แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิรูป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิรูป แสดงบทความทั้งหมด

ปฏิรูปตำรวจ โดยตำรวจเพื่อข้าราชการตำรวจ ประชาชน และสังคม

9/8/62
ปฏิรูปตำรวจ สังคมไทยจะได้อะไร?

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีแนวคิดในการพัฒนาระบบงานตำรวจโดยปรากฏหลักฐานอ้างอิงในสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เหตุผลสำคัญของการมีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบงานตำรวจเนื่องจากมีการกล่าวหาว่า นักการเมืองบางกลุ่ม ใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือทางการเมือง (Political tool) และไม่ได้ทำงานบนพื้นฐานความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง แนวคิดในการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนาระบบงานขององค์กรตำรวจได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจซึ่งมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธานคณะกรรมการ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกรอบระยะเวลาของการทำงาน ผลการศึกษา วิจัย ยังมิได้มีการนำไปใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ฯ หมดวาระ ประเด็นปัญหาการปฏิรูปตำรวจ ได้มีการหยิบยกมาศึกษาต่อ สมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยยังคงมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นหัวหน้าคณะทำงานถึงแม้ผลการศึกษาวิจัยของคณะทำงานจะได้ข้อสรุปและส่งให้รัฐบาลในขณะนั้นเป็นผู้พิจารณา แต่ระบบงานตำรวจยังมิได้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นได้ครบวาระ

หากพิจารณาถึงแนวทางในการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ประเทศไทยไม่ใช่เป็นประเทศแรกที่มีการพิจารณาในเรื่องนี้ แต่ระบบงานตำรวจในหลายประเทศทั่วโลกได้มีวิวัฒนาการและมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา นักการเมืองเองก็เคยใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์โดยอาศัย ช่องว่างของระบบโครงสร้างการบริหารงาน หากพิจารณาถึงโครงสร้างการบริหารงานตำรวจในประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบัน พบว่า จะเป็นการบริหารงานแบบกระจายอำนาจ (Decentralization) โดยตำรวจในแต่ละพื้นที่จะมีอำนาจในการบริหารจัดการงานของตำรวจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีการมุ่งเน้นให้ประชาชนในทุกภาคส่วน ทุกระดับชั้น ทั้งกลุ่มคนที่มีสถานภาพทางสังคมชั้นสูง (Elite group) และกลุ่มคนในระดับรากหญ้า (Grassroots) เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ ในลักษณะของการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจกับประชาชนในชุมชน โดยมีบทบาทที่เท่าเทียมกัน (Equal partner) ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ เช่น ระบบงานตำรวจในประเทศสหราชอาณาจักร (United Kingdom) โครงสร้างการบริหารงานถูกออกแบบมาให้คานอำนาจกันระหว่าง ๓ หน่วยงานหลัก (Tripartite structure) ได้แก่ รัฐบาลส่วนกลาง (Central government) โดยกระทรวงมหาดไทย (Home Office), คณะกรรมการบริหารงานตำรวจระดับท้องถิ่น (Police Authorities) และหัวหน้าหน่วยงานตำรวจภูมิภาค (Chief Constables)ซึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็นระบบงานตำรวจที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ประเทศเยอรมันเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจซึ่งประสบความสำเร็จในการปฏิรูประบบงานตำรวจ จากอดีตที่อาชีพตำรวจเคยเป็นที่รังเกียจของประชาชนแต่จากผลการสำรวจความคิดเห็นของคนในประเทศล่าสุด พบว่า อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ทั้งในเรื่องความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และประสิทธิภาพการทำงานแต่ในขณะเดียวกันนักการเมืองในประเทศเยอรมันกลับเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับน้อยที่สุด บทเรียนในอดีตสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือสมัยฮิตเลอร์ซึ่งเป็นยุคเผด็จการทางอำนาจ มีการใช้อำนาจในทางที่ผิด ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตหลายล้านคน เป็นประวัติศาสตร์ที่เตือนใจให้คนเยอรมันรุ่นหลังได้จดจำและได้ปลูกฝังกันรุ่นต่อรุ่นว่าจะมิให้มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก หากพิจารณาในรายละเอียดของเหตุการณ์สมัยดังกล่าว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอาชีพตำรวจในขณะนั้น มีบทบาทสำคัญที่ถูกนักการเมืองใช้เป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายตรงข้าม และสร้างฐานอำนาจให้ตัวเอง หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ นักการเมือง องค์กรตำรวจ และประชาชน ได้มีความเห็นร่วมกันที่จะพัฒนาระบบงานตำรวจ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างการบริหารงานจากลักษณะทหารให้มีความใกล้ชิดพลเรือนมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าตำรวจต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชน ประชาชนมิใช่ศัตรูของตำรวจ จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบดังกล่าว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศเยอรมันได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่ผ่านมา

จากการศึกษาวิจัยการปฏิรูประบบงานตำรวจในหลายๆ ประเทศที่ประสบผลสำเร็จ ได้รับการยอมรับ และได้รับความศรัทธาจากประชาชน พบว่า การจะพัฒนาระบบงานตำรวจให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น ต้องประกอบด้วยหลักสำคัญ ๓ ประการ (หลัก 3P) คือ

๑.เจตจำนงทางการเมือง (Political will) ผู้นำทางการเมืองและรัฐบาล ต้องมีเจตนารมณ์อัน แน่วแน่ที่จะปรับปรุงระบบงานตำรวจให้อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

๒.ภาคประชาชน (Public) ประชาชนทุกภาคส่วนต้องสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานขององค์กรตำรวจและมีส่วนร่วมรับผิดชอบในกิจการของตำรวจ

๓.ตำรวจ(Police) เจ้าหน้าที่ตำรวจเองต้องอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์และสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปองค์กรทั้งในด้านโครงสร้าง ระบบงาน อำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบต่างๆ

องค์กรตำรวจเป็นหน่วยงานแรกในกระบวนการยุติธรรมที่สามารถบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และผดุงความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม การทำหน้าที่ของตำรวจถึงแม้มิอาจสร้างความพึงพอใจแก่ทุกฝ่ายได้ แต่ผลประโยชน์ของสาธารณชนและความผาสุกของประชาชนต้องถือเป็นความสำคัญในลำดับแรก (First priority) การที่จะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในทุกสาขาอาชีพได้อย่างประสบผลสำเร็จ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการกล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบงานของตำรวจให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับคนทุกชนชั้นในสังคม การศึกษาถึงแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาระบบงานตำรวจจึงมีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนโดยรวม จากการศึกษาระบบงานตำรวจทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา พบว่า ระบบงานของตำรวจจะประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับ เป็นที่เชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนได้นั้น มีการพิจารณาองค์ประกอบที่สำคัญต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑.การบริหารงานตำรวจ (Police Administration)

๒.การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation)

๓.ความโปร่งใสในการทำงานของตำรวจ (Police Transparency)

๔.บทบาทและความรับผิดชอบของตำรวจ (Roles and Responsibilities)

๕.การฝึกอบรมและการคัดเลือก (Training and recruitment)

๖. เงินเดือน สวัสดิการและวัสดุอุปกรณ์ (Salary, welfare and resources)

๑.การบริหารงานตำรวจ (Police Administration)

 ถึงแม้จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ แล้วก็ตาม ระบบงานตำรวจของประเทศไทยดูเหมือนจะยังคงรวมศูนย์อำนาจ (Centralization) การปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่ต้องรายงานผลการปฏิบัติเข้าสู่ส่วนกลาง รวมถึงเรื่องการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตำรวจในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, เยอรมัน, ออสเตรเลีย และอีกหลายๆ ประเทศ ได้มีการบริหารงานตำรวจในลักษณะกระจายอำนาจสู่ระดับท้องถิ่น (Decentralization) ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในระดับชุมชน เนื่องจากแต่ละชุมชนย่อมมีสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้น แต่ละชุมชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอาชญากรรมในพื้นที่ในรูปของคณะกรรมการร่วมกันกับตำรวจในพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทของสังคมไทย การกระจายอำนาจการบริหารงานตำรวจลงไปสู่ระดับท้องถิ่นเช่น องค์การบริหารส่วนตำบล, เทศบาล และชุมชนในฐานะหุ้นส่วนในงานของตำรวจ จำเป็นต้องมีการพิจารณา ทบทวนอย่างรอบคอบ และรัดกุมเนื่องจากสังคมไทยยังเกี่ยวข้องกับระบบอุปถัมภ์ (Patronage system) การให้ความช่วยเหลือและการตอบแทนบุญคุณยังถือเป็นเรื่องปกติ ความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงระหว่างผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น หัวคะแนน นักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ (Tamada, 1991). ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของตำรวจในพื้นที่ทั้งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการทำงานของตำรวจ, การรักษาความปลอดภัยให้ชุมชน, นโยบายในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ เป็นต้น

๒.การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) 

ระบบงานตำรวจในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้น รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน เช่น ประเทศไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) ประสบปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศมาเป็นระยะเวลาช้านาน เนื่องจากปัญหาการเมือง การปกครอง ตั้งแต่การตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ การทำหน้าที่ของตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง รัฐบาลอังกฤษได้ตระหนัก และเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังปรากฏในรายงานของฮันต์ (Hunt’s report) ซึ่งเสนอว่าเพื่อที่จะสร้างความร่วมมือ ความเข้าใจและความศรัทธาในตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับท้องถิ่น ลักษณะบางประการของตำรวจที่คล้ายกับทหารควรถูกปรับเปลี่ยน เช่น เครื่องแบบและชื่อของหน่วยงานตำรวจ หลังจากนั้น เกือบ ๓๐ ปีต่อมา รัฐบาลอังกฤษได้มีการพิจารณาปฏิรูปการเมืองในประเทศไอร์แลนด์เหนือโดยแต่งตั้ง Chris Patten อดีตผู้ว่าการเกาะฮ่องกง เป็นหัวหน้าคณะกรรมการปฏิรูป ได้มีการเสนอจัดตั้งคณะกรรมการตำรวจ (District Policing Partnerships Board; DPPB) ทั้ง ๒๑ เขตโดยกรรมการมาจากการคัดเลือกกันเองภายในท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในงานตำรวจมากยิ่งขึ้น (Northern Ireland Office, 1998)

ญี่ปุ่น เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ควรมีการศึกษาระบบงานตำรวจในบริบทของทวีปเอเชียเนื่องจากได้รับการจัดให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีเศรษฐกิจเติบโตในอันดับต้นๆ ของโลก แต่กระนั้นก็ตาม ประเทศญี่ปุ่นมีสถิติการเกิดอาชญากรรมอยู่ในระดับที่ต่ำมาก (Johnson, 1993; Rake, 1987) ปัจจัยสำคัญของการควบคุมปัญหาอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการจัดตั้งตู้ยามตำรวจ (Police box) ที่รู้จักกันในชื่อว่า Koban และ Chuzaisho ซึ่งแนวคิดดังกล่าว เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจกับประชาชน (Finch, 1999) โดยตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ตามตู้ยามตำรวจ จะออกเยี่ยมเยียน พบปะ ประชาชนในพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูลของบุคคลต่างๆ ทั้งในเรื่องอาชีพ, สมาชิกในครอบครัว, รายได้ ฯลฯ และจัดเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ในสารบบ แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดตำรวจชุมชนในลักษณะ ตู้ยามที่ครอบคลุมทั่วประเทศนำไปสู่ปัญหาการแพร่ระบาดของการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะในเรื่องบ่อนการพนันและองค์กรอาชญากรรม ซึ่งถูกกล่าวขานว่า “อยู่เหนือกฎหมาย” (Above the law) (Johnson, 2003)

ระบบงานตำรวจในประเทศไทยได้พิจารณาถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้น โดยได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๕๔) ที่ได้กล่าวถึง การส่งเสริมการดำรงชีวิตที่มีความปลอดภัย อยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมโดยส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวและรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันให้เข้มแข็ง ส่งเสริมให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม มีการส่งเสริม สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีงบประมาณและเจ้าหน้าที่ที่มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในงานของตำรวจเพราะหน่วยงานเหล่านี้ เป็นหน่วยงานปกครองที่เล็กและใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มีความเข้าใจในปัญหา และบริบทที่ชุมชนตั้งอยู่ น่าจะสามารถทำหน้าที่ร่วมกันกับฝ่ายปกครองและตำรวจในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการอำนวยความยุติธรรมในด้านอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ภายใต้บริบทของสังคมไทย การเข้ามามีส่วนร่วมขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งในระดับตำบล, เทศบาล และชุมชนในฐานะหุ้นส่วนในงานของตำรวจ จำเป็นต้องมีการพิจารณาถึงระดับ และบทบาทของการเข้ามามีส่วนร่วม หากทำหน้าที่ช่วยเหลือตำรวจในการสอดส่อง ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชน ป้องกันเหตุร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่หากหน่วยงานท้องถิ่นเหล่านี้ เข้ามามีส่วนร่วมในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในทางคดีในรูปแบบของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) อาจมีปัญหาเรื่องของการผดุงความยุติธรรมซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตำรวจ ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงระหว่างเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในระดับท้องถิ่นซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวคะแนน นักการเมืองในทุกระดับ ยังคงมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอยู่

๓.ความโปร่งใสในการทำงานของตำรวจ (Police Transparency)

ปัจจุบันประชาชนสามารถร้องเรียนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยผ่านช่องทางต่างๆ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา, จเรตำรวจแห่งชาติ, สื่อมวลชน รวมทั้งการฟ้องร้องผ่านกระบวนการยุติธรรม แต่การดำเนินการดังกล่าว ดูเหมือนจะยังไม่สามารถเยียวยาความรู้สึกของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ นอกจากนี้ การพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจในแต่ละกรณีใช้เวลานาน ผลการตัดสินก็ต้องส่งเรื่องกลับไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง ดังนั้น การตรวจสอบการทำงานของตำรวจโดยภาคประชาชนจึงมีความสำคัญ และจำเป็นเนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ศรัทธาและความร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมของชุมชน

ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธานคณะทำงานฯ ได้มีการพิจารณารูปแบบระบบการตรวจสอบการทำงานของตำรวจจากภายนอก คือ คณะกรรมการอิสระรับเรื่องราวร้องทุกข์ซึ่งต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ซ้ำซ้อนกับจเรตำรวจ สอดคล้องกับระบบงานตำรวจในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศอังกฤษ มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบการทำงานของตำรวจ หรือ Independent Police Complain Commission (IPCC) แนวคิดสำคัญของการจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ คือเพื่อปกป้องสิทธิของพลเมือง ให้ความมั่นใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับตำรวจ และสนับสนุนการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย แต่กระนั้นก็ตาม รูปแบบการตรวจสอบการทำงานของตำรวจในลักษณะดังกล่าว น่าจะยังไม่เหมาะสมสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน เนื่องจากการรับรู้ถึงสิทธิ และหน้าที่พลเมืองของประชาชนคนไทย ยังคงแตกต่างจากพลเมืองในต่างประเทศ และหากมีการจัดตั้ง IPCC ขึ้นจริง ก็อาจมีการล็อบบี้ ข่มขู่ คณะกรรมการในการพิจารณาตัดสินลงโทษตำรวจในคดีนั้นๆ หากเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษซึ่งมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาก่อนประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน แต่เพิ่งจะมีแนวคิดในการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำงานของตำรวจโดยบุคคลภายนอกภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี

๔.บทบาทและความรับผิดชอบของตำรวจ (Roles and Responsibilities)

เนื่องจากระบบการบริหารงานตำรวจในหลายๆ ประเทศมีลักษณะของการกระจายอำนาจไปสู่ระดับชุมชน เพื่อให้ชุมชนเข้ามามีบทบาท ร่วมรับผิดชอบในงานของตำรวจซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่ระบบงานตำรวจยังคงรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และงานในความรับผิดชอบในหลายส่วนยังคงเป็นหน้าที่ของตำรวจ เช่น ตำรวจรถไฟ, ป่าไม้, ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, ตำรวจน้ำ, ตำรวจตระเวนชายแดน, งานจราจร เป็นต้น การรวมศูนย์อำนาจในลักษณะดังกล่าว ส่งผลให้งานในความรับผิดชอบของตำรวจมีมากมายหลายด้าน ขาดทักษะ และความชำนาญในการทำงานที่มีลักษณะเป็นมืออาชีพ (Professional) เนื่องจากแต่ละสายงานสามารถโยกย้ายได้และไม่ได้มีการฝึกฝน พัฒนาทักษะในการทำงานเท่าที่ควร แตกต่างกันกับระบบงานตำรวจในต่างประเทศที่มีการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมมากกว่าการมุ่งเน้นเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละสายงาน ทำให้ระบบงานมีประสิทธิภาพและสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิผล เช่น การจับกุมผู้กระทำความผิดกฎจราจรโดยการใช้กล้องวงจรปิด, การจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีช่วยในการป้องกัน สืบสวน จับกุมผู้กระทำความผิดด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์, การกำหนดค่าตอบแทนให้แก่อาสาสมัครที่มาช่วยงานตำรวจ เป็นต้น

การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศในงานตำรวจตำรวจเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันอาชญากรรม สืบสวน ติดตาม จับกุมผู้กระทำความผิด เช่น เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษเคยถูกผู้ก่อการร้ายลอบวางระเบิดในรถไฟใต้ดิน และบนรถประจำทาง เมื่อปี ค.ศ.๒๐๐๕ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าประเทศอังกฤษจะได้รับการกล่าวขานถึงเรื่องการใช้กล้องวงจรปิด (CCTV) ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย จากงานศึกษาวิจัย พบว่า คนที่ใช้ชีวิตปกติในประเทศอังกฤษจะถูกจับภาพโดย CCTV โดยเฉลี่ย ๓๐๐ ภาพต่อคนต่อวัน แต่หลังจากการถูกลอบวางระเบิดโดยกลุ่มก่อการร้าย ตำรวจอังกฤษสามารถป้องกัน และจับกุมผู้เตรียมก่อเหตุได้ทุกครั้ง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทำหน้าที่ของตำรวจมีประสิทธิภาพคือความพร้อมของอุปกรณ์ ความเชื่อมโยงของระบบฐานข้อมูล นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันเหตุ

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น การพัฒนาระบบงานตำรวจต้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี ระบบฐานข้อมูล และการพัฒนาบุคลากร เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของงานตำรวจ

๕.การฝึกอบรมและการคัดเลือก (Training and recruitment)

ปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสังคมได้มีวิวัฒนาการเช่นเดียวกันกับการเจริญเติบโตของทั้งภาคเศรษฐกิจ, อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี การที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่าทันกับกระแสสังคมและการเปลี่ยนแปลงของโลกในมิติต่างๆ นั้น ย่อมต้องคำนึงถึงการให้ความรู้ มุ่งเน้นที่การฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานในแต่ละด้าน มีความเป็นมืออาชีพ (Professional) โดยเฉพาะในสายงานหลักได้แก่ สอบสวน, สืบสวน, สายตรวจ, จราจร และอำนวยการ ซึ่งแนวทางการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวต้องทำต่อเนื่องตลอดทั้งปี ต้องมีการวางแผนพัฒนาบุคลากรตั้งแต่ก่อนที่บุคคลผู้นั้นจะเข้ารับราชการตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้นั้นมีความพร้อมในการทำงาน เท่าทันกับการกระทำความผิดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรม หากพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนาความรู้ของตำรวจไทยในปัจจุบัน พบว่า ประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการฝึกอบรม นอกจากนี้ หากมีการจัดให้ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในระดับสถานีตำรวจเข้ารับการฝึกอบรม คนที่ถูกส่งไปมักจะเป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเพราะหากส่งคนที่มีความสามารถในการทำงานเข้ารับการพัฒนาความรู้ จะส่งผลต่อการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ตำรวจในการทำงาน หากเปรียบเทียบกับระบบงานตำรวจในหลายๆ ประเทศ พบว่า แนวทางการปฏิบัติตรงกันข้าม มีการมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดชุมชนเนื่องจากต้องทำงานสัมผัสกับประชาชนโดยตรง หากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการอบรม พัฒนาศักยภาพในการทำงาน ปัญหาอาชญากรรมก็จะลดน้อยลง ส่งผลดีต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

หากพิจารณาถึงการคัดเลือกพลเรือนเข้ารับราชการตำรวจ พบว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นตำรวจ นอกจากจะถูกตรวจสอบความประพฤติ ประวัติการกระทำความผิดและพื้นฐานครอบครัวแล้ว ยังต้องมีการพิจารณาถึงเจตคติ แนวคิดของการเลือกที่จะมาเป็นตำรวจ รวมทั้งต้องวิเคราะห์ถึงสภาพของจิตใจโดยมีการทำแบบทดสอบเหมือนกับในต่างประเทศ นอกเหนือไปจากการวัดความรู้ และพิจารณาที่คุณวุฒิทางการศึกษาเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาอันสั้น หากผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็นตำรวจ จะส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่เพราะอาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด มีทั้งอาวุธปืนและต้องทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

๖. เงินเดือน สวัสดิการและวัสดุอุปกรณ์ (Salaries, welfare and resources)

การพัฒนาระบบงานตำรวจให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องพิจารณาถึงค่าตอบแทนทั้งเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง สวัสดิการ และวัสดุอุปกรณ์ หากพิจารณาโดยละเอียดแล้ว พบว่า ค่าตอบแทนของตำรวจ ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการอื่นในกระบวนการยุติธรรม เช่น ผู้พิพากษา, อัยการ เป็นต้น ทั้งๆ ที่ตำรวจเป็นปราการด่านแรกในการเผชิญหน้ากับปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน หากได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่ต่ำแล้ว ย่อมส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังนำไปสู่ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ หากเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของตำรวจในต่างประเทศ เช่น ตำรวจในประเทศอังกฤษ ได้รับค่าตอบแทนรายเดือนโดยเฉลี่ยประมาณ ๑๐ เท่าของค่าตอบแทนของตำรวจไทย ถึงแม้ค่าครองชีพในประเทศอังกฤษจะสูงกว่าของประเทศไทย แต่หากเปรียบเทียบสัดส่วนราคาสินค้า อาหารกับค่าตอบแทนที่ได้รับการจัดสรร ก็ยังถือว่าเงินเดือนของตำรวจในต่างประเทศสูงกว่าประเทศไทยมาก แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำนวนข้าราชการตำรวจไทยทั้งประเทศมีเป็นจำนวนมาก ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน หากพิจารณาให้ขึ้นเงินเดือนเพียงคนละ ๑,๐๐๐ บาท ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเดือนละกว่า ๒๕๐ ล้านบาท หากพิจารณาเป็นรายปี ต้องใช้งบประมาณปีละกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท ส่งผลต่องบประมาณโดยรวมของทั้งประเทศ ดั้งนั้น การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่หน่วยงานตำรวจ และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการรับบุคลากรเพิ่ม ย่อมส่งผลต่อการพิจารณาค่าตอบแทนที่จะจัดสรรให้แก่ตำรวจแต่ละนาย

หากพิจารณาถึงสวัสดิการและวัสดุอุปกรณ์ในการสนับสนุนการทำงานของตำรวจ พบว่า ยังคงประสบปัญหาหลายด้าน สวัสดิการของตำรวจในด้านต่างๆ ยังไม่เหมาะสม เช่น ที่พักอาศัยมีไม่เพียงพอ, การรักษาพยาบาลซึ่งจำกัดเฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐและเบิกไม่ได้ทั้งหมด, เงินเบี้ยเลี้ยงที่อยู่ในระดับต่ำ ออกไม่ตรงตามกำหนด เป็นต้น หากพิจารณาถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ยิ่งพบว่า ยังมีไม่เพียงพอต่อการทำงานซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในระดับพื้นที่ เช่น รถสายตรวจและน้ำมันที่ได้รับการจัดสรรมีไม่เพียงพอ โดยเฉลี่ยต้องออกตรวจผลัดละ ๘ ชั่วโมงแต่ได้รับการจัดสรรน้ำมันในช่วงระยะเวลาที่ออกตรวจโดยเฉลี่ยไม่ถึง ๑๐ ลิตรต่อหนึ่งผลัดซึ่งไม่เพียงพอต่อการออกตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด การแก้ไขปัญหาในระดับสถานีตำรวจก็ต้องพึ่งพางบประมาณของหน่วยงานระดับท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล, เทศบาล เนื่องจากสามารถจัดเก็บรายได้จากชุมชน แต่การบริหารจัดการในลักษณะดังกล่าว ย่อมส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในลักษณะถ้อยที ถ้อยอาศัย หากหัวหน้าหน่วยงานในระดับชุมชนเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย หรือประพฤติมิชอบ นอกจากนี้ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่าอาวุธปืนประจำกายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องหาซื้อกันเองทั้งในลักษณะผ่อนเป็นรายงวดจึงจะได้อาวุธปืน หรือการซื้อด้วยเงินสด เพราะอาวุธปืนของทางราชการส่วนใหญ่ไม่เพียงพอ และมีประสิทธิภาพไม่เท่าเทียมกับอาวุธปืนที่หาซื้อจากภายนอก ซึ่งยังไม่รวมถึงเสื้อเกราะกันกระสุน ที่ได้รับการจัดหาให้เฉพาะบางหน่วยงานเท่านั้น

การพัฒนาระบบงานตำรวจในประเทศไทย ยังคงเป็นคำถามที่ยังคงต้องหาคำตอบว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ทิศทางใด และจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากน้อยเพียงใด แต่ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การจะพัฒนาระบบงานตำรวจให้ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม มิอาจทำได้โดยองค์กรตำรวจแต่เพียงลำพัง แต่ยังต้องการแรงผลักดันทั้งจากระดับนโยบาย องค์กรตำรวจ และภาคประชาชน ท้ายที่สุด หากประสบผลสำเร็จ การแจ้งเบาะแส ข้อมูลอาชญากรรมต่างๆ จะได้รับความร่วมมือจากประชาชนอย่างเต็มที่ และสาธารณชนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกับตำรวจ ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจและเป็นที่ศรัทธาของสาธารณชนมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างที่ปรากฏชัดในหลายๆ ประเทศ

พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล

- อาจารย์ (สบ ๒) คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
- ประธานบริหารหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต (เสาร์-อาทิตย์)
- ที่ปรึกษาสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime; UNODC)
Master of Research (UK), Ph.D. in Criminology and Criminal Justice Administration, Ph.D. in Sociology (UK)
Read more ...

ไม่ต้องเก่งขอเพียงกล้า ไม่แค่พูดดีขอให้จริงใจ

13/12/57
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน เมื่อ 13 ธ.ค.2557

ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -การแต่งตั้ง โยกย้ายตำรวจระดับ พ.ต.อ.-พ.ต.ต. หรือระดับรองผบก.ไปจนถึงสารวัตร ในปีนี้ แม้จะมีกระแสข่าวว่ายังมีการวิ่งเต้นอยู่บ้างแต่ไม่ค่อยอึกทึกครึกโครมนัก

อาจเป็นเพราะว่าบรรยากาศมันไม่ค่อยเป็นใจสักเท่าไหร่ และบรรดาสปอนเซอร์ต่างพากันปวดหัวตัวร้อน ไม่สบายกันเป็นแถวจึงอยากยืนยันอีกครั้งว่า ไม่มีข่าวทำนองนี้เข้าหู แต่มิได้หมายความว่า มันจะไม่มีนะเพราะของแบบนี้วงการตำรวจขึ้นชื่อลือชามานานแล้ว

ขนาดชั้นประทวนย้ายออกนอกหน่วย หรือไปนั่งเก้าอี้ใกล้กับผลประโยชน์ เช่น ตามด่าน ตม. หรือสายตรวจทางหลวง เห็นว่าต้องจ่ายกันเรือนแสน ประสาอะไรกับพวกนายพัน นายพล ถ้าเป็น “ยุคทอง”ว่ากันตั้งแต่หลักล้าน ยันหลายสิบล้าน

ไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่ง ผบ.ตร.

ข่าวซุบซิบ ข่าวโมเม ก็พูดกันให้เสียผู้เสียคนโดยตีราคาไว้ที่ 100 ล้านบาทขึ้นไป เชื่อไม่เชื่อ จริงไม่จริง แต่มีคนพูดและมีคนเชื่อแน่ๆ แต่ของอย่างนี้ มันหาใบเสร็จมาแสดงไม่ได้ เขียนไปเรื่อยเปื่อยเกรงจะถูกฟ้องเสียเปล่าๆ แต่ยืนยันว่า เป็นเรื่องที่คนปากยื่นปากยาว หรือคนมีปาก ก็พูดกันไป

แต่อันนี้ไม่ได้พูดเอง แต่หยิบเอาช่วงคืนความสุข ทุกวันศุกร์ของ “ลุงตู่”มาวิพากษ์วิจารณ์กันต่อ ท่านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกถึงสาเหตุของความล้มเหลวของสังคมไทยในห้วงที่ผ่านมาว่า เกิดจากปัจจัย 3 ประการ คือ การทุจริต การเล่นพรรคเล่นพวก และขาดวิสัยทัศน์ ไม่จริงใจในการบริหารประเทศ

ขอผ่านข้ออื่นๆไป แต่จะหยิบประเด็นเล่นพรรคเล่นพวกจนถึงขั้นขาดธรรรมาภิบาลนั้น ไม่ทราบว่าข้อนี้ จะเข้าหูของบิ๊กตำรวจทั้งหลายกันหรือไม่

โดยเฉพาะ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร. อยากให้ฟังคำเตือนจาก ลุงตู่ ให้มากๆ และเพลาๆ ลงบ้างกับการเล่นพรรคเล่นพวก เอาพี่เอาน้อง เอาลูก เอาหลาน

เล่นพรรคเล่นพวก ก็ถือว่าขาดธรรมาภิบาลแล้ว แต่นี่แต่งตั้งลูกหลาน พี่น้องนามสกุลเดียวกัน ท่านไม่รู้สึกขัดเขินอะไรเลยหรือ

เรื่องเล่นพวก ขอให้ดูบรรดานักเรียนนายร้อยรุ่น 31 หันไปทางไหน ไม่ว่าจะเป็นระดับ รอง ผบ.ตร. ผบช. หรือ ผบก. ต้อง นรต.31 แล้วอีกพวกหนึ่งคือ นรต.36 มาแรงไม่แพ้กัน เรียกว่าทั้ง 2 รุ่นนี้ คือพิมพ์นิยม กระจายอำนาจ กระจายผลประโยชน์กันทั่วถึงทั้งประเทศ

อำนาจก็คือประโยชน์ แม้จะอ้างว่าตอนนี้คือ ยุคปลอดส่วย เป็นยุคปฏิรูป มีแต่คนดี...มีคำถามว่า ถ้าดีจริงทำไมท่านถึงเล่นพรรค เล่นพวกล่ะ หรือว่าพ้นไปจากนี้ไว้ใจใครไม่ได้

ตัวอย่างที่ชัดมากคือการสนับสนุนให้

พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธ์ม่วง ผกก. 8 บก.รน. รักษาการณ์ ผกก.5 ป.  

ว่ากันว่า ใช้เวลาเป็นตำรวจเพียง 14 ปี จากผู้หมวด วันนี้กลายเป็น “ผู้กำกับ”ไปแล้วแถมมีอำนาจราชศักดิ์นั่งเก้าอี้แต่ละตัวเบิ้มๆทั้งนั้น ถ้าใครไม่รู้จักนายตำรวจหนุ่ม หลานชายแท้ๆ ของท่าน ผบ.อ๊อด ก็ขอให้สังเกตดูคนรูปหล่อที่ยืนประกบ ผบ.ตร.นั่นแหละ ตอนนี้ท่าน ผกก.ภูมินทร์ ให้ความสำคัญกับการอารักขาเจ้านายตัวเองอย่างเต็มอัตราศึก

นอกจากเป็น ผกก. 2 หน่วยงานแล้ว ยังเป็นรปภ.ประจำตัว เวลาไปไหนมาไหนต้องมี จยย.นำ และประกบรวม 3 คัน เก๋งอีก 4-5 คัน พร้อมอาวุธครบมือ (เอาเข้าไป)

ยังไม่รวมนายตำรวจคนอื่นๆ ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปก่อนหน้าแล้ว...ท่าน ผบ.ตร. คิดว่าท่านมีเหตุผลอะไร มีความจำเป็นอะไร และอยากถามท่านว่า ท่านเห็นด้วยกับแนวคิดของท่านนายกรัฐมนตรี หรือเปล่า

ถ้าเห็นด้วย บัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับ พ.ต.อ.-พ.ต.ต. เที่ยวนี้ คงจะไม่มีคนนามสกุลเดียวกับท่าน ได้นั่งเบิ้ลเก้าอี้ใหญ่ๆ หรือเติบโตแบบรวดเร็ว ผิดหูผิดตา เพราะถ้าอย่างนั้นท่านคงไม่เห็นด้วยกันวิธีคิดของพล.อ.ประยุทธ์

หรืออาจจะแย้งว่า แล้วทีลุงตู่ สนับสนุน พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา เข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. ล่ะ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองหรือเปล่า...

ตรงนี้แม้จะตอบยาก แต่ถ้ามองในแง่บวกก็ขอให้คิดเสียว่าไว้เพื่อป้องกันหลังให้กับลุงตู่ ตอน “ขาลง” เพราะเหตุผลของการยึดอำนาจลุงบอกทุกวัน นั่งยันยืนยันว่า ทำเพื่อชาติ เหนื่อยจะตาย ให้กำลังใจกันหน่อย ..!!??

เอาเถอะ...แว่บเข้ามานิดเดียว หวังว่าคงไม่ชักใบให้เรือเสีย...ดังนั้น ถ้าคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ จะศักดิ์สิทธิ์ บรรดาลิ่วล้อลูกสมุนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หรืออย่าทำอะไรที่มันประเจิดประเจ้อจนเกินไป

เขียนทีเล่นทีจริงแกมประชดอย่างนี้ แต่ขอแนะว่า ท่านอย่าดูถูกประชาชน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-หัวหน้า คสช. หรือใครหน้าไหน..คำพูดกับการกระทำมันไม่สามารถปกปิด “ธาตุแท้” ของพวกท่านไปได้ และประชาชนคนไทยมิได้กินแกลบกินรำ

ยุคก่อนล้มเหลวเพราะขาดธรรมาภิบาล ชอบเล่นพรรคเล่นพวก...ถามว่ายุคนี้ล่ะ ไม่เล่นพวก แต่เล่นรุ่น เล่นน้อง เล่นหลาน ใช่หรือไม่

อันที่จริงสังคมไทยก็เป็นอย่างนี้มายาวนานแล้ว สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมป์ ซึ่งมันไม่ใช่มีแต่เรื่องเลวๆ เรื่องดีๆ ก็มีอยู่เยอะถ้านำไปใช้ในทางสร้างสรรค์...ก็ว่าไปเถิดไม่เห็นใครจะไปตำหนิท่านเพียงแต่ขอให้ทำการใดๆ ด้วยความสุจริตใจ จริงใจ

อย่าเอาเงื่อนไขต่างๆ แบบพวกโลกสวย มาบีบตัวเองจนเสียคน เมื่อทำตามพูดไม่ได้

วงการตำรวจทุกวันนี้ไม่ต้องพูดถึงอนาคต เพราะมีแต่จะตกต่ำลงๆ เรื่องการปฏิรูปคนใน คือตำรวจเองแท้ๆ ที่จะได้รับผลกระทบทั้งขึ้นทั้งล่องไม่เห็นมีใครหน้าไหนออกมาชี้นำสังคม ให้พอมองเห็นทางสว่าง

มีแต่อยากให้ตำรวจเป็นที่รักของประชาชน ในขณะที่ปัญหาของประชาชนที่เกิดจากตำรวจ นับวันจะเพิ่มมากขึ้นเช่นปัญหาจากโจรผู้ร้าย วันๆ หนึ่งท่านทราบไหมว่า มีคดีบ้านเรือนถูกงัด รถราถูกขโมย เกิดคดีฉกชิงวิ่งราว มากมายขนาดไหน

หนักที่สุดแก้ไม่ตกเสียที ก็คือปัญหายาเสพติด

ประชาชนจึงหวังว่า ถ้าผู้นำตำรวจ มีวิสัยทัศน์ และเปิดใจยอมรับความเป็นจริง การปฏิรูปตำรวจอย่าคิดว่าทำให้ตัวเองเสียอำนาจแต่ต้องคิดว่าประเทศชาติ และประชาชน จะได้ประโยชน์ เพราะเอาเข้าจริงปัญหาของประชาชน ปัญหาของสังคม สุขหรือทุกข์มันจบกันที่ “โรงพัก”ส่วนจะมีกฎ กติกา อย่างไร ก็ว่ากันไป และอย่าลืมย่อลำดับชั้นการบังคับบัญชาให้มันสั้น และกระชับที่สุด

เอากันแค่นี้ก่อน ส่วนจะเดินไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม ก็ว่ากันไป โดยอาจจะตัดอำนาจหน้าที่ยกไปให้หน่วยงานอื่นเลยก็ได้ เพราะงานตำรวจต้องขอย้ำว่า มันจบที่โรงพัก

กำลังพลของตำรวจที่กระจายไปในหลายหน่วย ควรเกลี่ยให้มาเป็นตำรวจท้องที่เพื่อตอบโจทก์ของเนื้องาน

ใช้กำลังพลเกือบ 3 แสนนาย ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ใครทำไม่ได้ ใครทำไม่ไหว ใครไม่สมัครใจทำ ก็ปูนบำเหน็จบำนาญให้ลาออกไป ถ้าไม่พอรับมาใหม่ สร้างเลือดตำรวจใหม่

การปฏิรูปตำรวจไม่ขึ้นอยู่ที่ “ง่าย หรือ ยาก”แต่อยู่ที่ “กล้า”มากกว่าอย่างอื่น ท่าน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร. มีความกล้าพอไหมล่ะ
Read more ...

อย่าข่มขืนตำรวจให้ปฏิรูป

6/12/57
โดย ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์  เมื่อ 6 ธ.ค.2557

2 เดือนเต็มบนเก้าอี้ “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ”ของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง เต็มไปด้วยเรื่องราวอื้อฉาว เท่าที่แยกแยะได้ มีอยู่ประมาณ 3-4 เรื่องที่ถือว่าน่าเป็นสิ่งที่ท่าน ผบ.ตร.หรือบุคคลใก้ลชิดควรหยุดฟังและเปิดใจกว้างตรองดูว่าสิ่งที่สังคมติติงท่านเกิดจากอคติหรือคู่ควรกับการรับฟัง

เรื่องแรกก็คือ “แนวคิด”กับ “คำพูด”...แนวคิดที่สุดกลายเป็นนโยบายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปปฏิบัตินั้น เหมือนกับท่าน ผบ.ตร.ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของตำรวจ (ไทย) เช่น การสนับสนุนสินบนปราบส่วยจราจร วันนี้ไปถึงไหนแล้ว ตำรวจจราจรตามสถานีต่างๆไม่รีด ไม่ไถกันแล้วใช่ไหม ยอมปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนๆ สิ้นปีนี้อย่าลืมนำมาแถลงให้ประชาชนทราบด้วยจักเป็นพระคุณอย่างสูง แต่ที่มีโอกาสพูดคุยกับตำรวจจราจร เห็นเขาบอกว่าทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมแล้ว

“ขืนบ้าจี้ตามเจ้านาย ก็อดตายซิ”

อีกเรื่องที่พูดแล้วพูดอีก (เขียนแล้วเขียนอีก) ก็คือมาตรการป้องกัน และลงโทษผู้บังคับบัญชา หากมีตำรวจฆ่าตัวตาย

ดูเหมือนว่าท่าน ผบ.ตร. ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก แสดงความห่วงใยในทันที ทั้งที่ยังไม่ได้นั่งเป็น ผบ.ตร. เรื่องความเป็นห่วง หรือช่วยแก้ปัญหาหนักอกของผู้ใต้บังคับบัญชานั้น เป็นเรื่องดี เพราะตำรวจมีเรื่องเครียดๆ ในชีวิตประจำวันอย่างมากมาย ทั้งจากการทำงาน เจอนายดีก็ดีไปเจอนายขี้ปอด กับนายขี้โกง ถือว่าซวยกำลังสอง

นายขี้ปอด คือสั่งๆๆ แล้วก็แจว ไม่ต้องรับรู้ว่างานที่มอบหมายไปลูกน้องจะเจอปัญหาอะไรบ้าง ส่วนนายขี้โกง ประเภทนี้ต้องบีบให้ลูกน้องหารายได้เข้าพกเข้าห่อ นายระดับสูงกว่าโรงพัก เดี๋ยวมีบัตรการกุศล มวยบ้าง กอล์ฟบ้าง บ่อนไม่มี ซ่องประเจิดประเจ้อไม่ได้ หาให้ไม่ครบอาจโดนผู้กำกับฯ เขม่นย้ายหน้าที่บ้าง ไม่พิจารณาขั้นให้บ้าง เรื่องดราม่าแบบนี้ วงการตำรวจ (ไทย) ยังมีอยู่ และจะคงอยู่ตลอดไป

แต่นายที่ดีๆ ก็มี คือไม่ปอด ไม่โกง แต่มนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาติญาณเอาตัวรอด บรรยากาศ “ตัวใครตัวมัน”แบบนี้ผลร้ายตกอยู่กับประชาชน 200 เปอร์เซ็นต์ เพราะตำรวจต่างสมัครใจเข้าเกียร์ว่างกันเป็นแถว จนกว่าจะผ่านพ้นการแต่งตั้งโยกย้ายระดับโรงพักเรียบร้อยนั่นแหละ ถึงจะเริ่มขยับ และไม่สามารถคาดเดาได้ว่า เป้าหมายที่ท่าน ผบ.ตร. ตั้งไว้คือ ให้ตำรวจเป็นที่รักของประชาชนโดยต่อไปนี้ จะไม่มีเรื่องเสียๆ หายๆกับตำรวจ ไม่มีส่วย โจรผู้ร้ายจะถูกปราบปรามอย่างเข้มแข็งเด็ดขาด

...เหล่านี้จะเป็นเพียง “มโน”ของท่าน หรือเป็นเรื่องจริง ก็ขอให้ประชาชนชาวไทยติดตามกันต่อไป

ขอเข้าเรื่อง “อย่าข่มขืนตำรวจให้ปฏิรูป” ตามที่ตั้งใจไว้ เพราะในห้วงรับตำแหน่ง ผบ.ตร. ของท่านสมยศ มีเรื่องหนักๆ ของตำรวจอยู่มากมาย แค่ยกตัวอย่าง “แนวคิด”กับ “คำพูด”ของท่านก็ว่าไปเกือบหมดตอนแล้ว... การเคลื่อนไหวของตำรวจ (ไทย) อีกหลายเรื่อง ไม่ว่าคดีเกาะเต่า ทำไมคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เชื่อว่า ตำรวจจับผู้ต้องหาตัวจริง.... กรณีป้ายโฆษณาจอแอลอีดี ที่อาศัยป้อมตำรวจ โรงพัก อาศัยน้ำ-ไฟหลวง ทำมาหากินกันอย่างโจ๋งครึ่ม ไม่อายผีสางเทวดา หรือ คดีอดีตเจ้าพ่อสอบสวนกลาง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ กับพวกที่เข้าไปพัวพันกับส่วยมากมายหลายรูปแบบ ทั้งบ่อน และขบวนการน้ำมันเถื่อน

ท่าน ผบ.ตร. ขึงขังบอกว่า “ยุคผมใหญ่แค่ไหนก็จับ” แต่ตอนนี้มันแปร่งๆ เฉพาะ “ใบเสร็จ” ปึกใหญ่ ขนาดรวมเป็นเล่มควักมาโชว์นักข่าว วันนี้ทำท่าจะเหลือน้อยลงๆ ออกอาการไม่ “สุดซอย”สมราคาคุยเสียแล้ว อย่าไรก็ตาม ถ้าไม่อคติจนเกินไปท่าน ผบ.ตร. ควรได้แต้มบวก เพราะทุกยุคทุกสมัยไม่เคยมีใครขุดรากถอนโคนขบวนการโกงชาติกันขนาดนี้

จุดอ่อนที่สุดของตำรวจ (ไทย) จึงอยู่ที่การทุจริต-คอร์รัปชัน

แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะโดยใครก็ตาม ไม่อยากให้มีการลดทอนอำนาจของตำรวจ แต่คงยากที่จะปฏิเสธกระแสสังคมไปได้

ข้อเสนอปฏิรูปตำรวจ โดยมีที่น่าสนใจ คือ แนวทางของสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) เป็นอันดับแรก มีข้อเสนอ 10 แนวทาง คือ 

1. ลดและเลิกความเป็นกองทัพ หรือให้ตำรวจเป็นเหล่าทัพที่ 4 เพราะทำให้เกิดการรวมศูนย์การบังคับบัญชาจนภาระหน้าที่ถูกเบี่ยงเบน 

2. ยกเลิกการผูกขาดรวมศูนย์ส่วนกลาง แยกกองบัญชาการตำรวจภูธรทั้ง 9 ภาค 

3. ป้องกันการแทรกแซงจากการเมืองโดยยกเลิก ก.ต.ช. ที่มาจากฝ่ายการเมือง เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานตำรวจ 

4.แยกงานสืบสวนออกจากงานสอบสวน 

5.ยกเลิกในตำรวจในตำแหน่งที่มีหน่วยอื่นรีบผิดชอบอยู่แล้ว

6. ปรับปรุงการได้มาของตำรวจเช่นพัฒนากระบวนการสรรหา เน้นหลักสูตรสมัยใหม่ เพิ่มคุณวุฒินักเรียนพลตำรวจ 

7. จัดตั้งองค์กรและกลไกอิสระ ไม่ขึ้นกับสตช. 

8. เพิ่มบทบาทและให้ความสำคัญกับการผลิตตำรวจชั้นประทวน 

9. จัดรูปแบบทำงานในโรงพักเป็นแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ 

10. เพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการฯ

อีกแนวทาง โดยนายวันชัย สอนศริ (สปช.) ในฐานะคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม สรุปว่าให้ปรับโครงสร้าง สตช. และยกเลิกคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แล้วตั้งเป็น “สภากิจการตำรวจแห่งชาติ”มีคณะทำงาน 1 ชุด ทำหน้าที่แทน สตช. และ ก.ตร.โดยกระจายอำนาจแบ่งเป็นตำรวจหลวง ตำรวจภูมิภาค และตำรวจท้องถิ่น โดยให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง-โยกย้ายตำรวจตามกฎหมายกำหนด รวมทั้งถ่ายโอนหน่วยงานตำรวจให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเช่น ตำรวจป่าไม้ ให้กรมป่าไม้ดูแลเป็นต้น

ทั้งข้อเสนอของ สปท. และ สปช. มีคำถามข้อเดียวคือ....ไม่ทราบว่าตำรวจไทยคิดกันอย่างไร เพราะหลายอย่างที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งดำเนินการไปก่อนหน้านั้น “สวนทาง”กับข้อเสนอต่างๆ อย่างสิ้นเชิง เช่นโครงการตำรวจเกณฑ์ คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณไปเรียบร้อย โดยล็อตแรก 5,400 นาย ใช้งบ 513 ล้านบาท และมีข่าวค่อนข้างสับสนว่า จะต้องการมากถึง 20,000 นายหรือ 50,000 นาย ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณอย่างมากมายหลายพันล้านบาท ต่อปี

ไหนล่ะ ลด ละเลิก ความเป็นกองทัพที่ 4 ....โครงการตำรวจเกณฑ์ที่รัฐบาลเห็นดีเห็นงามด้วยนั้น บอกอะไรกับพวกท่านบ้าง

เอาแค่เรื่องเดียวทั้ง สปท. และสปช. ก่อนจะเสนออะไรหรือก่อน “ข่มขืนวัวให้กินหญ้า” โปรดมองความเป็นไปในโลกแห่งความจริงไว้ด้วย เห็นแก้กันมาทุกยุคไม่ให้นักการเมืองแทรกแซงตำรวจ ถามดังๆ ว่าตอนนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตกอยู่ในสภาพใด...ท่านรู้ไหม ตอนนี้ใครใหญ่ที่สุดในแวดวงสีกากี บอกให้ก็ได้ ไม่ใช่"สีกากี "อย่างแน่นอน-แทรกแซงหรือเปล่า

ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ระบบ หรือบุคคล...แก้กันไป วนกันไปเวียนกันมา สุดท้ายประชาชนถูกยกมาอ้างทุกสถานการณ์ ไม่ว่าประชาธิปไตย หรือยุคทหารคืนความสุข...ถามตำรวจเขาสักคำ ถ้าเขาไม่เล่นด้วยทั้ง สปท. กับ สปช. จะมีน้ำยาไปทำอะไร (ตำรวจ)ได้
Read more ...

ตำรวจท้องถิ่น หายนะประเทศไทย

1/12/57
ขอนำบทความ "ตำรวจท้องถิ่น หายนะประเทศไทย" ของคุณนิติภูมิ นวรัตน์ ใน นสพ.ไทยรัฐ มาให้ได้อ่านกัน เพื่อความเข้าใจในการปฏิรูปตำรวจ เป็นอีกมุมมองที่น่าฟังครับ ลองอ่านกันดู(คัดย่อเล็กน้อย หาอ่านฉบับเต็มได้ใน นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 ธ.ค. 57)

อดีต ส.ส.ทางภาคใต้ท่านหนึ่งเสนอให้ปฏิรูปตำรวจไทย โดยให้มีตำรวจท้องถิ่นที่สังกัดหน่วยงานท้องถิ่น โดยท่านอรรถาธิบายขยายความไว้อย่างละเอียด ผ่านเผิน ๆ เพลิน ๆ ก็ดูน่ามีเหตุผล

แต่ผมไม่เห็นด้วยครับ เพราะตำรวจท้องถิ่นที่สังกัดเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือองค์กรส่วนท้องถิ่นประเภทอื่นนั้น สุดท้ายแล้ว ท่านจะได้แต่ตำรวจที่เป็นเครื่องมือของนักการเมืองท้องถิ่น และเป็นตำรวจที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ

ประเทศที่ใช้ระบบตำรวจท้องถิ่น มักจะล้มเหลวในการป้องกัน และปราบปราม ถ้าอยากรู้ว่าประสิทธิภาพของตำรวจท้องถิ่นเป็นอย่างไร ไปดูผลงานของตำรวจในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ที่ใช้ระบบตำรวจท้องถิ่น ทั้งประเทศเต็มไปด้วยคดีปล้นจี้ ลักพาตัว คอร์รัปชัน ยาเสพติด ฯลฯ

เมืองใดได้นักการเมืองท้องถิ่นดีก็ดีไป แต่ถ้าได้นักการเมืองท้องถิ่นชั่วก็เหมือนกับติดปีกให้กับเสือ ขณะนี้หลายประเทศจึงพยายามยกเลิกระบบตำรวจท้องถิ่น เพื่อหันมาใช้ระบบตำรวจกลาง แต่กว่าจะปฏิรูปจนสำเร็จมั่นคงเหมือนเดิม ก็คงจะใช้เวลาหลายปี เพราะในช่วงที่ประเทศใช้ตำรวจท้องถิ่น ความเป็นตำรวจมืออาชีพหายไปนาน

กรณีคดีลักพาตัวนักศึกษา 43 คน ในเม็กซิโก ที่สันนิษฐานว่าน่าจะถูกสังหารหมู่ตายหมดแล้วนั้น มาจากปัญหาคอร์รัปชันในหมู่ตำรวจของเม็กซิโก ที่รัฐบาลท้องถิ่นและตำรวจถูกครอบงำโดยองค์กรยาเสพติด

เม็กซิโกแบ่งการปกครองเป็นรัฐ แต่ละรัฐประกอบไปด้วยเมืองต่าง ๆ แต่ละเมืองก็จะมีเทศบาลที่มีนายกเทศมนตรี และมีกองกำลังตำรวจท้องถิ่นที่สังกัดเทศบาลนั้น ๆ ผู้อ่านท่านพอนึกภาพออกนะครับ ว่าถ้านายกเทศมนตรีคนไหนเป็นโจรที่ซื้อเสียงเลือกตั้งเข้ามา โจรในคราบนายกเทศมนตรีคนนี้ก็จะไม่ธรรมดาแน่นอน แต่เป็นโจรที่มีกองกำลังส่วนตัวที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ที่แหละครับ ที่ทำให้ประธานาธิบดี เอนริเก เปนญา เนียโต เสนอแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขแล้ว ก็จะทำให้สภาคองเกรสเม็กซิโก สามารถยุบหน่วยงานท้องถิ่นและสามารถย้ายตำรวจท้องถิ่นมาสังกัดรัฐแทน

การมีตำรวจท้องถิ่น ตำรวจรัฐ และตำรวจส่วนกลาง ทำให้ตำรวจเกี่ยงงานกันทำ ตำรวจท้องถิ่นหลายแห่งปฏิเสธที่จะทำคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในระดับที่รัฐบาลกลางเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น การลักลอบขนยาเสพติด

สำหรับประเทศไทย ผมทราบว่า ขณะนี้มีการร่างพิมพ์เขียวเรื่องตำรวจท้องถิ่นเอาไว้เรียบร้อย และพร้อมที่จะนำเอาออกมาใช้หลังจากที่ช่วยกันยำภาพลักษณ์ของตำรวจไทยจนเละเทะตุ้มเปะไปแล้ว

แต่ก่อนจะนำระบบตำรวจท้องถิ่นออกมาใช้ ผมขอให้ท่านช่วยเอากรณีศึกษาตำรวจท้องถิ่นของหลายประเทศมาเปิดเผยให้เห็นถึงมุมลบของระบบนี้ด้วย

หลายท่านอาจสะใจเมื่อเห็นคลิปที่ด่าตำรวจ ทำลายภาพลักษณ์ตำรวจ ซึ่งขณะนี้ดื่นดาษกลาดเกลื่อน แต่ผมอยากจะบอกนะครับว่า วันหนึ่งท่านจะรู้สึกเสียใจ เมื่อตัวท่านหรือญาติของท่านประสพเรื่องร้ายที่จะต้องให้ตำรวจแก้ปัญหาให้ แต่เมื่อพบว่าตำรวจอ่อนแอ ถูกทำลายซ้ำซากจนไม่มีศักยภาพที่จะนำความยุติธรรมกลับมาให้ท่านได้

วันนั้น ท่านจะเสียใจ
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม