แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คดีดัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คดีดัง แสดงบทความทั้งหมด

พงส.นำตัว"พงศ์พัฒน์"ส่งศาลอาญา เพื่อคุมตัวไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

29/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 29 พ.ย.2557

พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล นำตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ไปที่ศาลอาญารัชดา เพื่อออกหมายขังให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กรมราชทัณฑ์ โดยมีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นำรถตู้มารอรับ ซึ่ง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มีสีหน้าอิดโรย

ทั้งนี้ พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้สอบสวน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวก เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้นำตัวมาฝากขัง โดยผู้ต้องหาทั้งหมดที่นำมาฝากขังพร้อม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จะครบกำหนดฝากขังผลัดแรกในวันที่ 4 ธันวาคมนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะยื่นฝากขังผลัดที่ 2 โดยคัดค้านการประกันตัวเช่นเดิม เนื่องจากเห็นว่าเป็นข้าราชการระดับสูง อาจใช้อิทธิพลไปข่มขู่พยาน พร้อมยืนยัน การฝากขัง เจ้าหน้าที่ไม่มีการทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาแต่อย่างใด ซึ่งการที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ขาเจ็บนั้น เป็นเพราะอายุมากและสุขภาพไม่แข็งแรง

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แต่งตั้งพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบของกลางทั้งหมด และขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบแล้ว รวมถึงจะสอบสวนขยายผลหาผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม หากพบมีการซุกซ่อนของกลางไว้ที่ใด จะขอหมายศาลไปค้นต่อไป พร้อมยืนยัน ใครกระทำความผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกัน
 
Read more ...

ยุติคำสั่งย้าย “ชัยทัต บุญขำ” ผบก.ป. แต่ให้ปฏิบัติราชการ สนง.นายตำรวจราชสำนักประจำ

26/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 26 พ.ย.2557

ผบ.ตร.ยุติคำสั่งเด้ง “ชัยทัต บุญขำ” ผบก.ป.ที่ถูกให้มาปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. แต่ให้ไปปฏิบัติราชการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำแทน

วันนี้ (26 พ.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามคำสั่ง ตร.ที่ 643/2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ ใจความว่า เพื่อให้การปฏิบัติราชการของสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ จึงยุติการให้

พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผู้บังคับการกองปราบปราม 

ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ตามคำสั่ง ตร.ที่ 625/2557 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และให้ พล.ต.ต.ชัยทัต ปฏิบัติราชการ สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำมอบหมาย ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง สำหรับ พล.ต.ต.ชัยทัตนั้น ได้รับคำสั่งให้ช่วยราชการ ศปก.ตร.พร้อมกับ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 ป.ซึ่งเสียชีวิตแล้ว และเป็นหนึ่งในเครือข่ายกระทำผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. แต่จากการสืบสวนไม่พบว่าร่วมกระทำผิดจึงไม่มีการออกหมายจับหรือไม่มีคำสั่งอื่นใด เพียงกันไว้เป็นพยานเท่านั้น 
Read more ...

“สมยศ” สั่งตั้ง กก.สอบวินัย “พงศ์พัฒน์” กับพวกรวม 7 นาย

24/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 24 พ.ย.2557

“สมยศ” เซ็นตั้งกรรมการสอบวินัย “พงศ์พัฒน์” กับพวกรวม 7 นาย หากพบตำรวจอื่นมีเอี่ยวให้รายงานด่วน

วันนี้ (24 พ.ย.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 633/2557 ลงวันที่ 23 พ.ย. 2557 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยระบุว่า ตามที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงค์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. ปฏิบัติราชการศปก.ตร. พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน. ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร. พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ผกก.4 ปคบ. ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร.ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป.ต้องคดีอาญาแล้วได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เลขที่ 632/2557 ไปแล้วนั้น

อาศัยตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 86 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าวประกอบด้วย พล.ต.อ.ชนินทร์ ปรีชาหาญ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน

พล.ต.ท.ชินทัต มีศุข จเรตำรวจ (สบ 8) 
พล.ต.ต.จักกฤษศณ์ สิงห์ศิลารักษ์ รองจเรตำรวจ (สบ 7) 
พล.ต.ต.ไพบูลย์ อุดมสินค้า ผบก.กต.9 จต. พ
.ต.อ.ชยธวัส เสาวนะ รอง ผบก.กต.9 จต.เป็นกรรมการ 
พ.ต.อ.ทรงกลด เกริกกฤติยา ผกก.ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 1 กต.9 เป็นกรรมการและเลขานุการ 
พ.ต.ท.วณัฐศ์ ชาลประเสริฐ สว.ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 1 กต.9 จต.เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า 

พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผบช.สตม. มีคำสั่งเลขที่ 257/ 2557ลงวันที่ 23 พ.ย. 2557 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน 

พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.จว.สมุทรสาคร 

ประกอบด้วย 
พ.ต.อ.สิทธิชัย โล่กันภัย รองผบก.ตม. 3 
พ.ต.อ. วีรยศ การุณธร ผกก.กองกำกับการบริการคนต่างด้าว บก.ตม.3 
พ.ต.ท.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.กองกำกับการบริการคนต่างด้าว บก.ตม.3 เป็นกรรมการ 
พ.ต.ท.ยุทธนา ราชจันทร์ สว.ตม.จว.นครปฐม บก.ตม.3 เป็นกรรมการและเลขานุการ และ
ร.ต.อ.นพรัตน์ ศิริมุสิกะ รอง สว.ตม.จว.นครปฐม บก.ตม.3 เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

โดยให้คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. 2557 ให้แล้วเสร็จ แล้วเสนอสำนวนการสอบสวนมาเพื่อพิจารณาต่อไป หากคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ากรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดวินัยร้ายแรงในเรื่องอื่น นอกจากที่ระบุในคำสั่งนี้ หรือกรณีที่การสอบสวนไปพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น และคณะกรรมการมีความเห็นว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนกระทำความผิดในเรื่องที่สอบสวนนั้น ให้ประธานรายงานมาให้ทราบโดยเร็ว
Read more ...

ผงะเซฟพงศ์พัฒน์ เงินพันล. ชี้ทำเสื่อมพระเกียรติ ทั้ง"โฉนด-พระ"เฉียดหมื่นล้าน ผบ.ตร.ให้ออกพร้อม"7ตำรวจ"

24/11/57
โดยข่าวสด เมื่อ 24 พ.ย.2557

ทั้ง"โฉนด-พระ"เฉียดหมื่นล้าน ผบ.ตร.ให้ออกพร้อม"7ตำรวจ" กัน"ผู้การกองปราบ"เป็นพยาน ยันผกก.1 ป.ที่ตกตึก-ฆ่าตัวตาย

ตะลึงค้นบ้าน"พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์" อดีตผบช.ก. พบเงินสดนับพันล้านซุกในตู้เซฟหลายใบพร้อมยึดโฉนดที่ดิน-พระเครื่องจำนวนมากมูลค่าเฉียดหมื่นล้านบาท ผบ.ตร.เซ็นคำสั่งให้ออกจากราชการพร้อม 6 ตร. ขณะที่ ผบช.สตม.ให้ผกก.ที่เกี่ยวข้องออกตามรวมเป็น 7 นาย พร้อมจ่อตั้ง กก.สอบวินัยร้ายแรง หลังถูกจับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและเรียกรับสินบน ส่วนผู้การกองปราบฯ รอด เพราะให้การเป็นประโยชน์และไม่เกี่ยวข้องกับคดี ม.112 โฆษก ตร.ย้ำทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ยันผกก.1 ป.ฆ่าตัวตายเพราะเครียดมีชื่อพัวพันคดีนี้ด้วย ส่วนผู้ต้องหาหญิงที่ยังหลบหนีสอบพบทำหน้าที่ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน

จากกรณีศาลอาญาออกหมายจับพล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ช่วยราชการศปก.ตร. ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ และเป็นเจ้าพนักงาน เรียกรับสินบนหรือประโยชน์อื่นใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ 149 นอกจากนี้ออกหมายจับตำรวจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 6 นาย ประกอบด้วยพล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป., พล.ต.ต. บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน., พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล ผกก.ตม.สมุทรสาคร, ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และด.ต. ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. กับพลเรือนอีก 3 คน ประกอบด้วยนางสุดาทิพย์ ม่วงนวล, นางสวงค์ มุ่งเที่ยง และนายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช รวมเป็น 10 คน ขณะที่พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผกก.1 ป. ที่เพิ่งเสียชีวิตจากการตกจากที่สูงเมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมาพบว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ด้วย เบื้องต้นตำรวจควบคุมพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กับพวกรวม 8 คน โดยมีนางสุดาทิพย์อยู่ระหว่างหลบหนี ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 23 พ.ย. รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.มีคำสั่ง ตร.ที่ 632/2557 ลงวันที่ 23 พ.ย.2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน โดยคำสั่งดังกล่าวระบุว่า อาศัยอำนาจตามมาตรา 95 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบกฎก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 8

จึงมีคำสั่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ ผบช.ก.ปฏิบัติราชการศปก.ตร. พล.ต.ต. โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก.ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร.พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน.ปฏิบัติราชการศปก.ตร. พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ผกก.4 บก.ปคบ. ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และด.ต. ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. ออกจากราชการไว้ก่อน ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อนึ่งผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามคำสั่งนี้มีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อก.ตร.ตามพ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 105 ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่งและประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองหรือส่งไปทางไปรษณีย์ลงทะเบียนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอรับผลการวินิจฉัยอุทธรณ์

มีรายงานว่าในวันที่ 24 พ.ย.นี้ พล.ต.อ. สมยศจะมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับนายตำรวจทั้ง 6 นายด้วย

วันเดียวกัน พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) มีคำสั่ง สตม.ที่ 258/2557 ลงวันที่ 23 พ.ย.2557 ให้พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.ตม. สมุทรสาคร ออกจากราชการไว้ก่อนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าสำหรับคำสั่งให้ออกจากราชการของตำรวจทั้งหมด ไม่มีรายชื่อ พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป. เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากนักและให้การเป็นประโยชน์อย่างมาก จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะกันตัวไว้เป็นพยาน

ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร. รรท.ผบช.ก และโฆษก ตร. กล่าวว่า มีการควบคุมตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวกรวม 8 คนไว้แล้ว มีแจ้งข้อหาและรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างควบคุมตัว เพื่อสอบสวนและจะนำตัวไปรายงานตัวฝากขังต่อศาลอาญาในวันที่ 24 พ.ย. ส่วนพลเรือนอีก 2 คนนั้นอยู่ระหว่างการติดตามจับกุม

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวด้วยว่า จากการสืบสวนสอบสวนมีพยานหลักฐานว่ามีการกระทำอันทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ ซึ่งรายละเอียดพฤติการณ์การกระทำผิดจะมีการแถลง เปิดเผยหลักฐานต่อสื่อมวลชนอย่างละเอียดอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งจากการสอบสวนทั้งหมดให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา

โฆษก ตร.กล่าวด้วยว่า สำหรับพ.ต.อ. อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีตผกก.1 ป. ที่เสียชีวิตนั้นจากการสืบสวนพบอยู่ในขบวนการเดียวกันร่วมกระทำความผิด โดยก่อนหน้านี้เชิญตัวมาให้ข้อมูลแล้วและให้ความร่วมมืออย่างดี แต่ขณะนั้นยังไม่ขออนุมัติหมายจับจึงยังไม่ควบคุมตัวไว้ กระทั่งต่อมาทราบว่าหลังพ.ต.อ.อัครวุฒิ์ให้ข้อมูลแล้วก็ไปกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ด้วยความเครียดและเกรงกลัวถูกดำเนินคดี ทรายภายหลังว่าก่อนเข้าให้ข้อมูลนั้น พ.ต.อ.อัครวุฒิ์มีอาการเครียดโดยพยานยืนยันว่าพยายามฆ่าตัวตายถึง 3 ครั้ง และเขียนข้อความลาตายทิ้งไว้ด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่าตำรวจและหน่วยอรินทราชเข้าจับกุมพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพล.ต.ต. โกวิทย์ พร้อมพวกเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นนำทั้งหมดไปสอบปากคำที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง ก่อนที่ในช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 23 พ.ย. จึงแยกผู้ต้องหาทั้งหมดควบคุมผู้ต้องหาตามห้องขังสถานีตำรวจ นครบาลต่างๆ รวม 8 แห่ง โดยพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สน.เตาปูน ซึ่ง ผบช.ก.สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวสีกากี ไม่มีท่าทีเคร่งเครียดแต่อย่างใด

รายงานข่าวแจ้งอีกว่าในการเข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาทั้ง 8 คนพบหลักฐานและทรัพย์สินจำนวนมาก โดยเฉพาะที่บ้านพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พบเงินสดนับพันล้านบาท เก็บไว้ในตู้เซฟหลายใบ ตำรวจใช้เวลานานนับชั่วโมงกว่าจะเจาะตู้เซฟนำเงินออกมาได้ทั้งหมด นอกจากนี้มีทรัพย์สินอื่น อาทิ พระพุทธรูปบูชาหายาก กว่า 100 องค์ พระเครื่องชื่อดังจำนวนหลายพันองค์ โฉนดที่ดินจำนวนมาก รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ร่วม 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าสำหรับนางสุดาทิพย์ และนางสวงค์ ผู้ต้องหาที่เป็นพลเรือนทำหน้าที่ดูแลเรื่องทรัพย์สินและยักย้ายถ่ายเทต่างๆ โดยนางสุดาทิพย์อยู่ระหว่างหลบหนี
Read more ...

ย้ำบทเรียนจาก "พล.ต.อ.สมเพียร" โยกย้ายวงการสีกากีอย่าซ้ำรอยเดิม

16/3/55

โดยเดลินิวส์ เมื่อ 16 มี.ค.2555

ในจังหวะที่กำลังจะมีการโยกย้ายครั้งใหญ่ของวงการสีกากีอีกครั้ง ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2554 ทาง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ได้เซ็นคำสั่งลงวันที่ 8 มี.ค. ให้ทุกกองบัญชาการ ดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ “รองผบก.-สว.” ประจำปี พ.ศ. 2554 ให้เสร็จสิ้นพร้อมกันในวันที่ 29 มี.ค. 55 นี้  หลังจากขอขยายระยะเวลาการแต่งตั้งจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไปแล้ว  2 ครั้งด้วยกัน (ตามปกติต้องดำเนินการแต่งตั้งตำรวจระดับ รองผบก.-สว.ให้เสร็จสิ้นในเดือนพ.ย.54)

เรียกว่าเป็นการขยายเวลาการแต่งตั้งยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งของแวดวงสีกากี !

ทั้งนี้ที่ประชุม ก.ตร. ได้อนุมัติให้ขยายระยะเวลาการแต่งตั้งตามที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้เหตุผล 3 ประการคือ 1. ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งผบก.-รองผบช . 2. การแต่งตั้งระดับ รองผบก.-สว. ทางกองบัญชาการต้องดำเนินการเอง และมีหลายขั้นตอน เช่น ต้องมีการประสานงานกันระหว่างกองบัญชาการที่ต้องแต่งตั้งข้ามหน่วย และการขอยกเว้นหลักเกณฑ์ไม่ครบ 2ปี 3.อยู่ระหว่างการขออนุมัติ ก.ตร.อนุมัติตำแหน่งเพิ่มเติม

ปกติตามกฎเกณฑ์ ก.ตร.การแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.-สว. แต่ละกองบัญชาการเป็นผู้ดำเนินการแต่งตั้งโดย มีผู้บัญชาการ (ผบช.) เสนอบัญชีรายชื่อ และให้ รอง ผบช. เป็นประธานคณะกรรมการการแต่งตั้งพร้อมคณะกรรมการอื่น ๆ โดยข้าราชการตำรวจที่จะมีสิทธิเลื่อนยศขึ้น รวมถึงโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นจะมีหลักเกณฑ์กำหนดอยู่อย่างเข้มงวด และให้ยึดลำดับอาวุโสไม่น้อยกว่า 33 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่ง หากตำรวจรายใดดำรงตำแหน่งยังไม่ครบ 2 ปีก็ไม่สามารถโยกย้ายออกจากตำแหน่งเดิมได้เพื่อไม่ให้เกิดการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง

อย่างไรก็ดี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์  ผบ.ตร. เน้นย้ำให้ทุกหน่วยดำเนินการแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 และกฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจ  ที่สำคัญยังได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งเพิ่มเติมค่อนข้างชัดเจน อาทิ  1. ให้ทุกหน่วยดำเนินการแต่งตั้ง ข้าราชการตำรวจตามที่ อนุฯก.ตร. ร้องทุกข์มีมติให้เยียวยาหรือแก้ไขให้กับผู้ร้องทุกข์ทุกราย 2. ให้นำผลการตรวจราชการประจำปีของจเรตำรวจมาใช้ประกอบในการพิจารณาแต่งตั้ง ทั้งกรณีการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นและสับเปลี่ยนหมุนเวียนในตำแหน่งเท่าเดิม

3. หากมีกรณีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับสารวัตรเลื่อนดำรงตำแหน่ง สวญ. จะต้องเป็นการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสภ. ที่ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่ง พงส. (สบ 3)  และไม่มีการแต่งตั้ง พงส. (สบ 3) หมุนเวียนมาดำรงตำแหน่งในคราวเดียวกันด้วย ให้ทุกหน่วยจัดส่งบัญชีลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจระดับ รอง สว.-ผกก. และบัญชีตำแหน่งว่างให้แก่คณะกรรมการคัดเลือก เพื่อศึกษาเป็นข้อมูลก่อนการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้ง

สำหรับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่งครั้งสุดท้ายไม่ครบ 2 ปี สับเปลี่ยนหมุนเวียนในตำแหน่งเท่าเดิม ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ผบ.ตร.ก่อน ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการเฉพาะกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นเท่านั้น  โดยให้ระบุตำแหน่งใหม่และเหตุผลความจำเป็นให้ชัดเจน และให้จัดทำบัญชีสรุปรายชื่อข้าราชการตำรวจที่เสนอขอความเห็นชอบ ให้แต่ละหน่วยเป็นผู้รวบรวมบัญชีรายชื่อ ข้าราชการตำรวจในสังกัด เสนอไปคราวเดียวกัน โดยให้เสนอไปยัง ตร. (ภายใน 20 มี.ค.)

ส่วนของผู้ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีตำรวจระดับ “ผกก.” ตำแหน่งเดียวระยะเวลา 4 ปี หากหน่วยมีความจำเป็นที่จะให้ดำรงตำแหน่งต่อ ให้เสนอเหตุผลความเห็นความจำเป็นมายัง ตร.(ภายใน 20 มี.ค.) โดยให้แต่ละหน่วยเป็นผู้รวบรวมบัญชีรายชื่อข้าราชการตำรวจเสนอไปยังตร. ในคราวเดียวกัน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ การคัดเลือกการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง “ผกก.” ในส่วนที่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ให้คำนึงถึงการปฏิบัติงานด้านยาเสพติดเป็นสำคัญโดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นยุทธศาสตร์ด้านยาเสพติด ให้สามารถปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องได้ทันที เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม

โดยการแต่งตั้งให้ยึดลำดับอาวุโสไม่น้อยกว่า 33 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่ง คำสั่งครั้งนี้ ยังได้ระบุให้ทุกหน่วยดำเนินการ จัดส่งบัญชีข้าราชการตำรวจระดับ รองผบก.-สว.ภายใน 16 มี.ค. เพื่อจะได้มีคำสั่งแต่งตั้งพร้อมกันทุกหน่วยในวันที่ 29 มี.ค.  และให้คำสั่งมีผลการแต่งตั้งพร้อมกันในวันจันทร์ที่  2  เม.ย.นี้

ดังนั้นการแต่งตั้งโยกย้ายสีกากีระลอกใหญ่แบบยืดเยื้อข้ามปีในยุคที่มี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ผบ.ตร.เป็นผู้กุมบังเหียนจะออกมามีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร จึงถูกทั้งประชาชนทั่วไปและสื่อมวลชนเองจับตาดูเป็นพิเศษ นอกจากนี้ล่าสุดสื่อมวลชนสายตำรวจ ต่างกำลังจับจ้องคำพูดปริศนาของรัฐมนตรี ที่เอ่ยถึงทั้ง “เงาปิศาจ” หรือ “คนใส่สูท” ได้เข้าไปป้วนเปี้ยนในยุทธจักรปทุมวัน นั้นข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร?ที่สำคัญจะเข้ามามีเอี่ยวในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ด้วยหรือไม่

เคยมีบทเรียนในอดีตสำคัญ ๆ เกิดขึ้นมากมายเมื่อถึงเวลาแต่งตั้งโยกย้ายในแวดวงตำรวจ จะมีทั้งผู้สมหวังและผิดหวังคละเคล้ากันไป แต่หากย้อนกลับไปดูจะมีเรื่องราวที่ผู้คนในสังคมน่าจะยังจดจำไม่ลืม กรณีการสูญเสีย นายตำรวจน้ำดีแต่ไม่มีเส้นสาย พล.ต.อ.สมเพียร  เอกสมญา อดีต ผกก. สภ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อปี พ.ศ. 2553 ก่อนจบชีวิตวันที่ 23 ก.พ. 53 อุตสาห์หอบแฟ้มประวัติคุณงามความดีในชีวิตราชการตลอด 40 ปี บากหน้าเข้าเมืองกรุงเพื่อพบผู้ใหญ่ หลังการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับ “รอง ผบก.-สว.” ระบุว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย

พล.ต.อ.สมเพียร ได้ขอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโยกย้ายไปลงโรงพัก ในพื้นที่ จ.ตรัง สังกัด บช.ภ.9  ซึ่งมีตำแหน่งว่างอยู่ และเห็นว่าเป็นปีสุดท้ายก่อนที่จะเกษียณราชการ แต่สุดท้ายไม่ได้รับการพิจารณาโดยไม่ทราบเหตุผลชัดเจน เลยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปร้องเรียนเรื่องนี้ให้รัฐบาลรับทราบ เหตุการณ์ครั้งนั้น พล.ต.อ.สมเพียร ให้สัมภาษณ์สื่อด้วยน้ำตานองหน้า ภายหลังกลับจากยื่นเรื่องร้องเรียนก็กลับไปปฏิบัติหน้าที่ปกติใน อ.บันนังสตา

กระทั่งวันที่ 12 มี.ค. 53 วงการสีกากีก็ต้องมาสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ พล.ต.อ.สมเพียร ได้ถูกกลุ่มโจรใต้ลอบวางระเบิดสังหารขณะนั่งรถออกตรวจพื้นที่ สร้างความสลดหดหู่ให้กับสังคมอย่างมาก เมื่อมีการนำทั้งภาพ-ข่าวของ พล.ต.อ.สมเพียร มานำเสนอครั้งใด ผู้คนทั่วไปแม้จะไม่ใช่ตำรวจเองต่างก็น้ำตาซึมเกือบทุกครั้ง ก็หวังว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายของวงการสีกากี น่าจะจดจำบทเรียนของ “วีรบุรุษนักสู้ แห่งเทือกเขาบูโด” ใช้เป็นอุทาหรณ์ได้อย่างดีว่าควรคำนึงถึงตำรวจที่ตั้งใจทำงานแต่ไม่มีเส้นมีสายก็ก้าวหน้าได้.

มณฑาทิพย์ แซ่ปู้
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม