สั่งใช้เว็บ "จับคู่ย้าย" ให้ตร.เสนอสลับเก้าอี้ข้ามหน่วย

 
 
 
 
โดยโพสต์ทูเดย์ เมื่อ 28 ต.ค. 2557 เวลา 20:15 น.

คาดปลายพ.ย.ดีเดย์แต่งตั้งโยกย้าย รอง ผบก.-สว. ผบ.ตร. สั่งใช้เว็บ"จับคู่ย้าย" แชร์ข้อมูลโยกสลับเก้าอี้

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล(รรท.ผบช.สกพ.) ในฐานะ รองโฆษก ตร.เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำ ให้ตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นที่ถูกใจและเป็นที่รักใคร่ของประชาชนและทำอย่างไรข้าราชการตำรวจจึงจะมีความสุขกับภารกิจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดภาวะ ความเครียด เพิ่มความสุขในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับตำรวจ จึงมอบหมายให้ สำนักงานกำลังพลนำโครงการจับคู่ย้าย มาขับเคลื่อนต่อ โดยโครงการนี้ เปิดตัว เมื่อ 15 ส.ค.2556 โดย พล.ต.อ.สมยศ ริเริ่มดำเนินการทำด้วยตัวเอง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งให้ตำรวจที่ต้องการโยกย้ายมาเจอกัน ได้ทำความตกลงกันระหว่างผู้มีความประสงค์ขอแต่งตั้งโยกย้ายข้ามหน่วย ผ่านช่องทาง เว็บไซต์ www.จับคู่ย้าย.com

รรท.ผบช.สกพ. กล่าวว่า การแต่งตั้งในเวลาปี 56 มีตำรวจซึ่งส่วนใหญ่เป็นรองสารวัตร-ชั้นประทวน ใช้ช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเว็บไซด์จับคู่ย้าย 250 ราย สามารถโยกย้ายสับเปลี่ยนกันได้ประมาณ 100 ราย แม้สัดส่วนที่สำเร็จจะไม่มากนัก แต่ถือว่าเป็นประโยชน์มาก การแต่งตั้งครั้งนี้ผบ.ตร.จึงสั่งการให้นำโครงการนี้มาสานต่อ พัฒนาปรับปรุง นำช่องทาง

เว็บไซด์ www.จับคู่ย้าย.com 

เปิดให้ตำรวจที่ต้องการโลกย้ายมาลงทะเบียนข้อมูลในเว็บไซด์นี้ แล้วสำนักงานกำลังพลจะใช้เป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาโยกย้ายตั้งแต่ระดับรองผู้บังคับการ(รองผบก.) ถึงชั้นประทวน ทั้งนี้ตำรวจที่เข้าแจ้งความจำนงค์จับคู่ย้ายหากรายไหนสามารถทำให้ได้ ความประสงค์โยกย้ายสอดคล้องจับคู่กัน ตร.ก็พิจารณาให้ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้การใช้ช่องทางเว็บไซด์นี้เพื่อแสดงความโปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้าย อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งระดับรองผบก.-สว.วาระประจำปี 2557 นี้ ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนพฤศจิกายน และแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม

ด้านพล.ต.ต.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ รอง ผบช.สกพ.กล่าวว่า ตอนนี้สำนักงานกำลังพลกำลังพัฒนาเว็บไซด์ให้สามารถใส่รายละเอียดข้อมูลได้มากขึ้น คาดว่าสัปดาห์หน้าจะสมบูรณ์ อยากให้ตำรวจที่ต้องการโยกย้ายเข้าใช้เว็บไซด์นี้ จากนั้น สกพ.จะเข้าไปนำข้อมูลที่ตำรวจแจ้งความประสงค์มาใช้ประกอบการพิจารณาโยกย้าย ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส โดยข้อมูลในเว็บไซต์นี้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณาเท่านั้น และไม่จำเป็นว่าตำรวจที่ต้องการโยกย้ายทุกคนต้องแจ้งความประสงค์ผ่านเว็บไซต์ แต่ช่องทางนี้จะช่วยให้ตำรวจมองเห็นช่องทางการโยกย้าย ช่วยอำนวยความสะดวกให้เท่านั้น เพื่อเพิ่มความสุขให้แก่ข้าราชการตำรวจ
Read more >>

พล.ต.อ.สมยศ สั่งเร่งพิจารณาคืนความสุขข้าราชการตำรวจ

โดยเดลินิวส์ เมื่อ 25 ต.ค.2557

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา 

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) 

ได้เรียก 

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (ผบช.สกพ.) และ 
พ.ต.อ.วิบูลย์ สีสุข รองผู้บังคับการ กองทะเบียนพล (ผบก.ทพ.) 

เข้าพบพร้อมกับได้สั่งการให้ไปพิจารณาทบทวนความเหมาะสมในการคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวนผู้มีวุฒิปริญญาโท เพื่อแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้ไปศึกษายกระดับสถานีตำรวจและการแบ่งพื้นที่เขตความรับผิดชอบของสถานีตำรวจให้เกิดความเหมาะสมกับมิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พร้อมทั้งให้ไปพิจารณาปรับลดระยะเวลาในการครองยศของข้าราชการตำรวจในระดับรองสารวัตรของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เพื่อที่จะเลื่อนขึ้นเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้เหมาะสมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และให้ไปพิจารณาเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจที่มีดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีอัตราสูงอยู่นั้น เพื่อเป็นการ "คืนความสุขให้แก้ข้าราชการตำรวจ"

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในข้อสั่งการของ ผบ.ตร. และให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้กองบังคับการอัตรากำลัง (อต.) กองบังคับการทะเบียนกำลังพล (ทพ.) และกองบังคับการสวัสดิการ (สก.) กลับไปพิจารณาศึกษาในรายละเอียดของเรื่องดังกล่าวโดยด่วน แล้วให้ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รอง ผบช.สกพ. สรุปเสนอเรื่องดังกล่าวผ่านไปยัง พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการ สำนักงานกำลังพล (รรท.ผบช.สกพ.) แล้วให้รีบเสนอเรื่องดังกล่าวต่อ ผบ.ตร. เพื่อพิจารณาต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า ถ้าหากเรื่องดังกล่าวทางสำนักงานกำลังพล (สกพ.) นั้นสามารถได้ข้อสรุปที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง ผบ.ตร.เห็นด้วยและเป็นไปได้ในรายละเอียดก็อาจจะบรรจุวาระเข้าในการประชุม ก.ตร. เพื่อขอมติเห็นชอบจากที่ประชุมในโอกาสต่อไป
Read more >>

เด้ง ผกก.พญาไท ช่วยราชการ บก.น.1 มีผล 28 ต.ค.

โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 28 ต.ค.2557

ผบก.น.1 สั่งให้ย้าย ผกก.พญาไท ช่วยราชการ บก.น.1 เป็นเวลา 30 วัน มีผลตั้งแต่วันนี้ (28 ต.ค.57)

พล.ต.ต.พงษ์พันธุ์ วรรณภักตร์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผย กรณี มีคำสั่งย้ายผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพญาไทให้มาช่วยราชการที่ตำรวจนครบาล 1 ตั้งแต่วันนี้ (28 ต.ค.57) เป็นเวลา 30 วัน โดยให้ พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 รักษาราชการแทน ผกก.สน.พญาไท
       
สำหรับคำสั่งดังกล่าว ระบุว่า ด้วยกองบังคับการตร.นครบาล 1 ได้รับรายงานจากสถานีตำรวจนครบาลพญาไท ว่า

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2557 มีเหตุรถจักรยานยนต์ขับเข้ามาประชิดท้ายขบวนรถยนต์พระที่นั่งของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และต่อมา

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2557 มีเหตุรถยนต์ตัดหน้า รถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้

พ.ต.อ. สมาน รอดกำเนิด ผกก.สน.พญาไท

ปฎิบัติราชการ กองบังคับตร.นครบาล 1 และให้ พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนันต์ รองผบก.นครบาล 1 รักษาราชการแทนผกก.สน.พญาไท อีกตำแหน่งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.57-26 พ.ย.57 หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
Read more >>

ตั้ง กก.คุมแต่งตั้งตำรวจ ปาหี่ฟอกขาว

โดย สน.พระอาทิตย์ ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 26 ต.ค.2557

การป่าวประกาศจะแต่งตั้งโยกย้าย โปร่งใส เป็นธรรม ก็ไม่มีความหมาย ตราบใดที่ความเป็นจริงแล้วการแต่งตั้งก็ยังเลือกเฉพาะพวกพ้อง การตั้งกรรมการขึ้นมาก็จะเป็นแค่เพียงการฟอกขาวให้ตัวเองเท่านั้น

การออกคำสั่งแต่งตั้ง 

“คณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ” 

ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จะด้วยเหตุผลต้องการควบคุมการแต่งตั้งให้เกิดความเป็นธรรม หรือเพียงต้องการสร้างเกราะป้องกันตัวเอง ไม่ให้ถูกฟ้องร้องจากตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ยังถือว่าจะทำให้ตำรวจที่ไร้เส้น ไร้สาย อุ่นใจมากขึ้น

แม้การแต่งตั้งโยกย้าย “รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) - สารวัตร (สว.)” ประจำปี 2557 จะยังไม่มีสัญญาณจาก “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม่ทัพใหญ่ ให้เริ่มทำบัญชีแต่งตั้ง มีแค่เพียงหนังสือแจ้งให้จัดทำบัญชีอาวุโสผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในแต่ละหน่วยงานจากสำนักงานกำลังพลเท่านั้น

ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ในแวดวงสีกากี ตำรวจระดับนายพันกำลังระส่ำระสายไม่เป็นอันทำงาน โดยเฉพาะตำรวจคนทำงาน แต่ไม่มีสายสัมพันธ์กับขั้วอำนาจใหม่ที่บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.สมยศ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการ รอง ผบ.ตร. หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กำกับดูแลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะภาพสะท้อนจากการแต่งตั้งระดับนายพลที่ผ่านมา บ่งชี้ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายที่ตำรวจ ซึ่งมีความใกล้ชิดขั้วอำนาจเก่า จะต้องกระเด็นกระดอนออกจากตำแหน่ง บางรายถูกดันขึ้นไปแขวนในตำแหน่งไม่สำคัญ บางรายถูกโยกเข้ากรุ แต่ตำรวจที่มาแทนที่ในตำแหน่งสำคัญๆ ต่างก็ล้วนมีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจใหม่ หรือมีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงไปถึงคนใดคนหนึ่ง ไม่มีตำรวจ “โนเนมไร้คอก” ขยับเข้ากุมบังเหียนตำแหน่งสำคัญจากผลงานล้วนๆ สักรายเดียว

คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ออกโดย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) อ้างถึงความเห็น ก.ตร. มีข้อสังเกตเรื่องที่อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (อ.ก.ตร.) ร้องทุกข์ มีมติเยียวยาแก้ไขให้ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสูงขึ้น หรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนแต่งตั้งให้กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม

โดย ก.ตร. เห็นว่า การมีมติของ อ.ก.ตร. ร้องทุกข์จะมีผลผูกพันธุ์เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ ก.ตร. จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.- ผกก. ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 88//2557

พล.ต.อ.เอก แต่งตั้งให้ 

พล.ต.ท.วัฒนา สักกวัตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ดูงานด้านกฎหมายและคดี เป็นประธาน 

คณะทำงาน ประกอบด้วย 

พล.ต.ต.ประสิทธิ เฉลิมวุฒิศักดิ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.), 
ผู้บังคับการกองคดีปกครองและคดีแพ่ง, 
ผู้บังคับการกองร้องทุกข์, 
ผู้บังคับการกองวินัย, 
พ.ต.อ.ศิริพล กุศลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมายกองกฎหมาย, 
พ.ต.ท.ส่งศักดิ์ สาธารลุย สารวัตรกลุ่มงานพิจารณา 1 กองร้องทุกข์ เป็น คณะทำงานและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ คือ ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อลดปัญหาการร้องทุกข์ เนื่องจากการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางในการแก้ไขปัญหา เชิญหน่วยงาน หรือผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมพิจารณา หรือชี้แจงต่อคณะทำงาน ขอข้อมูล เอกสาร ความเห็นจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงาน

อย่างไรก็ดี คำสั่งนี้จะมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทำให้ “ตำรวจไร้เส้น ไร้สาย” อุ่นใจได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจ จริงจัง ของคณะกรรมการทั้งหมด ที่จะต้องต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในการแต่งตั้งให้กับข้าราชการตำรวจน้อยใหญ่ ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นมา

และที่สำคัญ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องการให้การแต่งตั้งโปร่งใส เป็นธรรม อย่างแท้จริง ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้คณะกรรมการชุดนี้ เป็นแค่เพียงพิธีกรรมหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับพิธีกรรมอื่นๆ ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองแล้วนั้น

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บริหารกรมปทุมวัน ต้องยึดหลักเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ โดยต้องดูค่าของคนจากประวัติ ผลงาน ความสามารถ

ไม่ใช่ค่าของคนจากคนของข้า

ไม่เช่นนั้นการร้องเรียนเรื่องความเป็นธรรม ความโปร่งใสในการแต่งตั้งตำรวจก็ไม่มีวันเกิดขึ้น ถึงจะตั้งกฎ กติกา ตั้งกรรมการมาควบคุมดูแล หรือป้องกันวิธีการหนึ่งวิธีการใดก็ตาม

เหมือนอย่างกรณีที่ 

พล.ต.อ.สมยศ เซ็นคำสั่งให้ 

พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รองผบช.ก.) ไปรักษาการตำแหน่ง ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. (ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) และการแต่งตั้ง 

พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา (รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา) ไป รักษาการตำแหน่ง ผู้บังคับการประจำสำนักงาน ผบ.ตร.(ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) 

ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมอย่างมาก

พล.ต.ต.รอย ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.(ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) แต่จะทำงานได้เต็มที่แค่ไหน เพราะขณะนี้ พล.ต.ต.รอย เข้ารับการอบรมในหลักสูตร วปอ. เป็นเวลา 1 ปี คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปประสานงาน เนื่องจากตามปกติการเรียน วปอ. ส่วนใหญ่ก็จะขาดจากตำแหน่งเดิมอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.สุรเชษฐ ที่ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.(ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) ก็ถูกต้องคำถามถึงความเหมาะสม เพราะ พ.ต.อ.สุรเชษฐ ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนหลักสูตรผู้การฯเลย

การแต่งตั้งให้ทั้ง 2 นาย ไปทำหน้าที่รักษาการตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าตำแหน่งตัวเอง จึงเป็นข้อครหา ข้อสงสัย ที่ พล.ต.อ.สมยศ ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน ไมใช่เพื่อให้สังคมกระจาง แต่ต้องให้ตำรวจอีกกว่า 2 แสนนาย ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา พล.ต.อ.สมยศ เข้าใจ เหตุและผลในการมอบหมายว่าทั้งคู่มีความเหมาะสมเพียงใด และคำถาม ข้อสงสัยจะแก้ต่างอย่างไร

ไม่เช่นนั้นแล้วการป่าวประกาศจะแต่งตั้งโยกย้าย โปร่งใส เป็นธรรม ก็ไม่มีความหาย ตราบใดที่ความเป็นจริงแล้วการแต่งตั้งก็ยังเลือกเฉพาะพวกพ้อง การตั้งกรรมการขึ้นมาก็จะเป็นแค่เพียงการฟอกขาวให้ตัวเองเท่านั้น
Read more >>

ตั้งกรรมการ กำกับแต่งตั้งตำรวจ ล้อมคอกร้องทุกข์

โดยมติชน เมื่อ 15 ต.ค.2557

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) 

ได้ออก

คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 544/2557 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ว่าด้วยการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่8/2557 เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2557 

ที่ประชุมมีข้อสังเกตกรณีที่ อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (อ.ก.ตร.) ร้องทุกข์มีมติเยียวยาแก้ไขให้ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสูงขึ้นหรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนแต่งตั้งให้กลับไปดำรงตำแหน่งในสังกัดเดิมโดยก.ตร. เห็นว่า

การมีมติของ อ.ก.ตร. ร้องทุกข์จะมีผลผูกพันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบกับ ก.ตร. จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับการถึงรองผู้บังคับการ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่88/2557 ลงวันที่ 10 ก.ค.2557


ดังนั้น เพื่อให้มีมาตรการทางกฎหมายในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ปฏิบัติถูกต้องและเป็นธรรม จึงแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

1.พล.ต.ท.วัฒนา สักกวัตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) (งานกฎหมายและคดี2) เป็นประธานคณะทำงาน 

2.พล.ต.ต.ประสิทธิ เฉลิมวุฒิศักดิ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.) เป็นคณะทำงาน 

3.ผู้บังคับการกองคดีปกครองและคดีแพ่ง สำนักงานกฎหมายและคดีหรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน 

4.ผู้บังคับการกองร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน 

5.ผู้บังคับการกองวินัยหรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน 

6.พ.ต.อ.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมายกองกฎหมาย เป็นคณะทำงาน 

7.พ.ต.ท.ส่งศักดิ์ สาธารลัย สารวัตรกลุ่มงานพิจารณา1 กองร้องทุกข์ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ และ

8.พ.ต.ท.พรชัย คงแก้ว สารวัตรกลุ่มงานพิจารณา1 กองร้องทุกข์ เป็นคณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้ ในส่วนของอำนาจหน้าที่ คือ 

1.ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อลดปัญหาการร้องทุกข์ เนื่องจากการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางในการแก้ไขปัญหา 

2.เชิญหน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมพิจารณาหรือชี้แจงต่อคณะทำงาน 

3.ขอข้อมูล เอกสาร ความเห็นจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงาน และ

4.ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
Read more >>

ยกระดับ-ตั้งโรงพักใหม่ อย่าประเคนเก้าอี้ให้ “เด็กเส้น”

โดยผู้จัดการ เมื่อ 13 ต.ค.2557

การแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพันที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ก็มีกระแสข่าวลือว่าในระดับผกก. ซึ่งถือเป็นหัวหน้าหน่วย หัวหน้าโรงพัก ในแต่ละกองบัญชาการ มีเสียงร่ำลือว่าแต่ละตำแหน่งต้องถูกตีตราประทับจาก “บิ๊กอ๊อด”และ “บิ๊กแป๊ะ”พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการ รองผบ.ตร.ก่อน

น่าจะเป็นการวัดใจ “บิ๊กอ๊อด”พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม่ทัพใหญ่กรมปทุมวันอีกครั้ง ในการแสดงภาวะผู้นำสีกากี ต่อการทำหน้าที่ผบ.ตร. ซึ่งได้ประกาศนโยบายเสียงดังฟังชัดว่าจะทำงานเพื่อองค์กรตำรวจ จริงๆแล้วเป็นแค่เพียงคำพูดสวยหรู หรือเป็นคำมั่นสัญญาจากใจจริงกันแน่

การปรับระดับตำแหน่ง “หัวหน้าสถานี” และการจัดตั้ง “สถานีตำรวจ”ขึ้นใหม่ ที่สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ระหว่างการจัดทำประกาศเขตอำนาจการรับผิดชอบและเขตพื้นที่การปกครองของสถานีตำรวจ ซึ่งคาดว่าน่าจะประกาศใช้ได้ในเร็วๆนี้

ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์การทำหน้าที่ผบ.ตร.ของพล.ต.อ.สมยศครั้งนี้

สำนักงานกำลังพล เตรียมปรับระดับตำแหน่งหัวหน้าสถานีตำรวจจาก สารวัตรใหญ่(สวญ.) เป็น ผู้กำกับการ(ผกก.) จำนวน 8 แห่ง และจาก สารวัตร(สว.) เป็น สวญ. จำนวน 1 แห่ง รวม 9 แห่ง และจัดตั้งสถานีตำรวจขึ้นใหม่อีก 22 แห่ง รวมทั้งสิ้น 31 แห่ง

โดยระดับ สวญ. ปรับเป็น ผกก. 8 สถานี ก็จะมี สภ.เทนมีย์ จว.สุรินทร์ สภ.เขวาใหญ่ จว.มหาสารคราม สภ.แม่ยาว จว.เชียงราย สภ.ห้วยม้า จว.แพร่ สภ.ด่านแม่คำมัน จว.อุตรดิตถ์ สภ.ดงขุย จว.เพชรบูรณ์ สภ.หนองขาว จว.กาญจนบุรี และสภ.เขาวิเศษ จว.ตรัง ส่วนระดับ สว. ปรับเป็น สวญ. เป็นหัวหน้าสถานีตำรวจ มี 1 แห่ง คือ สภ.วังหงส์ จว.แพร่

ขณะที่สถานีตำรวจตั้งขึ้นใหม่ 22 แห่ง ประกอบด้วย 

บช.ภ.1

1. สภ.รัตนาธิเบศร์ แยกจากสภ.เมืองนนทบุรี และ
2. สภ.คลองหนึ่ง แยกจากสภ.คลองหลวง จะไปขึ้นอยู่กับกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด(บก.ภ.จว.)ปทุมธานี 

บช.ภ.2 สภ.เกาะล้าน แยกจากสภ.เมืองพัทยา ขึ้นกับ บก.จว.ชลบุรี 

บช.ภ.3 สภ.แสลงโทน แยกจากสภ.ประโคนชัย ขึ้นกับ บก.ภ.จว.บุรีรัมย์

บช.ภ.4 สภ.ท่าพระ แยกจากสภ.เมืองขอนแก่น สภ.บ้านเป็ต แยกจากสภ.เมืองขอนแก่น สภ.โคกสี แยกจากสภ.เมืองขอนแก่น สภ.เวฬุวัน แยกจาก สภ.เมืองขอนแก่น สภ.โนนทัน แยกจาก สภ.ชุมแพ ขึ้นกับ บก.ภ.จว.ขอนแก่น สภ.นาข่า แยกจากสภ.เมืองอุดรธานี สภ.โนนสูง แยกจากสภ.เมืองอุดรธานี ขึ้นกับ บก.ภ.จว.อุดรธานี สภ.สะอาดสมบูรณ์ แยกจาก สภ.เมืองร้อยเอ็ด สภ.เกาะแก้ว แยกจากสภ.เสลภูมิ ขึ้นกับ บก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด

บช.ภ.5 สภ.ป่าแดง แยกจากสภ.เมืองแพร่ ขึ้นกับ บก.ภ.จว.แพร่ สภ.แม่กา แยกจากสภ.เมืองพะเยา ขึ้นกับ บก.ภ.จว.พะเยา สภ.นิคมอุตสาหกรรม แยกจากสภ.เมืองลำพูน ขึ้นกับ บก.ภ.จว.ลำพูน 

บช.ภ.6สภ.ท่าโพธิ์ แยกจากสภ.เมืองพิษณุโลก ขึ้นกับ บก.ภ.จว.พิษณุโลก สภ.ขากังราว แยกจากสภ.เมืองกำแพงเพชร ขึ้นกับ บก.ภ.จว.กำแพงเพชร

บช.ภ.8 สภ.บางสวรรค์ แยกจากสภ.พระแสง ขึ้นกับ บก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช สภ.เกาะพีพี แยกจากสภ.เมืองกระบี่ ขึ้นกับ บก.ภ.จว.กระบี่ และสภ.เกาะเต่า แยกจากสภ.เกาะพงัน ขึ้นกับ บก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี
เหตุที่การยกระดับสถานีตำรวจครั้งนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจพล.ต.อ.สมยศ ต่อคนสีกากี ก็เพราะเมื่อมีการยกระดับโรงพัก หรือตั้งโรงพักใหม่ขึ้นมา นั่นก็หมายถึงจะมีตำแหน่งเพิ่ม อย่างโรงพักที่มี สวญ. เป็นหัวหน้าโรงพัก ก็จะได้ ผกก.เพิ่ม 1 ตำแหน่ง รวมทั้งมีรอง ผกก. และสว. เพิ่มเติม เช่นเดียวกับการตั้งโรงพักใหม่ ก็จะมีตำแหน่งเพิ่ม ตั้งแต่ ผกก.โรงพัก รองผกก. สว. รองสว. ชั้นประทวน ขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับการทำงานแต่ละโรงพัก

สิ่งพิสูจน์ความจริงใจ “บิ๊กอ๊อด”ก็คือ เมื่อตำแหน่งเพิ่มมากขึ้น หากนโยบายการแต่งตั้งเปิดโอกาสให้ตำรวจที่ทำงานได้เติบโตกันตามหน้าที่ ตามสายงาน ได้เจริญก้าวหน้ากันโดยไม่มีการแทรกแซง ก็เหมือนเป็นขวัญกำลังใจ และเป็นโอกาสเพิ่มขึ้นให้กับตำรวจอีกจำนวนหนึ่ง นอกเหนือจากตำแหน่งว่างเกษียณอายุราชการตามปกติ

แต่ถ้าโรงพักที่ยกระดับหรือโรงพักที่เกิดใหม่ ตำแหน่งๆต่างๆถูกตีตราจองเอาไว้จากระดับผู้บริหาร ก็จะเป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเจนว่านโยบายที่พล.ต.อ.สมยศประกาศเอาไว้จะพัฒนาองค์กรตำรวจ ให้คนดีมีฝีมือได้เจริญเติบโตในหน้าที่การงานไม่ใช่ออกมาจากความจริงใจ

ยิ่งภาพสะท้อนที่ออกมาจากการแต่งตั้งระดับ “นายพล” ที่แม้ “บิ๊กอ๊อด”จะไม่ได้ทำบัญชีแต่งตั้งอย่างเต็มตัว เพราะขณะนั้นเป็นเพียงแค่ ว่าที่ผบ.ตร. มี “บิ๊กกุ้ย”พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ทำหน้าที่รักษาการ ผบ.ตร.อยู่ แต่รายชื่อที่ออกมาเช็คประวัติเช็คสีเสื้อ ก็ไม่อาจจะเถียงได้ว่าเลือกจากคนดีมีฝีมือ จากคนทำงาน มากกว่าพวกพ้อง

เหมือนการแบ่งงานระดับ รองผบ.ตร.-ผู้ช่วยผบ.ตร. ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันถึงความเหมาะสมในการจัดคนบางหน้างาน ที่นายตำรวจบางรายไม่เคยผ่านงานป้องกันปราบปราม แต่ได้ไปคุมงานป้องกันปราบปราม เพียงเพราะความสนิทชิดเชื้อกับผู้บริหาร

หรือล่าสุดการแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพันที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ก็มีกระแสข่าวลือว่าในระดับผกก. ซึ่งถือเป็นหัวหน้าหน่วย หัวหน้าโรงพัก ในแต่ละกองบัญชาการ มีเสียงร่ำลือว่าแต่ละตำแหน่งต้องถูกตีตราประทับจาก “บิ๊กอ๊อด”และ “บิ๊กแป๊ะ”พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการ รองผบ.ตร.ก่อน

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร จะเป็นไปตามข่าวลือ หรือเป็นแค่ข่าวเมาธ์ ถือเป็นสิ่งที่พล.ต.อ.สมยศ ในฐานะผู้นำสีกากี จะต้องพิสูจน์จากการกระทำออกมาให้เห็นว่าจริงๆแล้ว การบริหารงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติของ “บิ๊กอ๊อด” ทำเพื่อตำรวจ 2 แสนกว่านายอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ คุณธรรม ผลงาน ไม่ใช่พวกพ้อง

การแต่งตั้งนี่แหละ..จะเป็นบทพิสูจน์ชั้นดี
Read more >>

“บิ๊กอ๊อด” ตั้งรอง ผบก.สงขลา รรท.ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.

โดยผู้จัดการ เมื่อ 10 ต.ค.2557

“บิ๊กอ๊อด” มีคำสั่งให้ “พ.ต.อ.สุรเชษฐ์” รอง ผบก.จว.สงขลา รรท.ตำแหน่ง ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.ประสานการทำงานกับรัฐบาล

วันนี้ (10 ต.ค.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่ง ตร.เลขที่ 542/2557 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจรักษาราชการแทน เพื่อให้การปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความ มาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547 จึงให้ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบก.จว.สงขลา รักษาราชการแทนผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการทำหน้าที่ประสานนโยบายกับนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่มีคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากตำแหน่งผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นตำแหน่งที่ยังว่าง และยังไม่มีการแต่งตั้ง จึงมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้ามารักษาราชการแทนในตำแหน่งนี้ไปก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้ง และมีคุณสมบัติครบหลักเกณฑ์
Read more >>

นักเลงเรียกเฮีย มาเฟียเรียกพี่ “พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา” แบเบอร์ ผบ.ตร. คนที่11

โดย สน.พระอาทิตย์ นสพ.ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 12 ต.ค.2557

เขาได้รับการสนับสนุนจากพี่ๆทั้งสายทหาร สายตำรวจอีกทั้งปีกการเมืองสายบุรีรัมย์อันเป็นต้นตำรับกลุ่ม “สีน้ำเงิน”ก้าวขึ้นมาเป็น รองผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง และบริหาร 1 ทำท่าจะสืบต่อเป็น ผบ.ตร.อันดับที่ 11 ในปีหน้า...โดยใครก็ขวางไม่อยู่ เพราะเขาเป็นน้องรัก “พี่ป้อม-พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ”ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนี้

ยามนี้ถ้าตัดพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร.ออกไปพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รรท.รองผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคงและบริหาร 1 เป็นตำรวจที่ถูกสังคมไทยจับจ้องมากที่สุด

ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ซึ่งมีทรัพย์สินมากกมายกว่า 900 ล้านบาท หรือการลงไปคุมคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

เขา-พล.ต.ท.จักรทิพย์ มาจากไหน เส้นทางเติบโตในราชการตำรวจต้องฟันฝ่าอะไรมาบ้างรวมทั้งคำถมที่ว่าเขาร่ำรวยมาจากอะไร วันนี้ลองมาทำความรู้จักกับนายตำรวจผู้นี้ในอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งหลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบ

พล.ต.ท.จักรทิพย์ มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี บิดาคือนายประณีต ชัยจินดา นักธุรกิจคนดังแห่งอ่างศิลา ชลบุรีมีกิจการค้าอาหารทะเลและนายหน้าค้าที่ดินระดับ วีไอพี.แห่งภาคตะวันออก จักรทิพย์มีภรรยาชื่อ ดร.บุษบา ชัยจินดา ทายาทเจ้าของมหาวิทยาลัยศรีปทุม ฐานะความเป็นอยู่จึงเข้าขั้นมีอันจะกิน ส่วนที่มีทรัพย์สินเฉียดพันล้านบาทนั้น ใครคิดว่าปกติหรือไม่ปกติก็แล้วแต่ใครจะคิด

เส้นทางการศึกษาเมื่อจบจากวชิราวุธวิทยาลัย เข้าสอบเตรียมทหารแต่ไม่ติดจึงเอนทรานซ์เข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ปรากฏว่าติดทั้งจุฬาฯและสามพรานแต่เลือกเป็นตำรวจโดยจบนักเรียนนายร้อยรุ่น36 มีเพื่อนประจำรุ่นคนดังก็คือ พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ พล.ต.ต.ณรัชต์ เศวตนันท์ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงศ์ปิ่น พล.ต.ต.อิทธิพล ภิริยะภิญโญ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า และพล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช เป็นต้น

ในระหว่างรับราชการยังหาทางก้าวหน้าเรียนต่อปริญญาโทสาขาบริหารรัฐกิจ จากสหรัฐอเมริกา ศึกษาเพิ่มเติมหลักสูตรการสอบสวนเหตุระเบิดและหลักสูตร เอฟบีไอ.เส้นทางรับราชการส่วนใหญ่อยู่ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ถือเป็นลูกหม้อคนหนึ่งและด้วยอุปนิสัยที่สุขุมรุ่มลึก พูดน้อย กับอ่อนน้อมถ่อมตน มีจิตใจนักเลงแถมยังกล้าได้กล้าเสียจนเป็นที่เข้าตาถูกใจนายตำรวจรุ่นพี่ๆและในระดับผู้บังคับบัญชาเขาจึงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

จนมาถึงยุค “ได้เสีย”นั่นคือสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดความวุ่นวายตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปีพ.ศ.2549 และได้เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งในขณะนั้นพล.ต.ท.จักรทิพย์ ก็ได้รับความไว้วางใจเลื่อนชั้นจากตำแหน่งรอง ผบก.จ.สมุทรสงคราม เป็นเป็น ผบก.สตม.ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ ดังปรากฏหลักฐานในการสัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่งโดยเปรียบตัวเองว่าเป็นนักกีฬามีรัฐบาลเป็นโค้ช เมื่อโค้ชสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำตามนั้นและเมื่อหมดเวลาเขาสั่งให้ออกจากสนามก็ต้องออก

“ผมเคยทำงานกับท่านทักษิณ มาก่อนรวมทั้งท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ด้วยมาถึงสมัยคุณยิ่งลักษณ์ ก็ยังทำหน้าที่แต่ไม่รู้จะอยู่ได้แค่ไหน”พล.ต.ท.จักรทิพย์ กล่าวในตอนหนึ่ง

เมื่อย้อนกลับไปยังเหตุการณ์การเมืองช่วงปี 2551 อันเป็นยุครัฐบาล “นอมินี”เป็นช่วงที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีซึ้งในขณะนั้น พล.ต.ท.จักรทิพย์ รับตำแหน่งเป็นผบก.สปพ.(191)มีพล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ เป็นผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้วเป็นผบช.น. รัฐบาลถูกต่อต้านจากพันธมิตรและประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างกว้างขวางจนเกิดเหตุการณ์ถึงขั้นเสียเลือดเนื้อ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตากระหน่ำยิงใส่ประชาชนอย่างไม่ยั้งเป็นผลให้ “น้องโบว์”น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ถูกกระสุนแก๊สน้ำตาเข้าที่อกเสียชีวิตและยังมีผู้ร่วมอุดมการณ์ล้มตายอีกนับสิบ

ในช่วงนั้นพล.ต.ท.จักรทิพย์ ขยับขึ้นมาเป็นรองผบช.น.โดยมีพล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพรหมณกุล(ยศในขณะนั้น)เข้ามาทำหน้าที่แทนซึ่งหากพอจำกันได้มีภาพพล.ต.ท.จักรทิพย์ กำลังเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่โดนระเบิดขาขาดด้วยการถอดเสื้อช่วยมัดห้ามเลือดให้ ต่อมาผู้สื่อข่าวสายอาชญากรรมได้ตั้งฉายาให้เป็น “สุภาพบุรุษแก๊สน้ำตา”

นั่นคือจุดเริ่มต้นต่อการก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของนายตำรวจผู้นี้อย่างแท้จริง ลองติดตามต่อไปว่าแท้จริงตัวตนของนายตำรวจผู้นี้เขาซ่อนอะไรอยู่ เป็นนักกีฬาทำตามคำสั่งโค้ชอย่างนั้น หรืออ่านเกมใช้ความพริ้วพลิกเข้าหาขั้วอำนาจเพื่อชิงความก้าวหน้า ในห้วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จากรัฐบาลนายสมชาย มาเป็นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ เข้ามารักษาการณ์แทนพล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ซึ่งโดนแรงกดดันจากการออกคำสั่งสลายม็อบ พร้อมๆกับการขยับขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าของพล.ต.ท.จักรทิพย์ โดยได้รับการเสนอชื่อจากพล.ต.อ.ประทีป ให้เป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และปี 2553 ขึ้นมาเป็น “ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล”สืบต่อจากพล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์

นับเป็นจังหวะชีวิตที่สู่ความรุ่งโรจน์อย่างแท้จริง ทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียงและกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ไปด้วยก็คือบรรดาเพื่อนฝูงนักเรียนนายร้อยตำรวจร่วมรุ่น 36 และยังรวมไปถึงสายพ่อค้านักธุรกิจอันมีทั้ง “สีขาว สีเทา” ซึ่งถือว่าเป็นธรรมดาของตำรวจที่สั่งสมบารมีมานานว่ากันว่าบรรดาเจ้าพ่อเจ้าแม่หรือกลุ่มแก๊งมาเฟียต่างๆล้วนสยบอย่างราบคาบ

จนเข้าสู่ยุค “คืนอำนาจ”ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เมื่อยุบสภาฯเข้าสู่โหมตการเลือกตั้งจนได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะรองนายกฯดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ออกมาแฉอภิมหาบ่อนแห่งหนึ่งในนามบ่อนพระราม 9 พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ในฐานะผู้รับผิดชอบและมีภาพชัดว่าอยู่เคียงข้างพรรคประชาธิปัตย์ จึงถูกบีบและย้ายไปเป็น ผบช.ภ.9 มีพล.ต.ท.วินัย ทองสอง หลานเขยพ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นมารับตำแหน่ง น.1 แทน

ในระหว่างการบริหารงานของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”สังคมตำรวจมองว่าพล.ต.ท.จักรทิพย์ คงไปไม่ถึงดวงดวงเพราะมองไม่เห็นทางเลยว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะกลับมาสู่อำนาจได้อีก ในระหว่างนั้นมีข่าวเช่นกันว่าพล.ต.ท.จักรทิพย์ มิได้อยู่งอมืองอเท้ายอมรับชะตากรรมอยู่เฉยๆ

กระแสหนึ่งระบุว่าเขาได้เดินทางไปพบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดูไบโดยผ่านไปทางตำรวจยศพ.ต.อ. เจ้าของฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”เจ้าของสโลแกน “ได้ครับพี่...ดีครับผม...เหมาะสมครับท่าน” ซึ่งเป็นบุตรชายของคนใก้ลชิดพล.ต.อ.เสมอ ดามาพงษ์ พ่อตาอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้งสองโดยเที่ยวแรกพ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิเสธให้พบแต่เที่ยวสุดท้ายสามารถเข้าไปเคลียร์ปัญหาคาใจกันได้

เวลาต่อมาในการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2555 ก็ได้เลื่อนมาเป็นผู้ช่วยผบ.ตร.ท่ามกลางความงุนงงของบุคคลในแวดวงสีกากี เพราะสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นพล.ต.ท.จักรทิพย์ ไม่น่าจะรอดจากการถูกดองเค็มไปได้

เมื่อการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงสู่เครือข่าย “ทักษิณ”เต็มรูปแบบอีกครั้งอีกครั้ง ข่าวคราวของพล.ต.ท.จักรทิพย์ ค่อยๆหายไปแต่หายไปเพียง “ชื่อ”ส่วน “ชั้น”ยังไม่ลดเพดานบินแม้แต่น้อย ยังคง“จ่อคิว”พร้อมเข้าช่วงชิงตำแหน่งสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ทุกขณะ ขอ เพียงแค่ได้รับการสนับสนุนอีกครั้งให้เป็นระดับ รองผบ.ตร.การก้าวสู่ดวงดาวในตำแหน่ง ผบ.ตร.โดยไม่ยากเย็นพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา โผล่มาอีกครั้งเมื่อตอนปลายรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”เช่นการมอบหมายจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะ ผอ.ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.)ให้เป็นหัวหน้าชุดเจรจาขอคืนพื้นที่กระทรวงมหาดไทยจาก กปปส.

หลังวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำคณะทหารยึดอำนาจ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่รักษาการณ์ ผบช.น.แทนพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง และพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง รองผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคงได้ออกคำสั่งให้พล.ต.ท.จักรทิพย์ จัดชุดเฉพาะกิจตามล่าพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีต สส.พรรคเพื่อไทย เป็นการประเดิม

การแต่งตั้งโยกยายนายตำรวจประจำปีที่ผ่านมาเขาได้รับการสนับสนุนจากพี่ๆทั้งสายทหาร สายตำรวจอีกทั้งปีกการเมืองสายบุรีรัมย์อันเป็นต้นตำรับกลุ่ม “สีน้ำเงิน”ก้าวขึ้นมาเป็น รองผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง และบริหาร 1

ทำท่าจะสืบต่อเป็น ผบ.ตร.อันดับที่ 11 ในปีหน้า...โดยใครก็ขวางไม่อยู่ เพราะเขาเป็นน้องรัก “พี่ป้อม-พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ”ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนี้
Read more >>

ฝุ่นตลบ!โผโยกย้ายตร.ระดับสารวัตร-ผู้บังคับการ

โดยกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เมื่อ 9 ต.ค.2557

วิ่งฝุ่นตลบ! โผโยกย้ายตร.สารวัตร(สว.)-ผู้บังคับการ(ผบก.) ชี้ต้องจ่ายหลักล้าน หลังบ้านบิ๊กสีกากี วอนนายกฯดูแล


ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 

พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (รรท.ผบช.สกพ.) 

ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความเลขที่ 0009.231/10164 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจถึงจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.) และจเรตำรวจ (จตร.)

ด้วยขณะนี้เข้าสู่ห้วงระยะเวลาการดำเนินการคัดเลือกการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ สารวัตร (สว.)-ผู้บังคับการ (ผบก.) ในวาระประจำปี 2557 ซึ่ง ตร. จะต้องดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งนายเวร (นว.) และ ผู้ช่วย นว. ผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. ซึ่งข้าราชการตำรวจดังกล่าวจะต้องทำหน้าที่เลขานุการประจำตัวของผู้บังคับบัญชา และต้องได้รับความไว้วางใจเป็นการเฉพาะตัว

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่ง นว. และผู้ช่วย นว. ประจำตัวผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีความประสงค์จะแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเพื่อทำหน้าที่ นว. และผู้ช่วย นว. ให้ส่งรายชื่อดังกล่าวไปยัง ตร. โดยผ่านสำนักงานกำลังพล (สกพ.) โดยด่วนที่สุด เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า การแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการถึงระดับสารวัตรในวาระประจำปี 2557 นั้นเริ่มมีการวิ่งเต้นกันอย่างหนัก โดยในแวดวงสีกากีต่างกันวิพากษ์วิจารณ์ว่า ในขณะนี้นายตำรวจจำนวนมากต่างพากันวิ่งเต้นเพื่อจะได้ไปดำรงตำแหน่งที่ตนอยากไป และอยากเป็นในหน่วยต่างๆ

โดยมีการเรียกรับในระดับรองสารวัตรขึ้นเป็นสารวัตรในพื้นที่ทำเลทองต้องจ่ายตั้งแต่ 1-2 ล้าน ส่วนระดับสารวัตรขึ้นเป็นรองผู้กำกับ จ่ายกันที่ 2 ล้านระดับรองผู้กำกับขึ้นเป็นผู้กำกับนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ 3 ล้านขึ้นไป และสุดท้ายผู้กำกับขึ้นเป็นรองผู้บังคับการต้องจ่าย 3 ถึง 5 ล้านขึ้นไป แล้วแต่ในกองบัญชาการเกรดไหน

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในครั้งนี้ ต้องผ่าน "ภรรยาอดีตบิ๊กสีกากีคนหนึ่ง" โดยผ่านตัวกลางคนสนิทเป็นด๊อกเตอร์คนหนึ่ง

แหล่งข่าวระดับนายพลตำรวจเอกนอกราชการท่านหนึ่ง เปิดเผยว่า มีลูกน้องมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ตนรู้สึกเสียความรู้สึกมากๆ ในยุคนี้ไม่น่าจะมีเรื่องแบบนี้ ซึ่งตนก็ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวว่ามีข้อเท็จจริงหรือไม่อย่างไร ปรากฏว่าในเบื้องต้นได้ข้อมูลตรงกัน จึงขอฝากไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.คนใหม่ ให้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวอีกทาง เพื่อไม่ให้องค์กรตำรวจของพวกเราเสียหาย

ในส่วนเรื่องของการแต่งตั้งนั้นมีรายงานว่า ในขณะนี้ยังไม่กำหนดกรอบวันเวลา รวมถึงหลักเกณฑ์ที่แน่ชัด โดยทางสำนักงานกำลังพลอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม รวมทั้งตรวจสอบความถูกต้องอาวุโสฯและเรื่องการนับวันทวีคูณในส่วนของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้(ศชต.) โดยคาดว่าภายหลังวันตำรวจ (13 ตุลาคม นี้) ทางสำนักงานกำลังพลจะมีหนังสือเวียนให้จัดทำบัญชีแต่งตั้งและกำหนดหลักเกณฑ์ กรอบวันเวลา แล้วส่งมายัง สกพ.ตร.เพื่อขอบรรจุวาระเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ( ก.ตร.) ต่อไป
Read more >>

สกพ.ออกหนังสือเวียนเตรียมแต่งตั้ง “นว.- ผู้ช่วย นว.”

โดยผู้จัดการ เมื่อ 9 ต.ค.2557

สำนักงานกำลังพลทำหนังสือเวียนให้ส่งรายชื่อผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายเวร - ผู้ช่วยนายเวร ประจำตัวผู้บังคับบัญชาระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

วันนี้ (9 ต.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (รรท.ผบช.สกพ.) ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความเลขที่ 0009.231/10164 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ถึงจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.) และจเรตำรวจ (จตร.) ว่า ด้วยขณะนี้เข้าสู่ห้วงระยะเวลาการดำเนินการคัดเลือกการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ สารวัตร (สว.)- ผู้บังคับการ (ผบก.) ในวาระประจำปี 2557 ซึ่ง ตร. จะต้องดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งนายเวร (นว.) และ ผู้ช่วย นว. ผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. ซึ่งข้าราชการตำรวจดังกล่าวจะต้องทำหน้าที่เลขานุการประจำตัวของผู้บังคับบัญชา และต้องได้รับความไว้วางใจเป็นการเฉพาะตัว

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่ง นว. และผู้ช่วย นว. ประจำตัวผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีความประสงค์จะแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเพื่อทำหน้าที่ นว. และผู้ช่วย นว. ให้ส่งรายชื่อดังกล่าวไปยัง ตร. โดยผ่านสำนักงานกำลังพล (สกพ.) โดยด่วนที่สุด เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป
Read more >>

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget