"เฉลิม"นั่งหัวโต๊ะประชุม ก.ตร. เน้นวาระพิจารณาเลื่อนขึ้นเงินเดือน

29/10/55
โดยมติชน เมื่อ 29 ต.ค.2555

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 14/2555 โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก.ตร. มีรอง ผบ.ตร.และ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมประชุม ส่วน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ติดภารกิจมาร่วมประชุมได้ก่อนการประชุมเลิกเพียง 5 นาที โดยการประชุมใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ตร. แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมวันนี้มีเพียงวาระการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนในตำแหน่งชั้นยศนายพล การขอเพิ่มเงินพิเศษในตำรวจที่ปฏิบัติงานด้านการถวายอารักขา ในสังกัดสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประชุม 191 ราย ซึ่งเป็นการให้เงินเพิ่มพิเศษเทียบเท่าทหารราชองครักษ์ โดยกระทรวงการคลังก็พิจารณาอนุมัติแล้ว ระดับสัญญาบัตรได้เงินเพิ่มเดือนละ 7,000 บาท ชั้นประทวนได้เพิ่มเดือนละ 5,300 บาท นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติพิจารณาให้ชั้นยศสัญญาบัตรแก่ ด.ต.ที่มีอายุ 53 ปี โดยปีนี้สำรวจแล้วมีกว่า 6,500 นาย และ ก.ตร.จะพิจารณาให้โดยเลื่อนไหลโดยอัตโนมัติในปีต่อๆ ไปด้วย

โฆษก ก.ตร.กล่าวว่า ก.ตร.ครั้งนี้ไม่มีการพูดเรื่องการแต่งตั้งหรือการขอขยายเวลาการแต่งตั้ง เนื่องจากกำหนดกรอบเวลาการแต่งตั้งระดับรอง ผบก.-สว.นั้น ต้องเสร็จภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน ดังนั้นจึงยังอยู่ในระยะเวลาที่ยังดำเนินการได้
Read more ...

“บิ๊กอู๋” เล็งฟันผู้บังคับบัญชา “ดาบมนัส” ขนยาบ้า

24/10/55
โดยผู้จัดการ เมื่อ 23 ต.ค.2555

ผบ.ตร.สั่งพิจารณาความบกพร่องของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ตามคำสั่งกรมตำรวจที่ 1212/2537 กรณี “ดาบมนัส” ขับรถแหกด่านขนยาบ้า ด้าน ป.ป.ส.เร่งสืบสวนขยายผล เพื่อติดตามยึดทรัพย์ของผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

วันนี้ (23 ต.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 

พล.ต.ต.ธนา ชูวงศ์ ผู้บังคับการกองสารนิเทศ ในฐานะรองโฆษก ตร.

กล่าวถึงกรณีที่ 

ด.ต.มนัส เสือโพธิ์ ผู้บังคับหมู่จราจร สน.ประชาชื่น

เข้าไปเกี่ยวข้อง ในคดีแก๊งยาบ้าขับรถแหกด่าน ทิ้งของกลางยาบ้า 1,280,000 เม็ด ว่า 

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) 

สั่งการในที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่ากรณีนี้ หากสืบสวนสอบสวนมีความผิดเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริง ตามหลักฐานที่ปรากฎตำรวจจะไม่ให้ความช่วยเหลือตำรวจกันเองเด็ดขาด ต้องดำเนินการทั้งทางกฎหมายและวินัยอย่างเด็ดขาด เบื้องต้นทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ต้นสังกัดได้ให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว

อย่างก็ตาม ผบ.ตร.สั่งการเพิ่มเติมว่า ให้พิจารณาความบกพร่องของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ตามคำสั่งกรมตำรวจที่ 1212/2537 เรื่อง มาตรการควบคุมและเสริมสร้างความประพฤติและวินัยข้าราชการตำรวจ ด้วยว่าผู้บังคับบัญชามีความบกพร่อง ละเลยการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาหรือไม่ เพราะ ผบ.ตร.ได้สั่งการเน้นย้ำไปแล้วว่าเป็นผู้บังคับบัญชาต้องสอดส่อง กวดขัน การประพฤติ ปฏิบัติ และความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา กรณีนี้ต้องถามผู้บังคับบัญชาทราบหรือไม่ว่าลูกน้องไปทำอะไร ลาไปหรือไม่ หรือเอาเวลาราชการไป ลาไปไหน มีการบอกกล่าวกันหรือไม่

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) 

พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส.

เปิดเผยถึงกรณีที่ตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ได้จับกุมตัว นายฐิติ หรือ เอ๋ เพ็งสุข อายุ 42 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 1,280,000 เม็ด และยาไอซ์ 5 กิโลกรัม โดยขยายผลพบว่า ด.ต.มนัส มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยว่า ขณะนี้ ป.ป.ส.ได้เร่งสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามยึดทรัพย์ของผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ซึ่งล่าสุดได้มีการออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 7 คน 

โดยได้สั่งการให้ นายนิยม เติมศรีสุข ผอ.ป.ป.ส.กทม. นายสงคราม ขำต้นวงษ์ ผอ.ป.ป.ส.ภาค 4 และ นายวิชัย ไชยมงคล ผอ.ป.ป.ส.ภาค 5 ลงพื้นที่ประสานการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจ และทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อสืบหาทรัพย์สินของผู้ที่ร่วมขบวนการทั้งหมดที่เชื่อว่าน่าจะได้มาจากการค้ายาเสพติด โดยจะทำการอายัดไว้ พร้อมทั้งดำเนินตามกระบวนการยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป โดยในขณะนี้สามารถตรวจยึดไว้ได้แล้วบางส่วน ทั้งบ้าน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ส่วนสมุดบัญชีเงินฝากและเส้นทางการเงินได้ประสาน ปปง.เพื่อดำเนินการอีกส่วนหนึ่งแล้ว

เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 1 ต.ค. 2555 จนถึงปัจจุบัน สำนักงาน ป.ป.ส.สามารถติดตามยึดทรัพย์จากผู้ค้ายาเสพติดมาได้แล้วกว่า 582 ล้านบาท สำหรับในรอบปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการยึดทรัพย์จากผู้ต้องหาจำนวน 5,055 ราย รวมมูลค่า 1,761 ล้านบาท โดยในเดือน พ.ย.นี้ สำนักงาน ป.ป.ส.จะนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนหนึ่งที่ยึดมาได้ และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินแล้วว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดออกขายทอดตลาด ซึ่งคาดว่าจะได้เงินมากกว่า 100 ล้านบาท
Read more ...

การเมืองป่วน! โผตำรวจ ต้องเพิ่มเก้าอี้รองรับ “ตั๋ว”

23/10/55
โดยผู้จัดการ เมื่อ 23 ต.ค.2555

ห้วงเวลาแห่งการลุ้นระทึก!ในแวดวง “สีกากี” ที่ต่างเฝ้ารอการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ระดับ รองผู้บัญชาการ (รอง ผบก.) ถึงสารวัตร (สว.) ยศ “พ.ต.อ.-พ.ต.ต.” ทั่วประเทศประจำปี 2555 กำลังแปรเปลี่ยนสภาพจากอาการ “ลุ้น” กลายเป็นอาการ “อึมครึม”

และกำลังส่งผลกระทบต่อการปฎิบัติหน้าที่ ตำรวจในทางอ้อม เนื่องจากตำรวจส่วนใหญ่ล้วนใจจดใจจ่อกับการ วิ่งเต้น โยกย้าย การทำงานเพื่อประชาชนต่างๆ จึงต้องลดด้อยประสิทธิภาพไปตามลำดับ

ตามมติคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กำหนดระยะการแต่งตั้งโยกย้ายระดับรอง ผบก.-สว.ทั่วประเทศ ประจำปี 2555 ครั้งนี้ ไว้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 และให้คำสั่งมีผลพร้อมกันวันที่ 1 ธันวาคม 2555

หลัง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เข้ารับตำแหน่ง “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” หรือ ผบ.ตร. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นมา คาดกันว่า พล.ต.อ.อดุลย์น่าจะเซ็นคำสั่งถึง ผบช.หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร. หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ให้ดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งระดับรอง ผบก. ถึง สว. ประจำปี 2555 ไม่เกินวันที่ 15 ตุลาคม 2555

เนื่องจากช่วงที่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. อยู่นั้น ได้ยืนยันหนักแน่นจะไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งที่เปิดใหม่ รวมทั้งการแต่งตั้งระดับรองผบก.ถึง สว. และยกรวมให้เป็นอำนาจของ พล.ต.อ.อดุลย์เมื่อเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วย เพื่อจะได้แต่งตั้งบุคลากรให้เป็นไปในทิศทางที่จะบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมาแล้วเกือบจะครบ 1 เดือนเต็มๆ ในอีกไม่ถึง 10 วันข้างหน้า ความคืบหน้าการแต่งตั้งตำรวจระดับ นายพัน ก็ยังไร้วี่แวว ไม่มีคำสั่งจาก พล.ต.อ.อดุลย์ ให้แต่ละกองบัญชาการและหน่วยงานขึ้นตรง สง.ผบ.ตร.ดำเนินการแต่งตั้ง

ทั้งๆ ที่ตลอดวันศุกร์ 12 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา เคยมีข่าว พล.ต.อ.อดุลย์จะเซ็นหนังสือสั่งทำบัญชี สุดท้ายก็เป็นเพียงข่าวลือ ไม่มีอะไรในก่อไผ่ รวมทั้งไม่มีอะไรเคลื่อนไหวให้เหล่าชาวสีกากีที่กำลังรอลุ้นได้ใจชื้น และรู้ทิศรู้ทางการแต่งตั้งเพื่อกำหนดอนาคตตัวเอง

อย่างไรก็ตาม หากยึดตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ สว.ถึง จตช. และรอง ผบ.ตร. พ.ศ. 2549 กฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553

ในการแต่งตั้งจะมีการยึดหลักพิจารณา ประกอบด้วย การแต่งตั้งตามที่ อ.ก.ตร.ร้องทุกข์ มีมติให้เยียวยาหรือแก้ไขให้กับผู้ร้องทุกข์ทุกราย ตำรวจที่ได้รับรางวัลชนะเลิศตามโครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชนประจำปี แต่ละกลุ่ม หากเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนให้พิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ส่วนผู้ที่ยังมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนให้แต่งตั้งหมุนเวียนไปดำรงตำแหน่งในสถานีตำรวจที่มีคุณภาพสูงขึ้น

พนักงานสอบสวน (สบ 3) หรือ (สบ 2) ที่ได้รับรางวัลพนักงานสอบสวนดีเด่นประจำปี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ให้พิจารณาเลื่อนระดับชั้นของตำแหน่งเป็น รอง ผกก.สส. หรือ สว.ในสถานีตำรวจที่มีปริมาณงานและคุณภาพสูงขึ้น นอกจากนี้ให้ยึดมติ ก.ตร.เรื่องการแต่งตั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นตามหลักอาวุโส 33%

ว่ากันว่า เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การแต่งตั้งครั้งนี้ยังคลุมเครือ เป็นเพราะการเมืองเข้ามากินรวบตำแหน่งมากเป็นประวัติการณ์ ทำให้ปริมาณ ตั๋ว มีมากกว่า เก้าอี้ โดยเฉพาะกองบัญชาการระดับเกรดเอ อย่างกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งมีขอบเขตความรับผิดชอบเมืองหลวง

มีเสียงลือสะพัดกันถึงขนาดว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ไม่มีสิทธิ์เลือกผู้กำกับ (ผกก.) ในการแต่งตั้งครั้งนี้ เพราะมีชื่อถูกส่งลงมาจนล้นเก้าอี้

และข่าวลือดูจะสอดรับกับข้อมูลที่ปรากฏออกมาว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเร่งผลักดันโครงการยกระดับโรงพักในกองบัญชาการตำรวจนครบาล 4 สถานีตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นโรงพักที่มีขอบเขตพื้นที่ติดกับทางน้ำ

ประกอบด้วย สน.บางโพ สน.บวรมงคล สน.ปากคลองสาน และสน.บางคอแหลม มีระดับ สารวัตรใหญ่ หรือ สวญ. เทียบเท่า รองผกก.เป็นหัวหน้าสถานี ให้เปลี่ยนเป็นมีระดับ ผกก. เป็นหัวหน้าสถานี

เรื่องดังกล่าวตอนนี้ผ่านขั้นตอนความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เรียบร้อยหมดแล้ว เหลือเพียงให้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงนามเสนอประกาศเป็นกฎกระทรวง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทุกอย่างก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนความ

“นครบาล” สามารถแต่งตั้งระดับ “ผกก.” เพิ่มได้อีก 4 เก้าอี้!!!
เช่นเดียวกับโครงการจัดตั้งโรงพักใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งก็ผ่านการอนุมัติ จาก ก.ต.ช.และก.ตร. รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ การแบ่งพื้นที่ สภ.พัทยา จ.ชลบุรี สังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 มาตั้งโรงพักใหม่อีกแห่ง และแบ่งพื้นที่ สภ.ภูเก็ต จ.ภูเก็ต สังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 มาตั้งโรงพักใหม่อีกแห่ง ทำให้จะมีตำแหน่ง

ผกก. รอง ผกก. สว. เพิ่มอีกจำนวนหนึ่งใน 2 กองบัญชาการ!!!
ฉะนั้นเชื่อว่าหากการเพิ่มตำแหน่ง เพิ่มเก้าอี้ เสร็จสิ้นเรียบร้อย "ตั๋ว"ต่างๆ สามารถลงหลุมได้ครบถ้วน เฉลี่ยตำแหน่งให้เด็กนักการเมืองได้ลงตัวเป็นที่พอใจแล้ว

พล.ต.อ.อดุลย์น่าจะได้รับสัญญาณไฟเขียวให้จรดปากกาสั่งทำบัญชีแต่งตั้งโผ “นายพัน” เสียที
Read more ...

ผบ.ตร.ยังไม่แต่งตั้งรอง ผบก.-สว. ยืนยันจะทำให้เร็วที่สุดตามกรอบเวลา

9/10/55
โดยมติชน เมื่อ 8 ต.ค.2555

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ตำรวจแห่งชาติ(ตร.) 

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)

กล่าวถึงการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการ – สารวัตร วาระประจำปี 2555 ว่าตามกรอบเวลาต้องเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งตนเองพยายามทำให้เร็วที่สุด อาจจะเสร็จก่อนกรอบเวลา 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนยังไม่ได้สั่งการให้ดำเนินการเรื่องแต่งตั้ง แต่ฝ่ายกำลังพล ในขั้นตอนเตรียมข้อมูลและแจ้งให้แต่ละหน่วยทราบว่ามีตำแหน่งว่ากี่ตำแหน่ง
Read more ...

ชงเก้าอี้ สบ 10 รองรับ “จรัมพร” ติดยศ พล.ต.อ.อีกรอบ

18/9/55
โดยผู้จัดการ เมื่อ 17 ก.ย.2555

วันนี้ (17 ก.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 


พล.ต.ท.ศุภวุฒิ สังข์อ่อง กรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะประธานอนุ ก.ตร.บริหารทรัพยากรบุคคล 

เพื่อพิจารณาเรื่องเร่งด่วนที่ค้างการพิจารณามาตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนเมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา

วันนี้ (17 ก.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 

พล.ต.ท.ศุภวุฒิ สังข์อ่อง กรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะประธานอนุ ก.ตร.บริหารทรัพยากรบุคคล 

เพื่อพิจารณาเรื่องเร่งด่วนที่ค้างการพิจารณามาตั้งแต่การประชุมครั้งก่อน เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา โดยมีการพิจารณาเรื่องที่ ตร.ขออนุมัติ

กำหนดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านสืบสวน ยศ พล.ต.อ. ขึ้นมาใหม่ 

หลังจากนำเข้า ก.ตร.ไปแล้วเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ ก.ตร.ให้นำกลับมาพิจารณาในอนุ ก.ตร.ชุดนี้ก่อน

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะอนุกรรมการมีการถกเถียงกันหลายประเด็น ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยตามที่ ตร.เสนอ ควรให้เปิดตำแหน่ง ที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านสืบสวน โดยมีคุณสมบัติเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์โดยตรงเพื่อมาช่วยงานสืบสวนสอบสวนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเสนอว่า ในเมื่อกำหนดคุณสมบัติเช่นนี้แล้ว ควรเรียกชื่อเป็นตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ทำหน้าที่ที่ปรึกษาด้านนิติวิทยาศาสตร์ไปเลย เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการเรียกชื่อตำแหน่ง เนื่องจากปัจจุบันมีที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านสืบสวนอยู่แล้ว 1 ตำแหน่ง ซึ่งหลังจากนี้จะเสนอ ก.ตร.พิจารณาอนุมัติเปิดตำแหน่งครั้ง จากนั้น จึงจะแต่งตั้งบุคคลลงในตำแหน่งได้ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการนัดประชุม ก.ตร.แต่อย่างใด

สำหรับตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ที่จะเกิดใหม่นี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ได้รับคำแนะนำให้พยายามผลักดันให้มีการเปิดตำแหน่งให้ได้ โดยวางตัว พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และควบคุมงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจในปัจจุบัน ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่ ติดยศ พล.ต.อ.
Read more ...

ก.ตร.และห้องน้ำ

1/9/55
โดยข่าวสด เมื่อ 1 ก.ย.2555

วงค์ ตาวัน

เห็นพาดหัวข่าวหน้า 1 ของข่าวสด ที่บรรยายภาพการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือก.ตร.ได้อย่างน่าเสียวไส้ บอกว่าเคร่งเครียดถึงขั้นห้ามลุกไปฉี่ จึงต้องรีบพลิกไปอ่านรายละเอียดทันที

เนื้อข่าวบอกว่าเพราะมีก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ พากันวอล์กเอาต์ เนื่องจากไม่พอใจหลักเกณฑ์การพิจารณาบัญชีแต่งตั้งนายพลประจำปี ประกอบกับมีขาดการประชุมอีกจำนวนหนึ่ง

จึงเหลือเฉพาะก.ตร.ที่อยู่ในราชการ นั่งอยู่ในที่ประชุมเพียงแค่ 11 คน จากจำนวนทั้งสิ้น 22 คน

เท่ากับครบองค์ประชุมพอดีเป๊ะ

ทีนี้ใครคนใดคนหนึ่งจึงไม่สามารถลุกออกไปจากห้องประชุมได้

ไม่เช่นนั้นเสียงจะขาดไปทันที!

ส่วนคำว่าห้ามลุกไปฉี่ ไม่ใช่แค่เปรียบเทียบเสียดสี

แต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นจริง โดยในระหว่างที่กำลังพิจารณาบัญชีรายชื่อของตำรวจภูธรภาค 5 นั้น ประธานที่ประชุมเหลือบไปเห็นเก้าอี้ของก.ตร.รายหนึ่งว่างโล่ง

สอบถามรู้ว่า ลุกไปทำธุระ

เลยสั่งเจ้าหน้าที่วิ่งไปตามถึงในห้องน้ำให้กลับมานั่งประชุมต่อโดยด่วน

ส่วนก.ตร.คนอื่นๆ ก็พลอยลุกไปเข้าห้องน้ำไม่ได้เช่นกัน บางคนถึงกับอั้นจนหน้าเขียว

สงสัยตอนประชุมเสร็จ คงกรูกันไปจนเต็มห้องน้ำ เป็นแน่!

ขณะเดียวกัน เมื่อบรรยากาศในห้องประชุมไม่มีก.ตร.ซีกผู้ทรงคุณวุฒิหรือฝ่ายใส่สูท ชนิดเก้าอี้ฝั่งซ้ายโล่งทั้งแถบ

การประชุมจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้การทะเบียนพลอ่านรายชื่อแต่ละชื่อ ก็เป็นอันผ่าน

ถึงขั้นที่ผู้บัญชาการหน่วยหนึ่งแวะเข้าห้องน้ำ ก่อนจะเดินเข้าห้องประชุมเพื่อทำหน้าที่ชี้แจงบัญชีของหน่วยตนเอง

พอเข้ามาถึงปรากฏว่ารายชื่อหน่วยตนเองผ่านไปหมดแล้ว ยังไม่ทันได้นั่งชี้แจงเลย

เพราะห้องน้ำอีกนั่นเอง!?!

สุดท้ายการประชุมก.ตร.เพื่อพิจารณาแต่งตั้งรองผบช.-ผบก.ก็เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว แต่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวมากมาย

จำเป็นอย่างยิ่งที่ประธานก.ตร.หรือผบ.ตร.จะต้องรีบหาช่องทางทำความเข้าใจกับก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ

ประเด็นคืออำนาจหน้าที่ในการร่วมพิจารณา บรรยากาศการประชุมที่ต้องถกเถียงแบบประชา ธิปไตย

ถ้าพูดคุยกันไม่ได้ จะมีผลต่ออนาคตวงประชุมก.ตร.แน่นอน

เช่น อาจต้องพกคอมฟอร์ท100เข้า ไปด้วย!
Read more ...

เปิดตำแหน่งที่ปรึกษา(สบ 10) เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.(ยศ พล.ต.อ.) ประชาชนได้อะไร?

31/8/55
โดยผู้จัดการ เมื่อ 29 ส.ค.2555

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางของคนในแวดวงสีกากี กับการขออนุมัติเปิดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านสืบสวน ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่ารอง ผบ.ตร.ยศ พล.ต.อ. เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ตำแหน่ง ซึ่งได้มีการบรรจุเรื่องนี้ลงในวาระการประชุมก.ตร.ครั้งที่ 12/2555 ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ โดย “บิ๊กเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ชงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

สำหรับตำแหน่งนี้เดิมทีใช้ชื่อว่าที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านสืบสวนโดยใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ แต่เกรงจะถูกมองว่าล็อกสเป็คจึงได้เปลี่ยนชื่อให้สั้นลง ขณะเดียวกันจะต้องมีการเตรียมหาเหตุผลและความจำเป็น เพื่อเตรียมชี้แจงต่อที่ประชุม ก.ตร. ว่าทำไมจะต้องเปิดตำแหน่งขึ้นมาใหม่ ทั้งที่ปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีรองผบ.ตร.ครบทุกหน้างานอยู่แล้วถึง 7 คน ที่ปรึกษา (สบ 10) อีก 6 คน นี่ไม่นับรวม จเรตำรวจแห่งชาติ

ขณะเดียวกัน ในกรณีที่มีความจำเป็นจริงๆ ก็ยังสามารถมอบหมายให้กับผู้ช่วย ผบ.ตร.ซึ่งมีอยู่ถึง14 คน ยังไม่รวบตำแหน่งเทียบเท่า อาจกล่าวได้ว่าการขอเปิดตำแหน่งนี้โดยอ้างเรื่องความจำเป็นเพราะคนน้อยไม่เหมาะสมกับปริมาณงาน จึงดูมีน้ำหนักน้อยเต็มที

ลือกันให้แซดว่าตำแหน่งที่เปิดใหม่นี้เป็นการปูทางไว้ให้ “เดอะปั้น” พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วย ผบ.ตร ได้ติดยศ พล.ต.อ. ขณะที่เจ้าตัวยังเหลืออายุราชการอีก 2 ปี ทำให้หลายคนสงสัยว่า พล.ต.ท.จรัมพร ผู้นี้มีกำลังภายใน หรือมีดีอะไรนักหนา ที่ทำให้รองนายกฯ ต้องออกโรงเปิดตำแหน่งให้เป็นการเฉพาะ

เรื่องนี้ก็มีการซุบซิบกันว่า พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบ.ตร. เพื่อนร่วมรุ่น นรต.28 เป็นคนชงให้กับ ร.ต.อ.เฉลิม ในวงสนทนา ซึ่งมีเจ้าตัวร่วมอยู่ด้วย โดยให้เหตุผลถึงการทำงานผ่านหน้าจอของ พล.ต.ท.จรัมพร ที่ผ่านมา ขณะที่อีกกระแสว่ากันว่าเจ้าตัวได้เดินทางไปพบ “บิ๊กแม้ว” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยตนเอง ส่วนจะได้เอ่ยปากขอตำแหน่งนี้ด้วยหรือไม่ ยังไม่มีใครคอนเฟิร์ม

ว่ากันว่าเหตุผลในตอนแรกที่จะเปิดตำแหน่งโดยกำหนดสเปกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์เพื่อให้มาคุมงานด้านนี้โดยเฉพาะ และหากจะเอาคุณสมบัติข้อนี้ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็คงมีแต่ พล.ต.ท.จรัมพร เพียงผู้เดียวเท่านั้น เพราะหากย้อนดูข่าวคราวที่ปรากฏตามสื่อก่อนหน้านี้ จะคุ้้นเคยกับภาพ พล.ต.ท.จรัมพร ที่ออกมาฉุยฉายให้ความเห็นทางนิติวิทยาศาสตร์ทางจอแก้ว ราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ทั้งที่ พล.ต.ท.จรัมพร เองก็ไม่ได้มีคุณวุฒิทางด้านวิทยาศาสตร์ เพียงแต่เคยไปกินตำแหน่ง ผบช.สพฐ.ตร.เพียงแค่ขวบปีเท่านั้น หากจะกำหนดคุณสมบัตินี้ในการขอเปิดตำแหน่ง เรื่องก็อาจถูกตีตกในที่ประชุมได้ ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งให้หาเหตุผลมาสนับสนุนได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการผลักดันจนสามารถเปิดตำแหน่งขึ้นมาได้จริง อีกประเด็นที่อาจทำให้ พล.ต.ท.จรัมพร วืดไม่ได้รับการแต่งตั้ง คือ เจ้าตัวนั้นมีอาวุโสเป็นอันดับ 2 รองจาก พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ ซึ่งตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้ง ระบุชัดว่าการแต่งตั้ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ขึ้นเป็นรอง ผบ.ตร.ต้องเรียงอันดับอาวุโส จึงยังไม่รู้ว่าผู้มีอำนาจอย่าง รองนายกฯ เฉลิม จะปลดล็อกเรื่องนี้ได้อย่างไร

แต่กระนั้นไม่วายมีเสียงคัดค้าน และไม่เห็นด้วยของคนในแวดวงตำรวจ เพราะอย่างที่ทราบปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติขาดแคลนกำลังพลในระดับปฏิบัติการ ซึ่งก็คือคนที่ทำงานสัมผัสใกล้ชิดกับประชาชนจริงๆ เพราะอย่างที่ทราบนโยบายตำรวจนิยมของทั่นรองนายกฯ เฉลิม ที่ให้มีการเลื่อนชั้นตำรวจชั้นประทวนเป็นตำรวจสัญญาบัตรได้ง่ายขึ้น ยิ่งทำให้คนทำงานยิ่งน้อยลงไปอีก การเปิดตำแหน่งผู้บริหารเพิ่ม แทนที่จะเป็นผู้ปฏิบัติ จึงยิ่งดูจะไม่เหมาะสมกับสภาวะกาลเท่าใดนัก

จึงอยากฝากถึงผู้มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องนี้ต้องตระหนักว่า ในการเปิดตำแหน่งใหม่ทุกครั้งนั้นมีต้นทุนที่จะต้องจ่าย นั่นคือเงินเดือนที่มาจากเงินภาษีของประชาชน จึงต้องใคร่ครวญว่าการที่จะเติมเต็มความต้องการของคนเพียงหนึ่งคน แต่กลับต้องให้ประชาชนต้องมาแบกรับภาระโดยที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ขณะเดียวกันยังทำลายโครงสร้างและบั่นทอนการพัฒนาองค์กรในอนาคต หรือใครจะเถียงว่าไม่จริง...
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม