ผบช.น.สั่งเอาผิด 76 นาย ตร.เซ็นติดตั้งป้ายบนป้อมจราจร เข้าข่ายทุจริตโทษจำคุก

20/12/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 18 ธ.ค.2557

ผบช.น.มีคำสั่งตั้งคณะกรรมสอบวินัยร้ายแรง 76 นาย ตร.ที่อนุมัติติดตั้งป้ายโฆษณาบนป้อมจราจรทั่ว กทม.โดยขัดต่อกำหนดทางราชการ ชี้เป็นการเอาพื้นที่สาธารณะไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว เข้าข่ายทุจริตอัตราโทษจำคุก

วันนี้ (18 ธ.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. กล่าวถึงกรณีมีหนังสือคำสั่งให้ตรวจสอบข้าราชการตำรวจ 76 นาย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการอนุมัติติดตั้งป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ของบริษัทเอกชน บริเวณบนป้อมสัญญาณไฟจราจรตามแยกต่างๆ ทุกแห่งทั่ว กทม. โดยระบุว่าขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการติดตั้งป้ายโฆษณาต่างๆ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นของหลวง ที่มีการแบ่งสัดส่วนไว้ชัดเจนแล้ว แต่ทางบริษัทเอกชนได้นำป้ายโฆษณามาติดตั้ง โดยไม่มีหนังสือยินยอมที่ถูกต้องตามข้อกำหนดทางราชการ จึงมีคำสั่งไปยัง ผบก.น.1-9 ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายชื่อข้ารายการตำรวจที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด และให้ทำหนังสือแจ้งมาที่ บช.น.ภายใน 15 วันว่า เบื้องต้นได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนนานกว่า 2 เดือน หากพบมูลความผิดแต่ละ บก.จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าแต่อย่างใด

ด้านผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีป้ายโฆษณามีที่มาที่ไปอย่างไร พล.ต.ท.ศรีวราห์กล่าวว่า ให้กำหนดคำว่าป่าคือกฎหมายป่าไม้ ไม่มีผู้ใดได้ครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน เบื้องต้นได้สั่งการให้ตรวจสอบตามสี่แยกต่างๆ ใน กทม.ว่ามีโฉนดที่ดินหรือไม่ เพราะถ้าไม่มี พื้นที่นั้นคือป่า และตามประมวลกฎหมมายแพ่ง มาตรา 1034 ที่สาธารณะที่ประชาชนในประโยชน์ร่วมกันก็เป็นที่สาธารณะ หากผู้ใดเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่ผ่านราชพัสดุ หรือไม่ผ่านหน่วยราชการที่รับผิดชอบ ก็เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 54 กฎหมายป่าไม้ และมาตรา 9 กฎหมายที่ดิน หากไม่มีอำนาจและกระทำไปโดยอ้างว่ามีอำนาจหน้าที่ถือว่าผิดกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 123 คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก้ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในเรื่องดังกล่าวมีการทุจริตในเรื่องการติดตั้งป้ายโฆษณาหรือไม่ พล.ต.ท.ศรีวราห์กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว แต่ยืนยันว่าการติดตั้งป้ายโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่าผิดกฎหมายบ้านเมือง เพราะการเอาพื้นที่สาธารณะไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว หรือแสวงหาผลประโยชน์ในบ้านเมือง ถือว่าเป็นการทุจริตในหน้าที่ ส่วนรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวทั้ง 76 รายจะมีผลต่อการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจหรือไม่นั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน เนื่องจากเรื่องดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมาย เมื่อผ่านขั้นตอนของการสอบสวน ปรากฏว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิด อัตราโทษสูงสุดคือจำคุก

ทั้งนี้มีรายงานว่า พบเอกสารการทำสัญญากับบริษัทเอกชน 1 ใน 42 สน. คือ สน.ท่าเรือ โดยในเอกสารระบุว่า เรื่องการติดตั้งจอแสดงภาพบนป้อมตำรวจเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ภารกิจและกิจกรรมต่างๆ ของ บช.น. โดย บช.น.ได้ตกลงทำบันทึกข้อตกลงให้สิทธิบริษัท สตาร์ค มัลติมีเดีย จำกัด ทำการติดตั้งและบำรุงรักษาแสดงภาพ เพื่อร่วมกันดำเนินโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ภารกิจ และกิจการต่างๆ ของ บช.น.ผ่านทางจอแสดงภาพบนป้อมตำรวจของสถานีตำรวจท่าเรือ และนำเงินรายได้สมทบลงทุนเงินช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ข้าราชการตำรวจของ บช.น. และบริษัทผู้ได้สิทธิดังกล่าว ขอเริ่มดำเนินการแสดงภาพบนป้อมตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบสถานีตำรวจตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2556 เป็นต้นไป

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการตามโครงการสามารถดำเนินการไปได้ด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว บช.น.จึงมอบหมายให้รีบพิจารณาและประสานงานอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ทางด้านเทคนิคของ บริษัท สตาร์ค มัลติมีเดีย จำกัด ให้การดำเนินการติดตั้งจอแสดงภาพบนป้อมตำรวจ (ตามรายละเอียดที่แนบมาด้วย) ให้สามารถดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย และ บช.น.สามารถเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ภารกิจเป็นไปตามนโยบายของ ผบช.น.ให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วถึงและรวดเร็วได้
Read more ...

ผบ.ตร.ยันย้ายตำรวจ บช.ก.เป็นไปตามวาระ

16/12/57
โดยเนชั่น เมื่อ 16 ธค. 2557 เวลา 16:47 น.

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2557 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวแต่งตั้งโยกย้ายล้างบางนายตำรวจภายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กว่า 200 นาย โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวตนยังไม่ทราบรายละเอียดว่ามีการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในสังกัดบช.ก.กว่า 200 นาย และยังไม่มีการเซ็นคำสั่งใดๆทั้งสิ้น ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายก็เป็นเรื่องปกติของวาระการแต่งตั้งระดับสารวัตรจนถึงรองผู้บัญชาการ ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใคร ให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ซึ่งถ้าใครทำถูกก็ว่าไปตามถูกใครทำผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าใครไม่ทำผิดก็อย่าไปกลัว เพราะตอนนี้ทุกคนถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
Read more ...

"ประวุฒิ" ยันล้างบาง บช.ก.ก๊วน"พงศ์พัฒน์"ฟันซ้ำทางวินัย

16/12/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 16 ธ.ค.2557

โฆษกสตช. ยันจำเป็นต้องโยกย้ายตร.ในบช.ก. ที่เกี่ยวข้องกับก๊วน"พงศ์พัฒน์" ออกนอกหน่วยทั้งหมด แม้ทางคดีจะสาวไปไม่ถึงแต่มีข้อมูลที่สามารถดำเนินการทางปกครองได้ ยอมรับ"รองเต่า-ทรงพล" มีการเชื่อมโยงเส้นทางการเงิน จึงถูกออกหมายจับในคดีร่วมกันฟอกเงิน คาดยังกบกานอบู่ในไทย

วันนี้(16 ธ.ค.)ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการโยกย้ายล้างบางนายตำรวจภายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) กว่า 200 นาย ว่าถือป็นเรื่องปกติของการย้ายประจำปีของในทุกกองบัญชาการ โดยเฉพาะหน่วยกำลังทั้งนครบาลและภูธร จะมีการโยกย้ายเข้า-ออก สลับกันพอสมควรอยู่แล้ว เนื่องจากว่าบางคนอาจครบกำหนดวาระในการปฎิบัติหน้าที่จึงต้องหมุนเวียนหน่วยงานกันไป รวมถึงบางคนก็ขอย้ายกลับไปยังภูมิลำเนาเดิม ซึ่งเป็นการย้ายข้ามกองบัญชาการ โดยการโยกย้ายของบช.ก. ที่มีจำนวนมากในช่วงปีนี้เพราะมีนายตำรวจที่เกี่ยวข้องอยู่ในขบวนการของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. เพราะฉะนั้นก็อาจจะมีจำนวนมากกว่าปกติ แต่คนที่ไม่เกี่ยวข้องมีมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงปฎิบัติหน้าที่กันตามปกติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า สำหรับนายตำรวจผู้ที่คาดว่าจะถูกโยกย้ายออกนอกหน่วยใน 10 เปอร์เซ็นต์ นั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตผบช.ก.โดยตรงใช่หรือไม่ พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า นายตำรวจใน 10 เปอร์เซ็นต์ นั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกันอาจจะเป็นลักษณะการมีข้อมูลว่ารู้เห็น หรืออาจมีข้อมูลว่าอยู่ในกลุ่ม แต่ว่าหลักฐานทางคดีไปไม่ถึง มีเพียงข้อมูลที่สามารถดำเนินการทางปกครองได้ แต่อาจจะไม่ถึงขั้นดำเนินการทางวินัยร้ายแรงหรือทางคดีได้

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นั้น เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. มีหมายจับเพิ่ม 2 คน คือ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผกก.6 บก.ป. ซึ่งเป็นตำรวจมือสืบสวนคนสนิทของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และนายทรงพล ทองสิน คนขับรถของ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผบช.ก. ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากพบว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามจับกุม คาดว่ายังกบดานอยู่ภายในประเทศไทย ในส่วนของจเรตำรวจที่เรียกสอบเรื่องวินัย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ขณะนี้ได้ผลสรุปแล้วเหลือเพียงรอการเสนอเรื่องขึ้นมาเท่านั้น

ส่วนกรณี พ.ต.อ.เด่นชัย บุตรโพธิ์ศรี นักบิน (สบ 5) กลุ่มงานการบิน กองบินตำรวจ ที่มีการปลอมคำสั่ง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.เป็นชุดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ ด้านการปราบปรามอบายมุข การค้ามนุษย์ แรงงานต่างด้าว เข้าตรวจสถานบริการย่านรัชดาภิเษกนั้น โฆษกตร. กล่าวว่า ขณะนี้มีการออกหมายจับแล้ว ทางเจ้าหน้าที่กำลังติดต่ออยู่ แต่ยังไม่ได้เข้ามารายงานตัว ส่วนการตรวจสอบยังตรวจสอบไม่พบว่ามีประวัติการกระทำแบบนี้อีกหรือไม่ เท่าที่พบการกระทำแบบนี้มีเพียงครั้งเดียว คือครั้งนี้เท่านั้น
Read more ...

คาด ผกก.1-6 บก.ป.เจอเด้งเรียบ เด็ก “จักรทิพย์-อัศวิน” ผงาดยึดกองปราบ

16/12/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 15 ธ.ค.2557

โผย้ายล้างบาง บช.ก. เด็ก “พงศ์พัฒน์” คาดสูงถึง 200 กว่าตำแหน่ง กองปราบฯระส่ำหนักคาดถูกเด้งพ้นหน่วย 60 นายคิดเป็น 25% ของการโยกย้ายครั้งนี้ โดยเฉพาะตำแหน่ง ผกก.1-6 บก.ป. คาดเจอคำสั่งฟ้าผ่าตามอดีต บช.ก. ส่วนรายชื่อที่จะมานั่งใหม่ล้วนเป็นเด็กในคาถา “จักรทิพย์-อัศวิน”

วันนี้ (15 ธ.ค.) ที่กองปราบปราม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. สั่งการให้กวาดล้างขบวนการแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง พร้อมกับปลดย้าย และจับกุมดำเนินคดีตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ซึ่งนำโดย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. และขณะนี้ ผบ.ตร.กำลังลงมือจัดระเบียบตำรวจในสังกัด บช.ก.ครั้งใหญ่ โดยจะมีการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อจัดหาตำรวจเข้าไปดูแลงานใน บช.ก.เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กลับมาเป็นที่เชื่อถือของประชาชน โดยล่าสุดมีการตัดสินใจแต่งตั้ง พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รอง ผบช.ก.ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบช.ก.คนใหม่ เพื่อทำหน้าที่แทน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่ถูกดำเนินคดีและถูกปลดจากราชการไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

ทั้งนี้ ในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ถือเป็นการล้างบางครั้งใหญ่ใน บช.ก. โดยมีนายตำรวจระดับสารวัตรไปจนถึงรองผู้บังคับการ (สว.-รอง ผบก.) จากทุก บก.ในสังกัด บช.ก. จะถูกเสนอชื่อย้ายออกนอกหน่วยทั้งสิ้น 202 นาย ถือว่าเป็นการย้ายครั้งใหญ่ที่สุดกว่าที่เคยมีการโยกย้ายใน บช.ก. โดยนายตำรวจที่ถูกเสนอชื่อทั้งหมดถูกมองว่าเป็นนายตำรวจที่อยู่ในเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และได้ดิบได้ดีในสมัยที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นั่งเก้าอี้เป็น ผบช.ก.ทั้งหมดจะถูกเสนอชื่อย้ายออกไปยัง กองบัญชาการต่างๆ ทั่วประเทศ โดย บก.ที่มีผู้ถูกเสนอชื่อโยกย้ายออกนอกหน่วยมากที่สุด คือ ตำรวจในสังกัดกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ซึ่งถูกเสนอชื่อออกนอกหน่วยมากถึง 50-60 นาย หรือคิดเป็น 25% ของตำรวจทั้งหมดที่จะถูกโยกย้าย นอกจากนั้นที่จะถูกโยกย้ายเป็นจำนวนลดหลั่นกันลงมาจะเป็นตำรวจที่อยู่ในสังกัด กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และกองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่า ผู้ที่จะถูกโยกย้ายนั้นส่วนใหญ่แล้วถูกกำหนดให้ไปสังกัดอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยผู้บังคับบัญชาพิจารณาว่าเพื่อเป็นการลงโทษจากการกระทำความผิดร่วมกับเครือข่ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ แม้ว่าจะไม่ได้ถูกดำเนินคดีด้วยก็ตาม แต่การโยกย้ายเริ่มประสบปัญหา เนื่องจากจำนวนตำรวจที่ถูกย้ายออกจาก บช.ก.นั้นมีจำนวนมากกว่านายตำรวจที่สมัครใจจะมาอยู่ในสังกัด บช.ก. และตำรวจในพื้นที่ต่างจังหวัดส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนที่มีพื้นเพอยู่ในจังหวัดนั้นๆ หรือใกล้เคียง จึงไม่มีความต้องการจะเข้ามาทำงานใน บช.ก. จากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้โผแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้มีปัญหาล่าช้า เพราะติดพันกันไปหมดทุกกองบัญชาการทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของ บก.ป.นั้น รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.ป.) ถูกโยกย้ายออกหนอกหน่วยประกอบด้วย พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ พ.ต.อ.จักรกฤช เอี่ยมแจ้งพันธุ์ พ.ต.อ.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ส่วนที่เหลือ คือ พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข พ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบก.ป. และ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. ยังคงอยู่ที่เดิม ทำให้ใน บก.ป.มีตำแหน่งรอง ผบก.ป. ว่างมากถึง 7 ตำแหน่ง

ในส่วนของผู้กำกับการทุกตำแหน่งจะถูกโยกย้ายออกนอกหน่วยทั้งหมด ยกเว้นตำแหน่ง ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม (ผกก.ปพ.) ที่ยังคงเป็น พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผกก.ปพ. รักษาการในตำแหน่ง ผกก.ปพ. คุมกำลังคอมมานโด และสายตรวจทั่วประเทศอยู่เหมือนเดิม ส่วนที่ถูกโยกย้ายประกอบด้วย พ.ต.อ.นิรันดร์ นามสุวรรณ ผกก.2 บก.ป. พ.ต.อ.วรวุฒิ คุณเกษม ผกก.3 บก.ป. พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.4 บก.ป. พ.ต.อ.วัชรพล ทองล้วน ผกก.5 บก.ป. และ พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผกก.6 บก.ป. ที่แม้จะไม่ใช่เด็กในคาถาของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และมีผลงานสืบสวนจับกุมคลี่คลายคดีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถูกเสนอชื่อโยกย้ายด้วยเช่นกัน

ส่วนรองผู้บังคับการที่จะกลับเข้ามาเป็นรอง ผบก.ป.นั้น ขณะนี้เท่าที่มีรายงานประกอบด้วย พ.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 9 (รอง ผบก.สส.ภ.9) พ.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง รองผู้บังคับการกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (รอง ผบก.สปพ.) พ.ต.อ.ประเสริฐ พัฒนาดี รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (รอง ผบก.ปคม.) พ.ต.อ.สมภพ พงษ์ฤกษ์ รอง ผบก.สส.ภ. 7 เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นนายตำรวจลูกหม้อ บก.ป.แทบทั้งสิ้น

ในส่วนของ กก.1 บก.ป.นั้น พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.5 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) ที่ขณะนี้มานั่งรักษาการแทน ผกก.1 บก.ป.อยู่นั้น จะได้นั่งเก้าอี้นี้เต็มตัวคุมพื้นที่เมืองหลวง แทน พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 บก.ป. ที่เสียชีวิตหลังถูกจับกุมดำเนินคดี โดย พ.ต.อ.จิรภพได้รับแรงผลักดันจากสายทหาร

ส่วนนายตำรวจที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผกก.ใน บก.ป.นั้น ส่วนใหญ่เป็นเด็กในสายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีต รอง ผบ.ตร. ประกอบด้วย พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนจังหวัดภูเก็ต (ผกก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต) พ.ต.อ.พลฑิต ไชยรส ผกก.สส.ภ.จว.นครนายก พ.ต.อ.โสภณ สารพัฒน์ ผกก.สภ.ทุ่งลุง จ.สงขลา พ.ต.อ.สุรพงษ์ ธรรมพิทักษ์ ผกก.สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ และ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก. 8 บก.รน. นอกจากนี้ยังมีชื่อของ พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.3 เป็นตัวสอดแทรกอีกด้วย
Read more ...

แต่งตั้งตำรวจวงจรอุบาทว์เหมือนเดิมทุกปี

15/12/57
เมื่อ 15 ธ.ค.2557

"อดีตบิ๊กสีกากี"เผยแต่งตั้ง ตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึง สว. เลวร้ายมีแทรกแซงหนักกว่าทุกยุค โยกเครือข่ายอดีตบิ๊ก ผช.ก.และในสังกัด บช.น. ออกนอกหน่วยกว่า 200 นาย

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)วันที่ 15 ธ.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากได้มีการจับกุม พล.ต.ท.พงพัฒน์ ฉายาพันธ์ อดีต ผบช.ก.พร้อมข้าราชการตำรวจเครือข่ายอีกอีกจำนวนหนึ่งนั้น ทำให้มีตำแหน่งว่างในสังกัด บชก. ว่างเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายตำแหน่ง

ดังนั้นทำให้ข้าราชการตำรวจใน บชก.ที่จะได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสูงขึ้นไม่ครบหลักเกณฑ์เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมีรายงานว่าในการแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.ถึง สว.ในสังกัด บชก.และ บช.น.ในครั้งนี้นั้นทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธาน ก.ตร. ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ มีนโยบายการปรับโยกตำรวจที่เชื่อว่าเป็นเครื่อข่าย พล.ต.ท.พงพัฒน์ ออกนอกหน่วยพร้อมทั้งยังกำชับไม่ให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่สังกัดใน บช.น. บช.ส. บช.ภ.1,2,7และจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เป็นเวลา 2 ปี

โดยรายชื่อที่เชื่อว่าเป็นเครือข่ายของพล.ต.ท.พงพัฒน์ ได้ส่งให้กับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.แล้ว ทางพล.ต.อ.สมยศก็ได้ส่งรายชื่อดังกล่าวไปยัง สกพ.และให้ทาง พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. รรท.ผบช.ก.รับไปจัดทำบัญชีตาม นโยบายของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งมีรายงานว่ามีรายชื่อนายตำรวจที่มีชื่อออกจากหน่วย บช.ก.และบช.น.มีจำนวนถึง 262 นาย แยกระดับ รอง ผบก.จำนวน 24 นายระดับ ผกก.จำนวน 52 นาย ระดับ รอง ผกก.จำนวน 85 นาย และระดับ สว.จำนวน 102 นาย รวมแล้ว 262 นาย ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมานี้ รรท.ผบช.ก.ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความเลขที่ 0026.112/9169 ถึง ผบช.หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร.หรือตำแหน่งเทียบเท่า เพื่อสอบถามว่ามีข้าราชการตำรวจในระดับ รอง ผบก. ถึง สว.รายที่ใดประสงค์จะไปดำรงตำแหน่งในสังกัด บช.ก.หรือไม่ หากมีให้ข้าราชการตำรวจดังกล่าวทำหนังสือสมัครใจตามแบบฟอร์มพร้อมแนบประวัติการรับราชการ(กพ.7)ส่งไปยัง บชก.ภายในวันที่ 15 ธ.ค.(วันนี้)

ทั้งนี้ยังรายงานข่าวอีกว่าในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึงระดับ สว.วาระประจำปี พ.ศ. 2557 นั้นทุก บช.จะต้องจัดทำบัญชีคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายในวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่งไม่ถึง 2 ปีนั้นจะมีการส่งชื่อขอยกเว้นในวันที่ 17 ธ.ค.แล้วส่งรายชื่อ ผู้ที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงในตำแหน่งที่สูงขึ้น ระดับ รอง ผบก.กับ ผกก.เข้าวาระ ก.ตร. เพื่อ ขอมติเห็นชอบในการประชุม ก.ตร.ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานฯในวันที่ 24 ธันวาคม สำหรับหน่วยขึ้นตรง และทุก บช. ผบ.ตร.และ ผบช.จะลงนามคำสั่งแต่งตั้งในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ และมีผลในวันที่ 5. มกราคม 2558 ปีหน้า

มีรายงานว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.ถึงระดับ สว. วาระประจำปี พ.ศ.2557 นั้นได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในหมู่ข้าราชการตำรวจทุกระดับโดยเฉพาะ"แหล่งข่าวระดับสูง"อดีตข้าราชการตำรวจระดับพลตำรวจเอกที่เคยดำรงตำแหน่งเป็น ก.ตร. กล่าวว่า ในขณะนี้มีการกันแชร์ข้อมูลกันทางโซเชียลเน็ตเวิร์ควิพากษ์วิจารย์กันอย่างหนักถึง การแต่งตั้งในยุคนี้ที่ว่าจากที่เคยคาดหวังใว้ว่า องค์ตำรวจปลอดจากการเมืองแล้วจะมีเอกภาพในการแต่งตั้งมากขึ้นนั้น 

แต่กลับมีข่าวจากบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาในอดีตนั้นได้ส่งข้อมูลให้กับตนว่า การแต่งตั้งครั้งนี้หนักกว่าทุกยุคที่ผ่านมา และ หนักกว่าในยุคที่เคยมีการเมืองมาแทรกแซงเสียอีก ซึ่งในเบื้องต้นจากการตรวจสอบข้อมูลก็พบว่าตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้ต้องมีสายสัมพันธ์แล้วได้รับการสนับสนุนกับนายทหารระดับใหญ่ในเหล่าทัพ หรือไม่ก็ต้อง ที่มีคอนเน็คชั่นกับสมาชิก คสช.

แถมทั้งยังได้ข้อมูลมาว่า มีการปักธงในการแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้นทุกระดับในครั้งนี้ ถึง 60 ตำแหน่งที่.โดยที่ ผบช.และผบ.ตร.ไม่มีสิทธิ์พิจารณาเองและเปลียนแปลงได้ แม้แต่ ผบ.ตร. และ ผบช.จะสามารถพิจารณาแต่งตั้งได้เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นเท่านั้น

ตนก็มองว่าถ้าข้อมูลดังกล่าวจริง ก็ถือได้ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติยุคนี้หมดศักดิ์ศรี ล้มเหลวและเลวร้ายมาก ในยุคก่อนๆที่ยังมีแบ่งโควต้ากันเป็นสัดส่วนกันทุกฝ่ายเพื่อให้การบริหารองค์กรให้เดินหน้าไปได้ แต่ถ้าหากผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งลูกน้องตัวที่ใช้ให้เขาทำงาน ไม่ได้ มันก็จบแล้ว จะมาคิดที่จะมาปฎิรูปองค์กรตำรวจ เพียงแค่เริ่มแต่งตั้งก็เห็นได้แล้วว่ามีการแทรกแซง เรื่องคิดที่จะไปปฎิรูปตำรวจเลิกคิดไปได้เลย ทุกรัฐบาลที่เข้ามาคิดแค่จะปฏิรูปตำรวจ 

แต่เรื่องการสร้างระบบคุณธรรมในการแต่งตั้ง และงบประมาณของข้าราชการตำรวจที่เมื่อเทียบหน้างานกับหน่วยงานอื่นแล้วมันน้อยเทียบกันไม่ได้เลย แต่ตนเองเกษียณราชการแล้วได้เพียงแค่เฝ้ามองน้องๆรุ่นหลังอย่างหดหู่ และขอฝากสื่อไปยังท่าน พล.เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีช่วยตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวดูว่าจริงหรือไม่.? หากจริงก็จะได้หาทางแก้ไขเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเสมอต้นเสมอปลายจะได้มีโอกาสเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแหล่งข่าวระดับสูงอดีต ก.ตร. หลายสมัยกล่าว
Read more ...

“ฐิติราช” ยึดเก้าอี้ “ผบช.ก.” เตรียมประเดิม “รักษาการ”

15/12/57
โดย สน.พระอาทิตย์ นสพ.ผู้จัดการ เมื่อ 14 ธ.ค.2557

น่าจะมีความชัดเจนเกือบ 80-90% แล้ว สำหรับชื่อผู้ที่จะมานั่งเก้าอี้ “ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง” หรือ “ผบช.ก.” ซึ่งว่างลง หลังจาก “บิ๊กกิ๊ก” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ตกเป็นผู้ต้องหาคดีแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงเรียกรับผลประโยชน์ เรียกรับผลประโยชน์ส่วยน้ำมันเถื่อน และซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ จน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.เซ็นคำสั่งให้ออกจากราชการ

แม้ “พล.ต.อ.สมยศ” ยังไม่ได้กำหนดฤกษ์งามยามดีในการแต่งตั้งโยกย้าย “นายพล” นอกฤดู และอยู่ระหว่างห้วงเวลาการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับ “นายพัน” ตำแหน่ง สารวัตร (สว.)-รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ทั่วประเทศประจำปี 2557 ซึ่งถูกขีดเส้นใต้ตามมติคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอให้เสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2557

แต่ชื่อผู้ที่จะนั่งเก้าอี้ “ผบช.ก.” คนใหม่ก็ถูกตีตราจองเรียบร้อยแล้ว

“บิ๊กหมู” พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) คือชื่อตำรวจที่จะก้าวขึ้นมากุมบังเหียน “ตำรวจสอบสวนกลาง” คนใหม่!

“สอบสวนกลาง” ในยุคที่มีคาดว่าจะมีการล้างบางตำรวจเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กว่า 200 ราย พ้นจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) กองบังคับการตํารวจทางหลวง (บก.ทล.) กองบังคับการตํารวจรถไฟ (บก.รฟ.) กองบังคับการตํารวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) กองบังคับการตํารวจน้ำ (บก.รน.) กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ทส.)

กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.) กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และกองบังคับการอำนวยการ (บก.อก.)

ชื่อ “พล.ต.ต.ฐิติราช” ไม่ใช่ “ม้ามืด” หรือชื่อโนเนมที่อยู่นอกโผตัวเต็งที่มีโอกาสก้าวเข้ามากุมบังเหียน “ผบช.ก.” แต่เป็นคนหนึ่งที่ซุ่มเงียบรอเข้ามาสวมเก้าอี้เจ้าพ่อ บช.ก.อย่างมั่นใจในแรงหนุนตลอดมา

แม้ช่วงที่ผ่านมากระแสเต็ง 1 จะถูกจับตาไปที่ “บิ๊กปู” พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เนื่องจากได้แรงสนับสนุนจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. รวมทั้ง พล.ต.อ.สมยศ เพราะเคยคลุกคลีอยู่ใน “สอบสวนกลาง” มานาน ทำให้เข้าใจการทำงานของ บช.ก. ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะหน้าที่

แต่พอ พล.ต.อ.สมยศ มีคำสั่งให้ตำรวจ 4 นาย ไปรักษาการตำแหน่ง แทนตำรวจที่อยู่ในเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มีชื่อ “บิ๊กก้อง” พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.5 บก.ทท. น้องภรรยา “บิ๊กหมู” พล.ต.ต.ฐิติราช ไปนั่งเก้าอี้รักษาการ ผกก.1 ป. หรือผู้กำกับกรุงเทพฯ ถือว่าเป็นตำแหน่งไม่ธรรมดา หากไม่แข็งจริงคงไม่ได้มานั่งเก้าอี้รักษาการ เพราะขนาด พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.8 รน. หลานชายพล.ต.อ.สมยศ ยังขยับมานั่งได้แค่รักษาการ ผกก.5 บก.ทท.แทน ทั้งๆ ที่ พ.ต.อ.ภูมินทร์ก็เคยอยู่กองปราบปรามมาก่อน กระแส “บิ๊กหมู” เลยแรงขึ้นเบียด “บิ๊กปู” อย่างสูสี

กระทั่งแม่ทัพใหญ่สีกากีซึ่งควงทีมงานอย่าง พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ รักษาการ ผบช.ก.เดินทางไปราชการที่ประเทศอังกฤษ และเดินทางกลับจากอังกฤษมาถึงประเทศไทยเร็วกว่ากำหนดเดิม 2 วัน ท่ามกลางกระแสข่าวที่เด่นชัดขึ้นมาตามลำดับว่ามี พล.ต.อ.สมยศ ได้รับสัญญาณการสนับสนุน “พล.ต.ต.ฐิติราช” ระดับซูเปอร์เพาเวอร์ ให้แปะชื่อขยับขึ้นเป็น “ผบช.ก.” คนใหม่

ทุกอย่างเลยลงล็อก รวมทั้งทำให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ยังคงปักหลักในตำแหน่ง ผบช.น.ต่อไป

อย่างไรก็ดี ความชัดเจนเหลืออีกไม่มากในการก้าวขึ้นเป็น “ผบช.ก.” ของ พล.ต.ต.ฐิติราช แค่เพียงรอให้ พล.ต.อ.สมยศ ประสานงานไปยังคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อพิจารณาแต่งตั้ง “บิ๊กหมู” ตามระเบียบขั้นตอน โดยคาดว่าน่าจะต้องรอหลังจากบัญชีแต่งตั้งระดับ “นายพัน” ที่จะเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2557 ไปก่อน ซึ่งคงทำในคราวเดียวกับการแต่งตั้ง “นายพลนอกฤดู” ร่วมกับการแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งว่างจากผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการเออร์ลีรีไทร์

แม้ขั้นตอนการเข้ากุมบังเหียนสอบสวนกลางของ พล.ต.ต.ฐิติราช อาจจะต้องรอขั้นตอนและรอเวลาอีกพักใหญ่ แต่ก็ว่ากันว่าการเข้าปฏิบัติหน้าที่ “บิ๊กหมู” น่าจะไม่ต้องรอนาน เพราะแว่วๆ ว่าภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า พล.ต.อ.สมยศน่าจะสะบัดปากกาเซ็นคำสั่งมอบหมายให้ พล.ต.ต.ฐิติราช ทำหน้าที่รักษาการ ผบช.ก.แทน พล.ต.ท.ประวุฒิ ที่ “รักษาการ ผบช.ก.” อยู่ในขณะนี้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการจะแตะไม้ส่งมือระหว่าง พล.ต.ท.ประวุฒิกับ พล.ต.ต.ฐิริราช จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับ “สว.-รอง ผบก.” ในส่วนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเสร็จสิ้น ตามสัญญาใจที่ตกลงให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ดำเนินการจัดโผแต่งตั้ง ส่วน พล.ต.ต.ฐิติราชจะเป็นผู้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งระดับนายพันซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 มกราคม 2558 เท่านั้น ทุกอย่างก็เป็นอันเสร็จสิ้น สมประโยชน์กันทุกฝ่าย
Read more ...

"พล.ต.ต.สุพิศาล" คัมแบ็กผู้การกองปราบได้เพียง 5 วันเท่านั้น ต้องปิดฉากชีวิตราชการ !!

15/12/57
โดยมติชน เมื่อ 15 ธ.ค.2557

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2557 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

โดยระบุรายละเอียดว่า ด้วยคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้มีมติเห็นชอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการบรรจุและแต่งตั้ง พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ (นอกราชการ) กลับเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรในตำแหน่ง ผู้บังคับการปราบปราม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งบรรจุกลับเข้ารับราชการแล้ว

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการปราบปราม ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗

ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ พล.ต.ต.ดร.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ซึ่งอดีตเป็นผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) ก่อนคัมแบ็กกลับมาเป็น ผบก.ป.ได้ลาออกจากตำรวจไปลงสมัครชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิก(ส.ว.) กรุงเทพฯเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยคะแนนของ พล.ต.ต.ดร.สุพิศาลมาอันดับ 2 (267,947 คะแนน) มากจนหลายคนคาดไม่ถึง และ เมื่อ ส.ว.เลือกตั้ง ตามรธน.ปี 2550 (ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว) กำหนดให้ ส.ว.เลือกตั้งมีได้เพียงจังหวัดละ 1 คน ทำให้ พล.ต.ต.สุพิศาล ต้องอกหักไป

จากนั้นจึงขอกลับเข้ารับราชการใหม่ โดยผ่านความเห็นชอบ ก.ตร. และ มีราชกิจจานุเบกษาให้กลับเข้าดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2557 แต่เป็นได้เพียง 5 วัน นับจากวันที่ 26 ถึง วันที่ 30 กันยายน 2557 พล.ต.ต.สุพิศาลก็ต้อง เกษียณอายุราชการเสียแล้ว

โดยเมื่อเกษียณราชการ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ได้หันเหเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการทำงานใหม่ในฐานะ ประธานกรรมการ บริษัท คอมมูนิเคชั่นแอนด์ ซิสเต็ม โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ซีเอสเอส

ปิดฉากชีวิตราชการ คัมแบ็ก กลับมาอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 5 วัน แต่ก็เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตราชการของนายตำรวจคนหนึ่ง อย่างสูงสุดในชีวิต
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget