แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมือง แสดงบทความทั้งหมด

ปฏิรูปตำรวจ โดยตำรวจเพื่อข้าราชการตำรวจ ประชาชน และสังคม

9/8/62
ปฏิรูปตำรวจ สังคมไทยจะได้อะไร?

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีแนวคิดในการพัฒนาระบบงานตำรวจโดยปรากฏหลักฐานอ้างอิงในสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เหตุผลสำคัญของการมีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบงานตำรวจเนื่องจากมีการกล่าวหาว่า นักการเมืองบางกลุ่ม ใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือทางการเมือง (Political tool) และไม่ได้ทำงานบนพื้นฐานความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง แนวคิดในการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนาระบบงานขององค์กรตำรวจได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจซึ่งมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธานคณะกรรมการ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกรอบระยะเวลาของการทำงาน ผลการศึกษา วิจัย ยังมิได้มีการนำไปใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ฯ หมดวาระ ประเด็นปัญหาการปฏิรูปตำรวจ ได้มีการหยิบยกมาศึกษาต่อ สมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยยังคงมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นหัวหน้าคณะทำงานถึงแม้ผลการศึกษาวิจัยของคณะทำงานจะได้ข้อสรุปและส่งให้รัฐบาลในขณะนั้นเป็นผู้พิจารณา แต่ระบบงานตำรวจยังมิได้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นได้ครบวาระ

หากพิจารณาถึงแนวทางในการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ประเทศไทยไม่ใช่เป็นประเทศแรกที่มีการพิจารณาในเรื่องนี้ แต่ระบบงานตำรวจในหลายประเทศทั่วโลกได้มีวิวัฒนาการและมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา นักการเมืองเองก็เคยใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์โดยอาศัย ช่องว่างของระบบโครงสร้างการบริหารงาน หากพิจารณาถึงโครงสร้างการบริหารงานตำรวจในประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบัน พบว่า จะเป็นการบริหารงานแบบกระจายอำนาจ (Decentralization) โดยตำรวจในแต่ละพื้นที่จะมีอำนาจในการบริหารจัดการงานของตำรวจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีการมุ่งเน้นให้ประชาชนในทุกภาคส่วน ทุกระดับชั้น ทั้งกลุ่มคนที่มีสถานภาพทางสังคมชั้นสูง (Elite group) และกลุ่มคนในระดับรากหญ้า (Grassroots) เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ ในลักษณะของการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจกับประชาชนในชุมชน โดยมีบทบาทที่เท่าเทียมกัน (Equal partner) ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ เช่น ระบบงานตำรวจในประเทศสหราชอาณาจักร (United Kingdom) โครงสร้างการบริหารงานถูกออกแบบมาให้คานอำนาจกันระหว่าง ๓ หน่วยงานหลัก (Tripartite structure) ได้แก่ รัฐบาลส่วนกลาง (Central government) โดยกระทรวงมหาดไทย (Home Office), คณะกรรมการบริหารงานตำรวจระดับท้องถิ่น (Police Authorities) และหัวหน้าหน่วยงานตำรวจภูมิภาค (Chief Constables)ซึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็นระบบงานตำรวจที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ประเทศเยอรมันเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจซึ่งประสบความสำเร็จในการปฏิรูประบบงานตำรวจ จากอดีตที่อาชีพตำรวจเคยเป็นที่รังเกียจของประชาชนแต่จากผลการสำรวจความคิดเห็นของคนในประเทศล่าสุด พบว่า อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ทั้งในเรื่องความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และประสิทธิภาพการทำงานแต่ในขณะเดียวกันนักการเมืองในประเทศเยอรมันกลับเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับน้อยที่สุด บทเรียนในอดีตสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือสมัยฮิตเลอร์ซึ่งเป็นยุคเผด็จการทางอำนาจ มีการใช้อำนาจในทางที่ผิด ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตหลายล้านคน เป็นประวัติศาสตร์ที่เตือนใจให้คนเยอรมันรุ่นหลังได้จดจำและได้ปลูกฝังกันรุ่นต่อรุ่นว่าจะมิให้มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก หากพิจารณาในรายละเอียดของเหตุการณ์สมัยดังกล่าว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอาชีพตำรวจในขณะนั้น มีบทบาทสำคัญที่ถูกนักการเมืองใช้เป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายตรงข้าม และสร้างฐานอำนาจให้ตัวเอง หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ นักการเมือง องค์กรตำรวจ และประชาชน ได้มีความเห็นร่วมกันที่จะพัฒนาระบบงานตำรวจ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างการบริหารงานจากลักษณะทหารให้มีความใกล้ชิดพลเรือนมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าตำรวจต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชน ประชาชนมิใช่ศัตรูของตำรวจ จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบดังกล่าว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศเยอรมันได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่ผ่านมา

จากการศึกษาวิจัยการปฏิรูประบบงานตำรวจในหลายๆ ประเทศที่ประสบผลสำเร็จ ได้รับการยอมรับ และได้รับความศรัทธาจากประชาชน พบว่า การจะพัฒนาระบบงานตำรวจให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น ต้องประกอบด้วยหลักสำคัญ ๓ ประการ (หลัก 3P) คือ

๑.เจตจำนงทางการเมือง (Political will) ผู้นำทางการเมืองและรัฐบาล ต้องมีเจตนารมณ์อัน แน่วแน่ที่จะปรับปรุงระบบงานตำรวจให้อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

๒.ภาคประชาชน (Public) ประชาชนทุกภาคส่วนต้องสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานขององค์กรตำรวจและมีส่วนร่วมรับผิดชอบในกิจการของตำรวจ

๓.ตำรวจ(Police) เจ้าหน้าที่ตำรวจเองต้องอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์และสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปองค์กรทั้งในด้านโครงสร้าง ระบบงาน อำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบต่างๆ

องค์กรตำรวจเป็นหน่วยงานแรกในกระบวนการยุติธรรมที่สามารถบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และผดุงความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม การทำหน้าที่ของตำรวจถึงแม้มิอาจสร้างความพึงพอใจแก่ทุกฝ่ายได้ แต่ผลประโยชน์ของสาธารณชนและความผาสุกของประชาชนต้องถือเป็นความสำคัญในลำดับแรก (First priority) การที่จะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในทุกสาขาอาชีพได้อย่างประสบผลสำเร็จ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการกล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบงานของตำรวจให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับคนทุกชนชั้นในสังคม การศึกษาถึงแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาระบบงานตำรวจจึงมีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนโดยรวม จากการศึกษาระบบงานตำรวจทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา พบว่า ระบบงานของตำรวจจะประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับ เป็นที่เชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนได้นั้น มีการพิจารณาองค์ประกอบที่สำคัญต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑.การบริหารงานตำรวจ (Police Administration)

๒.การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation)

๓.ความโปร่งใสในการทำงานของตำรวจ (Police Transparency)

๔.บทบาทและความรับผิดชอบของตำรวจ (Roles and Responsibilities)

๕.การฝึกอบรมและการคัดเลือก (Training and recruitment)

๖. เงินเดือน สวัสดิการและวัสดุอุปกรณ์ (Salary, welfare and resources)

๑.การบริหารงานตำรวจ (Police Administration)

 ถึงแม้จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ แล้วก็ตาม ระบบงานตำรวจของประเทศไทยดูเหมือนจะยังคงรวมศูนย์อำนาจ (Centralization) การปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่ต้องรายงานผลการปฏิบัติเข้าสู่ส่วนกลาง รวมถึงเรื่องการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตำรวจในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, เยอรมัน, ออสเตรเลีย และอีกหลายๆ ประเทศ ได้มีการบริหารงานตำรวจในลักษณะกระจายอำนาจสู่ระดับท้องถิ่น (Decentralization) ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในระดับชุมชน เนื่องจากแต่ละชุมชนย่อมมีสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้น แต่ละชุมชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอาชญากรรมในพื้นที่ในรูปของคณะกรรมการร่วมกันกับตำรวจในพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทของสังคมไทย การกระจายอำนาจการบริหารงานตำรวจลงไปสู่ระดับท้องถิ่นเช่น องค์การบริหารส่วนตำบล, เทศบาล และชุมชนในฐานะหุ้นส่วนในงานของตำรวจ จำเป็นต้องมีการพิจารณา ทบทวนอย่างรอบคอบ และรัดกุมเนื่องจากสังคมไทยยังเกี่ยวข้องกับระบบอุปถัมภ์ (Patronage system) การให้ความช่วยเหลือและการตอบแทนบุญคุณยังถือเป็นเรื่องปกติ ความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงระหว่างผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น หัวคะแนน นักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ (Tamada, 1991). ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของตำรวจในพื้นที่ทั้งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการทำงานของตำรวจ, การรักษาความปลอดภัยให้ชุมชน, นโยบายในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ เป็นต้น

๒.การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) 

ระบบงานตำรวจในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้น รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน เช่น ประเทศไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) ประสบปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศมาเป็นระยะเวลาช้านาน เนื่องจากปัญหาการเมือง การปกครอง ตั้งแต่การตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ การทำหน้าที่ของตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง รัฐบาลอังกฤษได้ตระหนัก และเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังปรากฏในรายงานของฮันต์ (Hunt’s report) ซึ่งเสนอว่าเพื่อที่จะสร้างความร่วมมือ ความเข้าใจและความศรัทธาในตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับท้องถิ่น ลักษณะบางประการของตำรวจที่คล้ายกับทหารควรถูกปรับเปลี่ยน เช่น เครื่องแบบและชื่อของหน่วยงานตำรวจ หลังจากนั้น เกือบ ๓๐ ปีต่อมา รัฐบาลอังกฤษได้มีการพิจารณาปฏิรูปการเมืองในประเทศไอร์แลนด์เหนือโดยแต่งตั้ง Chris Patten อดีตผู้ว่าการเกาะฮ่องกง เป็นหัวหน้าคณะกรรมการปฏิรูป ได้มีการเสนอจัดตั้งคณะกรรมการตำรวจ (District Policing Partnerships Board; DPPB) ทั้ง ๒๑ เขตโดยกรรมการมาจากการคัดเลือกกันเองภายในท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในงานตำรวจมากยิ่งขึ้น (Northern Ireland Office, 1998)

ญี่ปุ่น เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ควรมีการศึกษาระบบงานตำรวจในบริบทของทวีปเอเชียเนื่องจากได้รับการจัดให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีเศรษฐกิจเติบโตในอันดับต้นๆ ของโลก แต่กระนั้นก็ตาม ประเทศญี่ปุ่นมีสถิติการเกิดอาชญากรรมอยู่ในระดับที่ต่ำมาก (Johnson, 1993; Rake, 1987) ปัจจัยสำคัญของการควบคุมปัญหาอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการจัดตั้งตู้ยามตำรวจ (Police box) ที่รู้จักกันในชื่อว่า Koban และ Chuzaisho ซึ่งแนวคิดดังกล่าว เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจกับประชาชน (Finch, 1999) โดยตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ตามตู้ยามตำรวจ จะออกเยี่ยมเยียน พบปะ ประชาชนในพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูลของบุคคลต่างๆ ทั้งในเรื่องอาชีพ, สมาชิกในครอบครัว, รายได้ ฯลฯ และจัดเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ในสารบบ แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดตำรวจชุมชนในลักษณะ ตู้ยามที่ครอบคลุมทั่วประเทศนำไปสู่ปัญหาการแพร่ระบาดของการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะในเรื่องบ่อนการพนันและองค์กรอาชญากรรม ซึ่งถูกกล่าวขานว่า “อยู่เหนือกฎหมาย” (Above the law) (Johnson, 2003)

ระบบงานตำรวจในประเทศไทยได้พิจารณาถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้น โดยได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๕๔) ที่ได้กล่าวถึง การส่งเสริมการดำรงชีวิตที่มีความปลอดภัย อยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมโดยส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวและรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันให้เข้มแข็ง ส่งเสริมให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม มีการส่งเสริม สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีงบประมาณและเจ้าหน้าที่ที่มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในงานของตำรวจเพราะหน่วยงานเหล่านี้ เป็นหน่วยงานปกครองที่เล็กและใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มีความเข้าใจในปัญหา และบริบทที่ชุมชนตั้งอยู่ น่าจะสามารถทำหน้าที่ร่วมกันกับฝ่ายปกครองและตำรวจในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการอำนวยความยุติธรรมในด้านอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ภายใต้บริบทของสังคมไทย การเข้ามามีส่วนร่วมขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งในระดับตำบล, เทศบาล และชุมชนในฐานะหุ้นส่วนในงานของตำรวจ จำเป็นต้องมีการพิจารณาถึงระดับ และบทบาทของการเข้ามามีส่วนร่วม หากทำหน้าที่ช่วยเหลือตำรวจในการสอดส่อง ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชน ป้องกันเหตุร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่หากหน่วยงานท้องถิ่นเหล่านี้ เข้ามามีส่วนร่วมในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในทางคดีในรูปแบบของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) อาจมีปัญหาเรื่องของการผดุงความยุติธรรมซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตำรวจ ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงระหว่างเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในระดับท้องถิ่นซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวคะแนน นักการเมืองในทุกระดับ ยังคงมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอยู่

๓.ความโปร่งใสในการทำงานของตำรวจ (Police Transparency)

ปัจจุบันประชาชนสามารถร้องเรียนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยผ่านช่องทางต่างๆ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา, จเรตำรวจแห่งชาติ, สื่อมวลชน รวมทั้งการฟ้องร้องผ่านกระบวนการยุติธรรม แต่การดำเนินการดังกล่าว ดูเหมือนจะยังไม่สามารถเยียวยาความรู้สึกของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ นอกจากนี้ การพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจในแต่ละกรณีใช้เวลานาน ผลการตัดสินก็ต้องส่งเรื่องกลับไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง ดังนั้น การตรวจสอบการทำงานของตำรวจโดยภาคประชาชนจึงมีความสำคัญ และจำเป็นเนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ศรัทธาและความร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมของชุมชน

ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธานคณะทำงานฯ ได้มีการพิจารณารูปแบบระบบการตรวจสอบการทำงานของตำรวจจากภายนอก คือ คณะกรรมการอิสระรับเรื่องราวร้องทุกข์ซึ่งต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ซ้ำซ้อนกับจเรตำรวจ สอดคล้องกับระบบงานตำรวจในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศอังกฤษ มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบการทำงานของตำรวจ หรือ Independent Police Complain Commission (IPCC) แนวคิดสำคัญของการจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ คือเพื่อปกป้องสิทธิของพลเมือง ให้ความมั่นใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับตำรวจ และสนับสนุนการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย แต่กระนั้นก็ตาม รูปแบบการตรวจสอบการทำงานของตำรวจในลักษณะดังกล่าว น่าจะยังไม่เหมาะสมสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน เนื่องจากการรับรู้ถึงสิทธิ และหน้าที่พลเมืองของประชาชนคนไทย ยังคงแตกต่างจากพลเมืองในต่างประเทศ และหากมีการจัดตั้ง IPCC ขึ้นจริง ก็อาจมีการล็อบบี้ ข่มขู่ คณะกรรมการในการพิจารณาตัดสินลงโทษตำรวจในคดีนั้นๆ หากเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษซึ่งมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาก่อนประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน แต่เพิ่งจะมีแนวคิดในการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำงานของตำรวจโดยบุคคลภายนอกภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี

๔.บทบาทและความรับผิดชอบของตำรวจ (Roles and Responsibilities)

เนื่องจากระบบการบริหารงานตำรวจในหลายๆ ประเทศมีลักษณะของการกระจายอำนาจไปสู่ระดับชุมชน เพื่อให้ชุมชนเข้ามามีบทบาท ร่วมรับผิดชอบในงานของตำรวจซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่ระบบงานตำรวจยังคงรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และงานในความรับผิดชอบในหลายส่วนยังคงเป็นหน้าที่ของตำรวจ เช่น ตำรวจรถไฟ, ป่าไม้, ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, ตำรวจน้ำ, ตำรวจตระเวนชายแดน, งานจราจร เป็นต้น การรวมศูนย์อำนาจในลักษณะดังกล่าว ส่งผลให้งานในความรับผิดชอบของตำรวจมีมากมายหลายด้าน ขาดทักษะ และความชำนาญในการทำงานที่มีลักษณะเป็นมืออาชีพ (Professional) เนื่องจากแต่ละสายงานสามารถโยกย้ายได้และไม่ได้มีการฝึกฝน พัฒนาทักษะในการทำงานเท่าที่ควร แตกต่างกันกับระบบงานตำรวจในต่างประเทศที่มีการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมมากกว่าการมุ่งเน้นเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละสายงาน ทำให้ระบบงานมีประสิทธิภาพและสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิผล เช่น การจับกุมผู้กระทำความผิดกฎจราจรโดยการใช้กล้องวงจรปิด, การจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีช่วยในการป้องกัน สืบสวน จับกุมผู้กระทำความผิดด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์, การกำหนดค่าตอบแทนให้แก่อาสาสมัครที่มาช่วยงานตำรวจ เป็นต้น

การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศในงานตำรวจตำรวจเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันอาชญากรรม สืบสวน ติดตาม จับกุมผู้กระทำความผิด เช่น เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษเคยถูกผู้ก่อการร้ายลอบวางระเบิดในรถไฟใต้ดิน และบนรถประจำทาง เมื่อปี ค.ศ.๒๐๐๕ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าประเทศอังกฤษจะได้รับการกล่าวขานถึงเรื่องการใช้กล้องวงจรปิด (CCTV) ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย จากงานศึกษาวิจัย พบว่า คนที่ใช้ชีวิตปกติในประเทศอังกฤษจะถูกจับภาพโดย CCTV โดยเฉลี่ย ๓๐๐ ภาพต่อคนต่อวัน แต่หลังจากการถูกลอบวางระเบิดโดยกลุ่มก่อการร้าย ตำรวจอังกฤษสามารถป้องกัน และจับกุมผู้เตรียมก่อเหตุได้ทุกครั้ง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทำหน้าที่ของตำรวจมีประสิทธิภาพคือความพร้อมของอุปกรณ์ ความเชื่อมโยงของระบบฐานข้อมูล นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันเหตุ

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น การพัฒนาระบบงานตำรวจต้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี ระบบฐานข้อมูล และการพัฒนาบุคลากร เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของงานตำรวจ

๕.การฝึกอบรมและการคัดเลือก (Training and recruitment)

ปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสังคมได้มีวิวัฒนาการเช่นเดียวกันกับการเจริญเติบโตของทั้งภาคเศรษฐกิจ, อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี การที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่าทันกับกระแสสังคมและการเปลี่ยนแปลงของโลกในมิติต่างๆ นั้น ย่อมต้องคำนึงถึงการให้ความรู้ มุ่งเน้นที่การฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานในแต่ละด้าน มีความเป็นมืออาชีพ (Professional) โดยเฉพาะในสายงานหลักได้แก่ สอบสวน, สืบสวน, สายตรวจ, จราจร และอำนวยการ ซึ่งแนวทางการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวต้องทำต่อเนื่องตลอดทั้งปี ต้องมีการวางแผนพัฒนาบุคลากรตั้งแต่ก่อนที่บุคคลผู้นั้นจะเข้ารับราชการตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้นั้นมีความพร้อมในการทำงาน เท่าทันกับการกระทำความผิดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรม หากพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนาความรู้ของตำรวจไทยในปัจจุบัน พบว่า ประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการฝึกอบรม นอกจากนี้ หากมีการจัดให้ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในระดับสถานีตำรวจเข้ารับการฝึกอบรม คนที่ถูกส่งไปมักจะเป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเพราะหากส่งคนที่มีความสามารถในการทำงานเข้ารับการพัฒนาความรู้ จะส่งผลต่อการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ตำรวจในการทำงาน หากเปรียบเทียบกับระบบงานตำรวจในหลายๆ ประเทศ พบว่า แนวทางการปฏิบัติตรงกันข้าม มีการมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดชุมชนเนื่องจากต้องทำงานสัมผัสกับประชาชนโดยตรง หากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการอบรม พัฒนาศักยภาพในการทำงาน ปัญหาอาชญากรรมก็จะลดน้อยลง ส่งผลดีต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

หากพิจารณาถึงการคัดเลือกพลเรือนเข้ารับราชการตำรวจ พบว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นตำรวจ นอกจากจะถูกตรวจสอบความประพฤติ ประวัติการกระทำความผิดและพื้นฐานครอบครัวแล้ว ยังต้องมีการพิจารณาถึงเจตคติ แนวคิดของการเลือกที่จะมาเป็นตำรวจ รวมทั้งต้องวิเคราะห์ถึงสภาพของจิตใจโดยมีการทำแบบทดสอบเหมือนกับในต่างประเทศ นอกเหนือไปจากการวัดความรู้ และพิจารณาที่คุณวุฒิทางการศึกษาเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาอันสั้น หากผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็นตำรวจ จะส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่เพราะอาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด มีทั้งอาวุธปืนและต้องทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

๖. เงินเดือน สวัสดิการและวัสดุอุปกรณ์ (Salaries, welfare and resources)

การพัฒนาระบบงานตำรวจให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องพิจารณาถึงค่าตอบแทนทั้งเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง สวัสดิการ และวัสดุอุปกรณ์ หากพิจารณาโดยละเอียดแล้ว พบว่า ค่าตอบแทนของตำรวจ ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการอื่นในกระบวนการยุติธรรม เช่น ผู้พิพากษา, อัยการ เป็นต้น ทั้งๆ ที่ตำรวจเป็นปราการด่านแรกในการเผชิญหน้ากับปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน หากได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่ต่ำแล้ว ย่อมส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังนำไปสู่ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ หากเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของตำรวจในต่างประเทศ เช่น ตำรวจในประเทศอังกฤษ ได้รับค่าตอบแทนรายเดือนโดยเฉลี่ยประมาณ ๑๐ เท่าของค่าตอบแทนของตำรวจไทย ถึงแม้ค่าครองชีพในประเทศอังกฤษจะสูงกว่าของประเทศไทย แต่หากเปรียบเทียบสัดส่วนราคาสินค้า อาหารกับค่าตอบแทนที่ได้รับการจัดสรร ก็ยังถือว่าเงินเดือนของตำรวจในต่างประเทศสูงกว่าประเทศไทยมาก แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำนวนข้าราชการตำรวจไทยทั้งประเทศมีเป็นจำนวนมาก ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน หากพิจารณาให้ขึ้นเงินเดือนเพียงคนละ ๑,๐๐๐ บาท ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเดือนละกว่า ๒๕๐ ล้านบาท หากพิจารณาเป็นรายปี ต้องใช้งบประมาณปีละกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท ส่งผลต่องบประมาณโดยรวมของทั้งประเทศ ดั้งนั้น การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่หน่วยงานตำรวจ และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการรับบุคลากรเพิ่ม ย่อมส่งผลต่อการพิจารณาค่าตอบแทนที่จะจัดสรรให้แก่ตำรวจแต่ละนาย

หากพิจารณาถึงสวัสดิการและวัสดุอุปกรณ์ในการสนับสนุนการทำงานของตำรวจ พบว่า ยังคงประสบปัญหาหลายด้าน สวัสดิการของตำรวจในด้านต่างๆ ยังไม่เหมาะสม เช่น ที่พักอาศัยมีไม่เพียงพอ, การรักษาพยาบาลซึ่งจำกัดเฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐและเบิกไม่ได้ทั้งหมด, เงินเบี้ยเลี้ยงที่อยู่ในระดับต่ำ ออกไม่ตรงตามกำหนด เป็นต้น หากพิจารณาถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ยิ่งพบว่า ยังมีไม่เพียงพอต่อการทำงานซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในระดับพื้นที่ เช่น รถสายตรวจและน้ำมันที่ได้รับการจัดสรรมีไม่เพียงพอ โดยเฉลี่ยต้องออกตรวจผลัดละ ๘ ชั่วโมงแต่ได้รับการจัดสรรน้ำมันในช่วงระยะเวลาที่ออกตรวจโดยเฉลี่ยไม่ถึง ๑๐ ลิตรต่อหนึ่งผลัดซึ่งไม่เพียงพอต่อการออกตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด การแก้ไขปัญหาในระดับสถานีตำรวจก็ต้องพึ่งพางบประมาณของหน่วยงานระดับท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล, เทศบาล เนื่องจากสามารถจัดเก็บรายได้จากชุมชน แต่การบริหารจัดการในลักษณะดังกล่าว ย่อมส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในลักษณะถ้อยที ถ้อยอาศัย หากหัวหน้าหน่วยงานในระดับชุมชนเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย หรือประพฤติมิชอบ นอกจากนี้ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่าอาวุธปืนประจำกายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องหาซื้อกันเองทั้งในลักษณะผ่อนเป็นรายงวดจึงจะได้อาวุธปืน หรือการซื้อด้วยเงินสด เพราะอาวุธปืนของทางราชการส่วนใหญ่ไม่เพียงพอ และมีประสิทธิภาพไม่เท่าเทียมกับอาวุธปืนที่หาซื้อจากภายนอก ซึ่งยังไม่รวมถึงเสื้อเกราะกันกระสุน ที่ได้รับการจัดหาให้เฉพาะบางหน่วยงานเท่านั้น

การพัฒนาระบบงานตำรวจในประเทศไทย ยังคงเป็นคำถามที่ยังคงต้องหาคำตอบว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ทิศทางใด และจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากน้อยเพียงใด แต่ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การจะพัฒนาระบบงานตำรวจให้ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม มิอาจทำได้โดยองค์กรตำรวจแต่เพียงลำพัง แต่ยังต้องการแรงผลักดันทั้งจากระดับนโยบาย องค์กรตำรวจ และภาคประชาชน ท้ายที่สุด หากประสบผลสำเร็จ การแจ้งเบาะแส ข้อมูลอาชญากรรมต่างๆ จะได้รับความร่วมมือจากประชาชนอย่างเต็มที่ และสาธารณชนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกับตำรวจ ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจและเป็นที่ศรัทธาของสาธารณชนมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างที่ปรากฏชัดในหลายๆ ประเทศ

พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล

- อาจารย์ (สบ ๒) คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
- ประธานบริหารหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต (เสาร์-อาทิตย์)
- ที่ปรึกษาสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime; UNODC)
Master of Research (UK), Ph.D. in Criminology and Criminal Justice Administration, Ph.D. in Sociology (UK)
Read more ...

แต่งตั้งตำรวจวงจรอุบาทว์เหมือนเดิมทุกปี

15/12/57
เมื่อ 15 ธ.ค.2557

"อดีตบิ๊กสีกากี"เผยแต่งตั้ง ตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึง สว. เลวร้ายมีแทรกแซงหนักกว่าทุกยุค โยกเครือข่ายอดีตบิ๊ก ผช.ก.และในสังกัด บช.น. ออกนอกหน่วยกว่า 200 นาย

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)วันที่ 15 ธ.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากได้มีการจับกุม พล.ต.ท.พงพัฒน์ ฉายาพันธ์ อดีต ผบช.ก.พร้อมข้าราชการตำรวจเครือข่ายอีกอีกจำนวนหนึ่งนั้น ทำให้มีตำแหน่งว่างในสังกัด บชก. ว่างเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายตำแหน่ง

ดังนั้นทำให้ข้าราชการตำรวจใน บชก.ที่จะได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสูงขึ้นไม่ครบหลักเกณฑ์เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมีรายงานว่าในการแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.ถึง สว.ในสังกัด บชก.และ บช.น.ในครั้งนี้นั้นทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธาน ก.ตร. ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ มีนโยบายการปรับโยกตำรวจที่เชื่อว่าเป็นเครื่อข่าย พล.ต.ท.พงพัฒน์ ออกนอกหน่วยพร้อมทั้งยังกำชับไม่ให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่สังกัดใน บช.น. บช.ส. บช.ภ.1,2,7และจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เป็นเวลา 2 ปี

โดยรายชื่อที่เชื่อว่าเป็นเครือข่ายของพล.ต.ท.พงพัฒน์ ได้ส่งให้กับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.แล้ว ทางพล.ต.อ.สมยศก็ได้ส่งรายชื่อดังกล่าวไปยัง สกพ.และให้ทาง พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. รรท.ผบช.ก.รับไปจัดทำบัญชีตาม นโยบายของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งมีรายงานว่ามีรายชื่อนายตำรวจที่มีชื่อออกจากหน่วย บช.ก.และบช.น.มีจำนวนถึง 262 นาย แยกระดับ รอง ผบก.จำนวน 24 นายระดับ ผกก.จำนวน 52 นาย ระดับ รอง ผกก.จำนวน 85 นาย และระดับ สว.จำนวน 102 นาย รวมแล้ว 262 นาย ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมานี้ รรท.ผบช.ก.ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความเลขที่ 0026.112/9169 ถึง ผบช.หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร.หรือตำแหน่งเทียบเท่า เพื่อสอบถามว่ามีข้าราชการตำรวจในระดับ รอง ผบก. ถึง สว.รายที่ใดประสงค์จะไปดำรงตำแหน่งในสังกัด บช.ก.หรือไม่ หากมีให้ข้าราชการตำรวจดังกล่าวทำหนังสือสมัครใจตามแบบฟอร์มพร้อมแนบประวัติการรับราชการ(กพ.7)ส่งไปยัง บชก.ภายในวันที่ 15 ธ.ค.(วันนี้)

ทั้งนี้ยังรายงานข่าวอีกว่าในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึงระดับ สว.วาระประจำปี พ.ศ. 2557 นั้นทุก บช.จะต้องจัดทำบัญชีคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายในวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่งไม่ถึง 2 ปีนั้นจะมีการส่งชื่อขอยกเว้นในวันที่ 17 ธ.ค.แล้วส่งรายชื่อ ผู้ที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงในตำแหน่งที่สูงขึ้น ระดับ รอง ผบก.กับ ผกก.เข้าวาระ ก.ตร. เพื่อ ขอมติเห็นชอบในการประชุม ก.ตร.ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานฯในวันที่ 24 ธันวาคม สำหรับหน่วยขึ้นตรง และทุก บช. ผบ.ตร.และ ผบช.จะลงนามคำสั่งแต่งตั้งในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ และมีผลในวันที่ 5. มกราคม 2558 ปีหน้า

มีรายงานว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึงระดับ สว. วาระประจำปี พ.ศ.2557 นั้นได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในหมู่ข้าราชการตำรวจทุกระดับโดยเฉพาะ"แหล่งข่าวระดับสูง"อดีตข้าราชการตำรวจระดับพลตำรวจเอกที่เคยดำรงตำแหน่งเป็น ก.ตร. กล่าวว่า ในขณะนี้มีการกันแชร์ข้อมูลกันทางโซเชียลเน็ตเวิร์ควิพากษ์วิจารย์กันอย่างหนักถึง การแต่งตั้งในยุคนี้ที่ว่าจากที่เคยคาดหวังใว้ว่า องค์ตำรวจปลอดจากการเมืองแล้วจะมีเอกภาพในการแต่งตั้งมากขึ้นนั้น 

แต่กลับมีข่าวจากบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาในอดีตนั้นได้ส่งข้อมูลให้กับตนว่า การแต่งตั้งครั้งนี้หนักกว่าทุกยุคที่ผ่านมา และ หนักกว่าในยุคที่เคยมีการเมืองมาแทรกแซงเสียอีก ซึ่งในเบื้องต้นจากการตรวจสอบข้อมูลก็พบว่าตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้ต้องมีสายสัมพันธ์แล้วได้รับการสนับสนุนกับนายทหารระดับใหญ่ในเหล่าทัพ หรือไม่ก็ต้อง ที่มีคอนเน็คชั่นกับสมาชิก คสช.

แถมทั้งยังได้ข้อมูลมาว่า มีการปักธงในการแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้นทุกระดับในครั้งนี้ ถึง 60 ตำแหน่งที่.โดยที่ ผบช.และผบ.ตร.ไม่มีสิทธิ์พิจารณาเองและเปลียนแปลงได้ แม้แต่ ผบ.ตร. และ ผบช.จะสามารถพิจารณาแต่งตั้งได้เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นเท่านั้น

ตนก็มองว่าถ้าข้อมูลดังกล่าวจริง ก็ถือได้ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติยุคนี้หมดศักดิ์ศรี ล้มเหลวและเลวร้ายมาก ในยุคก่อนๆที่ยังมีแบ่งโควต้ากันเป็นสัดส่วนกันทุกฝ่ายเพื่อให้การบริหารองค์กรให้เดินหน้าไปได้ แต่ถ้าหากผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งลูกน้องตัวที่ใช้ให้เขาทำงาน ไม่ได้ มันก็จบแล้ว จะมาคิดที่จะมาปฎิรูปองค์กรตำรวจ เพียงแค่เริ่มแต่งตั้งก็เห็นได้แล้วว่ามีการแทรกแซง เรื่องคิดที่จะไปปฎิรูปตำรวจเลิกคิดไปได้เลย ทุกรัฐบาลที่เข้ามาคิดแค่จะปฏิรูปตำรวจ 

แต่เรื่องการสร้างระบบคุณธรรมในการแต่งตั้ง และงบประมาณของข้าราชการตำรวจที่เมื่อเทียบหน้างานกับหน่วยงานอื่นแล้วมันน้อยเทียบกันไม่ได้เลย แต่ตนเองเกษียณราชการแล้วได้เพียงแค่เฝ้ามองน้องๆรุ่นหลังอย่างหดหู่ และขอฝากสื่อไปยังท่าน พล.เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีช่วยตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวดูว่าจริงหรือไม่.? หากจริงก็จะได้หาทางแก้ไขเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเสมอต้นเสมอปลายจะได้มีโอกาสเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแหล่งข่าวระดับสูงอดีต ก.ตร. หลายสมัยกล่าว
Read more ...

ไม่ต้องเก่งขอเพียงกล้า ไม่แค่พูดดีขอให้จริงใจ

13/12/57
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน เมื่อ 13 ธ.ค.2557

ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -การแต่งตั้ง โยกย้ายตำรวจระดับ พ.ต.อ.-พ.ต.ต. หรือระดับรองผบก.ไปจนถึงสารวัตร ในปีนี้ แม้จะมีกระแสข่าวว่ายังมีการวิ่งเต้นอยู่บ้างแต่ไม่ค่อยอึกทึกครึกโครมนัก

อาจเป็นเพราะว่าบรรยากาศมันไม่ค่อยเป็นใจสักเท่าไหร่ และบรรดาสปอนเซอร์ต่างพากันปวดหัวตัวร้อน ไม่สบายกันเป็นแถวจึงอยากยืนยันอีกครั้งว่า ไม่มีข่าวทำนองนี้เข้าหู แต่มิได้หมายความว่า มันจะไม่มีนะเพราะของแบบนี้วงการตำรวจขึ้นชื่อลือชามานานแล้ว

ขนาดชั้นประทวนย้ายออกนอกหน่วย หรือไปนั่งเก้าอี้ใกล้กับผลประโยชน์ เช่น ตามด่าน ตม. หรือสายตรวจทางหลวง เห็นว่าต้องจ่ายกันเรือนแสน ประสาอะไรกับพวกนายพัน นายพล ถ้าเป็น “ยุคทอง”ว่ากันตั้งแต่หลักล้าน ยันหลายสิบล้าน

ไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่ง ผบ.ตร.

ข่าวซุบซิบ ข่าวโมเม ก็พูดกันให้เสียผู้เสียคนโดยตีราคาไว้ที่ 100 ล้านบาทขึ้นไป เชื่อไม่เชื่อ จริงไม่จริง แต่มีคนพูดและมีคนเชื่อแน่ๆ แต่ของอย่างนี้ มันหาใบเสร็จมาแสดงไม่ได้ เขียนไปเรื่อยเปื่อยเกรงจะถูกฟ้องเสียเปล่าๆ แต่ยืนยันว่า เป็นเรื่องที่คนปากยื่นปากยาว หรือคนมีปาก ก็พูดกันไป

แต่อันนี้ไม่ได้พูดเอง แต่หยิบเอาช่วงคืนความสุข ทุกวันศุกร์ของ “ลุงตู่”มาวิพากษ์วิจารณ์กันต่อ ท่านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกถึงสาเหตุของความล้มเหลวของสังคมไทยในห้วงที่ผ่านมาว่า เกิดจากปัจจัย 3 ประการ คือ การทุจริต การเล่นพรรคเล่นพวก และขาดวิสัยทัศน์ ไม่จริงใจในการบริหารประเทศ

ขอผ่านข้ออื่นๆไป แต่จะหยิบประเด็นเล่นพรรคเล่นพวกจนถึงขั้นขาดธรรรมาภิบาลนั้น ไม่ทราบว่าข้อนี้ จะเข้าหูของบิ๊กตำรวจทั้งหลายกันหรือไม่

โดยเฉพาะ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร. อยากให้ฟังคำเตือนจาก ลุงตู่ ให้มากๆ และเพลาๆ ลงบ้างกับการเล่นพรรคเล่นพวก เอาพี่เอาน้อง เอาลูก เอาหลาน

เล่นพรรคเล่นพวก ก็ถือว่าขาดธรรมาภิบาลแล้ว แต่นี่แต่งตั้งลูกหลาน พี่น้องนามสกุลเดียวกัน ท่านไม่รู้สึกขัดเขินอะไรเลยหรือ

เรื่องเล่นพวก ขอให้ดูบรรดานักเรียนนายร้อยรุ่น 31 หันไปทางไหน ไม่ว่าจะเป็นระดับ รอง ผบ.ตร. ผบช. หรือ ผบก. ต้อง นรต.31 แล้วอีกพวกหนึ่งคือ นรต.36 มาแรงไม่แพ้กัน เรียกว่าทั้ง 2 รุ่นนี้ คือพิมพ์นิยม กระจายอำนาจ กระจายผลประโยชน์กันทั่วถึงทั้งประเทศ

อำนาจก็คือประโยชน์ แม้จะอ้างว่าตอนนี้คือ ยุคปลอดส่วย เป็นยุคปฏิรูป มีแต่คนดี...มีคำถามว่า ถ้าดีจริงทำไมท่านถึงเล่นพรรค เล่นพวกล่ะ หรือว่าพ้นไปจากนี้ไว้ใจใครไม่ได้

ตัวอย่างที่ชัดมากคือการสนับสนุนให้

พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธ์ม่วง ผกก. 8 บก.รน. รักษาการณ์ ผกก.5 ป.  

ว่ากันว่า ใช้เวลาเป็นตำรวจเพียง 14 ปี จากผู้หมวด วันนี้กลายเป็น “ผู้กำกับ”ไปแล้วแถมมีอำนาจราชศักดิ์นั่งเก้าอี้แต่ละตัวเบิ้มๆทั้งนั้น ถ้าใครไม่รู้จักนายตำรวจหนุ่ม หลานชายแท้ๆ ของท่าน ผบ.อ๊อด ก็ขอให้สังเกตดูคนรูปหล่อที่ยืนประกบ ผบ.ตร.นั่นแหละ ตอนนี้ท่าน ผกก.ภูมินทร์ ให้ความสำคัญกับการอารักขาเจ้านายตัวเองอย่างเต็มอัตราศึก

นอกจากเป็น ผกก. 2 หน่วยงานแล้ว ยังเป็นรปภ.ประจำตัว เวลาไปไหนมาไหนต้องมี จยย.นำ และประกบรวม 3 คัน เก๋งอีก 4-5 คัน พร้อมอาวุธครบมือ (เอาเข้าไป)

ยังไม่รวมนายตำรวจคนอื่นๆ ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปก่อนหน้าแล้ว...ท่าน ผบ.ตร. คิดว่าท่านมีเหตุผลอะไร มีความจำเป็นอะไร และอยากถามท่านว่า ท่านเห็นด้วยกับแนวคิดของท่านนายกรัฐมนตรี หรือเปล่า

ถ้าเห็นด้วย บัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับ พ.ต.อ.-พ.ต.ต. เที่ยวนี้ คงจะไม่มีคนนามสกุลเดียวกับท่าน ได้นั่งเบิ้ลเก้าอี้ใหญ่ๆ หรือเติบโตแบบรวดเร็ว ผิดหูผิดตา เพราะถ้าอย่างนั้นท่านคงไม่เห็นด้วยกันวิธีคิดของพล.อ.ประยุทธ์

หรืออาจจะแย้งว่า แล้วทีลุงตู่ สนับสนุน พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา เข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. ล่ะ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองหรือเปล่า...

ตรงนี้แม้จะตอบยาก แต่ถ้ามองในแง่บวกก็ขอให้คิดเสียว่าไว้เพื่อป้องกันหลังให้กับลุงตู่ ตอน “ขาลง” เพราะเหตุผลของการยึดอำนาจลุงบอกทุกวัน นั่งยันยืนยันว่า ทำเพื่อชาติ เหนื่อยจะตาย ให้กำลังใจกันหน่อย ..!!??

เอาเถอะ...แว่บเข้ามานิดเดียว หวังว่าคงไม่ชักใบให้เรือเสีย...ดังนั้น ถ้าคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ จะศักดิ์สิทธิ์ บรรดาลิ่วล้อลูกสมุนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หรืออย่าทำอะไรที่มันประเจิดประเจ้อจนเกินไป

เขียนทีเล่นทีจริงแกมประชดอย่างนี้ แต่ขอแนะว่า ท่านอย่าดูถูกประชาชน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-หัวหน้า คสช. หรือใครหน้าไหน..คำพูดกับการกระทำมันไม่สามารถปกปิด “ธาตุแท้” ของพวกท่านไปได้ และประชาชนคนไทยมิได้กินแกลบกินรำ

ยุคก่อนล้มเหลวเพราะขาดธรรมาภิบาล ชอบเล่นพรรคเล่นพวก...ถามว่ายุคนี้ล่ะ ไม่เล่นพวก แต่เล่นรุ่น เล่นน้อง เล่นหลาน ใช่หรือไม่

อันที่จริงสังคมไทยก็เป็นอย่างนี้มายาวนานแล้ว สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมป์ ซึ่งมันไม่ใช่มีแต่เรื่องเลวๆ เรื่องดีๆ ก็มีอยู่เยอะถ้านำไปใช้ในทางสร้างสรรค์...ก็ว่าไปเถิดไม่เห็นใครจะไปตำหนิท่านเพียงแต่ขอให้ทำการใดๆ ด้วยความสุจริตใจ จริงใจ

อย่าเอาเงื่อนไขต่างๆ แบบพวกโลกสวย มาบีบตัวเองจนเสียคน เมื่อทำตามพูดไม่ได้

วงการตำรวจทุกวันนี้ไม่ต้องพูดถึงอนาคต เพราะมีแต่จะตกต่ำลงๆ เรื่องการปฏิรูปคนใน คือตำรวจเองแท้ๆ ที่จะได้รับผลกระทบทั้งขึ้นทั้งล่องไม่เห็นมีใครหน้าไหนออกมาชี้นำสังคม ให้พอมองเห็นทางสว่าง

มีแต่อยากให้ตำรวจเป็นที่รักของประชาชน ในขณะที่ปัญหาของประชาชนที่เกิดจากตำรวจ นับวันจะเพิ่มมากขึ้นเช่นปัญหาจากโจรผู้ร้าย วันๆ หนึ่งท่านทราบไหมว่า มีคดีบ้านเรือนถูกงัด รถราถูกขโมย เกิดคดีฉกชิงวิ่งราว มากมายขนาดไหน

หนักที่สุดแก้ไม่ตกเสียที ก็คือปัญหายาเสพติด

ประชาชนจึงหวังว่า ถ้าผู้นำตำรวจ มีวิสัยทัศน์ และเปิดใจยอมรับความเป็นจริง การปฏิรูปตำรวจอย่าคิดว่าทำให้ตัวเองเสียอำนาจแต่ต้องคิดว่าประเทศชาติ และประชาชน จะได้ประโยชน์ เพราะเอาเข้าจริงปัญหาของประชาชน ปัญหาของสังคม สุขหรือทุกข์มันจบกันที่ “โรงพัก”ส่วนจะมีกฎ กติกา อย่างไร ก็ว่ากันไป และอย่าลืมย่อลำดับชั้นการบังคับบัญชาให้มันสั้น และกระชับที่สุด

เอากันแค่นี้ก่อน ส่วนจะเดินไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม ก็ว่ากันไป โดยอาจจะตัดอำนาจหน้าที่ยกไปให้หน่วยงานอื่นเลยก็ได้ เพราะงานตำรวจต้องขอย้ำว่า มันจบที่โรงพัก

กำลังพลของตำรวจที่กระจายไปในหลายหน่วย ควรเกลี่ยให้มาเป็นตำรวจท้องที่เพื่อตอบโจทก์ของเนื้องาน

ใช้กำลังพลเกือบ 3 แสนนาย ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ใครทำไม่ได้ ใครทำไม่ไหว ใครไม่สมัครใจทำ ก็ปูนบำเหน็จบำนาญให้ลาออกไป ถ้าไม่พอรับมาใหม่ สร้างเลือดตำรวจใหม่

การปฏิรูปตำรวจไม่ขึ้นอยู่ที่ “ง่าย หรือ ยาก”แต่อยู่ที่ “กล้า”มากกว่าอย่างอื่น ท่าน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร. มีความกล้าพอไหมล่ะ
Read more ...

อย่าข่มขืนตำรวจให้ปฏิรูป

6/12/57
โดย ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์  เมื่อ 6 ธ.ค.2557

2 เดือนเต็มบนเก้าอี้ “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ”ของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง เต็มไปด้วยเรื่องราวอื้อฉาว เท่าที่แยกแยะได้ มีอยู่ประมาณ 3-4 เรื่องที่ถือว่าน่าเป็นสิ่งที่ท่าน ผบ.ตร.หรือบุคคลใก้ลชิดควรหยุดฟังและเปิดใจกว้างตรองดูว่าสิ่งที่สังคมติติงท่านเกิดจากอคติหรือคู่ควรกับการรับฟัง

เรื่องแรกก็คือ “แนวคิด”กับ “คำพูด”...แนวคิดที่สุดกลายเป็นนโยบายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปปฏิบัตินั้น เหมือนกับท่าน ผบ.ตร.ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของตำรวจ (ไทย) เช่น การสนับสนุนสินบนปราบส่วยจราจร วันนี้ไปถึงไหนแล้ว ตำรวจจราจรตามสถานีต่างๆไม่รีด ไม่ไถกันแล้วใช่ไหม ยอมปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนๆ สิ้นปีนี้อย่าลืมนำมาแถลงให้ประชาชนทราบด้วยจักเป็นพระคุณอย่างสูง แต่ที่มีโอกาสพูดคุยกับตำรวจจราจร เห็นเขาบอกว่าทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมแล้ว

“ขืนบ้าจี้ตามเจ้านาย ก็อดตายซิ”

อีกเรื่องที่พูดแล้วพูดอีก (เขียนแล้วเขียนอีก) ก็คือมาตรการป้องกัน และลงโทษผู้บังคับบัญชา หากมีตำรวจฆ่าตัวตาย

ดูเหมือนว่าท่าน ผบ.ตร. ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก แสดงความห่วงใยในทันที ทั้งที่ยังไม่ได้นั่งเป็น ผบ.ตร. เรื่องความเป็นห่วง หรือช่วยแก้ปัญหาหนักอกของผู้ใต้บังคับบัญชานั้น เป็นเรื่องดี เพราะตำรวจมีเรื่องเครียดๆ ในชีวิตประจำวันอย่างมากมาย ทั้งจากการทำงาน เจอนายดีก็ดีไปเจอนายขี้ปอด กับนายขี้โกง ถือว่าซวยกำลังสอง

นายขี้ปอด คือสั่งๆๆ แล้วก็แจว ไม่ต้องรับรู้ว่างานที่มอบหมายไปลูกน้องจะเจอปัญหาอะไรบ้าง ส่วนนายขี้โกง ประเภทนี้ต้องบีบให้ลูกน้องหารายได้เข้าพกเข้าห่อ นายระดับสูงกว่าโรงพัก เดี๋ยวมีบัตรการกุศล มวยบ้าง กอล์ฟบ้าง บ่อนไม่มี ซ่องประเจิดประเจ้อไม่ได้ หาให้ไม่ครบอาจโดนผู้กำกับฯ เขม่นย้ายหน้าที่บ้าง ไม่พิจารณาขั้นให้บ้าง เรื่องดราม่าแบบนี้ วงการตำรวจ (ไทย) ยังมีอยู่ และจะคงอยู่ตลอดไป

แต่นายที่ดีๆ ก็มี คือไม่ปอด ไม่โกง แต่มนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาติญาณเอาตัวรอด บรรยากาศ “ตัวใครตัวมัน”แบบนี้ผลร้ายตกอยู่กับประชาชน 200 เปอร์เซ็นต์ เพราะตำรวจต่างสมัครใจเข้าเกียร์ว่างกันเป็นแถว จนกว่าจะผ่านพ้นการแต่งตั้งโยกย้ายระดับโรงพักเรียบร้อยนั่นแหละ ถึงจะเริ่มขยับ และไม่สามารถคาดเดาได้ว่า เป้าหมายที่ท่าน ผบ.ตร. ตั้งไว้คือ ให้ตำรวจเป็นที่รักของประชาชนโดยต่อไปนี้ จะไม่มีเรื่องเสียๆ หายๆกับตำรวจ ไม่มีส่วย โจรผู้ร้ายจะถูกปราบปรามอย่างเข้มแข็งเด็ดขาด

...เหล่านี้จะเป็นเพียง “มโน”ของท่าน หรือเป็นเรื่องจริง ก็ขอให้ประชาชนชาวไทยติดตามกันต่อไป

ขอเข้าเรื่อง “อย่าข่มขืนตำรวจให้ปฏิรูป” ตามที่ตั้งใจไว้ เพราะในห้วงรับตำแหน่ง ผบ.ตร. ของท่านสมยศ มีเรื่องหนักๆ ของตำรวจอยู่มากมาย แค่ยกตัวอย่าง “แนวคิด”กับ “คำพูด”ของท่านก็ว่าไปเกือบหมดตอนแล้ว... การเคลื่อนไหวของตำรวจ (ไทย) อีกหลายเรื่อง ไม่ว่าคดีเกาะเต่า ทำไมคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เชื่อว่า ตำรวจจับผู้ต้องหาตัวจริง.... กรณีป้ายโฆษณาจอแอลอีดี ที่อาศัยป้อมตำรวจ โรงพัก อาศัยน้ำ-ไฟหลวง ทำมาหากินกันอย่างโจ๋งครึ่ม ไม่อายผีสางเทวดา หรือ คดีอดีตเจ้าพ่อสอบสวนกลาง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ กับพวกที่เข้าไปพัวพันกับส่วยมากมายหลายรูปแบบ ทั้งบ่อน และขบวนการน้ำมันเถื่อน

ท่าน ผบ.ตร. ขึงขังบอกว่า “ยุคผมใหญ่แค่ไหนก็จับ” แต่ตอนนี้มันแปร่งๆ เฉพาะ “ใบเสร็จ” ปึกใหญ่ ขนาดรวมเป็นเล่มควักมาโชว์นักข่าว วันนี้ทำท่าจะเหลือน้อยลงๆ ออกอาการไม่ “สุดซอย”สมราคาคุยเสียแล้ว อย่าไรก็ตาม ถ้าไม่อคติจนเกินไปท่าน ผบ.ตร. ควรได้แต้มบวก เพราะทุกยุคทุกสมัยไม่เคยมีใครขุดรากถอนโคนขบวนการโกงชาติกันขนาดนี้

จุดอ่อนที่สุดของตำรวจ (ไทย) จึงอยู่ที่การทุจริต-คอร์รัปชัน

แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะโดยใครก็ตาม ไม่อยากให้มีการลดทอนอำนาจของตำรวจ แต่คงยากที่จะปฏิเสธกระแสสังคมไปได้

ข้อเสนอปฏิรูปตำรวจ โดยมีที่น่าสนใจ คือ แนวทางของสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) เป็นอันดับแรก มีข้อเสนอ 10 แนวทาง คือ 

1. ลดและเลิกความเป็นกองทัพ หรือให้ตำรวจเป็นเหล่าทัพที่ 4 เพราะทำให้เกิดการรวมศูนย์การบังคับบัญชาจนภาระหน้าที่ถูกเบี่ยงเบน 

2. ยกเลิกการผูกขาดรวมศูนย์ส่วนกลาง แยกกองบัญชาการตำรวจภูธรทั้ง 9 ภาค 

3. ป้องกันการแทรกแซงจากการเมืองโดยยกเลิก ก.ต.ช. ที่มาจากฝ่ายการเมือง เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานตำรวจ 

4.แยกงานสืบสวนออกจากงานสอบสวน 

5.ยกเลิกในตำรวจในตำแหน่งที่มีหน่วยอื่นรีบผิดชอบอยู่แล้ว

6. ปรับปรุงการได้มาของตำรวจเช่นพัฒนากระบวนการสรรหา เน้นหลักสูตรสมัยใหม่ เพิ่มคุณวุฒินักเรียนพลตำรวจ 

7. จัดตั้งองค์กรและกลไกอิสระ ไม่ขึ้นกับสตช. 

8. เพิ่มบทบาทและให้ความสำคัญกับการผลิตตำรวจชั้นประทวน 

9. จัดรูปแบบทำงานในโรงพักเป็นแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ 

10. เพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการฯ

อีกแนวทาง โดยนายวันชัย สอนศริ (สปช.) ในฐานะคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม สรุปว่าให้ปรับโครงสร้าง สตช. และยกเลิกคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แล้วตั้งเป็น “สภากิจการตำรวจแห่งชาติ”มีคณะทำงาน 1 ชุด ทำหน้าที่แทน สตช. และ ก.ตร.โดยกระจายอำนาจแบ่งเป็นตำรวจหลวง ตำรวจภูมิภาค และตำรวจท้องถิ่น โดยให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง-โยกย้ายตำรวจตามกฎหมายกำหนด รวมทั้งถ่ายโอนหน่วยงานตำรวจให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเช่น ตำรวจป่าไม้ ให้กรมป่าไม้ดูแลเป็นต้น

ทั้งข้อเสนอของ สปท. และ สปช. มีคำถามข้อเดียวคือ....ไม่ทราบว่าตำรวจไทยคิดกันอย่างไร เพราะหลายอย่างที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งดำเนินการไปก่อนหน้านั้น “สวนทาง”กับข้อเสนอต่างๆ อย่างสิ้นเชิง เช่นโครงการตำรวจเกณฑ์ คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณไปเรียบร้อย โดยล็อตแรก 5,400 นาย ใช้งบ 513 ล้านบาท และมีข่าวค่อนข้างสับสนว่า จะต้องการมากถึง 20,000 นายหรือ 50,000 นาย ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณอย่างมากมายหลายพันล้านบาท ต่อปี

ไหนล่ะ ลด ละเลิก ความเป็นกองทัพที่ 4 ....โครงการตำรวจเกณฑ์ที่รัฐบาลเห็นดีเห็นงามด้วยนั้น บอกอะไรกับพวกท่านบ้าง

เอาแค่เรื่องเดียวทั้ง สปท. และสปช. ก่อนจะเสนออะไรหรือก่อน “ข่มขืนวัวให้กินหญ้า” โปรดมองความเป็นไปในโลกแห่งความจริงไว้ด้วย เห็นแก้กันมาทุกยุคไม่ให้นักการเมืองแทรกแซงตำรวจ ถามดังๆ ว่าตอนนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตกอยู่ในสภาพใด...ท่านรู้ไหม ตอนนี้ใครใหญ่ที่สุดในแวดวงสีกากี บอกให้ก็ได้ ไม่ใช่"สีกากี "อย่างแน่นอน-แทรกแซงหรือเปล่า

ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ระบบ หรือบุคคล...แก้กันไป วนกันไปเวียนกันมา สุดท้ายประชาชนถูกยกมาอ้างทุกสถานการณ์ ไม่ว่าประชาธิปไตย หรือยุคทหารคืนความสุข...ถามตำรวจเขาสักคำ ถ้าเขาไม่เล่นด้วยทั้ง สปท. กับ สปช. จะมีน้ำยาไปทำอะไร (ตำรวจ)ได้
Read more ...

สตม.สั่ง พ.ต.อ.โกวิท ผกก.ตม.สมุทรสาคร ออกจากราชการ

24/11/57
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com เมื่อ 24 พ.ย.2557

ผู้บัญชาการ สตม. มีคำสั่งให้ 'พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล' ผกก.ตม.สมุทรสาคร ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้ง กก. สอบวินัยร้ายแรง

พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) มีคำสั่ง สตม.ที่ 258/2557 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2557ให้ 

พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผู้กำกับการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.สมุทรสาคร 

ปฏิบัติราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ศปก.สตม. ออกจากราชการไว้ก่อนด้วย พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับ พ.ต.อ.โกวิท ในกรณีที่ถูกศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับในข้อหา

- ร่วมกันก่อสร้างแผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าฯ หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ พ.ศ. 2484 ม.54, 55 

- ร่วมกันปลูกสร้างอาคารฝายล่วงล้ำในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำหรือทะเลสาบ ที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ม.117, 183
Read more ...

สั่งย้ายด่วน! "ผู้กำกับฯตม.สมุทรสาคร" ให้ไปรายงานตัว ภายใน 10โมงเช้า พรุ่งนี้!

18/11/57
โดยมติชน เมื่อ 17 พ.ย.2557

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. พล.ต.ต.สุกิจ โคอินทรางกูร รองผบช.สตม. รรม.ผบช.สตม. มีคำสั่งสำนักงานตรวจค้นเข้าเมืองที่ 255/2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ

ระบุว่า เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการของสำนักงานตรวจค้นเข้าเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 และมาตรา 71 แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และข้อ 8(2) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2551 จึงให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการและรักษาราชการแทน ดังนี้

1. ให้พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.ตม.สมุทรสาคร บก.ตม. 3 ไปปฏิบัติราชการที่ศปก.สตม. โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผบช.สตม.มอบหมาย จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้ไปรายงานตัวที่ศปก.สตม. ภายในวันที่ 18 พ.ย. เวลา 10.00 น.

2.ให้พ.ต.อ.พิชญา บุญขจร รองผบก.ตม. 6 รรท.ผกก.ตม.จังหวัดสมุทรสาคร บก.ตม. 3 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
Read more ...

'ศรีวราห์'เต็ง ผบช.น.

6/9/57
โดยไทยรัฐ เมื่อ 4 ก.ย.2557

แต่งตั้งบิ๊กตร.10ก.ย. เปลี่ยนตัวผบช.ภ.1-9

10 ก.ย.นี้ ประชุม ก.ตร.โยกย้ายบิ๊กสีกากีระดับ รอง ผบ.ตร.-ผบช. โดย เดอะปู-พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ยังเป็นตัวเก็ง ผบช.น. แบบไร้คู่แข่ง ส่วนที่ บช.ภ.1 เดอะช้าง-พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ยังต้องบดกับ พล.ต.ท.อนันต์ ศรีหิรัญ เช่นเดียวกับเก้าอี้ใหญ่ที่ภาค 8 พล.ต.ต.เทศา ศิวาโท สาย “พระกำนัน” กับสายทหาร-บิ๊กเจี๊ยบ พล.ต.ต.พิสัณห์ จุลลดิลก บี้กันมันหยด ฝุ่นตลบต้องที่ภาค 9 มีแต่นายตำรวจใหญ่ แบ็กดีจ้องตาเป็นมัน ขณะที่นักรบคนทำงาน เดอะใหม่-พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ถ้าไม่มีอะไรพลิก งวดนี้ผงาดขึ้นคุม บช.ศชต. ดูแลปัญหา 3 ชายแดนใต้เต็มตัว

“ประยุทธ์” สั่งจัดโผสีกากีระดับรอง ผบ.ตร.ยัน ผบช. เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร. นัดประชุม ก.ตร.วาระพิเศษพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.- ผบช. ประจำปี 57 โดยมีระดับ ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. และ ผบช. เกษียณราชการ 21 ตำแหน่ง ได้แก่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.อุดม รักศีลธรรม ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.นเรศ เทียนกริม ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.อุดม ชัยมงคลรัตน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สันติ เพ็ญสูตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.อารีย์ อ่อนชิต ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.วันชัย ถนัดกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง จตช. พล.ต.ท.วรเทพ เมธาวัธน์ จตร. พล.ต.ท.สมโชค เจริญพร จตร. พล.ต.ท.สมบูรณ์ ฮวบบางยาง จตร. พล.ต.ท.ทวีชัย วิริยะโกศล จตร. พล.ต.ท.จุตติ ธรรมมโนวานิช ผบช.กมค. พล.ต.ท.สุชีพ หนูนาง ผบช.สตส. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พล.ต.ท.อนุชัย เล็กบำรุง ผบช.ภ4 พล.ต.ท.วรศักดิ์ นพสิทธิพร ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช ผบช.ศชต. พล.ต.ท.ณรงค์ศักดิ์ เสาวคนธ์ พตร.

ระดับรอง ผบ.ตร.มีว่าง 7 ตำแหน่ง คาดว่าจะเสนอชื่อผู้ช่วย ผบ.ตร.ประกอบไปด้วย พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา พล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ พล.ต.ท.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม พล.ต.ท.ชัยยง กีรติขจร พล.ต.ท.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รอง จตช. โดยขยับ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ และ พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชษฐ์ ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร. มาเป็น รอง ผบ.ตร. ตามคำสั่งศาลปกครองกลางให้ ตร.เยียวยากรณี พล.ต.อ.วุฒิร้องขอความเป็นธรรมในการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจ

ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ว่าง 13 ตำแหน่ง คาดว่าจะเสนอชื่อ พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.สตม. นรต.รุ่น 30 พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภ.8 พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5 พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 พล.ต.ท.วัฒนา สักกวัตร จตร. (หน.จต.) นรต.รุ่น 29 พล.ต.ท.กวี สุภานันท์ ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผบช.ศ. พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผบช.ส. พล.ต.ท.จิตต์เจริญ เวลาดีวงณ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผบช.สพฐ.ตร. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผบช.สทส. นรต.รุ่น 31 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ กลิ่นพงษา ผบช.ภ.3 และ พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.

ระดับ ผบช. เก้าอี้สำคัญมีว่าง 24 ตำแหน่ง โดยตำแหน่งหลักคุมพื้นที่คาดว่า พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบช.ก.รรท.ผบช.ภ.1 นรต.รุ่น 35 สายตรง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นตัวเก็ง ผบช.น.แทน พล.ต.ท.คำรณ–วิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.ที่จะครบวาระเกษียณในปลายเดือน ก.ย.นี้ พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบช.ก.สายตรง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เบียดกับ พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 33 เป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ศานิตย์ มหถาวร รอง ผบช.ก.ตร. รรท.ผบช.ภ2 เป็นผบช.ภ.2 พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 31 คาดว่าเป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ท.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ผบช.งป. เบียดกับ พล.ต.ต.วีรพงษ์ ชื่นภักดี รอง ผบช.ภ.4 เป็น ผบช.ภ.4

พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร รอง จต.(สบ 7) รรท.ผบช.ส. ตัวเก็ง ผบช.ภ.7 ส่วน ผบช.ภ. 8 ยังไม่แน่นอนระหว่างสายการเมืองกับสายทหารระหว่าง พล.ต.ต.เทศา ศิวาโท รอง จต. นรต.รุ่น 32 สายตรงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 31 เพื่อนสนิท พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ส่วนที่ภาค 9 มี พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวส รอง ผบช.น. นรต.รุ่น 36 เบียดกับ พล.ต.ท.ธนพล สนเทศ รอง จตร.นรต.รุ่น 33 โดยมี พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว รอง ผบช.สตส. เป็นตัวสอดแทรก ส่วน บช.หลักอย่าง สตม. มี พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี รรท.ผบช.

สตม.นรต.รุ่น 36 สายตรง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.เป็นตัวเก็ง และ พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 36 ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ปล้นปืนปี 47 เป็น ผบช.ศชต.
Read more ...

'คำรณวิทย์' สั่งย้าย 3 นายตำรวจ ช่วยราชการฝ่ายข่าว

31/10/56
ที่มา : เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ เมื่อ 31 ต.ค.2556

ผบช.น.สั่งย้าย 3 นายตำรวจ ญาติและลูกอดีตบิ๊ก ตร. "อัศวิน-วิชัย"ช่วยราชการฝ่ายข่าว กกล.รส. ระบุเหตุผล เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญาชาการตำรวจนครบาล มีหนังสือเรื่องข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ถึง ผบก.น.2, ผบก.น.6, ผบก.น.7 และ ผบก.อก.บช.น. ระบุว่าด้วย บช.น.มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะสั่งให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติการเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย เพื่อให้การปฏิบัติราชการภายในสังกัด บช.น. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

ดังนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา ม.74 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547, ระเบียบ ก.ต.ช.ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการในฐานะเป็นอธิบดี หรือแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2551 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 และระเบียบ ตร. ว่าด้วยการให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 จึงให้

1. พ.ต.อ.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ รอง ผบก.น.7 (น้องภรรยา พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รอง ผวจ.กทม.)

2. พ.ต.ท.สถิตย์ สังข์ประไพ รอง ผกก.สส.สน.สายไหม (น้องชาย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษา ผวจ.กทม.)

3. ร.ต.อ.อัษฎาวุธ ขวัญเมือง รอง สว.กก.สส.บก.น.6 (ลูกชาย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ)


โดยให้ทั้ง 3 นายไปปฏิบัติราชการฝ่ายข่าว กกล.รส. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปถึง 30 พ.ย. 56 หรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ให้เดินทางมารายงานตัวปฏิบัติหน้าที่ภายในวันที่ 31 ต.ค.56
Read more ...

โยก “คำรณวิทย์” พ้นนครบาล “ยิ่งลักษณ์” หนุน “อดุลย์” เชือด

6/4/56

โดยผู้จัดการ เมื่อ 1 เม.ย.2556

ตรงเป้า/สามยอด

ร้อนระอุยิ่งกว่าอุณหภูมิเดือนเมษา กระแสข่าวการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือ ผบช.น.ที่มี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นั่งกุมบังเหียน หลังกำลังตำรวจคอมมานโด กองปราบปราม บุกเข้าทลายบ่อนการพนันขนาดใหญ่ในพื้นที่นครบาล ถึง 2 แห่ง จับกุมนักพนันหลายร้อยคน ยึดอุปกรณ์การเล่น และเงินของกลางนับสิบล้านบาท

แม้ก่อนหน้านี้ข่าวคราวเก้าอี้ของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะสั่นคลอนบ้าง ตามห้วงเวลาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่การแห่โลงศพเหยื่อที่ถูกข่มขืนไปหน้าบ้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในซอยโยธินพัฒนา ซึ่งมีกระแสลือว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่พอใจที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ไม่แก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน จนผู้เสียหายทนไม่ไหวต้องแห่โลงศพมาร้องนายกรัฐมนตรีถึงบ้านพัก

หรือช่วงเสร็จสิ้นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคเพื่อไทย พรรคซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลแท้ๆ กลับพ่ายแพ้ ต่อม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองฝ่ายค้าน จนเกิดเสียงสะท้อนความไม่พอใจและตั้งคำถามว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จริงจังแค่ไหนในการช่วยศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้

แต่กระแสพายุที่โหมกระหน่ำ “แจ๊ด” ก็ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรในก่อไผ่นอกจากหน่อไม้ เพราะความไม่พอใจต่างๆ เหล่านั้น ไม่สามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นเหตุและผลที่เพียงพอในการปรับเปลี่ยนหรือดำเนินการใดๆ กับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้

กระทั่งเมื่อมาเจอกับกรณีตำรวจนอกหน่วยบุกเข้ามาจับกุมบ่อนการพนันในพื้นที่ครั้งนี้ ซึ่งเข้าตำราเกลือจิ้มเกลือ เพราะครั้งหนึ่งในช่วงที่มีการจับกุมบ่อนการพนันขนาดใหญ่ แม้จะจับกุมไม่ได้คาหนังคาเขา เพียงแค่มีคลิปเปิดเผยออกมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พี่เลิฟที่ประคองหลัง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ มาตลอด ก็ออกมาแยกเขี้ยวใส่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ช่วงนั้นที่เป็น ผบ.ตร.ถามหาความรับผิดชอบ พอเรื่องมาเกิดกับความรับผิดชอบของน้องเลิฟเสียเอง ร.ต.อ.เฉลิม ก็ดูจะยากที่จะตะแบง

มิหนำซ้ำ เรื่องยังมาเกิดขึ้นในช่วงจังหวะที่ “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการ (ผบก.)-รองผู้บัญชาการ (รอง ผบช.) นอกวาระประจำปี หรือแต่งตั้งนายพลนอกฤดู

ซึ่งบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ช่วงบ่าย 3 โมง วันที่ 4 เม.ย.2556 มี “สารวัตรเหลิม” นั่งหัวโต๊ะประธานการประชุม

ตามวาระการะชุม ก.ตร.แม้จะเป็นคิวนอกฤดูแทนตำแหน่งว่างระดับ พล.ต.ต.เก้าอี้ “ผบก.-รอง ผบช.” แต่สปอตไลท์ก็ถูกส่องโฟกัสขยับสูงไปที่เก้าอี้ “ผบช.” หรือระดับ พล.ต.ท.โดยเฉพาะเก้าอี้ “ผบช.น.” ที่คาดหมายกันว่าน่าจะมีการเสนอโยกย้ายสลับตำแหน่ง ด้วยเหตุผลความบกพร่องที่ตำรวจนอกหน่วยจับกุมบ่อนการพนันขนาดใหญ่ในพื้นที่ ควบคุมนักพนันได้มากกว่า 100 คน เงินของกลางนับสิบล้าน

แผนการสลับปรับเปลี่ยนเก้าอี้ “ผบช.น.” จึงเปิดขึ้น!!!

ตามการคาดหมาย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ แม้จะถูกมองว่าผู้มีอำนาจไม่ปลื้ม แต่ก็คงไม่ถึงขนาดถูกเด้งเข้ากรุไปนั่งตบยุง เพราะความผิดไม่ได้ร้ายแรง เพียงแค่บกพร่องในการควบคุมดูแล รวมทั้งลูกพี่เหลิม ก็น่าจะประคองน้องเลิฟ ไม่ให้เสียเชิงด้วยการโยกจากเก้าอี้ ผบช.น.ไปเป็น ผบช.ภ.1

ถ้าเป็นไปตามนี้ ก็เชื่อว่าทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม ลูกพี่ และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ลูกน้อง ก็น่าจะพอใจและน่าจะพอใจมากๆ ด้วย เพราะถามใจกันจริงๆ “แจ๊ด” ก็คงอยากมมาคุม บช.ภ.1มากกว่านครบาล ซึ่งมีความวุ่นวายมากมมาย และพื้นที่ภาค 1 ถือเป็นบ้านของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ทุกตรอก ซอก ซอย รู้จักทั้งคนทั้งพื้นที่หมด แหล่งต่างๆ ก็แค่น้องๆ นครบาล รวมทั้งก็มีข่าวมาตลอดหากถอดเสื้อเครื่องแบบสีกากีออก “แจ๊ด” ก็จะลงเล่นการเมืองในพื้นที่ปทุมธานี

เก้าอี้ “ผบช.น.”จะเป็นใคร???

พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 ถูกคาดหมายจะสลับเก้าอี้กับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ มานั่งเป็น ผบช.น.ซึ่งแน่นอนว่าได้รับแรงหนุนจากนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เนื่องจากเป็นเพื่อนสนิท และ พล.ต.ท.นเรศ ก็มีผลงานเข้าตา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายนายกฯปู ช่วงที่เป็นผู้การฯอยุธยา รวมทั้ง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ก็น่าจะหนุนเต็มที่ เพราะ พล.ต.ท.นเรศ เคยเป็นนายเวรให้กับ พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ อดีต ผบ.ตร.เพื่อนร่วมรุ่น นรต.18 ของ พล.ต.อ.ประชา ซึ่งรู้มือกันอยู่

เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.อดุลย์ ก็น่าจะพอใจ พล.ต.ท.นเรศ เพราะบุคลิกเคร่งขรึม ไม่โฉงฉ่าง ไม่แข็งกร้าว น่าจะเหมาะมานั่งเก้าอี้แม่ทัพเมืองหลวง โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์บ้านอาจจะต้องเผชิญกับการชุมนุมใหญ่ๆ หนักๆ อีกครั้ง หลังจากมีแนวโน้มรัฐบาลจะผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสภาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การได้ พล.ต.ท.นเรศ มาคุมม็อบก็น่าจะดีกว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ที่ภาพชัดเจนมีวันนี้เพราะพี่ให้ไปแล้ว นอกจากนี้ด้วยสายเลือด ตชด.เก่าของ “บิ๊กอู๋” ซึ่งขยับมาแนวเดียวกับลูกพี่เก่า พล.ต.ท.นเรศ ก็น่าจะทำให้ทุกอย่างลงตัวเหมาะเจาะ

อีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามในการก้าวเข้ามานั่ง ผบช.น.ก็คือ พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.สตม.ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร อดีตภรรยาพ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งได้รับความไว้วางใจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างมาก ถึงขนาดมีข่าวสามารถยกหูสายตรงได้ตลอด ก็มีชื่อส่งเข้าประกวด เพราะ พล.ต.ท.ภาณุ เคยอยู่พื้นที่นครบาลมาอย่างยาวนาน การจะกลับเข้ากรุงอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ไม่ว่าจะออกสูตร พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ไป บช.ภ.1 พล.ต.ท.นเรศ มาเป็น ผบช.น.หรือพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ไป ผบช.ภ.1 พล.ต.ท.ภาณุ โยกเป็น ผบช.น.สลับ พล.ต.ท.นเรศ มาเป็น ผบช.สตม.

ทุกล็อกที่เกิดขึ้นทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ นายกฯยิ่งลักษณ์ รองฯเฉลิม พล.ต.อ.อดุลย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกันกับเก้าอี้เหล่านี้ ต่างก็สมประโยชน์กันทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ในมุมกลับกัน ทุกล็อกที่ตั้งไว้ก็มีโอกาสพับเก็บลิ้นชักรอเวลาที่เหมาะสมในโอกาสต่อไปได้อีกเช่นกัน

หากการบุกขึ้นเกาะฮ่องกงของ ร.ต.อ.เฉลิม พี่เลิฟ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เจรจาต้าอวยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แบบสมประโยชน์ลงตัว เก้าอี้ “ผบช.น.” ที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์นั่งอยู่ก็อาจจะแข็งปั๋งเสริมใยเหล็กอีกครั้งหนึ่ง
Read more ...

ก.ตร.และห้องน้ำ

1/9/55
โดยข่าวสด เมื่อ 1 ก.ย.2555

วงค์ ตาวัน

เห็นพาดหัวข่าวหน้า 1 ของข่าวสด ที่บรรยายภาพการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือก.ตร.ได้อย่างน่าเสียวไส้ บอกว่าเคร่งเครียดถึงขั้นห้ามลุกไปฉี่ จึงต้องรีบพลิกไปอ่านรายละเอียดทันที

เนื้อข่าวบอกว่าเพราะมีก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ พากันวอล์กเอาต์ เนื่องจากไม่พอใจหลักเกณฑ์การพิจารณาบัญชีแต่งตั้งนายพลประจำปี ประกอบกับมีขาดการประชุมอีกจำนวนหนึ่ง

จึงเหลือเฉพาะก.ตร.ที่อยู่ในราชการ นั่งอยู่ในที่ประชุมเพียงแค่ 11 คน จากจำนวนทั้งสิ้น 22 คน

เท่ากับครบองค์ประชุมพอดีเป๊ะ

ทีนี้ใครคนใดคนหนึ่งจึงไม่สามารถลุกออกไปจากห้องประชุมได้

ไม่เช่นนั้นเสียงจะขาดไปทันที!

ส่วนคำว่าห้ามลุกไปฉี่ ไม่ใช่แค่เปรียบเทียบเสียดสี

แต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นจริง โดยในระหว่างที่กำลังพิจารณาบัญชีรายชื่อของตำรวจภูธรภาค 5 นั้น ประธานที่ประชุมเหลือบไปเห็นเก้าอี้ของก.ตร.รายหนึ่งว่างโล่ง

สอบถามรู้ว่า ลุกไปทำธุระ

เลยสั่งเจ้าหน้าที่วิ่งไปตามถึงในห้องน้ำให้กลับมานั่งประชุมต่อโดยด่วน

ส่วนก.ตร.คนอื่นๆ ก็พลอยลุกไปเข้าห้องน้ำไม่ได้เช่นกัน บางคนถึงกับอั้นจนหน้าเขียว

สงสัยตอนประชุมเสร็จ คงกรูกันไปจนเต็มห้องน้ำ เป็นแน่!

ขณะเดียวกัน เมื่อบรรยากาศในห้องประชุมไม่มีก.ตร.ซีกผู้ทรงคุณวุฒิหรือฝ่ายใส่สูท ชนิดเก้าอี้ฝั่งซ้ายโล่งทั้งแถบ

การประชุมจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้การทะเบียนพลอ่านรายชื่อแต่ละชื่อ ก็เป็นอันผ่าน

ถึงขั้นที่ผู้บัญชาการหน่วยหนึ่งแวะเข้าห้องน้ำ ก่อนจะเดินเข้าห้องประชุมเพื่อทำหน้าที่ชี้แจงบัญชีของหน่วยตนเอง

พอเข้ามาถึงปรากฏว่ารายชื่อหน่วยตนเองผ่านไปหมดแล้ว ยังไม่ทันได้นั่งชี้แจงเลย

เพราะห้องน้ำอีกนั่นเอง!?!

สุดท้ายการประชุมก.ตร.เพื่อพิจารณาแต่งตั้งรองผบช.-ผบก.ก็เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว แต่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวมากมาย

จำเป็นอย่างยิ่งที่ประธานก.ตร.หรือผบ.ตร.จะต้องรีบหาช่องทางทำความเข้าใจกับก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ

ประเด็นคืออำนาจหน้าที่ในการร่วมพิจารณา บรรยากาศการประชุมที่ต้องถกเถียงแบบประชา ธิปไตย

ถ้าพูดคุยกันไม่ได้ จะมีผลต่ออนาคตวงประชุมก.ตร.แน่นอน

เช่น อาจต้องพกคอมฟอร์ท100เข้า ไปด้วย!
Read more ...

ประชุม ก.ตร.แต่งตั้งตำรวจ ระดับ ผบก. - รอง ผบช. วาระประจำปี 2555

31/8/55
โดยผู้จัดการ เมื่อ 30 ส.ค.2555

โผแต่งตั้ง "จรัมพร" เป็น ผช.ผบ.ตร.สะดุดยังไม่ผ่านที่ประชุม ก.ต.ช. "เหลิม" ดันทุรังแต่งตั้งตำรวจ 196 นายพล ผ่านไปอย่างไม่สง่างาม! ท่ามกลางบรรยากาศ "มาคุ"-"อชิรวิทย์" ของขึ้นกลางที่ประชุมนำทีม 6 ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิวอล์กเอาต์ออกห้องประชุมในขณะที่ "เหลิม"นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุม โวยยื่นหนังสือพิจารณาทบทวน 4 ประเด็นแต่งตั้งไม่เหมาะสม - ขาดคุณสมบัติ - ข้ามหัวอาวุโส แต่กลับถูกเมินเฉย

วานนี้ (29 ส.ค.) เมื่อเวลา 14.00น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เดินทางเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.ครั้งที่ 12/2555 ที่ห้องประชุม 1 ตร. โดยมีก.ตร. ติดภารกิจไม่ได้เข้าร่วมปีะชุม 3 ท่านประกอบด้วย นายวิษณุ เครืองาม นายศุภวุฒิ สายเชื้อ นายสุรชาติ บำรุงสุข

สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญคือ การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ผบก. -รองผบช. ทั่วประเทศ โดยมีผบช.แต่ละหน่วยเดินทางมาชี้แจงต่อคณะกรรมการโดยพร้อมเพรียงเริ่มจาก ผบช.น. เป็นหน่วยแรก บช.ก. บช.ภ. 1-9 ศชต. บช.ปส. บช.ส. สตม. บช.ตชด. สพฐ.ตร. สทส. สง.นรป. บช.ศ. รร.นรต. รพ.ตร.และ สง.ผบ.ตร.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ การแต่งตั้งเริ่มขึ้นเพียง 2 หน่วยแรก

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช 
พล.ต.อ.ชาญชิต เพียรเลิศ 
พล.ต.อ.บุญญฤทธิ์ รัตนะพร 
พล.ต.ท.ศุภวุฒิ สังข์อ่อง 
พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฒิ และ 
รศ.ร.ต.อ.สรพลจ์ สุขทรรศนีย์ 

ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 

เดินออกจากห้องประชุมเนื่องจากไม่พอใจที่ไม่สามารถทักท้วงในที่ประชุมในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจบางตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมยังดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากองค์ประชุมครบ โดยวาระการแต่งตั้งใช้เวลาเพียง 1ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น

ต่อมา พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวภายหลังหารือกับ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 5 ท่าน ถึงการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจว่า เริ่มการประชุม ก.ตร.ได้มีการนำเสนอหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ที่เห็นว่าเป็นข้อบกพร่อง ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้มีบางรายชื่อที่ทาง ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่ามีความไม่เหมาะสม ทั้งในเรื่องคุณสมบัติและในเรื่องหลักเกณฑ์ต่างๆ รวมถึงมีบางรายชื่อที่มีการปรับเปลี่ยนแบบกะทันหันภายในที่ประชุม ซึ่งทางตนก็ได้มีการอภิปรายในประชุมแล้ว โดยทางประธาน ก.ตร.ก็มีการรับฟัง แต่ก็มีการดำเนินการแต่งตั้งเช่นเดิม ทางเราจึงเห็นว่ามีสัญญาณที่เชื่อได้ว่า คงจะไม่เกิดผลอะไร จึงได้เดินออกมาจากที่ประชุม โดยไม่ได้นัดกับ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ คนอื่นแต่อย่างใด

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าวว่า โดยก่อนเริ่มประชุมได้มีการนำเอกสารชี้แจงไปยัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร.ถึงการแต่งตั้งไม่เป็นธรรมในระดับ รอง ผบช. - ผบก.ในครั้งนี้ 4 ประเด็น ประกอบด้วย 1.หลักเกณฑ์การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่ง เมื่อครบวาระในปีแรก ตามกฎ ก.ตร.ข้อ 33 ที่ระบุว่า การคัดเลือกหรือแต่งตั้งผู้เหมาะสมที่จะได้รับพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ที่เพิ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนในปีแรกให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ผู้นั้นต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีผลการปฏิบัติงานดีเด่น เป็นที่ประจักษ์ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง โดยมีผลปฏิบัติงานเป็นรูปธรรม

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าวว่า ซึ่งในประเด็นนี้ อยากจะเรียนชี้แจงว่า ในระดับ ผบก.เลื่อนขึ้นเป็น รอง ผบช.ตามข้อกฎ ก.ตร.ข้อ 33 มีทั้งสิ้น 18 นาย ระดับรอง ผบก.เลื่อนขึ้น ผบก.มี 20 นาย โดยตนพบเพียงแค่บัญชีนำเสนอของ บช.ภ.5 เท่านั้น ที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ที่นำรายละเอียดมาประกอบการพิจารณาอย่างครบถ้วน เช่น 

พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบก.ภ.จว.พะเยา ขึ้นเป็นรอง ผบช.ภ.5 และ 

พ.ต.อ.วันชัย สุวรรณศิริเขต รอง ผบก.ภ.จว.เชียงราย ขึ้นเป็น ผบก.ภ.จว.เชียงราย 

ตรงนี้พบว่าทาง บช.ภ.5 ได้บรรยายสรุปผลงานว่า นายตำรวจทั้ง 2 นายดังกล่าว สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล ได้เป็นลำดับ 1 ของประเทศ ซึ่งถือว่าเหมาะสม ต่างกับ 

พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช 

ที่มีผลงานโดดเด่น และมีอาวุโส แต่กลับไม่ได้เลื่อนขึ้น

ขณะที่ 

พล.ต.ต.สมชาย อ่วมถนอม ผบก.ภ.จว.ชุมพร 

ที่มีอาวุโสน้อยกว่า พล.ต.ต.รณพงษ์ แต่ในบัญชีกลับได้เลื่อนขึ้นเป็น รอง ผบช.ภ.8 รวมถึง 

พ.ต.อ.ดาวลอย เหมือนเดช รอง ผบก.สส.ภ.8 

ที่มีผลงานปราบยาโดดเด่น และมีอาวุโสมากกว่า 

พ.ต.อ.ชลิต แก้วยะรัตน์ รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ที่ได้เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.พังงา

ส่วน 

พ.ต.อ.ชัชชรินทร์ สว่างวงศ์ รอง ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี อาวุโสลำดับที่ 1 ได้เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี

แต่ไม่ได้มีการแสดงเหตุผลชัดเจนว่า มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์อย่างไร” ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าว

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าวด้วยว่า 

2.เรื่องการพิจารณาลำดับอาวุโสร้อยละ 33 ตามกฎ ก.ตร.ข้อ 33 (2) ที่ระบุว่า ข้าราชการตำรวจที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ สว. - ผบช.ให้พิจารณาตามลำดับอาวุโสจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 33 ของจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่ง โดยลำดับอาวุโสดังกล่าว ไม่ได้เป็นการคิดในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เป็นการแยกคำนวณของแต่ละกองบัญชาการ แต่พบว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ มีผู้ที่ได้รับพิจารณาเลื่อนตำแหน่งหลายนายที่ได้สิทธิตามหลักอาวุโสร้อยละ 33 นั้น ต้องไปเลื่อนตำแหน่งนอกหน่วยกองบัญชาการที่สังกัด

3.การแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในบัญชีเหมาะสมนอกหน่วย และมีอาวุโสต่ำกว่าคนใหม่ในหน่วยที่รับตัว โดยพบว่ามีบางกองบัญชาการได้จัดลำดับบัญชีผู้เหมาะสมไว้เป็นลำดับต้น เพื่อให้ได้สิทธิในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง แต่กลับไปเลื่อนตำแหน่งในกองบัญชาการอื่นๆ ที่มีผู้ดำรงตำแหน่งในหน่วยที่รับตัวนั้น อาวุโสอยู่มากมาย ฉะนั้นไม่ทราบว่าการแต่งตั้งลักษณะนี้ จะชอบด้วยหลักเกณฑ์หรือไม่ อย่างการเลื่อน 

พ.ต.อ.หญิง อัญชนา ศรีทรงผล รอง ผบก.อก.รพ.ตร.เป็น ผบก.กต.6 จต.

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าวด้วยว่า 4.ผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นโดยไม่ครบหลักเกณฑ์ และบางรายมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง อย่างในกรณีของ พ.ต.อ.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบก.น.7 เป็น ผบก.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร.(ประสานงานนโยบายกับนายกรัฐมนตรี) ซึ่งขาดคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ ถึงแม้อ้างว่าเป็นผู้ที่นายกฯ ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่นี้ 

แต่ทางเราเห็นว่าการยกเว้นให้นายตำรวจรายนี้ จะมีผลเสียต่อองค์กรตำรวจและจะมีผลกระทบอย่างสูงต่อการเมือง และนายกฯ หรือกรณีที่ 

พ.ต.อ.ธิติพงศ์ เศรษฐีสมบัติ รอง ผบก.ศพฐ.7 เป็น ผบก.ศพฐ.2 

เมื่อพิจารณาคุณวุฒิและการอบรมเมื่อเปรียบเทียบกับ 

พ.ต.อ.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข รอง ผบก.ศพฐ.4 ที่มีคุณวุฒิ วท.บ.(เคมี) , นฐ./บตส.32 

ตรงนี้จะเห็นชัดเจนว่า พ.ต.อ.ธวัชชัย มีคุณวุฒิและความเหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าวมากกว่า โดยเรื่องการแต่งตั้งบุคคลกรที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในส่วนวิทยาศาสตร์ ที่จะมีความสำคัญมากในอีก 3 ปีข้างหน้า คือ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่กลับมีการแต่งตั้งไม่ตรงกับคุณสมบัติที่เหมาะสมในตำแหน่งนั้น
       
ด้าน 

พล.ต.อ.ชาญชิต เพียรเลิศ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 

กล่าวเพิ่มเติมว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ยังพบว่าความเป็นธรรมในหลายส่วน ทั้งเรื่องการโยกย้าย ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ที่พึ่งเข้ามานั่งเก้าอี้ดังกล่าวได้เพียง 1 ปี ไปเข้ากรุเป็น ผบก.กต.1 และหากดูย้อนไปที่ ผบช.ภ.2 ก่อนหน้านี้ ก็พึ่งถูกโยกออกจากเก้าอี้ ตรงนี้เป็นธรรมและมีการเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ถามไปยังประธาน ก.ตร.แล้ว แต่ก็ได้รับการยืนยันว่าไม่ได้เป็นเรื่องการเมือง ส่วนเรื่องการเปิดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ.10) ด้านสืบสวน ที่จะเข้ามาดูงานเรื่องนิติวิทยาศาสตร์นั้น อยากจะให้ไปปรับปรุงเรื่องการแต่งตั้งระดับ ผบก.ใน สพฐ.ตร.ให้ดียิ่งขึ้น หรือให้มีคุณสมบัติความเหมาะสมที่ถูกต้องมากกว่านี้

ต่อมาเวลา 16.30 น. 

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานก.ตร. 

กล่าวภายหลังการประชุม ก.ตร.ว่า การที่ก.ตร.ผู้ทรงได้แสดงออกโดยการเดินออกจากห้องประชุม นั้น ตนเองไม่ทราบ มีการทำบันทึกมาเราก็ได้ชี้แจงไปแล้วก็เข้าใจแล้ว วันนี้ต้องเห็นใจผู้บังคับบัญชาตำรวจเพราะเขาต้องรับผิดชอบ การแต่งตั้งครั้งนี้ถือว่าสง่างามไม่ปัญหา ปัญหามีอย่างเดียวอย่าไปเรียกรับทรัพย์สินเงินทองเท่านั้น

เมื่อถามว่าทำไมไม่ชี้แจงให้ก.ตร.ผู้ทรงรับทราบ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ได้ชี้แจงแล้ว ตนเองเป็นคนชี้แจงเองและรอให้ถึงวาระนั้นๆ ผบ.ตร.และว่าที่ผบ.ตร.จะเป็นคนชี้แจงในรายละเอียดอีกทีเป็นขั้นเป็นตอนแต่ก.ตร.ผู้ทรงได้ออกจากห้องประชุมไปก่อน ถ้าตนเองกล่าวหาว่าทำไมไม่รอฟังก็ได้เหมือนกัน

"ท่านทำเป็นเอกสารมา 2-3 แผ่น แล้วก็อภิปราย ผมก็ชี้แจงเมื่อถึงวาระที่ท่านข้องใจในตำแหน่งนั้นๆก็จะให้ ผบช.ชี้แจง ให้ผบ.ตร.ชี้แจง ว่าที่ผบ.ตร.ชี้แจง สำหรับรายชื่อตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งใน ก.ตร.มีปรับปรุงจากกลั่นกรอง 2-3 ตำแหน่งเท่านั้น"ประธานก.ตร.กล่าว
Read more ...

“เหลิม” ดัน “คำรณวิทย์” ผงาด ผบช.น. โยก “วินัย” ไปภาค 1

7/6/55
โดยผู้จัดการ เมื่อ 7 มิ.ย.2555

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะเสนอชื่อ “คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบช.น.ในวันศุกร์นี้ สลับกับ “วินัย ทองสอง” ที่จะไปนั่งเก้าอี้ ผบช.ภ.1 แทน ส่วน “วิชัย สังข์ประไพ” ก็โยกสลับกับ “ปริญญา จันทร์สุริยา” เพื่อนร่วมรุ่นคำรณวิทย์ ไปเป็นรอง ผบช.ภ.1 ด้วย

วันนี้ (7 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.นัดพิเศษ วันศุกร์ที่ 8 มิ.ย.นี้ มีรายงานว่า

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ

จะเสนอให้มีการพิจารณาแต่งตั้ง

พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. 

ที่ถูกคำสั่งให้ไปช่วยราชการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดเส้นทางเข้ารัฐสภา จนต้องเลื่อนการประชุมพิจารณายกร่าง พ.ร.บ.ปรองดองไปนั่งเก้าอี้ “ผบช.ภ.1” และเสนอแต่งตั้ง 

พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รักษาการ ผบช.น.เป็น ผบช.น. 

ให้เข้ามาแก้ปัญหาการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และจะมีการเสนอโยกย้าย 

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รอง ผบช.น.

ที่โดนคำสั่งไปช่วยราชการประจำ สนง.ผบ.ตร.30 วัน เป็น

รอง ผบช.ภ.1 

สลับกับ 

พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รอง ผบช.ภ.1 นรต.รุ่น 30 

เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.ต.คำรณวิทย์ เป็นรอง ผบช.น. เข้ามารับผิดชอบดูแลการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่ กทม.

ทั้งนี้ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ได้รับแรงสนับสนุนจาก 

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และ 
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหราณ อยุธยา รอง ผบ.ตร.

ตั้งแต่แรกให้ดำรงตำแหน่ง ผบช.น. แต่ติด พล.ต.ท.วินัย จึงเสนอชื่อไปเป็น ผบช.ภ.1 และติดปัญหาค้าง เรื่องคำสั่งแต่งตั้ง 

พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบช.ก.ขึ้น ผบช.ภ.1 

ตั้งแต่ยุคที่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.ทำให้ไม่สามารถแต่งตั้งได้ โดยการประชุม ก.ตร.ในครั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิมจะสรุปผลการสอบสวนกรณีดังกล่าวให้เสร็จสิ้น เพื่อเปิดตำแหน่ง ผบช.ภ.1 โดยให้ พล.ต.ท.วินัยไปดำรงตำแหน่ง และแต่งตั้ง พล.ต.ต.คำรณวิทย์ คนสนิทมาดำรงตำแหน่ง ผบช.น. โดยอ้างเหตุผลการควบคุมการชุมนุมเพื่อให้รัฐสภาจัดการประชุม พ.ร.บ.ปรองดองได้สำเร็จ

ส่วนความเคลื่อนไหวบริเวณหน้ารัฐบสภาขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดการจราจรถนนอู่ทองในด้านหน้ารัฐสภาจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า เนื่องจากมีกลุ่มเสื้อแดงนำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการใช้รถเครื่องขยายเสียงเชิญชวนร่วมกิจกรรมต่างๆ และชุดรักษาความปลอดภัยตรวจเข้มเข้าออกพื้นที่มีผู้ชุมนุม ทยอยมาร่วมอย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ นั้นยังไม่พบมีความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจประเมินภาพรวมวันนี้ว่าน่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาทำกิจกรรมประมาณ 5,000 คนจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความสงบเรียบร้อยรอบบริเวณจำนวน 4 กองร้อยยังไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด 

ส่วนความเคลื่อนไหวภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาลก็มีการประชุมประเมินสถานการณ์ประจำวันพร้อมรายงานการสืบสวนด้านการข่าวอย่างต่อเนื่องโดย พล.ต.ต.คำรณวิทย์ได้เน้นย้ำนโยบายการปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายว่าให้ป้องกันเหตุไม่ให้สองฝ่ายมีการปะทะกัน พร้อมยืนยันจะดูแลทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน
Read more ...

เด้ง 2 ผกก.เข้ากรุ ฐานปล่อยป้ายโจมตีของปชป.เกลื่อนพื้นที่

6/6/55
โดยผู้จัดการ เมื่อ 5 มิ.ย.2555

รรท.ผบช.น.ลงนามคำสั่งให้ 2 ผกก.ปฏิบัติราชการที่สำนักงาน ผบช.น. 30 วัน โทษฐานปล่อยให้มีป้ายโจมตีรัฐบาล-ค้าน พ.ร.บ.ปรองดองฯ ของพรรคประชาธิปัตย์เกลื่อนพื้นที่

วันนี้ (5 มิ.ย.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) 

พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รรท.ผบช.น. มีคำสั่งที่ 0015.112/1783 ลงวันที่ 5 มิ.ย. 55 เรื่อง 

ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ส่งถึง รอง ผบช.น. ผบก.น.6 และ ผบก.น.7 

ระบุว่า ด้วย บช.น.มีเหตุผลความจำเป็นบางประการที่จะสั่งให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการภายในสังกัด บช.น. เพื่อให้การบริหารงานในภาพรวมของ บช.น.เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ จึงให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการและรักษาราชการแทน ดังนี้

1.พ.ต.อ.จิรภัทร โพธิ์ชนะพันธุ์ ผกก.สน.สำราญราษฎร์ ปฏิบัติราชการ สำนักงาน ผบช.น. 

2.มอบหมายให้ พ.ต.อ.อุทาสิน ฤทธิ์เรืองเดช รอง ผบก.น.6 รักษาราชการแทน ผกก.สน.สำราญราษฎร์ อีกหน้าที่หนึ่ง 

3.พ.ต.อ.สินมนูญ์ พุทธิกุล ผกก.สน.ธรรมศาลา ปฏิบัติราชการ สำนักงาน ผบช.น. 

4.มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุรพันธ์ ปัทมะทิน รอง ผบก.น.7 รักษาราชการแทน ผกก.สน.ธรรมศาลา อีกหน้าที่หนึ่ง 

ทั้งนี้ ให้ข้าราชการตำรวจทั้ง 2 นาย ปฏิบัติราชการ และรักษาราชการแทน มีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ บช.น.อนุมัติ เป็นต้นไป

รายงานข่าวแจ้งว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้นายตำรวจ 2 นายถูกสั่งให้มาช่วยราชการในครั้งนี้ เนื่องจากการปล่อยปละละเลยให้มีป้ายโจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึงป้ายคัดค้านการเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ของพรรคประชาธิปัตย์ เกลื่อนพื้นที่
Read more ...

เด้ง “วินัย ทองสอง” พ้นนครบาล-ตั้ง “คำรณวิทย์” มือปราบสายเหยี่ยวคุมม็อบแทน

1/6/55
โดยผู้จัดการ เมื่อ 1 มิ.ย.2555

“เพรียวพันธ์” สั่งด่วนให้ “วินัย ทองสอง” ช่วยราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 30 วัน ให้ “คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” รักษาราชการ ผบช.น.แทน แฉเบื้องหลังตั้งนายตำรวจสายเหยี่ียว เตรียมสลายพันธมิตรฯ ป้องกันหลานคุณหญิงอ้อแปดเปื้อน

มีรายงานข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช)แจ้งว่า

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)

มีคำสั่งด่วนให้ 

พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.)

มาช่วยราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเวลา 30 วัน โดยมีคำสั่งให้ 

พล.ต.ท.คํารณวิทย์ ธูปกระจ่าง รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1(รรท.ผบช.ภ.1)

มารักษาราชการ ผบช.น.แทน

สำหรับคำสั่งย้ายสายฟ้าแลบดังกล่าวนั้น เป็นผลมาจากความไม่พอใจของผู้จัดการรัฐบาล ที่อยู่ต่างประเทศ จนถึงขั้นแสดงอาการเกรี้ยวกราด ที่ พล.ต.ท.วินัย ไม่ทำตามคำสั่งของรัฐบาลที่มีคำสั่งให้สลาย การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ที่หน้ารัฐสภา 

เป็นผลทำให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมประชุมสภาได้ และถือเป็นความพ่ายแพ้ของรัฐบาล อย่างไร คำสั่งดังกล่าว มีรายงานว่า ถูกสั่งตรงมาถึง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ให้ดำเนินการโดยทันที

ขณะที่อีกสายข่าว แจ้งว่า การโยกย้าย พล.ต.ท.วินัย ไม่ถือเป็นการลงโทษ แต่ทำเพื่อสนองความต้องการของ ผู้จัดการรัฐบาลคนดังกล่าว ประกอบกับ หากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมในภายหลัง ก็ถือเป็นการป้องกันไม่ให้ พล.ต.ท.วินัย ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานเขยคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกดำเนินคดี 

ส่วนเหตุผลที่เลือก พล.ต.ท.คํารณวิทย์ ธูปกระจ่าง มานั่งรักษาราชการแทน ผบช.น.เนื่องจาก พล.ต.ท.คํารณวิทย์ ถือเป็นนายตำรวจที่ทำได้ทุกอย่าง หากนายสั่งมา
Read more ...

กกต.ยกคำร้อง “วอลเปเปอร์มาร์ค” ชี้ไม่มีพฤติกรรมแทรกแซงการโยกย้ายนาย ตร.

10/11/53
โดยข่าวสด เมื่อ 10 พ.ย.2553

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. 

เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกต.มีมติเสียงข้างมากเห็นควรให้ยกคำร้องตามที่คณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเสนอมา ในกรณีการกระทำของ

นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 

ในฐานะเลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 

ใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดยการเซ็นชื่อตัวเองกำกับหลังนามบัตรนั้น 

เมื่อคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า 

- นายศิริโชค เป็นส.ส. มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ซึ่งนายศิริโชคไม่ได้เป็นกรรมาธิการหรือมีส่วนได้เสียในขณะนั้น อีกทั้ง

- กระบวนการสรรหาผู้ที่เหมาะสมให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ซึ่งจะต้องรวมถึงความอาวุโส ประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติ และความรู้ความสามารถ โดยจะต้องผ่านขั้นตอนการจัดทำข้อมูลผู้ที่เหมาะสม ในการเลื่อนตำแหน่ง และมีขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการคัดเลือก 

- ประกอบกับระยะเวลาที่ฝากนามบัตร พร้อมประวัติดังกล่าวยังมิได้มีการพิจารณาโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นแต่อย่างใด
ดังนั้นพฤติการณ์ของนายศิริโชคดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงคำรับรองหรือยืนยันความสามารถของบุคคลว่า เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และเป็นเพียงการให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาเท่านั้น 

นอกจากนี้การแต่งตั้งจะต้องผ่านหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ข้าราชการตำรวจ ประกอบกฎ ก.ตร. 

การกระทำดังกล่าวของนายศิริโชค ยังไม่ถึงขึ้นเป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซง อันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 266 (2)
Read more ...

พท.ยื่นซักฟอก"มาร์ค - 5 รมต."

24/5/53

โดยมติชน เมื่อ 24 พ.ค.2553

พรรคเพื่อไทย(พท.) ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 6 คน ประกอบด้วย 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี 
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และ
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ได้ยื่นถอดถอนรัฐมนตรี 4 คน ประกอบด้วย 
นายอภิสิทธิ์ 
นายสุเทพ 
นายชวรัตน์ และ
นายโสภณ

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พท. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน นายวิชาญ มีชัยนันท์ ส.ส.กทม. และนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท. เข้ายื่นหนังสือต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอนนายอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรี รวม 4 คน ซึ่งนายประสพสุข รับปากว่า จะรีบไปดำเนินการตรวจสอบรายชื่อตามกระบวนการรัฐธรรมนูญต่อไป

ต่อมาเวลา 13.20 น. นายวิทยา พร้อมคณะเข้ายื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รวม 6 คน ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยแยกเป็น 2 ญัตติๆ แรกขอเปิดอภิปรายฯนายกรัฐมนตรี ส่วนญัตติที่ 2 ขอเปิดอภิปรายฯรัฐมนตรี 5 คน และในท้ายญัตติได้เสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธานส.ส.พท.เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

อ้างหวังตีแผ่ความจริงลุยม็อบ

"ที่ไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่สมัยประชุมสามัญที่ผ่านมา เพราะเหตุการณ์และการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้านในตอนนั้นล่อแหลมมาก ในช่วงเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างปฏิบัติการที่ทำให้เกิดความสูญเสีย ถ้าฝ่ายค้านยื่นเสียแต่วันนั้นแล้วเสียงฝ่ายรัฐบาลมากกว่า เท่ากับว่าฝ่ายค้านประทับตราความชอบธรรมให้รัฐบาลทันทีและเท่ากับผู้ชุมนุมทำผิด แต่ในครั้งนี้ประชาชนที่มาชุมนุมกลับไปแล้วจึงจำเป็นต้องสะท้อนการใช้อำนาจรัฐที่ผ่านมา สถานการณ์จึงต่างกัน"นายวิทยา กล่าว
เมื่อถามว่า แสดงว่าครั้งนี้มั่นใจว่า พรรคร่วมรัฐบาลเองจะเทเสียงให้ในการลงมติ นายวิทยากล่าวว่า ความจริงฝ่ายค้านต้องการอธิบายให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่ได้หวังอะไรจากพรรคร่วมรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่หวังจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ต้องการให้เห็นความจริง เห็นความผิดพลาดการบริหารโดยรัฐบาล

ซัดรมต.บริหารงานผิดพลาด

"ส.ส.ฝ่ายค้านได้เข้าชื่อยื่นถอดถอน 159 คน  และเข้าชื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 184 คน โดยผู้ที่ถูกยื่นถอดถอนและอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมดนั้น เนื่องจากการบริหารงานที่ผิดพลาด ได้แก่

นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย, 

นายชวรัตน์ มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตและส่อว่า กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย, 

นายโสภณ บริหาราชการแผ่นดินโดยกำหนดนโยบายเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สินและประโยชน์ทางการเมือง ส่อว่ารู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้พวกพ้องหรือผู้สนับสนุนทางการเมืองของตนเองเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากโครงการที่กำหนดขึ้น
นายกรณ์ ดำเนินนโยบายการเงินการคลังและการงบประมาณประเทศผิดพลาดบกพร่อง ไม่ดำเนินการตามแผนงานการบริหารราชการแผ่นดินปี 2552-2554 และแผนนิติบัญญัติปี 2552-2554 มุ่งแสวงหาการก่อหนี้สาธารณะ โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ อีกทั้งนำเงินที่ได้จากการกู้ไปดำเนินนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์กับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ 

นายกษิต บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศชาติในสายตาประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ก้าวร้าวต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายที่เห็นต่างกับตนเอง มุ่งทำลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นายกฯละเมิดสิทธิฯร้ายแรง

สำหรับญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี  ระบุว่า 

นายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้บริหารราชการแผ่นดินโดย

ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน 

ขาดความรู้ความสามารถ 

มีพฤติกรรมส่อว่า จงใจไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้  
กำกับดูแลบริหารราชการแผ่นดินโดยไร้ประสิทธิภาพ 

มีส่วนรู้เห็น ปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่น แสวงหาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างกว้างขวาง 

เป็นไปในลักษณะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 

มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยการสั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามทุกชนิดเข้าทำการปราบปรามประชาชนหลายครั้ง 

เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตร่างกายของประชาชนจำนวนมาก

กระทำการกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาฐานก่อการร้าย กลั่นแกล้งประชาชนผู้สุจริตไม่ให้ทำธุรกรรมในสถาบันทางการเงินและกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ขาดหลักธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล มีปัญหามาตรฐานทางจริยธรรมและคุณธรรมต่ำ แนวนโยบายด้านการต่างประเทศล้มเหลว ไร้วินัยการเงินการคลัง
"หากจะให้บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างร้ายแรง จนยากที่จะเยียวยาแก้ไขได้ "ญัตติระบุ 
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม