แต่งตั้งยุติธรรม

25/12/57
โดยสหบาท นสพ.ไทยรัฐ เมื่อ 25 ธ.ค.2557

ในอดีตยังไม่เคยเห็นในคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจครั้งใดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บช.ก. และ บช.น. จะรู้สึกไม่มีความปลอดภัยต่อการรับราชการในอาชีพตำรวจ

กับคำประกาศส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยออกนอกกองบัญชาการต้นสังกัดเดิม

บช.น.มีกระแสข่าวในเรื่องของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง “ป้ายโฆษณา” ที่ถูกตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงหรืออาจถึงขั้นตั้งกรรมการทางวินัยร้ายแรง ทำให้ตำรวจหลายโรงพักมีตำหนิ เป็นตัวเลือกส่งออกนอกกองบัญชาการ

ทั้งที่เรื่องหรือป้ายดังกล่าวที่มีปัญหา อาจมีมาก่อนที่เขาเหล่านั้น จะมาดำรงตำแหน่งเสียอีก เป็นเรื่องใหญ่ที่หยิบมาเล่นงาน เหมือนในอดีตผู้บังคับบัญชาไม่เคยมีการผิดพลาดในการทำหน้าที่หรือบริสุทธิ์ยุติธรรมทุกคน เหตุใดจึงมีการเร่งรัดดำเนินการในช่วงเวลาคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย มีนัยสำคัญหรือมี “ใบสั่ง” ให้เอาคนมาลงในพื้นที่สำคัญ

อดีตยุคนครบาลที่แข็งแกร่งต่อสู้กับเหล่าอาชญากรในเมืองกรุง ตำรวจลูกหม้อ ผ่านร้อนหนาว ใน บช.น.ยาวนานกว่าจะใหญ่โตได้ต้องสั่งสมประสบการณ์และคุ้นเคยในนครบาลเป็นอย่างดี

ตำรวจนอกหน่วยเข้ามาได้ยากมาก ในระยะหลายปีผ่านมา ปรากฏว่ากฎเกณฑ์ที่เจ้านายเก่าเคยสร้างกฎ กติกา มารยาท ได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง นักสืบแท้ๆในเมืองกรุงที่มุ่งมั่น ชำนาญ น้อยมากแทบสูญพันธุ์

สถานภาพ บช.ก.ไม่ได้แตกต่าง มีกระแสข่าวจะเอาตำรวจใน บช.ก.ออกไปจำนวนมากอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันใกล้ชิดกับอดีต ผบช.ก. และอ้างว่าเหลือคนที่ไม่เกี่ยวข้องไว้ทำงานต่อเพื่อสร้างหน่วยใหม่

จึงมีคำถามมากมายว่า ผู้ที่เหลืออยู่บริสุทธิ์ ไม่มีด่างพร้อย ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเคยได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากอดีต ผบช.ก.และทีมงานจริงหรือ...

พวกมดงาน สว. รอง ผกก. ผกก. รอง ผบก.ทั้งหลายที่เอาเขาออกไปจากหน่วย เขาผิดทั้งหมด หรือเพียงเพื่ออ้างจัดเอาคนมาลงในตำแหน่งเท่านั้น

ลองคิดดูว่าวันนั้นอดีต ผบช.ก.สั่งงานให้นโยบาย มีใครไม่ทำหรือไม่สนองนโยบายบ้าง คนสนองนโยบายเป็นนโยบายที่ชอบด้วยกฎหมาย เขาผิดไหมที่ทำตามนโยบายของผู้มีอำนาจ

วันนี้หากผู้บังคับบัญชาทำผิดบ้างเขาที่กำลังทำอย่างตั้งใจนี้จะผิดและรับผลของกรรมด้วยไหม

เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ใน ตร.ต้องตระหนักให้ความสำคัญความวุ่นวายทั้งใน บช.น.และ บช.ก.

ถ้าคิดว่า “ขวัญกำลังใจ” เป็นส่วนสำคัญของงานตำรวจ.
Read more ...

‘จ.หวานเจี๊ยบ’ ป่วนโผ ‘นายพัน’ แต่งตั้ง ‘สว.-รองผบก.’ ส่อข้ามปี

22/12/57
โดย นสพ.ผู้จัดการ เมื่อ 22 ธ.ค.2557

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การจัดทำบัญชีแต่งตั้ง ระดับ สารวัตร ถึง รองผู้บังคับการ ประจำปีครั้งนี้ ไม่ทันตามกรอบเวลา และความตั้งใจของ “ผบ.สมยศ” คือ “ตั๋วไม่ลงตัว” ซึ่งเป็นสัจธรรมวงการตำรวจ ที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นยุคที่มีนักการเมืองบริหารบ้านเมือง หรือแม้แต่ยุคที่รัฐบาลมาจากทหาร ก็หนีไม่พ้นวัฎจักร วังวนเดิมๆ

ทำไปทำมาปฏิทินแต่งตั้ง "นายพัน" สีกากี ที่พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม่ทัพใหญ่กรมปทุมวัน ขีดเส้นวางกรอบไว้ให้การแต่งตั้งระดับ สารวัตร (สว.) –รองผู้บังคับการ (รองผบก.) ทั่วประเทศ ประจำปี 2557 ต้องเสร็จสิ้นทั้งหมด ภายในกำหนดวันที่ 29 ธ.ค. ก่อนเดดไลท์ที่ขอคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)ไว้ ไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ดูท่าอาจจะต้องลุ้นกันตัวโกร่ง และมีแนวโน้มจะต้องยืดยาวออกข้ามปี

ตอนนี้เลยเริ่มมีสูตรการทำบัญชีแต่งตั้ง “นายพัน” แพลมๆออกมาสะพัดแวดวงสีกากี กรณีที่คำสั่งแต่งตั้งไม่ทันตามกำหนดเวลา โดยสูตรแรก คือ สูตรตัดทอนเร่งทำเฉพาะระดับ ผู้กำกับการ (ผกก.) – รองผู้บังคับการ (รองผบก.) ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนธ.ค.นี้ และค่อยเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ก.ตร. ขอขยายการแต่งตั้งระดับ สารวัตร(สว.) - รองผู้กำกับการ(รองผกก.) ออกไปหลังปีใหม่

สูตรสอง ใช้สูตรยกยวง คือ ยกยอดการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้าย “นายพัน” ทั้งหมด ตั้งแต่ระดับ สารวัตร(สว.) – รองผู้บังคับการ (รองผบก.) ทุกเก้าอี้ ไปทำบัญชีกันต่อหลังปีใหม่ โดยยื่นขอ ก.ตร. กลางอาทิตย์สุดท้ายของเดือนธ.ค. ขยายเวลาการแต่งตั้ง “นายพัน” ออกไป จนถึงวันที่ 31 ม.ค.2558 อ้างเหตุ การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับปฏิบัติในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่อาจจะเกิดผลกระทบต่อการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จำเป็นต้องเลื่อนออกไปให้ผ่านช่วงเทศกาลปีใหม่ไปก่อน

สูตรสุดท้าย คือ สูตรใส่เกียร์ 5 เร่งทำบัญชีแต่งตั้งทั้งหมดให้เสร็จสิ้นตามกรอบเวลาที่วางไว้ ให้ทันวันที่ 29 ธ.ค.นี้ และให้คำสั่งแต่งตั้งมีผลบังคับใช้พร้อมกันในวันที่ 5 ม.ค.2558

หากพิจารณาตามกระแสความเคลื่อนไหวในการจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายระดับ “นายพัน” ครั้งนี้แล้ว ต้องบอกว่าสูตรสุดท้าย คือ สูตรใส่เกียร์ 5 เดินหน้าให้จบ เหลือเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ริบหรี่ลงไปทุกนาที

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การจัดทำบัญชีแต่งตั้ง ระดับ สารวัตร ถึง รองผู้บังคับการ ประจำปีครั้งนี้ ไม่ทันตามกรอบเวลา และความตั้งใจของ “ผบ.สมยศ” คือ “ตั๋วไม่ลงตัว” ซึ่งเป็นสัจธรรมวงการตำรวจ ที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นยุคที่มีนักการเมืองบริหารบ้านเมือง หรือแม้แต่ยุคที่รัฐบาลมาจากทหาร ก็หนีไม่พ้นวัฎจักร วังวนเดิมๆ

“อำนาจ” เป็นสิ่งที่หอมหวาน ใครได้เสพได้ชิมแล้ว อมโบสถ์ทั้งโบสถ์มายืนยันว่าจะไม่ใช้อำนาจ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎ ตามกติกา โดยเฉพาะวงการ “ตำรวจ” ที่เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับผลประโยชน์แล้ว ร้อยทั้งร้อยก็ไม่มีทางเหลือ อยู่ที่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง

ยิ่งพฤติกรรมตำรวจที่ฝั่งรากลึกในเรื่องการเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน ต้องใช้การ “วิ่งเต้น” แล้ว มีการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งใด ไม่ว่าใหญ่ หรือ เล็ก ในฤดูการแต่งตั้ง หรือ นอกฤดูการแต่งตั้ง ขอให้มีสัญญาณการแต่งตั้งออกมาเถอะ “นักวิ่งสีกากี” เป็นอันต้องสวมรองเท้าเข้าลู่ เข้าเลน ลงสนามทุกครั้ง เพราะที่ตำรวจชอบอ้างกัน

“หากเราไม่วิ่ง คนอื่นก็วิ่งมาเตะเรา” เรียกว่า จะอยู่ในตำแหน่งเดิมต่อก็ต้อง “วิ่งเต้น” หรือ หากอยากจะโยกย้ายไปอยู่ตำแหน่งอื่นก็ต้อง “วิ่งเต้น” เป็นหลักปฏิบัติที่แวดวงสีกากีต่างรู้ซึ่งอยู่แก่ใจ

การแต่งตั้งโยกย้ายระดับ “นายพัน” ครั้งนี้ก็เช่นกัน “ตั๋ว”นักวิ่ง กองเป็นภูเขาเลากา พล.ต.อ.สมยศได้สัมผัสความรู้สึก “อึดอัด” เหมือนอย่างที่ ผบ.ตร. คนอื่นๆ เผชิญภาวะ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” มาแล้ว เพราะ “ตั๋ว” เด็กฝากที่ทุกตั๋วก็สำคัญไปหมด มากกว่า “ตำแหน่ง” ที่จะมีการแต่งตั้งโยกย้ายเสียอีก

ในยุคนี้ “ตั๋ว” ถูกวางน้ำหนักไว้ 4 สาย คือ สายตรงทำเนียบ สายพี่ใหญ่หรือบิ๊กบราเธอร์ สายน้องชายบิ๊กบราเธอร์ และสายบิ๊กสีกากี

สายตรงทำเนียบ ยุคนี้มีไม่มากนัก เพราะด้วยผู้ที่กุมบังเหียนเคยอยู่ในระบบราชการ รู้ซึ้งถึงหัวอกข้าราชการ ทำให้มีแค่การแนะนำมาเล็กน้อย สายบิ๊กสีกากี นี่แทบไม่ใช่ปัญหา เพราะถูกปลุกปั้นให้ขึ้นมาเป็นใหญ่ รายการตอบแทนบุญคุณคงต้องมีมากกว่าการทำตามใจตัวเอง เช่นเดียวกับสายน้อยชายบิ๊กบราเธอร์ ที่ขอแยกส่ง “ตั๋ว” มาต่างหาก โดยใช้สายสัมพันธ์ครั้งอดีตกับสายบิ๊กสีกากีก็มีแจมเน้นๆมาเฉพาะพวกลูกน้องเก่าๆ เพื่อไม่ให้เสียรางวัด

แต่ที่มีปัญหาหนักสุด และน่าจะเป็นเหตุให้โผ “ปั่นป่วน” จนอาจสะดุดต้องเลื่อนข้ามปี คงเป็นสายพี่ใหญ่บิ๊กบราเธอร์ ซึ่งลำพังตัวพี่ใหญ่ไม่น่าจะสร้างความวุ่นวายมากนัก เพราะไม่ค่อยคุ้นเคยกับแวดวงสีกากีเท่าไหร่ แต่ที่ทำให้เกิดปัญหา คือการใช้บริการ “น้องเลิฟ” ที่แวดวงสีกากีต่างร้อง “ยี้ “ อย่าง “จ.หวานเจี๊ยบ” มาช่วยทำบัญชี เลยเกิดความปั่นป่วนไปทุกกองบัญชาการ

ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่าง “จ.หวานเจี๊ยบ” กับ พี่ใหญ่บิ๊กบราเธอร์ ที่แนบแน่น ชนิดพี่เลิฟกับน้องรัก ทำให้ “จ.หวานเจี๊ยบ” สามารถจับมือกับ “นายพลตัวขาว” ที่คอยดูแลเรื่องกำลังพล มหกรรม “จับซ้าย ย้ายขวา” หยิบคนนั่นหยิบคนนี้ก็เกิดขึ้น จนเกิดรายการ “สอดไส้” ยัดรายชื่อส่งไปแต่ละกองบัญชาการ จน “ผู้บัญชาการ” ร้องโอดโอย

ไม่ให้ร้องได้อย่างไร ขนาด ผู้บัญชาการเมืองกรุง ที่ว่าแน่ๆ เป็นหนึ่งในน้องเลิฟ พี่ใหญ่บิ๊กบราเธอร์เหมือนกัน เจอบัญชีที่ส่งรายชื่อ คนจะลงมาเป็น “ผกก.” ถึง 30 ราย พร้อมแนะนำให้เอาคนเก่าออกนอกหน่วยไปอยู่ที่อื่น ถึงกับควันออกหู สวนสัตว์ออกมาวิ่งกันชุดใหญ่

ถึงขนาดพี่ใหญ่บ้านบิ๊กบราเธอร์ ต้องเรียก “จ.หวานเจี๊ยบ” กับ “นายพลตัวขาว” ไปถามไถ่และให้ไปเคลียร์ใจกับ “ผู้บัญชาการเมืองกรุง” กำชับกำชา อย่าให้มีปัญหาเกิดขึ้น

เจอแบบนี้เข้าไป โผ “นายพัน” ที่ “ผบ.สมยศ” หมายมั่นปั่นมือ จะทำให้สวยๆ สร้างชื่อเป็นเกียรติประวัติ ครั้งหนึ่งทำบัญชีแต่งตั้งจบเสร็จสิ้นตามกำหนด ไม่ต้องยืดเยื้อยาวนาน คงได้แค่ฝันซะแล้ว.
Read more ...

ผบช.น.สั่งเอาผิด 76 นาย ตร.เซ็นติดตั้งป้ายบนป้อมจราจร เข้าข่ายทุจริตโทษจำคุก

20/12/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 18 ธ.ค.2557

ผบช.น.มีคำสั่งตั้งคณะกรรมสอบวินัยร้ายแรง 76 นาย ตร.ที่อนุมัติติดตั้งป้ายโฆษณาบนป้อมจราจรทั่ว กทม.โดยขัดต่อกำหนดทางราชการ ชี้เป็นการเอาพื้นที่สาธารณะไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว เข้าข่ายทุจริตอัตราโทษจำคุก

วันนี้ (18 ธ.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. กล่าวถึงกรณีมีหนังสือคำสั่งให้ตรวจสอบข้าราชการตำรวจ 76 นาย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการอนุมัติติดตั้งป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ของบริษัทเอกชน บริเวณบนป้อมสัญญาณไฟจราจรตามแยกต่างๆ ทุกแห่งทั่ว กทม. โดยระบุว่าขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการติดตั้งป้ายโฆษณาต่างๆ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นของหลวง ที่มีการแบ่งสัดส่วนไว้ชัดเจนแล้ว แต่ทางบริษัทเอกชนได้นำป้ายโฆษณามาติดตั้ง โดยไม่มีหนังสือยินยอมที่ถูกต้องตามข้อกำหนดทางราชการ จึงมีคำสั่งไปยัง ผบก.น.1-9 ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายชื่อข้ารายการตำรวจที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด และให้ทำหนังสือแจ้งมาที่ บช.น.ภายใน 15 วันว่า เบื้องต้นได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนนานกว่า 2 เดือน หากพบมูลความผิดแต่ละ บก.จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าแต่อย่างใด

ด้านผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีป้ายโฆษณามีที่มาที่ไปอย่างไร พล.ต.ท.ศรีวราห์กล่าวว่า ให้กำหนดคำว่าป่าคือกฎหมายป่าไม้ ไม่มีผู้ใดได้ครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน เบื้องต้นได้สั่งการให้ตรวจสอบตามสี่แยกต่างๆ ใน กทม.ว่ามีโฉนดที่ดินหรือไม่ เพราะถ้าไม่มี พื้นที่นั้นคือป่า และตามประมวลกฎหมมายแพ่ง มาตรา 1034 ที่สาธารณะที่ประชาชนในประโยชน์ร่วมกันก็เป็นที่สาธารณะ หากผู้ใดเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่ผ่านราชพัสดุ หรือไม่ผ่านหน่วยราชการที่รับผิดชอบ ก็เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 54 กฎหมายป่าไม้ และมาตรา 9 กฎหมายที่ดิน หากไม่มีอำนาจและกระทำไปโดยอ้างว่ามีอำนาจหน้าที่ถือว่าผิดกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 123 คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก้ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในเรื่องดังกล่าวมีการทุจริตในเรื่องการติดตั้งป้ายโฆษณาหรือไม่ พล.ต.ท.ศรีวราห์กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว แต่ยืนยันว่าการติดตั้งป้ายโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่าผิดกฎหมายบ้านเมือง เพราะการเอาพื้นที่สาธารณะไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว หรือแสวงหาผลประโยชน์ในบ้านเมือง ถือว่าเป็นการทุจริตในหน้าที่ ส่วนรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวทั้ง 76 รายจะมีผลต่อการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจหรือไม่นั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน เนื่องจากเรื่องดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมาย เมื่อผ่านขั้นตอนของการสอบสวน ปรากฏว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิด อัตราโทษสูงสุดคือจำคุก

ทั้งนี้มีรายงานว่า พบเอกสารการทำสัญญากับบริษัทเอกชน 1 ใน 42 สน. คือ สน.ท่าเรือ โดยในเอกสารระบุว่า เรื่องการติดตั้งจอแสดงภาพบนป้อมตำรวจเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ภารกิจและกิจกรรมต่างๆ ของ บช.น. โดย บช.น.ได้ตกลงทำบันทึกข้อตกลงให้สิทธิบริษัท สตาร์ค มัลติมีเดีย จำกัด ทำการติดตั้งและบำรุงรักษาแสดงภาพ เพื่อร่วมกันดำเนินโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ภารกิจ และกิจการต่างๆ ของ บช.น.ผ่านทางจอแสดงภาพบนป้อมตำรวจของสถานีตำรวจท่าเรือ และนำเงินรายได้สมทบลงทุนเงินช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ข้าราชการตำรวจของ บช.น. และบริษัทผู้ได้สิทธิดังกล่าว ขอเริ่มดำเนินการแสดงภาพบนป้อมตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบสถานีตำรวจตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2556 เป็นต้นไป

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการตามโครงการสามารถดำเนินการไปได้ด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว บช.น.จึงมอบหมายให้รีบพิจารณาและประสานงานอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ทางด้านเทคนิคของ บริษัท สตาร์ค มัลติมีเดีย จำกัด ให้การดำเนินการติดตั้งจอแสดงภาพบนป้อมตำรวจ (ตามรายละเอียดที่แนบมาด้วย) ให้สามารถดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย และ บช.น.สามารถเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ภารกิจเป็นไปตามนโยบายของ ผบช.น.ให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วถึงและรวดเร็วได้
Read more ...

ผบ.ตร.ยันย้ายตำรวจ บช.ก.เป็นไปตามวาระ

16/12/57
โดยเนชั่น เมื่อ 16 ธค. 2557 เวลา 16:47 น.

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2557 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวแต่งตั้งโยกย้ายล้างบางนายตำรวจภายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กว่า 200 นาย โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวตนยังไม่ทราบรายละเอียดว่ามีการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในสังกัดบช.ก.กว่า 200 นาย และยังไม่มีการเซ็นคำสั่งใดๆทั้งสิ้น ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายก็เป็นเรื่องปกติของวาระการแต่งตั้งระดับสารวัตรจนถึงรองผู้บัญชาการ ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใคร ให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ซึ่งถ้าใครทำถูกก็ว่าไปตามถูกใครทำผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าใครไม่ทำผิดก็อย่าไปกลัว เพราะตอนนี้ทุกคนถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
Read more ...

"ประวุฒิ" ยันล้างบาง บช.ก.ก๊วน"พงศ์พัฒน์"ฟันซ้ำทางวินัย

16/12/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 16 ธ.ค.2557

โฆษกสตช. ยันจำเป็นต้องโยกย้ายตร.ในบช.ก. ที่เกี่ยวข้องกับก๊วน"พงศ์พัฒน์" ออกนอกหน่วยทั้งหมด แม้ทางคดีจะสาวไปไม่ถึงแต่มีข้อมูลที่สามารถดำเนินการทางปกครองได้ ยอมรับ"รองเต่า-ทรงพล" มีการเชื่อมโยงเส้นทางการเงิน จึงถูกออกหมายจับในคดีร่วมกันฟอกเงิน คาดยังกบกานอบู่ในไทย

วันนี้(16 ธ.ค.)ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการโยกย้ายล้างบางนายตำรวจภายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) กว่า 200 นาย ว่าถือป็นเรื่องปกติของการย้ายประจำปีของในทุกกองบัญชาการ โดยเฉพาะหน่วยกำลังทั้งนครบาลและภูธร จะมีการโยกย้ายเข้า-ออก สลับกันพอสมควรอยู่แล้ว เนื่องจากว่าบางคนอาจครบกำหนดวาระในการปฎิบัติหน้าที่จึงต้องหมุนเวียนหน่วยงานกันไป รวมถึงบางคนก็ขอย้ายกลับไปยังภูมิลำเนาเดิม ซึ่งเป็นการย้ายข้ามกองบัญชาการ โดยการโยกย้ายของบช.ก. ที่มีจำนวนมากในช่วงปีนี้เพราะมีนายตำรวจที่เกี่ยวข้องอยู่ในขบวนการของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. เพราะฉะนั้นก็อาจจะมีจำนวนมากกว่าปกติ แต่คนที่ไม่เกี่ยวข้องมีมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงปฎิบัติหน้าที่กันตามปกติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า สำหรับนายตำรวจผู้ที่คาดว่าจะถูกโยกย้ายออกนอกหน่วยใน 10 เปอร์เซ็นต์ นั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตผบช.ก.โดยตรงใช่หรือไม่ พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า นายตำรวจใน 10 เปอร์เซ็นต์ นั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกันอาจจะเป็นลักษณะการมีข้อมูลว่ารู้เห็น หรืออาจมีข้อมูลว่าอยู่ในกลุ่ม แต่ว่าหลักฐานทางคดีไปไม่ถึง มีเพียงข้อมูลที่สามารถดำเนินการทางปกครองได้ แต่อาจจะไม่ถึงขั้นดำเนินการทางวินัยร้ายแรงหรือทางคดีได้

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นั้น เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. มีหมายจับเพิ่ม 2 คน คือ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผกก.6 บก.ป. ซึ่งเป็นตำรวจมือสืบสวนคนสนิทของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และนายทรงพล ทองสิน คนขับรถของ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผบช.ก. ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากพบว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามจับกุม คาดว่ายังกบดานอยู่ภายในประเทศไทย ในส่วนของจเรตำรวจที่เรียกสอบเรื่องวินัย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ขณะนี้ได้ผลสรุปแล้วเหลือเพียงรอการเสนอเรื่องขึ้นมาเท่านั้น

ส่วนกรณี พ.ต.อ.เด่นชัย บุตรโพธิ์ศรี นักบิน (สบ 5) กลุ่มงานการบิน กองบินตำรวจ ที่มีการปลอมคำสั่ง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.เป็นชุดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ ด้านการปราบปรามอบายมุข การค้ามนุษย์ แรงงานต่างด้าว เข้าตรวจสถานบริการย่านรัชดาภิเษกนั้น โฆษกตร. กล่าวว่า ขณะนี้มีการออกหมายจับแล้ว ทางเจ้าหน้าที่กำลังติดต่ออยู่ แต่ยังไม่ได้เข้ามารายงานตัว ส่วนการตรวจสอบยังตรวจสอบไม่พบว่ามีประวัติการกระทำแบบนี้อีกหรือไม่ เท่าที่พบการกระทำแบบนี้มีเพียงครั้งเดียว คือครั้งนี้เท่านั้น
Read more ...

คาด ผกก.1-6 บก.ป.เจอเด้งเรียบ เด็ก “จักรทิพย์-อัศวิน” ผงาดยึดกองปราบ

16/12/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 15 ธ.ค.2557

โผย้ายล้างบาง บช.ก. เด็ก “พงศ์พัฒน์” คาดสูงถึง 200 กว่าตำแหน่ง กองปราบฯระส่ำหนักคาดถูกเด้งพ้นหน่วย 60 นายคิดเป็น 25% ของการโยกย้ายครั้งนี้ โดยเฉพาะตำแหน่ง ผกก.1-6 บก.ป. คาดเจอคำสั่งฟ้าผ่าตามอดีต บช.ก. ส่วนรายชื่อที่จะมานั่งใหม่ล้วนเป็นเด็กในคาถา “จักรทิพย์-อัศวิน”

วันนี้ (15 ธ.ค.) ที่กองปราบปราม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. สั่งการให้กวาดล้างขบวนการแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง พร้อมกับปลดย้าย และจับกุมดำเนินคดีตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ซึ่งนำโดย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. และขณะนี้ ผบ.ตร.กำลังลงมือจัดระเบียบตำรวจในสังกัด บช.ก.ครั้งใหญ่ โดยจะมีการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อจัดหาตำรวจเข้าไปดูแลงานใน บช.ก.เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กลับมาเป็นที่เชื่อถือของประชาชน โดยล่าสุดมีการตัดสินใจแต่งตั้ง พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รอง ผบช.ก.ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบช.ก.คนใหม่ เพื่อทำหน้าที่แทน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่ถูกดำเนินคดีและถูกปลดจากราชการไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

ทั้งนี้ ในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ถือเป็นการล้างบางครั้งใหญ่ใน บช.ก. โดยมีนายตำรวจระดับสารวัตรไปจนถึงรองผู้บังคับการ (สว.-รอง ผบก.) จากทุก บก.ในสังกัด บช.ก. จะถูกเสนอชื่อย้ายออกนอกหน่วยทั้งสิ้น 202 นาย ถือว่าเป็นการย้ายครั้งใหญ่ที่สุดกว่าที่เคยมีการโยกย้ายใน บช.ก. โดยนายตำรวจที่ถูกเสนอชื่อทั้งหมดถูกมองว่าเป็นนายตำรวจที่อยู่ในเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และได้ดิบได้ดีในสมัยที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นั่งเก้าอี้เป็น ผบช.ก.ทั้งหมดจะถูกเสนอชื่อย้ายออกไปยัง กองบัญชาการต่างๆ ทั่วประเทศ โดย บก.ที่มีผู้ถูกเสนอชื่อโยกย้ายออกนอกหน่วยมากที่สุด คือ ตำรวจในสังกัดกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ซึ่งถูกเสนอชื่อออกนอกหน่วยมากถึง 50-60 นาย หรือคิดเป็น 25% ของตำรวจทั้งหมดที่จะถูกโยกย้าย นอกจากนั้นที่จะถูกโยกย้ายเป็นจำนวนลดหลั่นกันลงมาจะเป็นตำรวจที่อยู่ในสังกัด กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และกองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่า ผู้ที่จะถูกโยกย้ายนั้นส่วนใหญ่แล้วถูกกำหนดให้ไปสังกัดอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยผู้บังคับบัญชาพิจารณาว่าเพื่อเป็นการลงโทษจากการกระทำความผิดร่วมกับเครือข่ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ แม้ว่าจะไม่ได้ถูกดำเนินคดีด้วยก็ตาม แต่การโยกย้ายเริ่มประสบปัญหา เนื่องจากจำนวนตำรวจที่ถูกย้ายออกจาก บช.ก.นั้นมีจำนวนมากกว่านายตำรวจที่สมัครใจจะมาอยู่ในสังกัด บช.ก. และตำรวจในพื้นที่ต่างจังหวัดส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนที่มีพื้นเพอยู่ในจังหวัดนั้นๆ หรือใกล้เคียง จึงไม่มีความต้องการจะเข้ามาทำงานใน บช.ก. จากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้โผแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้มีปัญหาล่าช้า เพราะติดพันกันไปหมดทุกกองบัญชาการทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของ บก.ป.นั้น รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.ป.) ถูกโยกย้ายออกหนอกหน่วยประกอบด้วย พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ พ.ต.อ.จักรกฤช เอี่ยมแจ้งพันธุ์ พ.ต.อ.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ส่วนที่เหลือ คือ พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข พ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบก.ป. และ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. ยังคงอยู่ที่เดิม ทำให้ใน บก.ป.มีตำแหน่งรอง ผบก.ป. ว่างมากถึง 7 ตำแหน่ง

ในส่วนของผู้กำกับการทุกตำแหน่งจะถูกโยกย้ายออกนอกหน่วยทั้งหมด ยกเว้นตำแหน่ง ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม (ผกก.ปพ.) ที่ยังคงเป็น พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผกก.ปพ. รักษาการในตำแหน่ง ผกก.ปพ. คุมกำลังคอมมานโด และสายตรวจทั่วประเทศอยู่เหมือนเดิม ส่วนที่ถูกโยกย้ายประกอบด้วย พ.ต.อ.นิรันดร์ นามสุวรรณ ผกก.2 บก.ป. พ.ต.อ.วรวุฒิ คุณเกษม ผกก.3 บก.ป. พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.4 บก.ป. พ.ต.อ.วัชรพล ทองล้วน ผกก.5 บก.ป. และ พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผกก.6 บก.ป. ที่แม้จะไม่ใช่เด็กในคาถาของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และมีผลงานสืบสวนจับกุมคลี่คลายคดีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถูกเสนอชื่อโยกย้ายด้วยเช่นกัน

ส่วนรองผู้บังคับการที่จะกลับเข้ามาเป็นรอง ผบก.ป.นั้น ขณะนี้เท่าที่มีรายงานประกอบด้วย พ.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 9 (รอง ผบก.สส.ภ.9) พ.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง รองผู้บังคับการกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (รอง ผบก.สปพ.) พ.ต.อ.ประเสริฐ พัฒนาดี รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (รอง ผบก.ปคม.) พ.ต.อ.สมภพ พงษ์ฤกษ์ รอง ผบก.สส.ภ. 7 เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นนายตำรวจลูกหม้อ บก.ป.แทบทั้งสิ้น

ในส่วนของ กก.1 บก.ป.นั้น พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.5 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) ที่ขณะนี้มานั่งรักษาการแทน ผกก.1 บก.ป.อยู่นั้น จะได้นั่งเก้าอี้นี้เต็มตัวคุมพื้นที่เมืองหลวง แทน พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 บก.ป. ที่เสียชีวิตหลังถูกจับกุมดำเนินคดี โดย พ.ต.อ.จิรภพได้รับแรงผลักดันจากสายทหาร

ส่วนนายตำรวจที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผกก.ใน บก.ป.นั้น ส่วนใหญ่เป็นเด็กในสายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีต รอง ผบ.ตร. ประกอบด้วย พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนจังหวัดภูเก็ต (ผกก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต) พ.ต.อ.พลฑิต ไชยรส ผกก.สส.ภ.จว.นครนายก พ.ต.อ.โสภณ สารพัฒน์ ผกก.สภ.ทุ่งลุง จ.สงขลา พ.ต.อ.สุรพงษ์ ธรรมพิทักษ์ ผกก.สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ และ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก. 8 บก.รน. นอกจากนี้ยังมีชื่อของ พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.3 เป็นตัวสอดแทรกอีกด้วย
Read more ...

แต่งตั้งตำรวจวงจรอุบาทว์เหมือนเดิมทุกปี

15/12/57
เมื่อ 15 ธ.ค.2557

"อดีตบิ๊กสีกากี"เผยแต่งตั้ง ตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึง สว. เลวร้ายมีแทรกแซงหนักกว่าทุกยุค โยกเครือข่ายอดีตบิ๊ก ผช.ก.และในสังกัด บช.น. ออกนอกหน่วยกว่า 200 นาย

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)วันที่ 15 ธ.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากได้มีการจับกุม พล.ต.ท.พงพัฒน์ ฉายาพันธ์ อดีต ผบช.ก.พร้อมข้าราชการตำรวจเครือข่ายอีกอีกจำนวนหนึ่งนั้น ทำให้มีตำแหน่งว่างในสังกัด บชก. ว่างเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายตำแหน่ง

ดังนั้นทำให้ข้าราชการตำรวจใน บชก.ที่จะได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสูงขึ้นไม่ครบหลักเกณฑ์เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมีรายงานว่าในการแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.ถึง สว.ในสังกัด บชก.และ บช.น.ในครั้งนี้นั้นทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธาน ก.ตร. ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ มีนโยบายการปรับโยกตำรวจที่เชื่อว่าเป็นเครื่อข่าย พล.ต.ท.พงพัฒน์ ออกนอกหน่วยพร้อมทั้งยังกำชับไม่ให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่สังกัดใน บช.น. บช.ส. บช.ภ.1,2,7และจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เป็นเวลา 2 ปี

โดยรายชื่อที่เชื่อว่าเป็นเครือข่ายของพล.ต.ท.พงพัฒน์ ได้ส่งให้กับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.แล้ว ทางพล.ต.อ.สมยศก็ได้ส่งรายชื่อดังกล่าวไปยัง สกพ.และให้ทาง พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. รรท.ผบช.ก.รับไปจัดทำบัญชีตาม นโยบายของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งมีรายงานว่ามีรายชื่อนายตำรวจที่มีชื่อออกจากหน่วย บช.ก.และบช.น.มีจำนวนถึง 262 นาย แยกระดับ รอง ผบก.จำนวน 24 นายระดับ ผกก.จำนวน 52 นาย ระดับ รอง ผกก.จำนวน 85 นาย และระดับ สว.จำนวน 102 นาย รวมแล้ว 262 นาย ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมานี้ รรท.ผบช.ก.ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความเลขที่ 0026.112/9169 ถึง ผบช.หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร.หรือตำแหน่งเทียบเท่า เพื่อสอบถามว่ามีข้าราชการตำรวจในระดับ รอง ผบก. ถึง สว.รายที่ใดประสงค์จะไปดำรงตำแหน่งในสังกัด บช.ก.หรือไม่ หากมีให้ข้าราชการตำรวจดังกล่าวทำหนังสือสมัครใจตามแบบฟอร์มพร้อมแนบประวัติการรับราชการ(กพ.7)ส่งไปยัง บชก.ภายในวันที่ 15 ธ.ค.(วันนี้)

ทั้งนี้ยังรายงานข่าวอีกว่าในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึงระดับ สว.วาระประจำปี พ.ศ. 2557 นั้นทุก บช.จะต้องจัดทำบัญชีคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายในวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่งไม่ถึง 2 ปีนั้นจะมีการส่งชื่อขอยกเว้นในวันที่ 17 ธ.ค.แล้วส่งรายชื่อ ผู้ที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงในตำแหน่งที่สูงขึ้น ระดับ รอง ผบก.กับ ผกก.เข้าวาระ ก.ตร. เพื่อ ขอมติเห็นชอบในการประชุม ก.ตร.ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานฯในวันที่ 24 ธันวาคม สำหรับหน่วยขึ้นตรง และทุก บช. ผบ.ตร.และ ผบช.จะลงนามคำสั่งแต่งตั้งในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ และมีผลในวันที่ 5. มกราคม 2558 ปีหน้า

มีรายงานว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึงระดับ สว. วาระประจำปี พ.ศ.2557 นั้นได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในหมู่ข้าราชการตำรวจทุกระดับโดยเฉพาะ"แหล่งข่าวระดับสูง"อดีตข้าราชการตำรวจระดับพลตำรวจเอกที่เคยดำรงตำแหน่งเป็น ก.ตร. กล่าวว่า ในขณะนี้มีการกันแชร์ข้อมูลกันทางโซเชียลเน็ตเวิร์ควิพากษ์วิจารย์กันอย่างหนักถึง การแต่งตั้งในยุคนี้ที่ว่าจากที่เคยคาดหวังใว้ว่า องค์ตำรวจปลอดจากการเมืองแล้วจะมีเอกภาพในการแต่งตั้งมากขึ้นนั้น 

แต่กลับมีข่าวจากบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาในอดีตนั้นได้ส่งข้อมูลให้กับตนว่า การแต่งตั้งครั้งนี้หนักกว่าทุกยุคที่ผ่านมา และ หนักกว่าในยุคที่เคยมีการเมืองมาแทรกแซงเสียอีก ซึ่งในเบื้องต้นจากการตรวจสอบข้อมูลก็พบว่าตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้ต้องมีสายสัมพันธ์แล้วได้รับการสนับสนุนกับนายทหารระดับใหญ่ในเหล่าทัพ หรือไม่ก็ต้อง ที่มีคอนเน็คชั่นกับสมาชิก คสช.

แถมทั้งยังได้ข้อมูลมาว่า มีการปักธงในการแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้นทุกระดับในครั้งนี้ ถึง 60 ตำแหน่งที่.โดยที่ ผบช.และผบ.ตร.ไม่มีสิทธิ์พิจารณาเองและเปลียนแปลงได้ แม้แต่ ผบ.ตร. และ ผบช.จะสามารถพิจารณาแต่งตั้งได้เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นเท่านั้น

ตนก็มองว่าถ้าข้อมูลดังกล่าวจริง ก็ถือได้ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติยุคนี้หมดศักดิ์ศรี ล้มเหลวและเลวร้ายมาก ในยุคก่อนๆที่ยังมีแบ่งโควต้ากันเป็นสัดส่วนกันทุกฝ่ายเพื่อให้การบริหารองค์กรให้เดินหน้าไปได้ แต่ถ้าหากผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งลูกน้องตัวที่ใช้ให้เขาทำงาน ไม่ได้ มันก็จบแล้ว จะมาคิดที่จะมาปฎิรูปองค์กรตำรวจ เพียงแค่เริ่มแต่งตั้งก็เห็นได้แล้วว่ามีการแทรกแซง เรื่องคิดที่จะไปปฎิรูปตำรวจเลิกคิดไปได้เลย ทุกรัฐบาลที่เข้ามาคิดแค่จะปฏิรูปตำรวจ 

แต่เรื่องการสร้างระบบคุณธรรมในการแต่งตั้ง และงบประมาณของข้าราชการตำรวจที่เมื่อเทียบหน้างานกับหน่วยงานอื่นแล้วมันน้อยเทียบกันไม่ได้เลย แต่ตนเองเกษียณราชการแล้วได้เพียงแค่เฝ้ามองน้องๆรุ่นหลังอย่างหดหู่ และขอฝากสื่อไปยังท่าน พล.เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีช่วยตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวดูว่าจริงหรือไม่.? หากจริงก็จะได้หาทางแก้ไขเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเสมอต้นเสมอปลายจะได้มีโอกาสเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแหล่งข่าวระดับสูงอดีต ก.ตร. หลายสมัยกล่าว
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม