต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทีไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายปี 51 เนื่องจากมีตำรวจบางรายต้องห่างไกลจากครอบครัว ซึ่งอาจไม่สามารถคืนความเป็นธรรมให้ได้ทุกคน แต่จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป  http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=409640&lang=T&cat=

---------------------------

นพดล ยันโยกย้ายตร.ปี51ผิดปรกติ-รอถามสุเทพ สั่งยุติการสอบ

7 ตุลาคม 2552 21:01

"พล.ต.อ.นพดล"จะถาม"สุเทพ"สั่งยุติสอบซื้อขายเก้าอี้ ยืนยันคณะอนุฯพบผิดปกติโยกย้าย'51 ส่วนปี'52ยังไม่ตั้ง เสนอเปลี่ยนกติกา ตั้งกก.คืนเป็นธรรม

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ หนึ่งในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ในฐานะโฆษก คณะอนุก.ตร. ตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่ง กล่าวถึงกรณี นายสุเทพ กล่าวผ่านสื่อมวลชนเมื่อวานนี้(6 ต.ค.) ว่าคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาสอบสวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจปี 2552 พบว่าไม่มีมูลให้สั่งยกเลิกการสอบไปแล้ว

โดย พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นมากในตอนนี้ และไม่รู้สึกประหลาดใจที่นายสุเทพสั่งให้ยุติเรื่องคง ต้องสอบถามท่านสุเทพอีกครั้งในการประชุม ก.ตร.ว่าที่ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นจริงหรือไม่ ส่วนการสรุปความคิดเห็นของคณะอนุฯ ก.ตร.นั้นเป็นการสรุปในการแต่งตั้งโยกย้ายปี 2551 เนื่องจากปี 52 ยังไม่มีการแต่งตั้ง

"ขอยืนยันว่าปี 51 พบความผิดปกติในการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง เพราะไม่มีนายตำรวจนายใดกล้าออกมาให้ข้อมูลว่า มีการซื้อขายตำแหน่งจริง รวมถึงกระแสข่าวว่า ที่ผ่านมามีการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่งเป็นหลักแสน หลักล้าน ก็ไม่มีพยานรายใดกล้าออกมายืนยัน ซึ่งในอนาคตข่าวลือพวกนี้จะหมดไปหากมีกติกาการแต่งตั้งที่โปร่งใส และสามารถตรวจสอบและให้เหตุผลในการโยกย้ายได้"

พล.ต.อ.นพดล กล่าวอีกว่า ยังคงยืนยันความเห็นเดิมว่า ภายหลังมีการตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่งแล้ว ต้องมีการปรับปรุงกติกาในการแต่งตั้งโยกย้ายใหม่ จะทำอย่างเดิมไม่ได้ และต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายปี 51 เนื่องจากมีตำรวจบางรายต้องห่างไกลจากครอบครัว ซึ่งะพิจารณาเป็นรายๆ ไป

---------------------------

ระวัง!"ปุระชัย-พิชิต"จ้องป่วน ก.ตร.ขวางตั้งตำรวจ

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม        12 ตุลาคม 2552 00:32 น.
               
.สัปดาห์นี้ ต้องจับตามองความเคลื่อนไหว ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกครั้ง หลังจากเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา"สุเทพ เทือกสุบรรณ"นัดรับประทานอาหารและหารือนอกรอบกับ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 10 ท่าน ที่ห้องอาหารจีนลินฟา โรงแรมสยามซิตี้ โดยที่ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมโต๊ะเกือบครบ ขาดเพียง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เพียงคนเดียวเท่านั้น เนื่องจากท่านติดบรรยายพิเศษ
              
วันนั้น ภาพข่าว"เทพเทือก"แสดงอาการโล่งอก เมื่อ ก.ตร.นอกรอบเสียงข้างมาก ไฟเขียวให้แต่งตั้งนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.ลงไป โดยเร็ว โดยไม่ต้องรอให้ได้ ผบ.ตร.ตัวจริง เสียงจริง      
      
แม้การประชุม ก.ตร.ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ จะเป็นเพียงการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะให้ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเป็นบอร์ดกลั่นกรองด้วยหรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับการประชุม ก.ตร.ที่จะมีขึ้นอีกครั้ง เพื่อเคาะหาตัวจริง เสียงจริงสำหรับ นายตำรวจที่จะนั่งตำแหน่งสำคัญในวาระแต่งตั้งประจำปี "ประธานเทพ"ต้องไม่ประมาท ก.ตร.2 เสียงที่อาจจะคัดค้านเรื่องแต่งตั้ง โดยยกเหตุผลให้ได้ ผบ.ตร.ตัวจริงก่อนคือ "ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์" และ "พิชิต ควรเตชะคุปต์" เพราะ 2 ก.ตร.คือ เพื่อนสนิทของ"พัชรวาท วงษ์สุวรรณ"ประกอบกับ ก่อนหน้านี้ บุคคลทั้ง 2 ได้คัดค้านในประเด็นดังกล่าว มาอย่างต่อเนื่อง
      
      
ส่วนบัญชีรายชื่อ หรือ ที่เรียกกันว่า"โผ"ขอให้ผู้ที่เคยมีชื่อติดอยู่ในโผยุค"ธานี สมบูรณ์ทรัพย์"ทำใจไว้ล่วงหน้าได้เลย เพราะมีข่าววงใน ก.ตร.บอกผ่านมาว่า จะต้องนำมาพิจารณาใหม่ทั้งหมด หรือ รื้อใหม่ ว่างั้นเถอะ ส่วนชื่อในโผเก่า จะมีอยู่ในชื่อโผใหม่ หรือไม่ ก็แล้วแต่บุญวาสนานะครับ      
      
00...มาตามสัญญาครับท่าน?สำหรับ"พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์"รอง ผบ.ตร.ที่ประกาศตนเองว่า ผมอาวุโสอันดับ 1 ครับ..เมื่อ"เพรียวพันธ์"เปิดศึกฟ้อง"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"นายกรัฐมนตรี ต่อศาลปกครอง หลังจากเขาเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายกฯอภิสิทธิ์ กรณีแต่งตั้ง"พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ"จเรตำรวจแห่งชาติ นั่ง รรท.ผบ.ตร.โดยที่ นายกฯมองไม่เห็นหัวเขาเลย
              
ส่วนการฟ้องศาลปกครองรอบนี้...เพรียวพันธ์ จะสมหวัง หรือ ผิดหวัง ถือว่าอยู่ที่ชะตากรรมนะครับ
              
แต่สำหรับความจริง ในการตัดสินใจฟ้องนายกฯอภิสิทธิ์ ครั้งนี้ ที่ สตช.พูดกันให้แซ่ดว่า หากนายกฯตั้ง"จุมพล มั่นหมาย"นั่ง รรท.ผบ.ตร.เหตุการณ์"เพรียวพันธ์"ฟ้องศาลปกครอง จะไม่เกิดขึ้นครับท่าน ส่วนจะเป็นเพราะเหตุผลใด เพรียวพันธ์ รู้อยู่แก่ใจ
             
00...มาถูกเวลา สำหรับ"พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ"ผู้ช่วยผบ.ตร.นักประชาสัมพันธ์ฝีปากกล้าผู้นี้ เมื่อ"ปทีป ตันประเสริฐ"รรท.ผบ.ตร.มองเห็นจุดบอร์ดงานประชาสัมพันธ์ยุค"เสี่ยป๊อด"พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่"วัชรพล ประสานราชกิจ"โฆษก ตร.ผู้ที่มีบทบาทงานด้านบริหาร แต่สอบตกงานประชาสัมพันธ์ สร้างภาพไว้
              
หลายคนพูดว่า"วัชรพล"เขาทำงานเป็น แต่เขาไม่เหมาะที่จะทำงานประชาสัมพันธ์ โดยสื่อพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โทร.หาโฆษกท่านนี้ ไม่ได้สักกะที หรือ หากติดต่อได้ ก็ได้รับคำตอบจากท่านว่า ติดประชุม
              
แต่สำหรับ"พงศพัศ พงษ์เจริญ"ของน้องๆพี่ๆสื่อมวลชน ผู้นี้ นับว่าไม่ผิดหวังครับ
             
 เพราะโฆษก"พงศพัศ"เปิดโทรศัพท์ตลอด รวมทั้งท่านเป็นคนรู้จังหวะ เวลา ในการประชาสัมพันธ์ภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นที่จดจำของประชาชน ดังนั้น การเลือก"พงศพัศ"ถือเป็นการเลือกถูกคน ถูกเวลา แม้ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะยังไม่มีผลงานเด่นชัดก็ตามที แต่เชื่อได้ว่าภาพสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุค"ปทีป ตันประเสริฐ"จะต้องดีขึ้นแน่นอน

"ปุระชัย"ปัดให้ความเห็นแต่งตั้ง ขรก.ตร.ก่อนได้ ผบ.ตร.คนใหม่
13 ตุลาคม 2552 12:49 น.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ หนึ่งในกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งระดับผู้บัญชาการขึ้นไป จนถึงรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนจะได้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

---------------------------

เมินเสียงคัดค้าน โผนายพล ก.ตร.ลุยแต่งตั้ง
16 ต.ค.2552

ก.ตร.แต่งตั้งโผนายพล วุ่นไม่เลิก 'ปุระชัย-พิชิต' เดินออกจากห้องประชุม สวนมติส่วนใหญ่ ที่เห็นชอบแต่งตั้ง รอง ผบ.ตร. ไม่เห็นด้วยให้รักษาการ ผบ.ตร. ทำโผ ...

วันนี้ (16 ต.ค.) เวลา 11.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธาน ก.ตร. เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) วาระพิเศษ ขอความเห็นชอบจาก รอง ผบ.ตร. ที่เป็น ก.ตร.โดยตำแหน่ง และ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เกี่ยวกับแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รอง ผบ.ตร.ลงมา โดยก่อนหน้านายสุเทพ ได้นัดหารือนอกรอบกับ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่โรงแรมสยามซิตี้ ย่านพญาไท ที่มีเสียง ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการแต่งตั้ง แต่ได้เสนอให้เปลี่ยนแปลงตำแหน่งประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจ หรือ บอร์ดกลั่นกรองที่มี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.เป็นประธานฯ และต้องการให้ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นบอร์ดกลั่นกรอง ในการหารือนอกรอบ พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.แสดงความเห็นค้านต้องการให้ ผบ.ตร.ตัวจริง เป็นผู้จัดทำบัญชี โดยทั้งสองท่านได้คัดค้านการประชุม ก.ตร. พิจารณาแต่งตั้ง รอง ผบ.ตร.-ผบช. สมัยที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาการ ผบ.ตร. จนต้องเลื่อนการประชุมออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยยกเหตุผลความไม่เหมาะสมที่จะให้รักษาการ ผบ.ตร.เป็นผู้จัดทำบัญชี และเตรียมที่จะออกจากห้องประชุม หากมีมติให้รักษาการ ผบ.ตร.เป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายคำสั่ง รอง ผบ.ตร.ลงมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ ได้เดินทางเข้ามาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่เวลา 10.40 น. โดยได้เรียกหารือนอกรอบกับ ก.ตร. ผู้ทรงคุณหลายท่าน ได้แก่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ พล.ต.อ.บุญเพ็ญ บำเพ็ญบุญ พล.ต.ท.เหมราช ธารีไทย พล.ต.ท.อำนวย ดิษฐกวี นายชัยเกษม นิติสิริ ใช้เวลาหารือประมาณ 20 นาที จากนั้น ทั้งหมดได้เข้าร่วมประชุม ก.ตร.โดยมี รอง ผบ.ตร. ที่เป็น ก.ตร. โดยตำแหน่ง และ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มี ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และ พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ โดยใช้เวลาประชุมวาระแรก เรื่องการให้อำนาจรักษาการ ผบ.ตร. เป็นผู้จัดทำบัญชีแต่งตั้งระดับ รอง ผบ.ตร.ลงมา มีการคัดค้านของ ร.ต.อ.ปุระชัย และ พล.ต.อ.พิชิต แต่ที่ประชุมเห็นชอบให้อำนาจรักษาการ ผบ.ตร. เป็นผู้จัดทำบัญชี จนทำให้ ร.ต.อ.ปุระชัย และพล.ต.อ.พิชิต ที่ไม่เห็นชอบให้อำนาจรักษาการ ผบ.ตร.เป็นผู้จัดทำบัญชีแต่งตั้งนายพล เดินทางออกจากห้องประชุม ก.ตร. โดย พล.ต.อ.พิชิต กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อถามถึงผลการประชุม ก.ตร.ว่า ไม่รู้ผล เพราะออกมาก่อน ร.ต.อ.ปุระชัย จะเป็นผู้แถลงข่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่เห็นด้วยมติ ก.ตร. พล.ต.อ.พิชิต กล่าวว่า ยึดหลักการแค่นั้น แต่รายละเอียด ร.ต.อ.ปุระชัย จะให้ข่าวเอง ส่วน ร.ต.อ.ปุระชัย ได้เดินทางเข้าห้องทำงานของ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพาณิชย์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ชั้น 6 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ยังไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆทั้งสิ้น

จากนั้น ก.ตร. ได้ประชุมวาระที่สองต่อไป โดยมีการเสนอให้ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบอร์ดกลั่นกรอง 6 ท่าน ได้แก่ นายชัยเกษม นิติสิริ นายสีมา เสมานันท์ พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ พล.ต.อ.บุญเพ็ญ บำเพ็ญบุญ นายสมศักดิ์ บุญทอง และ นางเบญจวรรณ สร่างนิทร เลขา ก.พ. ร่วมเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจ หรือ บอร์ดกลั่นกรอง ร่วมกับ รอง ผบ.ตร. ที่เป็น ก.ตร.โดยตำแหน่ง และ ที่ประชุม ก.ตร. ให้ความเห็นชอบให้นายสมศักดิ์ บุญทอง มาเป็นประธานบอร์ดกลั่นกรอง โดยให้ พล.ต.อ.ปทีป เป็นผู้เสนอบัญชีแต่งตั้งระดับ รอง ผบ.ตร.-ผบก.ทั่วประเทศ ใช้เวลาประชุม 2 ชั่วโมง โดยหมายเดิม นายสุเทพจะเข้าร่วมประทานร่วมกับ ก.ตร. แต่หลังประชุมนายสุเทพ ได้รีบเดินทางออกไปทันที โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น

พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวแถลงว่า การประชุม ก.ตร.ได้มีวาระสำคัญ 2 เรื่อง คือ การประชุมแต่งตั้งระดับ รอง ผบ.ตร.ลงมาทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และ การเสนอให้ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจหรือบอร์ดกลั่นกรอง แต่ที่ใช้เวลานานเนื่องจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธาน ก.ตร.ได้เปิดโอกาสให้ ก.ตร.ทุกท่านได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องการประชุมแต่งตั้งระดับ รอง ผบ.ตร.ลงมา โดยเสียง ก.ตร.ส่วนใหญ่เห็นชอบให้ดำเนินการแต่งตั้งระดับ รอง ผบ.ตร.ลงมา เนื่องจากมีตำแหน่งหลัก ตั้งแต่ ผบช.-ผกก.สถานีตำรวจว่าง 1,560 ตำแหน่ง โดยมีตำแหน่ง ผบช.ว่าง 8 ตำแหน่ง ผบก.ที่ว่าง 32 ตำแหน่ง ผกก.หัวหน้าสถานี 350 ตำแหน่ง และสว. 1,170 ตำแหน่ง หากไม่แต่งตั้งจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการตำรวจ และการบริการประชาชน เพราะการให้รักษาการหัวหน้าหน่วยหลักมีปัญหา จึงจำเป็นต้องให้มีการแต่งตั้งโดยเร็วที่สุด

พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า ก.ตร. ได้มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจขึ้นมาอีก 1 ชุด เป็นการเปลี่ยนแปลงจากคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก หรือ บอร์ดกลั่นกรองชุดเดิมที่มี ผบ.ตร. เป็นประธาน และ ก.ตร.เป็นกรรมการ เนื่องจาก การแต่งตั้งครั้งนี้มีประชาชน สังคมจับตาเพื่อให้การคัดเลือกข้าราชการเกิดความเป็นธรรม ได้เสนอนายสุเทพ ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกขึ้นมาอีกชุด โดยมี รอง ผบ.ตร. จเรตำรวจ และก.ตร.ผู้ทรงคุณ 6 ท่าน โดยมีนายสมศักดิ์ บุญทอง เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก โดย พล.ต.อ.ปทีป จะเป็นผู้ที่เสนอบัญชี นายสุเทพได้แจ้งที่ประชุม ก.ตร. ได้ทราบว่า ได้มีมติเลื่อนการเสนอเครื่องราชฯ สำหรับข้าราชการตำรวจในปีนี้ออกไปเป็นวันที่ 20 พ.ย. และการแต่งตั้งต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 พ.ย. โดยมติเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ ยกเว้น ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และพล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคปุต์ ที่ไม่ได้ลงมติ ไม่ใช่วอล์กเอาท์ แต่ทั้งสองท่านไม่เห็นด้วยในเรื่องที่จะให้รักษาการ ผบ.ตร. พิจารณาแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งที่ว่างระดับ รอง ผบ.ตร.ลงมา จึงไม่ขอเข้าร่วมประชุม

---------------------------

พร้อมพงศ์ซัดตั้ง"สมศักดิ์" ปธ.บอร์ดแต่งตั้ง ตร.

17 ต.ค.2552

ชี้การเมืองแทรกแซงหวังผลต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่ ลั่นเข้าใจ "มาร์ค" ลากยาวแต่งตั้ง ผบ.ตร.

วันนี้(17 ต.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่ากรณีที่ประชุม ก.ตร. เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ได้มีมติแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในตำแหน่งที่ว่างจำนวน 1,560 ตำแหน่ง และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกจากบอร์ดเดิม โดยเพิ่มคณะกรรมการอีก 6 ท่าน มีนายสมศักดิ์ บุญทอง เป็นประธาน ส่งผลให้คณะกรรมการ ก.ตร.เสียงข้างน้อยคือ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุป ผู้ยึดในหลักกฏหมายวอล์คเอาท์จากห้องประชุม ซึ่งเป็นไปตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นัดก.ตร. เสียงข้างมากกินข้าวนอกรอบ เพื่อเช็คเสียงสนับสนุน น่าจะมีการล็อบบี้และเป็นมติที่มิชอบด้วยกฎหมายและหลักคุณธรรรม สะท้อนว่าการเมืองเข้าไปแทรกแซงมุ่งหวังแต่งตั้งคนของตัวเองในตำแหน่งสำคัญเพื่อหวังผลต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพราะแค่ชื่อนายสมศักดิ์ ก็น่าจะรู้แล้วว่าเป็นคนของใคร สนิทกับพรรคไหน ซึ่งเป็นคำตอบที่ดีว่าทำไมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงลากยาวการแต่งตั้ง ผบ.ตร

---------------------------



ปุระชัย ปิดปากไม่พูดวอล์คเอ้าท์ก.ตร.
17 ต.ค.2552

ประชุม ก.ตร.ป่วน ปุระชัย พล.ต.อ.พิชิต เดินออกนอกห้องประชุม ไม่เห็นด้วยแต่งตั้งโผตร. 1,560 ตำแหน่ง ควรรอผบ.ตร.ตัวจริง ขณะที่ส่วนใหญ่เห็นด้วย หวั่นกระทบทำงานตำรวจ-ประชาชน พร้อมเสนอเพิ่มก.ตร.ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน คาดรายชื่อระดับรองผบ.ตร.-ผบช. เสร็จไม่เกิน 20 พ.ย.

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 ตุลาคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผบ.ตร. จเรตำรวจ และก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง ทั้งนี้เวลา 11.20 น. ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ก็เดินออกมา และตามด้วย พล.ต.อ พิชิต ควรเตชะคุปต์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ อีก 1 ท่าน แต่การประชุมก็ดำเนินต่อไปจนถึงเวลา 13.20 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ พล.ต.อ.พิชิต เดินทางกลับนั้น มีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อถามถึงมติการประชุม ก.ตร.ว่าแต่งตั้งได้หรือไม่ ตอบว่าไม่รู้ ตนออกมาก่อน และท่านปุระชัยจะให้สัมภาษณ์ ส่วนที่ตนไม่เห็นด้วยนั้น เพราะยึดตามหลักการ

พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผช.ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้ที่ประชุมมีมติ 2 เรืองที่สำคัญเพื่อแจ้งให้ทราบและที่วันนี้ใช้เวลานานเนื่องจากที่ประชุมให้กต.ร. ทุกท่านแสดงความคิดเห็นในเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจวาระประจำปีในระดับรองผบ.ตร.ลงไป ว่าควรดำเนินการต่อไปหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติใน2 เรื่อง ว่าควรแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 1,560 ตำแหน่ง โดย ก.ตร. ทั้งหมด 18 ท่าน มี 16 ท่านให้ความเห็นว่า ควรดำเนินการแต่งตั้งทันที่ทีพร้อม เนื่องมีตำแหน่งหลักที่ว่างลงจำนวนหนึ่งและหากไม่แต่งตั้ง จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของตำรวจ และประชาชน ส่วนอีก 2 ท่านที่ไม่เห็นด้วย คือ ร.ต.อ.ปุระชัย และ พล.ต.อ.พิชิต ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้เหตุผลว่า ยังไม่ควรทำ ให้รอไว้ก่อน ก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมได้ โดยปฎิเสธว่าไม่ได้เป็นการวอล์คเอาท์แต่อย่างใด

เมื่อถามว่า ทั้งสองท่านต้องการให้ได้ ตำแหน่งผบ.ตร.ก่อนหรือไม่ พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดอย่างชัดเจนขนาดนั้น เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยก็เป็นไปตามมติ
พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่ 2 คือ ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกจากชุดเดิมที่มี ผบ.ตร. เป็นประธานบอร์ดกลั่นกรอง และมี รองผบ.ตร. จต.ช. เป็นคณะกรรมการ แต่ครั้งนี้เห็นว่าให้มีการพิจารณาร่วมกัน โดยเสนอให้เพิ่ม ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าไปในคณะกรรมการคัดเลือกอีก 6 ท่านประกอบด้วย นางเบญจวรรณ สร่างนิทร เลขา ก.พ. นายชัยเกษม นิติศิริ พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ พล.ต.อ.บุญเพ็ญ บำเพ็ญบุญ นายสีมา สีมานันท์ และ นายสมศักดิ์ บุญทอง โดยที่ประชุมมีมติให้นายสมศักดิ์ เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก
พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การเพิ่มคณะกรรมการขึ้นดังกล่าว เนื่องจากการแต่งตั้งครั้งนี้สังคมจับตามอง ต้องการความโปร่งใส และเป็นธรรม โดยนายสุเทพจะเสนอรายชื่อดังกล่าวออกประกาศ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีลงนาม ซึ่งนายสุเทพ จะประกาศคณะกรรมการกลั่นกรองอย่างเป็นทางการ และจะนัดคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายก่อนเสนอให้ ก.ตร.พิจารณาตามขั้นตอน ซึ่งในเบื้องต้นจะมีการแต่งตั้งระดับรองผบ.ตร.ลงไปจนถึงระดับ ผบ.ช. ก่อนเป็นอันดับแรก คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน 20 พ.ย.

พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมสรุปว่า ให้มีการแต่งตั้งเนื่องจากเหตุผลความจำเป็นเปลี่ยนไป คนทำบัญชีไม่ได้เกษียณอายุราชการ เหมือนพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รรท.ผบ.ตร. ส่วนที่ก.ตร. 2 ท่านไม่เห็นด้วย ไม่ถือว่ามีปัญหาอะไร เพราะ ก.ตร.ที่เหลืออีก 16ท่านเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งเนื่องจากตำแหน่งหลักที่ขาดจากการเกษียณอายุราชการมีถึง 1,560 ตำแหน่ง การรักษาราชการแทนก็มีข้อจำกัดในเรื่องการทำงานบ้าง การแต่งตั้งลงไปก็เพื่อดูแลประชาชนได้มากขึ้น

ปุระชัย ปิดปากไม่พูดวอล์คเอ้าท์ก.ตร.

หลังจาก ร.ต.อ.ปุระชัย และ พล.ต.อ.พิชิต ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้วอล์คเอ้าท์ ออกจากห้องประชุมหลังจากไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการแต่งตั้งโดยไม่มี ผบ.ตร.ตัวจริง สื่อมวลชนได้รอสัมภาษณ์ ร.ต.อ.ปุระชัย แต่เจ้าตัวปิดปากเงียบไม่ยอมตอบคำถามใดๆทั้งสิ้น
---------------------------

'เทือก'ถก ก.ตร.ไฟเขียว'ปทีป'ชง'รอง ผบ.ตร.'

18 ตุลาคม 2552  

"เทพเทือก"  เตรียมนั่งหัวโต๊ะถก  ก.ตร.ทำโผนายพลระดับรอง  ผบ.ตร.-ผบช.สัปดาห์หน้า   ไฟเขียวให้  "ปทีป"  เสนอบัญชี   เพื่อไทยตั้งแง่แฉนัด  ก.ตร.กินข้าวนอกรอบ   น่าจะเกี่ยวข้องกับการเช็กเสียงสนับสนุนและล็อบบี้เพื่อตั้งคนของตัวเอง
    
พล.ต.ท.พงศพัศ   พงษ์เจริญ   ผู้ช่วย  ผบ.ตร.และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ให้สัมภาษณ์วันที่  17  ตุลาคมว่า   หลังจากที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ  (ก.ตร.)  ได้มีมติเห็นชอบให้นัดประชุมแต่งตั้งตำรวจระดับรอง  ผบ.ตร.-ผบช.ที่ว่างจากการเกษียณอายุราชการ   เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่   จึงจำเป็นต้องมีการประชุมแต่งตั้งโดยเร็วที่สุด   โดย  พล.ต.อ.ปทีป   ตันประเสริฐ   รักษาการ  ผบ.ตร.ได้เสนอให้  ก.ตร.ตั้งคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการตำรวจ   หรือบอร์ดกลั่นกรองขึ้นมา  1  ชุด  โดยเปลี่ยนแปลงจากคณะกรรมการคัดเลือกเดิมที่มี  ผบ.ตร.เป็นประธาน  และรอง  ผบ.ตร.ที่เป็น  ก.ตร.
    
มาเป็นนายสมศักดิ์   บุญทอง   ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ   เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก  และมี  ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิอีก  5  ท่านเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการคัดเลือก   เนื่องจากคำสั่งแต่งตั้งครั้งนี้มีประชาชนและสังคมจับตา  พล.ต.อ.ปทีปจึงได้ร่วมหารือกับ  ก.ตร.เพื่อให้การคัดเลือกตำรวจเกิดความเป็นธรรม   โดย  พล.ต.อ.ปทีปจะเป็นผู้เสนอบัญชีรายชื่อเข้าที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือก   และจะต้องประชุมแต่งตั้งให้เสร็จภายในวันที่  20  พ.ย.
    
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า   การพิจารณาแต่งตั้งระดับรอง  ผบ.ตร.-ผบช.จะมีการนัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกหรือ  "บอร์ดกลั่นกรอง"  ภายในช่วงสัปดาห์หน้า   หลังมีการยกร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกที่มีนายสมศักดิ์เป็นประธาน   และเตรียมเสนอบัญชีรายชื่อตำรวจของคณะกรรมการคัดเลือกเข้าที่ประชุม  ก.ตร.  โดยมีนายสุเทพ   เทือกสุบรรณ   รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
    
มีรายงานข่าวแจ้งด้วยว่า   การแต่งตั้งระดับรอง  ผบ.ตร.มีตำแหน่งที่ว่าง  3  ตำแหน่ง  จะมีการปรับตำแหน่งที่ปรึกษา  (สบ.10)  เทียบเท่ารอง  ผบ.ตร.เข้ามาเป็นรอง  ผบ.ตร.  คือ  พล.ต.อ.ปานศิริ   ประภาวัต  นรต.รุ่น  28  มือสอบสวนที่มีผลงานต่อเนื่อง  พล.ต.อ.วิเชียร   พจน์โพธิ์ศรี   นรต.รุ่น  28  ที่รับผิดชอบการรักษาความสงบการเลือกตั้งทั่วประเทศ   และการรักษาความปลอดภัยการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน  ครั้งที่  15  ที่  อ.หัวหิน  จ.ประจวบคีรีขันธ์  และ  พล.ต.อ.ชลอ   ชูวงษ์   นรต.รุ่น  26  เพื่อนร่วมรุ่น  พ.ต.ท.ทักษิณ   ชินวัตร   อดีตนายกรัฐมนตรี   ที่ได้ยื่นหนังสือฟ้องศาลปกครองเพื่อขยับเข้ามาเป็นรอง  ผบ.ตร.
    
ส่วนตำแหน่งผู้ช่วย   ผบ.ตร.ที่เลื่อนตำแหน่ง   มีการจัดเรียงอาวุโสคือ  พล.ต.ท.วุฒิ  พัวเวส   อาวุโสลำดับ  1  ที่เคยรับผิดชอบคดีพันธมิตรฯ  ปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง   พล.ต.ท.อดุลย์   แสงสิงแก้ว   ลำดับ  2  นรต.รุ่น  29  ที่ทุ่มเทเสียสละทำงานในพื้นที่  3  จังหวัดชายแดนภาคใต้  และเป็นผู้จัดทำแผน  "กรกฎ 52"  และ  พล.ต.ท.ภาณุพงศ์   สิงหรา  ณ  อยุธยา  ลำดับ  3  นรต.รุ่น  28  ที่เคยมีผลงานสืบสวนคดีสำคัญ   โดยมี  พล.ต.ท.อัศวิน   ขวัญเมือง   ผู้ช่วย  ผบ.ตร.นักสืบคนดังที่รับผิดชอบคดีลอบยิงนายสนธิ  ลิ้มทองกุล   แกนนำพันธมิตรฯ  ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนายอภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ   นายกรัฐมนตรี  มาเป็นตัวสอดแทรก
    
ด้านนายพร้อมพงศ์   นพฤทธิ์   โฆษกพรรคเพื่อไทย   กล่าวว่า  การที่นายสุเทพนัดรับประทานอาหารนอกรอบกับ  ก.ตร.  น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการเช็กเสียงสนับสนุนและล็อบบี้ก.ตร.เพื่อแต่งตั้งข้าราชการตำรวจแทนตำแหน่งที่ว่าง  1,560  ตำแหน่ง  ซึ่งเป็นคนของตัวเองทั้งสิ้น   ดังนั้นมติในที่ประชุมเมื่อวันที่  16  ต.ค.ที่ผ่านมาน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
    
นายพร้อมพงศ์   กล่าวด้วยว่า   จากการล็อบบี้ทำให้โผการประชุม  ก.ตร.ได้  16  จาก  18  เสียง  ทั้งนี้มี  2  เสียงได้วอล์กเอาต์ประท้วง  คือ  ร.ต.อ.ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์  ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ  และ  พล.ต.อ.พิชิต   ควรเดชะคุปต์   ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ   ด้วยเหตุผลต้องการให้มีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  (ผบ.ตร.)  ก่อน  เพราะตามหลักแล้วประธานคณะกรรมการคัดเลือก  ก.ตร.ต้องเป็น  ผบ.ตร.  ไม่ใช่นายสมศักดิ์  บุญทอง  ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ
    
โฆษกพรรคเพื่อไทย   กล่าวว่า  การประชุม  ก.ตร.ที่ผ่านมาเกิดการล็อบบี้ใน  2  ประเด็น   คือ  1.การตั้งรอง  ผบ.ตร.และผู้บัญชาการ  (ผบก.)  พร้อมกับตำแหน่งที่ว่างอีก  1,560  ตำแหน่ง   โดยน่าจะมีการตั้งคนของตัวเองเพื่อหวังผลการเมืองแบบเรียบร้อยโรงเรียนพรรคประชาธิปัตย์   2.ประธานคณะกรรมการคัดเลือกตามกฎหมายเดิม  คือให้  ผบ.ตร.เสนอ   แต่บอร์ดคัดสรรกลับให้นายสมศักดิ์   บุญทอง  ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน
    
"น่าจะรู้ว่านายสมศักดิ์เป็นคนของใคร   น่าจะสนิทกับพรรคไหน   การตั้งคนของตนเองเพื่อหวังผลการเลือกตั้งครั้งหน้า   นี่จึงเป็นคำตอบได้ว่าทำไมนายกฯ  ถึงยื้อเวลาการตั้ง  ผบ.ตร."  นายพร้อมพงศ์กล่าว.

---------------------------

 “นพดลยัน สุเทพป่วยไม่มีนัยแอบแฝง
2 พ.ย.2552                             

พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เปิดเผยถึงการประชุม ก.ตร.ช่วงบ่ายวันนี้ว่า การประชุมต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร.ป่วยเป็นไข้หวัด ไม่สามารถเข้าประชุมได้ ทำให้ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ขอยืนยันว่า การเลื่อนประชุมครั้งนี้ไม่มีนัยแอบแฝง หรือการตกลงตำแหน่งใดไม่ได้ ซึ่งเชื่อว่าประธาน ก.ตร.จะเรียกประชุมอีกครั้งเร็วๆ นี้ หรืออาจเป็นสัปดาห์นี้ก็เป็นไปได้ แต่จะสามารถประชุมได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับนายสุเทพเพียงผู้เดียว

ด้าน พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ หนึ่งใน ก.ตร. กล่าวว่า เลขาธิการ ก.ตร.แจ้งการเลื่อนประชุมแล้ว ส่วนการเลื่อนครั้งนี้จะมีนัยแอบแฝง หรือการตกลงตำแหน่งกันไม่ได้นั้นตนไม่ทราบ แต่การเข้าประชุมนั้นตนจะยึดหลักตามกฎ ก.ตร. หากมีการเสนอเลื่อนนายตำรวจที่ไม่ตรงกับกฎของ ก.ตร.ตนไม่เห็นด้วย
         
อย่างไรก็ตาม การประชุม ก.ตร.ครั้งนี้ เป็นที่เฝ้าจับตาจากหลายฝ่าย เนื่องจากโผที่ออกมาคุมกองบัญชาการตำรวจนครบาลนั้น มีรายงานว่า พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ที่นายสุเทพดันให้เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลแข่งกับ พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ได้รับการสนับสนุนจากนายชวน หลีกภัย ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์

---------------------------

ตีกรอบ'ปีเดียว:ห้ามขึ้น' อัศวิน-ชัยยะส่อกินแห้ว 'สมคิดรอด-นพดลป้อง' มาร์ค-เทพ'ขัดแย้งหนัก'

3 พ.ย.2552

ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ตีกรอบ หลักเกณฑ์การพิจารณาโผนายพลลั่นผู้ช่วยผบ.ตร. หรือรองผู้บัญชาการ ที่ขึ้นมาเพียงแค่ปีเดียว จะโดดขึ้นมาเป็นรองผบ.ตร.หรือผบช.ไม่ได้ ส่งผล อัศวิน-ชัยยะส่อแห้ว ขณะที่โดดอุ้ม สมคิดที่โดนหมายเรียกจากดีเอสไอ ชี้ต้องให้ความเป็นธรรม 2 ฝ่าย พร้อมยอมรับ เก้าอี้ รองผบ.ตร.-ผบช.น.-ผบช.ส.ต้องพิจารณากันเป็นพิเศษ

วันที่ 3 พ.ย. 2552 พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ กรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ และ 1 ในคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจ (บอร์ดกลั่นกรอง) กล่าวถึงกรณีการยกเลิกการประชุมก.ตร.เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า เป็นเพราะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานก.ตร. ป่วย ซึ่งตนทราบเรื่องเมื่อเช้าวานนี้ จึงมีการยกเลิกการประชุมออกไป

พล.ต.อ.นพดล ยังกล่าวปฏิเสธว่า ไม่ได้รับการรับเชิญให้ไปร่วมหารือรอบนอกกับนายสุเทพ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา และไม่เชื่อว่า ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิคนอื่นๆ จะได้รับเชิญด้วย แต่ยอมรับว่า เก้าอี้รองผบ.ตร.-ผบช.น-ผบช.ส. เป็นเก้าอี้สำคัญที่ต้องพิจารณากันเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.นพดล ยังอธิบายกฎเกณฑ์การพิจารณาในครั้งนี้ว่า คนเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. หรือรองผู้บัญชาการ เพียงแค่ปีเดียว จะโดดขึ้นมาเลยไม่ได้ เพราะมันข้าม ผิดกฎก.ตร. ถ้าพวกมากลากไป เวลาผิดพลาดก็ต้องรับไป

เมื่อถามว่า อย่างนี้แทงชื่อพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผบ.ตร.-พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รองผบช.ส. (อาวุโสอันดับที่ 87) ออกก่อน ฆ่าทิ้งได้เลย พล.ต.อ.นพดล กล่าวเลี่ยงว่า ไม่ใช่เลย อย่าไปสรุปอย่างนั้น เดี๋ยวมีปัญหาต่อตัวบุคคล เราพูดถึงหลักการ-หลักเกณฑ์

เมื่อถามว่า คนที่ถูกดีเอสไอออกหมายเรียก (หมายถึงพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5) ต้องโยกย้ายหรือไม่ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิผู้นี้ ตอบว่า การถูกเรียกไปก็ต้องมาดูพยานหลักฐาน ไม่เช่นนั้น จะแกล้งใคร ก็ไปฟ้องร้อง ก็เสร็จเลย เราต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ผบช.ภ. 5 เราต้องให้ความเป็นธรรม

ถามอีกว่า แล้วจะมีผลต่อการพิจารณาหรือไม่ พล.ต.อ.นพดล ตอบว่า ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ คิดว่า ความเป็นธรรมนั้น เพิ่งเริ่มถูกกล่าวหา และยังไม่รู้ว่า พยานหลักฐานใหม่เป็นอย่างไร ดังนั้นเราไปรีบร้อนเกินไปก็เสีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ผลพวงจากการเลื่อนประชุมก.ตร.ออกไป เนื่องจากนายสุเทพแจ้งลาป่วย ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะเชื่อว่าสาเหตุที่แท้จริงน่าจะเกิดจากบัญชีการแต่งตั้งที่พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผบ.ตร.จะเสนอ ไม่ลงตัวระหว่างบัญชีของนายสุเทพกับนายกรัฐมนตรี 

"ช่วงที่พล.ต.อ.ปทีปนำบัญชีไปหารือกับนายกฯ ทางนายกฯก็ให้นโยบายการจัดคนลงทำงานแต่ละตำแหน่ง แต่พอนำบัญชีไปหารือกับนายสุเทพ ปรากฏว่านายสุเทพไม่เห็นด้วยในหลายๆ ตำแหน่ง โดยเฉพาะตำแหน่งผบช.สันติบาล (ส.) และผบช.สตม. เนื่องจากฝ่ายนายกฯ ต้องการให้เสนอชื่อพล.ต.ต.อดิเทพ ปัญจมานนท์ รองผบช.ปส. รวมถึงชื่อของพล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รองผบช.ส.  คนสนิทของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าที่หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่นายสุเทพต้องการให้ตั้งพล.ต.ต.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย รองผบช.ส.ขึ้นเป็นผบช.ส. ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ.สนับสนุน ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้"แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า ในตำแหน่งผบช.สตม. ก็เกิดปัญหาความขัดแย้ง เนื่องจากนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย สนับสนุนพล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ ผบช.ก.ตร. คนสนิทพล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูร อดีตรองอ.ตร. พ่อตานายอนุทิน ชาญวีรกูร แต่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ก็เสนอพล.ต.ท.รชต เย็นทรวง จเรตำรวจ รวมทั้งมีชื่อพล.ต.ท.วุฒิ ลิปพัลลภ ผบช.ปส. น้องนายสุวัฒน์ ลิปตพัลลภ ก็ต้องการนั่งในตำแหน่งผบช.สตม.เช่นกัน

แหล่งข่าวแจ้งด้วยว่า ส่วนเก้าอี้ผบช.น.นั้น นายสุเทพอยากให้พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.ภ.8 คนสนิทมานั่งเก้าอี้ดังกล่าว แต่นายกฯต้องการนายตำรวจที่เคยทำงานในพื้นที่ เพราะในเดือยพ.ย.นี้กลุ่มม็อบเสื้อแดง นัดชุมนุมใหญ่ จึงจำเป็นต้องมีนายตำรวจที่เคยผ่านงานคุมม็อบมาจัดการ แต่ยังเคลียร์กันไม่ลงตัว

-----------------------------

นพดลระบุแต่งตั้งนายพลข้ามอาวุโสได้แต่ต้องเก่งจริง
4 พ.ย. 2552 19:31 น.

พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณ กล่าวถึงการพิจารณาบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ซึ่งจะมีการประชุมก.ตร. ในวันที่ 6 พ.ย. นี้ ว่า มาตรฐานในการพิจารณานั้น ทางก.ตร.จะยึดหลักอาวุโส ผลงาน ประวัติการรับราชการ และอื่นๆ ประกอบกัน ซึ่งตามบัญชีการแต่งตั้งในตำแหน่งต่างๆ หากทาง ก.ตร. เห็นว่าบุคคลผู้ได้รับการพิจารณาตำแหน่งนั้นๆ ในอันดับที่ 1 ไม่เหมาะสม ก็จะเสนอผู้อาวุโส อันดับที่ 2,3,4 รองลงมา ซึ่งไม่ใช่แต่งตั้งตามหลักอาวุโสเท่านั้น ส่วนกรณีการแต่งตั้งผู้อาวุโสน้อยข้ามหัวอาวุโสมากนั้น บุคคลผู้ที่อาวุโสน้อยกว่า ก.ตร. จะต้องพิจารณาดูจากผลงานและความสามารถ ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่มีผลงานโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นคนเก่งจริง มีความสามารถ เป็นที่ยอมรับต่อสังคม รวมทั้งต้องสามารถตอบคำถามต่อสังคมได้ว่าทำไมถึงเลือกบุคคลนี้มาดำรงตำแหน่ง
การแต่งตั้งนั้นไม่ใช่ต้องยึดตามหลักอาวุโสเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะต้องใช้หลายประเด็นในการพิจารณา ส่วนคนที่อาวุโสน้อยก็สามารถแต่งตั้งข้ามหัวได้ แต่ต้องเป็นคนที่โดดเด่นจริงๆ รวมทั้งมีเหตุและผล เป็นที่ยอมรับต่อสังคมได้

-----------------------------------

ปุระชัย เปิดเอกสารลับ อนุ ก.ตร. ฝากเด็กสมัยพัชรวาทเปิดเอกสารลับ นามบัตร-เอกสาร ลายมือ 5 บอร์ดกลั่นกรองฝากเด็กสมัย พัชรวาท (มติชนออนไลน์)
6 พ.ย.2552  มติชนออนไลน์

ร.ต.อ.ปุระชัย นำนามบัตรและเอกสารลายมือชื่อของบอร์ดกลั่นกรอง 5 ใน 9 ของอนุ ก.ตร. ที่ใช้ฝากฝังในการแต่งตั้งโยกย้ายในสมัยที่ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็น ผบ.ตร. มาแสดงต่อที่ประชุม ก.ตร.
         
การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)-ผู้บัญชาการ (ผบช.) ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ต้องเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 3 โดยการประชุมเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน นายสุเทพต้องยุติการประชุม เมื่อ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบรูณ์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ท้วงติงกรณีคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่ง ที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ร้องเรียนว่ามีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในสมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. มีหลายประเด็นที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
         
ร.ต.อ.ปุระชัย ลุกขึ้นอภิปราย พร้อมนำนามบัตรและเอกสารลายมือชื่อของบอร์ดกลั่นกรอง 5 ใน 9 ของอนุ ก.ตร. ที่ใช้ฝากฝังในการแต่งตั้งโยกย้ายในสมัยที่ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็น ผบ.ตร. มาแสดงต่อที่ประชุม พร้อมถามว่าลายเซ็นเหล่านั้นเป็นของ อนุ ก.ตร.ชุดพิเศษหรือไม่ และอนุ ก.ตร.ไปเรียกรับผลประโยชน์กับการฝากฝังหรือเปล่า
         
นอกจากนี้ยังถามหาคุณธรรม จริยธรรม ของอนุ ก.ตร.ชุดพิเศษ ที่เข้าไปทำหน้าที่ในบอร์ดกลั่นกรองด้วยว่า มีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร เพราะ ก.ตร.ก็ออกกฎว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2551 ทำให้บรรยากาศการประชุมเคร่งเครียดทันที กระทั่งนายสมศักดิ์แสดงความรับผิดชอบด้วยประกาศขอลาออกจากประธานบอร์ดกลั่นกรอง ซึ่ง ร.ต.อ.ปุระชัยยังอภิปรายว่าน่าจะรับผิดชอบใน ก.ตร.ด้วย นั่นหมายถึงการลาออกจาก ก.ตร. โดยบรรดาอนุ ก.ตร.คนอื่นได้นิ่งเงียบ

-----------------------------------
"ปุ"เปิดหลักฐานลับ "ก.ตร."ฝากย้าย

วันที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11564 มติชนรายวัน

ทำวงประชุมล่มรอบสาม "สุเทพ"เลื่อนไม่มีกำหนด

ล่มอีก - นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุม ก.ตร.เพื่อพิจารณาแต่งตั้งรอง ผบ.ตร.-ผบช. แต่ต้องยุติลงเมื่อ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบรูณ์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ อภิปรายผลการสอบสวนซื้อขายตำแหน่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงพร้อมโชว์หลักฐานฝากเด็กของ ก.ตร.บาง จนเถียงกันวุ่น จนนายสุเทพสั่งเลิกประชุม เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน

ถก "ก.ตร."ตั้ง "รอง ผบ.ตร.-ผบช."ล่มอีกรอบ "ปุระชัย"แผลงฤทธิ์งัดไม้เด็ด"นามบัตร-เอกสาร"ลายมือ 5 บอร์ดกลั่นกรองฝากเด็กสมัย"พัชรวาท"โชว์ ถามหาคุณธรรม จริยธรรม จี้แสดงสปิริตลาออก เถียงกันลั่น "สุเทพ"สั่งเลิกประชุมก่อนเผ่นกลับ

ถกตั้ง"รองผบ.ตร.- ผบช."ล่มอีก

การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)-ผู้บัญชาการ (ผบช.) ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ต้องเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 3 โดยการประชุมเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน นายสุเทพต้องยุติการประชุม เมื่อ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบรูณ์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ท้วงติงกรณีคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่ง ที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ร้องเรียนว่ามีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในสมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. มีหลายประเด็นที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุม ก.ตร. ในเวลา 09.00 น. นายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานคณะกรรมการคัดเลือกหรือบอร์ดกลั่นกรอง ได้ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาคุณสมบัติข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้ง มี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. และ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน ร่วมประชุมกว่า 3 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ

ด้าน พล.ต.อ.นพดล สมบรูณ์ทรัพย์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะกรรมการกลั่นกรอง กล่าวก่อนประชุม ก.ตร.ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมชูนิ้วโป้งทั้งสองมือว่า การประชุมบอร์ดกลั่นกรองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บัญชีรายชื่อการแต่งตั้งคาดว่าทุกคนจะพอใจและสามารถตอบคำถามสังคมได้ ในการเสนอชื่อบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งต่างๆ

ต่อมาเวลา 13.00 น. นายสุเทพเป็นประธานประชุม ก.ตร. ที่ห้องประชุมในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมวาระที่ 1 และ 2 ผ่านไปด้วยดี ที่ประชุมยกวาระ 4 เรื่องเสนอเพื่อทราบ โดยมีประกาศ ก.ตร. เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือก พิจารณาก่อน ซึ่ง พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ก.ตร. ท้วงติงถึงความเหมาะสม เนื่องจากบอร์ดกลั่นกรองมีถึง 13 คน เกินกึ่งหนึ่งของ ก.ตร.ที่มีเพียง 20 คน ถ้าบอร์ดกลั่นกรองพิจารณารายชื่อมาอย่างไร ก.ตร.ไม่สามารถคัดค้านได้ และต้องมีความเห็นตามบอร์ดกลั่นกรอง ถือว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งนายสุเทพสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปพิจารณาในเรื่องดังกล่าวด้วย

"ปุระชัย"งัดหลักฐานเด็กฝากโชว์

จากนั้นมาพิจารณาวาระที่ 3 นายสุเทพขอให้พิจารณาเรื่องที่ 4 ก่อนคือ รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายศิริโชคให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยอ้างว่าน่าจะเสร็จสิ้นเร็วกว่าเรื่องอื่นๆ โดยอนุ ก.ตร.ชุดพิเศษสรุปว่าประเด็นนี้ไม่มีผู้ให้ถ้อยคำยืนยันว่ามีการรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด จากการแต่งตั้งรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.)-สารวัตร (สว.) ในวาระประจำปี 2551 แต่จากการเข้าไปแทรกแซงแต่งตั้ง ทั้งของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, 4 และ 7 และกรณีขอยกเว้นหลักเกณฑ์การแต่งตั้งอนุ ก.ตร. มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าน่าเชื่อว่าจะมีการทุจริตหรือแสวงประโยชน์จากการแต่งตั้ง และมีความเห็นให้ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและดำเนินคดีอาญามาตรา 157 ด้วย

ฝากตำรวจ - หลักฐานส่วนหนึ่งที่ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ก.ตร.นำมาเปิดเผยภายในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นหนังสือของ ก.ตร.บางคนที่ฝากให้พิจารณาตำรวจในการแต่งตั้งโยกย้าย

ปรากฏว่า ร.ต.อ.ปุระชัยลุกขึ้นมาอภิปราย พร้อมนำนามบัตรและเอกสารลายมือชื่อของบอร์ดกลั่นกรอง 5 ใน 9 ของอนุ ก.ตร. ที่ใช้ฝากฝังในการแต่งตั้งโยกย้ายในสมัยที่ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็น ผบ.ตร. มาแสดงต่อที่ประชุม พร้อมถามว่าลายเซ็นเหล่านั้นเป็นของ อนุ ก.ตร.ชุดพิเศษหรือไม่ และอนุ ก.ตร.ไปเรียกรับผลประโยชน์กับการฝากฝังหรือเปล่า นอกจากนี้ยังถามหาคุณธรรม จริยธรรม ของอนุ ก.ตร.ชุดพิเศษ ที่เข้าไปทำหน้าที่ในบอร์ดกลั่นกรองด้วยว่ามีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร เพราะ ก.ตร.ก็ออกกฎว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2551 ทำให้บรรยากาศการประชุมเคร่งเครียดทันที กระทั่งนายสมศักดิ์แสดงความรับผิดชอบด้วยประกาศขอลาออกจากประธานบอร์ดกลั่นกรอง ซึ่ง ร.ต.อ.ปุระชัยยังอภิปรายว่าน่าจะรับผิดชอบใน ก.ตร.ด้วย นั่นหมายถึงการลาออกจาก ก.ตร. โดยบรรดาอนุ ก.ตร.คนอื่นได้นิ่งเงียบ

"สุเทพ"สั่งยุติประชุมเผ่นกลับ

จากนั้น ร.ต.อ.ปุระชัยส่งหลักฐานต่างๆ ให้นาย สุเทพไปดูด้วยตนเอง เมื่อนายสุเทพไปพิจารณาดูสั่งให้พักการประชุม 5 นาทีเพื่อลดความตึงเครียด หลังครบกำหนดเวลา นายสุเทพกล่าวว่า ในฐานะประธานที่ประชุมว่า ขอใช้อำนาจตามข้อ 17 ข้อบังคับ ก.ตร. (ระบุว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ตร.และอนุ ก.ตร.พ.ศ.2547 ระบุว่าประธานในที่ประชุมมีอำนาจสั่งพักการประชุมหรือสั่งเลิกการประชุมได้ตามที่เห็นสมควร) เพราะเห็นว่าการประชุมมีปัญหาและอุปสรรค ขอยกเลิกการประชุม โดยไม่มีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายแต่อย่างใด

จากนั้นนายสุเทพได้เดินทางกลับทันที โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ให้สอบถาม พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.ท.พงศพัศกล่าวว่า บรรยากาศในที่ประชุมไม่มีปัญหาอะไร เป็นการประชุมตามปกติ แต่เกิดปัญหาที่ทำให้การประชุมดำเนินการต่อไม่ได้ คือ คณะกรรมการบางท่านได้ท้วงติงถึงความสมบูรณ์ของประกาศ ตร. ในการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจ ซึ่งประธานได้สั่งให้เลขาธิการ ก.ตร.ไปตรวจสอบความสมบูรณ์ของประกาศตามที่ถูกท้วงติง เพราะไม่ต้องการให้มีข้อครหาหรือการฟ้องร้องตามมาทีหลัง และต้องพิจารณาองค์ประกอบว่ามีความชัดเจนสมบูรณ์หรือไม่ โดยคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนคุณสมบัติของคณะกรรมการคงต้องมีการตรวจสอบด้วยเพื่อความรอบคอบและโปร่งใส ส่วนการประชุม ก.ตร.ครั้งต่อไปจะมีขึ้นเมื่อไรนั้นยังไม่สามารถ ตอบได้

ฝากตำรวจ - เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ระหว่างการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีการหยิบยกเอาวาระการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจขึ้นมาพิจารณา โดยช่วงหนึ่ง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ก.ตร.ได้นำเอาหนังสือที่มีลายมือและลายเซ็นของ ก.ตร.บางคนเขียนฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความสัมพันธ์ ให้ได้รับการพิจารณา

ปุระชัยชี้ผิดจริยธรรมจี้"ก.ตร."ออก

ด้าน ร.ต.อ.ปุระชัยกล่าวถึงสาเหตุการประชุม ก.ตร.ต้องยกเลิกว่า ได้ท้วงติงในที่ประชุม ก.ตร. ในเรื่องคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่ง ที่นายศิริโชคร้องเรียนว่ามีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในสมัยที่ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็น ผบ.ตร. ที่มีผลการพิจารณาออกมา ซึ่งตนเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการตรวจสอบหลักฐานที่เป็นนามบัตรหรือลายเซ็นที่นายศิริโชคนำมากล่าวอ้าง ไม่มีความชัดเจน ไม่สามารถตอบสังคมได้

"ทั้งนี้ ผมยังทราบว่า อนุ ก.ตร.กว่าครึ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง โดยมีหลักฐานว่ามีการทำหนังสือลงชื่อจากสำนักงานตนเองถึง พล.ต.อ.พัชรวาท เพื่อฝากฝังแต่งตั้งนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงไป ซึ่งหากอนุ ก.ตร.คนใดเกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นการทำผิดจริยธรรม กฎ ก.ตร.ผมเห็นว่าการลาออกจากอนุ ก.ตร.ไม่เพียงพอ ต้องลาออกจาก ก.ตร.ด้วย" ร.ต.อ.ปุระชัยกล่าว และว่า หากมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็ถือว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 266 อนุ 2 ที่ห้าม ส.ส.ก้าวก่ายเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ หากพบหลักฐานว่ามีความผิดจริงสามารถยื่นถอดถอนได้ ส่วนจะเป็นนักการเมืองคนใดนั้นตนไม่ทราบ

"สุเทพ"ยังไม่กำหนดถกอีกรอบ

ต่อมาเวลา 14.15 น. นายสุเทพเดินทางกลับเข้าทำเนียบรัฐบาลและเก็บตัวอยู่บนห้องทำงานชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1 จนเวลา 15.00 น. ก่อนเดินทางออกไปอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวมาดักรอถามถึงสาเหตุที่การประชุม ก.ตร.ล่มอีก แต่นายสุเทพพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ให้สัมภาษณ์ โดยระบุว่า ให้สัมภาษณ์วันละหนพอแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาเรื่องรายชื่อทำไมยังไม่ลงตัวอีก นายสุเทพกล่าวว่า "ยังไม่ได้พิจารณาเลย ยังไม่ทันถึงการพิจารณา มีเรื่องอื่นเสียก่อน เขาขอตรวจสอบความสมบูรณ์ของคณะกรรมการคัดเลือกทั้งคณะเลย" เมื่อถามว่า จะประชุม ก.ตร.อีกครั้งได้เมื่อไหร่ นายสุเทพตอบว่า "เดี๋ยวดูก่อน" ทั้งนี้นายสุเทพยังคงมีสีหน้าปกติ ไม่ได้เคร่งเครียดแต่อย่างใด

เผย36นายพลผ่านบอร์ด

รายงานข่าวแจ้งว่า ข้าราชการตำรวจที่ผ่านบอร์ดกลั่นกรองมี 36 นาย ในระดับ รอง ผบ.ตร.ที่ว่างลง 2 ตำแหน่งจึงโยก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี และพล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต ที่ปรึกษา (สบ 10) เข้าดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.ตำแหน่งหลัก เลื่อน พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว และ พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วยผบ.ตร. ขึ้นเป็นที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร.

ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.จะมีการเลื่อน พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. พล.ต.ท .ประชิน วารี จตร.(สบ 8) เป็นรอง จตร.(สบ 9) เทียบเท่าผู้ช่วย ผบ.ตร. แทน พล.ต.ท.พรชัย พันธุ์วัฒนา รอง จตร.(สบ 9) ที่เออร์ลี่ รีไทร์ พล.ต.ท.จิโรจน์ ไชยชิต ผบช.ศ.ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผบช.ส.เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.บรรจง ตันศยานนท์ จตร.(สบ 8) ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว รอง จตร.(สบ 9) โยกเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ตำแหน่งหลัก และให้ พล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.เป็นรอง จตร.(สบ 9) พล.ต.ท.ชลธาร จิราณรงค์ ผบช.นรป.ขึ้นเป็นรอง นรป.(สบ 9)

ระดับ ผบช. พล.ต.ท.ถวิล สุรเษฐพงษ์ ผบช.ภ.7 เป็น จตร.(สบ 8) พล.ต.ท.ธีระยุทธ กิติวัฒน์ ผบช.งป.เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผบช.สตม.เป็น ผบช.ศ. สำหรับตำแหน่ง ผบช.น.ในบอร์ดกลั่นกรองถกกันยังไม่ได้ข้อยุติมีการเสนอชื่อ พล.ต.ท.เจตต์ มงคลถัตถี ผบช.กมส. พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.ภ.8 มานั่งเป็น ผบช.น. พล.ต.ต.เดชาวัต รามสมภพ รอง ผบช.ภ.3 ขึ้นเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.เฉลิมชัย จงศิริ รอง ผบช.ภ.4 ขึ้นเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผบช.น. เป็น ผบช.ภ.7 และหาก พล.ต.ท.สัณฐานได้ตำแหน่ง ผบช.น.จะให้ พล.ต.ต.พิทักษ์ จารุสมบัติ รอง ผบช.สตม.เป็น ผบช.ภ.8 พล.ต.ท.วีรยุทธ สิทธิมาลิก ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.เป็น ผบช.ภ.9

พล.ต.ต.ม.ล.พันธ์ศักดิ์ เกษมสันต์ รอง ผบช.กตร.เป็น ผบช.สตม. พล.ต.ต.อดิเทพ ปัญจมานนท์ รอง ผบช.ปส.เป็น ผบช.ส. พล.ต.ท.อุดม รักศีลธรรม จตร.(สบ 8) เป็น ผบช.สตส. พล.ต.ต.ยงยุทธ เตียวตระกูล รอง ผบช.ภ.7 เป็น จตร.(สบ 8) พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น.เป็น จตร.(สบ 8) พล.ต.ต.ณัฐพิชย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รอง ผบช.ปส.เป็น จตร.(สบ 8) พล.ต.ต.ธนากร ศิริอัฐ รอง ผบช.สตม.ขึ้นเป็น ผบช.งป. พล.ต.ต.ยงยศ นาคเฉลิม รอง จตร.(สบ7) ขึ้นเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วิบูล ปรองดอง รอง ผบช. สง.ก.ตร.ขึ้นเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.จงเจตน์ อาวน์เจนพงศ์ รองนายแพทย์ใหญ่ (สบ 7) เป็นนายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) พล.ต.ต.ไตรรัตน์ อมาตยกุล นรป.(สบ 7) ขึ้นเป็น ผบช.นรป.(สบ 8) เป็นต้น

หน้า 1

"นพดล"ยอมรับโยกย้ายตร.มีเด็กฝากแต่เป็นการแนะนำให้พิจารณา

7 พ.ย.2552  เวลา 19:12:31 น.  มติชนออนไลน์

พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ หนึ่งในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เปิดเผยวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจทุกครั้งที่ผ่านมา มีการฝากฝังตำรวจให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ จริง แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเพราะตำรวจผู้นั้น มีความรู้ความสามารถ ผู้เป็นนายจึงมีการแนะนำให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา

สำหรับการประชุม ก.ตร.ครั้งต่อไป พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า น่าจะมีการพิจารณาเรื่องขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคัดเลือก หรือ บอร์ดกลั่นกรองการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ หลังจากในการประชุมวันที่ 6 พฤศจิกายน มี ก.ตร.บางคน ท้วงติงเรื่องความไม่เหมาะสม และไม่มีความสมบูรณ์ เนื่องจากบอร์ดกลั่นกรองมีจำนวนถึง 13 คน เกินกึ่งหนึ่งของ ก.ตร. ที่มีเพียง 20 คน เพราะฉะนั้น หากบอร์ดกลั่นกรองพิจารณารายชื่อมาอย่างไร  ก.ตร. จะไม่สามารถคัดค้านได้ 

-----------------------------------

วันที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11565 มติชนรายวัน

วอลล์เปเปอร์นายกฯซัด"ปุ" ไม้บรรทัดงอ ชี้แฉเด็กฝากแค่ช่วยเพื่อน

ก.ตร.อย่าฟัง-ไม่ต้องออก "สุเทพ"โอดโดนอยู่คนเดียว "พท."ถล่มตราบาปสีกากี
คนใกล้ชิดนายกฯป้องบอร์ดกลั่นกรองฝากตำรวจ ชี้เป็นเรื่องปกติของสังคม โยนเป็นหน้าที่ของผู้รับที่จัดทำตามหรือไม่ ซัด"ปุระชัย"ที่แฉหลักฐานเห็นแก่พวกพ้องมากกว่าสถาบัน หมดความน่าเชื่อถือแล้ว ย้อนถามไม้บรรทัดที่ตรงงอแล้วหรือ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิยันไม่ใช่เรื่องเสียหาย อ้างแค่แนะนำคนดี ย้อนถามใครตัดสินจริยธรรม คาดสัปดาห์หน้าหาข้อยุติ 2 ประเด็น "สุเทพ"บ่นอุบโดนอยู่คนเดียว

@ "ศิริโชค"สงสัย"ปุ"เพิ่งโต้แย้ง

นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ลงมา แถลงที่ ปชป. เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน กรณี ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ นำหลักฐานที่บอร์ดกลั่นกรอง และอนุ ก.ตร.ฝากการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจสมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขึ้นมาสอบถามที่ประชุม ก.ตร.ว่าเป็นการกระทำที่ผิดจริย ธรรมหรือกฎ ก.ตร.หรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้อนุ ก.ตร.ที่ฝากตำรวจลาออกจากอนุ ก.ตร.และ ก.ตร. ทำให้การประชุม ก.ตร.ล่ม เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า การกระทำของ ร.ต.อ. ปุระชัย เป็นการแสดงให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของ ร.ต.อ.ปุระชัย ว่าไม่เป็นไปตามที่สังคมได้คาดหวังไว้

นายศิริโชคกล่าวว่า ช่วงการแต่งตั้งอนุ ก.ตร. สืบสวนการซื้อขายตำแหน่ง ทั้ง ร.ต.อ.ปุระชัย และ พล.ต.อ.พัชรวาท ก็เป็น ก.ตร. และเห็นชอบกับการตั้งอนุ ก.ตร.ให้ตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่ง ถ้าเห็นว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีจริยธรรม ไม่มีความเหมาะสม แล้วทำไมวันนั้นถึงได้เห็นชอบแต่งตั้งกรรมการขึ้นมา ทั้งที่ข้อมูลต่างๆ ก็มีอยู่ในมือของบุคคลทั้ง 2 อยู่แล้ว ทำไมไม่โต้แย้งกันเสียตั้งแต่วันนั้น

@ ซัดรักพวกมากกว่าสถาบัน

"เป็นไปได้หรือไม่ว่า บุคคลทั้งสองคาดหวังว่าอนุ ก.ตร.จะสามารถฟอกความผิดในเรื่องการซื้อขายตำแหน่งได้ แต่เมื่อผลสอบออกมาพบว่ามีหลักฐานเชื่อได้ว่ามีการซื้อขายตำแหน่งในปี 2551 จริง ร.ต.อ.ปุระชัยอาจเป็นห่วงเพื่อนที่เป็นผู้ต้องสงสัยในกรณีนี้ จึงออกมาปกป้องเพื่อน ด้วยการพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของอนุ ก.ตร.ชุดนี้ และผมมีสิทธิตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเพิ่งมาโยงกรรมการชุดนี้ ทั้งที่ตั้งมากับมือตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่เหมาะสมกับการที่สังคมให้ความไว้วางใจ ร.ต.อ.ปุระชัย หรือว่าไม้บรรทัดที่ตรงได้งอไปเสียแล้ว สำหรับผมความน่าเชื่อถือของ ร.ต.อ.ปุระชัยไม่มีอีกต่อไปแล้ว เพราะถือว่ารักพวกพ้องมากกว่าสถาบันตัวเอง" นายศิริโชคกล่าว และว่า การฝากฝังนายตำรวจไม่ใช่เรื่องเสียหาย สังคมไทยถือว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ที่รับฝากจะต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ และที่บอกว่าเป็นการแทรกแซงกิจการตำรวจก็ต้องตีความว่าคำว่าแทรกแซงหมายถึงอะไร ถ้าคิดว่าไม่เหมาะสมก็ไม่ต้องตั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เคยมีคนพาดพิงว่าคนใกล้ชิดนายกฯก็ฝากนายตำรวจเหมือนกัน นายศิริโชคกล่าวว่า เป็นการพูดลอยๆ ปราศจากหลักฐาน ใครก็พูดได้ แต่เกรงว่าสังคมจะถูกเบี่ยงเบนประเด็น เพราะการฝากไม่ใช่การซื้อขายตำแหน่ง ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสม ก.ตร.ก็ไม่ต้องตั้ง ดังนั้น ร.ต.อ.ปุระชัยต้องแยกแยะระหว่างความเป็นเพื่อนกับหลักการ เมื่อถามว่าอย่างนี้ ก.ตร.ที่ถูกเปิดเผยชื่อ ก็ไม่ต้องลาออกใช่หรือไม่ นายศิริโชคกล่าวว่า "ทำไมต้องฟัง ร.ต.อ.ปุระชัย คำพูดของคนคนเดียว สังคมคงจะไม่ให้ความเชื่อถือสักเท่าไหร่ เพราะความน่าเชื่อถือของ ร.ต.อ.ปุระชัยไม่มีแล้วครับ"

@ "สุเทพ"บ่นอุบโดนอยู่คนเดียว

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะประธาน ก.ตร. ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ถึงสาเหตุที่การประชุม ก.ตร.ล่มเป็นครั้งที่ 3 โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่า "อย่าเพิ่งให้ผมบอกอะไรไปตรงๆ เลย" เมื่อถามว่า จะนัดประชุม ก.ตร.อีกครั้งได้เมื่อไร นายสุเทพปฏิเสธที่จะตอบและตัดสายโทรศัพท์ทิ้งทันที

ทั้งนี้ ระหว่างไปร่วมงานฉลองของ น.ส.พิมพ์รำไพ พันธุ์วิชาติกุล บุตรสาวนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ กับนายณัฐพงษ์ หงส์ชวลิต ที่โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายสุเทพเรื่องปัญหาการประชุม ก.ตร. แต่นายสุเทพพยายามบ่ายเบี่ยง โดยกล่าวว่า "เอาไว้ให้พร้อมๆ กันดีกว่า" อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่อยู่ในงานเลี้ยง นายสุเทพได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร. โดยมีการพูดถึงการประชุม ก.ตร.เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ตอนหนึ่งว่า "ผมโดนอยู่คนเดียว เลยต้องรีบปิดประชุม"

@ ก.ตร.ชี้ฝากตำรวจไม่เสียหาย

พล.ต.อ.บุญเพ็ญ บำเพ็ญบุญ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือก หรือบอร์ดกลั่นกรอง กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.ปุระชัยทวงถามจริยธรรมของคณะกรรมการคัดเลือกและ ก.ตร.ที่ฝากตำรวจ ว่าออกมาพูดแบบนี้ก็ไม่เป็นไร จะพูดอะไรก็ไม่มีใครถือสา เรื่องนี้ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เป็นมุมหนึ่งที่มีคนอยากจะพูด

"เรื่องการเสนอชื่อฝากฝัง ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรมากมาย เพราะเป็นลักษณะของการเสนอแนะคนที่เราเห็นว่าดี เหมาะสมเข้าดำรงตำแหน่ง และไม่ได้บังคับว่าเสนอไปแล้วต้องได้ แค่แนะนำขึ้นไปเท่านั้น เพราะคนเสนอชื่อก็ไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไร" พล.ต.อ.บุญเพ็ญกล่าว และว่า ส่วนเรื่องจริยธรรมนั้น ไม่ทราบว่าใครตัดสิน ใครกันเป็นคนชี้ผิดชี้ถูก เรื่องนี้ไม่มีอะไร

เมื่อถามว่า มีการพูดว่า ก.ตร.หมดความชอบธรรมแล้ว พล.ต.อ.บุญเพ็ญกล่าวว่า ตรงนี้ใครกำหนด ยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่มีอะไร ก.ตร. ไม่มีความขัดแย้ง สามารถทำงานต่อไปได้ เมื่อ ก.ตร.บางคนข้องใจ ก็เสนอประเด็นขึ้นมาเท่า นั้น หลังจากนี้การแต่งตั้งนายพลตำรวจจะสามารถดำเนินไปได้ เพราะเท่าที่ดูรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านบอร์ดกลั่นกรองมาแล้วนั้น ก็ออกมาดูดี พิจารณากันตามความอาวุโส ประกอบกับความสามารถและความเหมาะสม

"ผมต้องชื่นชมในความใจกว้างของนายสุเทพ ที่เปิดกว้างรับฟังความเห็นของ ก.ตร.ทุกๆ คน ให้อิสระและมีใจที่ยุติธรรมมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งการประชุม ก.ตร.ครั้งนี้ นายสุเทพทำดีที่สุดแล้วที่รับฟังและยุติการประชุมเมื่อเห็นว่าสถานการณ์มันไม่เหมาะสม ผมชื่นชมจริงๆ" พล.ต.อ.บุญเพ็ญกล่าว

@ สัปดาห์หน้าหาข้อสรุป 2 ปม

ด้าน พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ หนึ่งในอนุ ก.ตร.ตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่งและบอร์ดกลั่นกรอง กล่าวว่า จะไม่พูดอะไรมากถึงเรื่องนี้ หากออกมาตอบโต้กันไปมาจะเสียหายไปใหญ่ ตรงนี้รอให้มีการประชุม ก.ตร.ครั้งหน้าเพื่อจัดการปัญหาเสียก่อนจึงจะออกมาพูดได้

"นายสุเทพบอกว่าเรื่องนี้ต้องจัดการโดยเร็ว ก.ตร.ต้องคุยกัน คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการประชุม ก.ตร.อีกครั้ง โดยต้องหารือกัน 2 ประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตเพื่อหาข้อยุติ คือ 1.เรื่องการตั้งคณะกรรมการคัดเลือกที่อ้างว่าสัดส่วนมากกว่า ก.ตร. 2.เรื่องการถามหาจริยธรรม ตรงนี้ ก.ตร.ก็ต้องหารือให้ยุติ เพราะเหรียญมี 2 ด้าน ขึ้นอยู่กับใครจะเลือกมองด้านไหน" พล.ต.อ.นพดลกล่าว

ขณะที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การประชุม ก.ตร.ที่ล่ม ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจต้องเลื่อนออกไปอีก ถือว่าเป็นความอัปยศและเป็นตราบาปสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เนื่องจากมีการเลื่อนการประชุม ก.ตร.มาถึง 3 ครั้งแล้ว อีกทั้ง ร.ต.อ.ปุระชัยยังออกมาเปิดเผยถึงการฝากตำรวจ

หน้า 1
---------------------------------
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม