ก.ตร. 28 พ.ย.นี้ ขยายแต่งตั้งรอง ผบก.-สว. รับอดีต “หัวหน้า รปภ.แม้ว” คืนสีกากี

13/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 13 พ.ย.2557

นัดประชุม ก.ตร. 28 พ.ย.นี้ วาระขอมติขยายเวลาแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รอง ผบก.-สว.วาระประจำปีไปเป็น 31 .ธ.ค. รับ “อรรถกฤษณ์” อดีตหัวหน้าทีม รปภ. “ทักษิณ” กลับเข้ารับราชการ สะพัดปมเด้ง “พงศ์พัฒน์” ทำ บช.ก.ระส่ำ คาดเปลี่ยนตัว ผกก.-สว.ยกแผง

วันนี้ (13 พ.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการนัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในวันที่ 28 พ.ย. เวลา 13.30 น. ที่ห้องศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวาระการขอขยายเวลาการแต่งตั้งระดับรอง ผบก.-สารวัตร วาระประจำปี 2557 จากเดิมกฎ ก.ตร.กำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พ.ย. ขยายออกไปเป็นภายในวันที่ 31 ธ.ค. นอกจากนี้ยังมีวาระการพิจารณาการปรับระดับตำแหน่งนายเวร-ผู้ช่วยนายเวรของ ผบ.ตร.จนถึงผู้บัญชาการ และการพิจารณารับ

พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 

ที่ลาออกไปขณะตำแหน่งรอง ผบช.ภ.4 กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งระดับรอง ผบช.

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าภายหลัง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามคำสั่ง ตร.ที่ 610/2557 ให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก.มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากตำแหน่งเดิม และให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.รักษาราชการแทน ผบช.ก.ว่า หลังจาก ผบ.ตร.มีคำสั่งดังกล่าวทำให้เหล่าข้าราชการตำรวจมีการจับตาการแต่งตั้งระดับรอง ผบก.ถึง สว.วาระปี 2557 ว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญในระดับ ผกก.ถึง สว.หลายตำแหน่ง โดยเฉพาะในสังกัดกองบังคับการปราบปราม กองบังคับการตำรวจทางหลวง กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว เนื่องจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบันล้วนเป็นตำรวจที่มีความใกล้ชิดกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพล.ต.ท.โกวิทย์ แทบทั้งสิ้น

นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าอาจมีการพิจารณาแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.แทนตำแหน่งของ

พล.ต.ท.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงศ์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.

ที่ขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลีรีไทร์ และแต่งตั้ง ผบช.ก.คนใหม่ โดยมีกระแสข่าวว่าอาจมีการโยก พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล มาเป็น ผบช.ก.คนใหม่ นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งทดแทนตำแหน่ง ระดับผบช.ว่างอีก 2 ตำแหน่ง คือ ตำแหน่งตำแหน่ง จเรตำรวจ (สบ 8) และผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. เนื่องจาก พล.ต.ท.พนมศักดิ์ ทั่งทอง จตร.(สบ 8) และ พล.ต.ท.ปริญญา จันทร์สุริยา ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.ขอเออร์ลีรีไทร์ อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการสั่งการให้ดำนินการใดๆ เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายนอกวาระประจำปี
Read more ...

ย้าย “ผบช.ก.” ตอนตี 4 เชื่อรัฐกระชับอำนาจ เผยตัวเต็ง “ศรีวราห์” เตรียมสลับเก้าอี้ “นวยทนได้”

12/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 12 พ.ย.2557

เหตุผลย้าย “พงศ์พัฒน์-โกวิท” ตอนตี 4 ยังไม่ชัด คาดไม่สามารถนำหน่วยงานตอบสนองนโยบายรัฐได้ จับตา “ศรีวราห์” กลับบ้านเก่าผงาดเป็น ผบช.ก. ส่วนตำแหน่ง น.1 เตรียมยกให้ “นวยทนได้”

ภายหลังมีคำสั่งปลด พล.ต.ท.พงศพัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. และพล.ต.ต.โกวิท วงศ์รุ่งโรจน์ รองฯ เพื่อนนายตำรวจคนสนิท นอกจากสร้างความตกตะลึงแก่วงการตำรวจแล้วยังเป็นที่สนใจของผู้สื่อข่าวจำนวนมาก โดยตลอดทั้งวันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีสื่อมวลชนหลายแขนงมุ่งหน้ามารอการแถลงจาก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ถึงเหตุผลที่แท้จริงรวมทั้งมีความพยายามแกะร่องรอยและปมต่างๆ อย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ตลอดเวลา 4 ปีในตำแหน่ง ผบช.ก.ของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เขาคือนายตำรวจที่ได้รับสิทธิพิเศษ แม้จะเคยมีนักการเมืองบางยุคต้องการปรับเปลี่ยนขั้วอำนาจในหน่วยงานนี้แต่ไม่เคยสำเร็จ กระทั่งความพยายามของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วงพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศยังต้องล่าถอยไป

รายงานข่าวแจ้งว่า คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 610/2557 เรื่องให้ พล.ต.ท.พงศพัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. กับ พล.ต.ต.โกวิท วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก.ไปปฏิบัติหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากตำแหน่งเดิมนั้น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.ตัดสินใจเมื่อตอน 04 น.เศษของวันที่ 12 พ.ย. จึงนับว่าต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะไม่เคยมีคำสั่งในลักษณะนี้มาก่อน นอกจากเป็นกรณีพิเศษจนถึงพิเศษที่สุด

สำหรับเส้นทางของตำรวจทั้ง 2 นายเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 (ทบ.15) โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 (นรต.31) มีเพื่อนร่วมรุ่น คือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน เป็นต้น โดย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ยังจบปริญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรสืบราชการลับจากมหาวิทยาลัยหน่วยสืบราชการลับสหรัฐอเมริกา หลักสูตรด้านการบริหารตำรวจ จากวิทยบาลัยตำรวจแคนาดา เป็นต้น

ประวัติการทำงานส่วนใหญ่เติบโตมาในสายกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เคยเป็นผู้กำกับ 1 กองปราบปราม (รับผิดชอบใน กทม.) และผู้กำกับ 2 กองปราบปราม(รับผิดชอบทั่วราชอาณาจักร) รองผู้บังคับการกองปราบปราม รักษาการแทนผู้การกองปราบ เป็นผู้การกองปราบ ก่อนเลื่อนเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเพียง 6 เดือนแล้วขึ้นเป็นรักษาการผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก่อนนั่งเต็มตัวเมื่อปี 2553 นับเป็นเวลายาวนานกว่า 4 ปีที่อยู่ในตำแหน่งทรงอิทธิพลที่สุดในองค์กรตำรวจ

มีรายงานว่าเหตุผลการย้ายแบบฟ้าผ่าครั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องเหนือความคาดเดา แต่เมื่อจับต้นชนปลายแล้วน่าจะมาจากการอยู่ในอำนาจอย่างยาวนานของ พล.ต.ท.พงศพัฒน์ นั่นเองและเท่าที่ผ่านมาผลงานต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัด ไม่ว่าจะเป็นกองปราบปรามเอง หรือกองบังคับการอื่นๆ เช่น ตำรวจทางหลวง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจน้ำ ตำรวจรถไฟ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดต่างๆเช่นเกี่ยวกับความผิดทรัพยากรธรรมชาติ การทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยังตอบสนองความต้องการของนโยบายระดับชาติไม่ได้ อีกทั้งยังมีเหตุแทรกซ้อนจากบัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับ พ.ต.อ.-พ.ต.ต. ซึ่ง พล.ต.ท.พงศพัฒน์ มอบหมายให้ พล.ต.ต.โกวิท วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบชก.เป็นผู้รับผิดชอบจัดทำ และไม่สามารถประสานความลงตัวกับผู้บริหารระดับอื่นได้ จึงเป็นที่มาของคำสั่งย้ายด่วนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กับคำสั่งดังกล่าวแม้ส่วนใหญ่จะยังงุนงง แต่ก็มีเสียงสนับสนุนโดยหวังว่า จะเป็นการเปิดประตูสู่การบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐบาล อย่างแท้จริงเพราะที่ผ่านมากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ภายใต้การนำของพล.ต.ท.พงศพัฒน์ ดูเหมือนว่าอยู่ภายใต้กรอบความคิดของอดีต ผบช.ก.และพล.ต.ต.โกวิท ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่ไว้วางใจที่สุดเพียง 2 คนจึงถือเป็นศักราชใหม่มีแนวโน้มการทำงานที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือว่าเป็นการกระชับอำนาจของรัฐบาลทหาร กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างแท้จริง

ส่วนเก้าอี้ ผบช.ก.ที่มอบหมายให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.รักษาการณ์ไปก่อนนั้น มีรายงานว่านายตำรวจที่มีความเหมาะสม และอยู่ในขั้วอำนาจขณะนี้ คือ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. ที่เติบโตมากับสายงานกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมาโดยตลอด อาจจะขยับเก้าอี้ไปทำหน้าที่แทนพร้อมกับ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผบช.ภ.1 ที่มีสิทธิ์เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนใหม่ได้เช่นกัน
Read more ...

ผบ.ตร. สั่ง ผบช.ก. ช่วยราชการ ศปก.ตร.

12/11/57
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 12 พ.ย.2557

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามในคำสั่ง ตร.ที่ 610/2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ โดยให้

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) 

พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. 

ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ผบ.ตร.มอบหมาย จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้รายงานตัวที่ ศปก.ตร.ภายในวันที่ 12 พ.ย. 2557 เวลา 10.00 น. และให้

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. 

รักษาราชการแทน ผบช.ก.

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย. 2557 เป็นต้นไป.

มีรายงานด้วยว่า ทั้ง พล.ต.อ.สมยศ, พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์, พล.ต.ต.โกวิทย์ และ พล.ต.ท.ประวุฒิ ล้วนแล้วแต่เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 (นรต.31) โดยคำสั่งย้ายดังกล่าว ผบ.ตร.ไม่ได้ระบุถึงสาเหตุแห่งการโยกย้ายนอกฤดูกาล
Read more ...

ถกเพิ่มเก้าอี้ รอง ผบก.ทั่ว ปท. รอง ผกก. สารวัตร มีเฮด้วย แต่ลดตำแหน่ง "นายเวร" ลง

10/11/57
โดยข่าวสด เมื่อ 10 พ.ย.2557

ตร.ทั่วประ เทศได้เฮ หลังอนุก.ตร.จ่อปรับตำแหน่งครั้งใหญ่ เพิ่มรองผบก.ให้บก.ฝรก.ภาค 1-8 และศชต. แล้วยังเพิ่มรองผบก.ภ.จว.เชียงใหม่อีกอัตรา ขณะที่ รอง ผกก.- สารวัตรทั่วประเทศก็ได้เพิ่มในส่วนอำนวยการ-สืบสวน แต่ปรับลดยศตำแหน่งนายเวรทุกระดับตั้งแต่ผบ.ตร.-ผบช. กลับไปใช้แบบเก่าเป็นแค่ รอง ผบก. ชี้เทียบเคียงยศเหล่าทัพ เตรียมเสนอ ก.ตร.พิจารณาต่อไป

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. (บร 1) เป็นประธานการประชุมอนุคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ในช่วงบ่ายของวันที่ 10 พ.ย.นี้ โดยมีการประชุมวาระเพื่อพิจารณาดังนี้ การเยียวยาและชดเชยสิทธิ์ที่จะได้รับสิทธิ์การเลื่อนเงินเดือน สำหรับข้าราชการตำรวจที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษแล้ว กลับสู่สภาพเดิม การปรับเพิ่มระดับตำแหน่งอาจารย์และการกำหนดตำแหน่ง รอง ผบก.ให้ บก.ฝรก. ศฝร.ภ.1-8 และศฝร.ศชต. การบรรจุและแต่งตั้ง นายถาวร ศิษนเรนทร์ (นอกราชการ) กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร การรับโอน นายอัสพล ตันตะราวงศา เข้ารับราชการในสังกัด รพ.ตร.

นอกจากนี้ยังมีวาระขออนุมัติหลักเกณฑ์ และวิธีประเมินเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพยาบาล (สบ 1-3) ในสังกัดศชต. การปรับระดับตำแหน่งนายเวร และผู้ช่วยนายเวรของผู้บังคับบัญชาระดับตร. การกำหนดตำแหน่งในสังกัด วน. การกำหนดตำแหน่งรองผบก. และรองผกก.ในสังกัด สง.ก.ตร.เพิ่มเติม การวิเคราะห์และกำหนดตำแหน่งรองผกก.เพิ่มให้กับ ทพ.สกพ. กำหนดตำแหน่งรองผกก.เพิ่มให้กับ สงป./สยศ./บก.สปพ. ขออนุมัติกำหนดตำแหน่ง รองผกก.ฝอ. รองผกก.สส. และสว.สส. เพิ่มเติมให้กับภ.จว.ต่างๆ ในสังกัด ภ.1-9 การกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจให้สถานีตำรวจที่ขอตั้งขึ้นใหม่จำนวน 2 สถานี และสถานีตำรวจสาขาจำนวน 3 สถานี กำหนดตำแหน่ง รองผบก.เพิ่มให้กับ ภ.จว.เชียงใหม่ และข้าราชการตำรวจทำหน้าที่จราจรในสถานีตำรวจในสังกัด ภ.จว.เชียงใหม่ และวาระสุดท้าย การปรับระดับตำแหน่งหัวหน้าสถานีตำรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมยังพิจารณาตำแหน่งนายเวรผบ.ตร. ที่มียศ พล.ต.ต. และตำแหน่ง ผบก. ซึ่งเริ่มมีขึ้นในสมัย พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นผบ.ตร. มี พล.ต.ต.อธิชา เปาอินทร์ เป็นนายตำรวจนายแรก โดยระบุเหตุผลว่าเพื่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพในการประสานงาน และสั่งการกับหน่วยงานใต้บังคับบัญชา

ต่อมาคนที่ 2 คือ พ.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี ซึ่งรอการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เป็น พล.ต.ต. โดยขณะนี้เป็น รรท.นายเวร พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ทั้งนี้เหตุผลที่ปรับลดยศนายเวรลงนั้น อ้างเหตุผลว่าเป็นการเทียบเคียงโครงสร้างยศกับเหล่าทัพ ซึ่งมีนายทหารคนสนิท ผบ.เหล่าทัพ ที่มียศเพียงแค่ พ.อ.เท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ถ้าหากที่ประชุมเห็นชอบก็จะปรับลดยศนายเวรทุกระดับ และนายเวร ผบ.ตร. กลับมาใช้แบบเดิม คือ ตำแหน่ง

ระดับ ผบ.ตร. นายเวร จะเป็น รอง ผบก. ผช.นายเวร ผบ.ตร.เป็น ระดับ ผกก.

ระดับ รอง ผบ.ตร. ที่ปรึกษา (สบ 10) นายเวรจะเป็นระดับ ผกก. มี ผช.นายเวรเป็น รอง ผกก.

ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. มีนายเวรเป็นระดับ รอง ผกก. ผู้ช่วยนายเวรเป็นระดับ สว. และ

ระดับ ผบช. มีนายเวรเป็นระดับ สว. และ ผช.นายเวร ผบช. ก็จะเป็นระดับ รอง สว. ซึ่งกลับไปใช้แบบเดิมที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้

รวมทั้งการกำหนดตำแหน่งต่างๆ ในครั้งนี้ หากที่ประชุมเห็นชอบก็ต้องนำไปบรรจุเป็นวาระเพื่อพิจารณาในการประชุมของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานในครั้งต่อไป
Read more ...

โปรดเกล้ารายชื่อแต่งตั้ง ผบช. ขึ้นไป และ ผบก. ถึง รอง ผบช.

10/11/57
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 10 พ.ย.2557

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ที่สำคัญถึง 57 ตำแหน่ง ทั้งนี้มีการโยกย้ายตำแหน่งที่สำคัญหลายตำแหน่งอธิเช่น

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาย จเรตำรวจแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง รองผบ.ตร. ,

พล.ต.อ.ชนินทร์ ปรีชาหาญ ที่ปรึกษา (สบ10) (ด้านกฎหมายและสอบสวน) ดำรงตำแหน่ง จเรตำรวจแห่งชาติ , 

พล.ต.ท.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ผช.ผบ.ตร. ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ10) (ด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรม) , 

พล.ต.ท. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผช.ผบ.ตร. ดำรงตำแหน่ง รองผบ.ตร. , 

พล.ต.ท.ชัยยง กีรติขจร ผช.ผบ.ตร. ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษา (สบ10) (ด้านกฎหมายและสอบสวน) , 

พล.ต.ท.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล รองจเรตำรวจแห่งชาติ (สบ9) ดำรงตำแหน่ง (สบ10) (ด้านสืบสวน) , 

พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผช.ผบ.ตร. ดำรงตำแหน่ง รองผบ.ตร. เป็นต้น

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรับชมข้อมูลทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

ในส่วนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ ไปจนถึงระดับผู้บังคับการจำนวน 225 ตำแหน่งนั้นสามารถติดตามได้ที่ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เช่นเดียวกัน
Read more ...

แต่งตั้ง "นายพันสีกากี"ฉาว!หลังบ้านอดีตบิ๊กตร.เซ้งลี้เก้าอี้

9/11/57
โดย สน.พระอาทิตย์ ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 9 พ.ย.2557

มีข่าวเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่องในการแต่งตั้งโยกย้ายเกี่ยวกับการซื้อขายเก้าอี้ ในแวดวง "สีกากี”ที่กระหึ่มกันในทำนองว่า มีภรรยาผู้มีอำนาจที่อยู่นอกรั้ว "กรมปทุมวัน”เป็นคนจัดแจง ใส่ชื่อลง "ตั๋ว”ผู้มีอำนาจส่งมาให้ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ ตามโควตาที่มีการจัดสรรกัน

ระส่ำ!! กันทั้ง "กรมปทุมวัน"คำสั่งตรวจสอบการติดตั้งจอแสดงภาพและป้ายโฆษณาบนป้อมตำรวจ ตามแยกต่างๆ ที่ตอนนี้นอกจากพล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รรท.ผบช.น.) ตั้งกรรมการสอบตำรวจระดับ ผู้กำกับการ(ผกก.) ร่วม 50 โรงพักแล้ว การตรวจสอบกำลังบานปลายออกไปตามภูธรต่างๆ ซึ่งล่าสุด พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1(รรท.ผบช.ภ.1) ก็สั่งตรวจสอบทุกจังหวัดในสังกัดเช่นกัน

แม้การตรวจสอบ ผกก.โรงพัก ร่วมครึ่งร้อยในพื้นที่นครบาล พล.ต.ต.ศรีวราห์ จะออกมาชี้แจงว่า การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวนั้นเพื่อความโปร่งใส แต่อาจทำให้ผู้ที่มีรายชื่อเกิดความกังวล เนื่องจากใกล้ฤดูแต่งตั้งโยกย้าย ก็ขอบอกว่าไม่เกี่ยวกันเนื่องจากการแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.-ผกก. ต้องเข้าที่ประชุม ก.ตร. โดยให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้กลั่นกรองขึ้นมาก่อนจากนั้นให้ทางกองบัญชาการ (บช.) จัดทำบัญชีผู้เหมาะสมส่งรายชื่อมาให้ สกพ. ก่อนนำเข้าในวาระการประชุม ก.ตร. เพื่อให้มีการพิจารณาต่อไป

“เรื่องนี้ขอย้ำว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายแต่อย่างใด"

แต่ดูเหมือนว่าคำยืนยันจาก "แม่ทัพนครบาล”ก็ไม่ทำให้เหล่า "ผกก.”ที่มีชื่อถูกตั้งกรรมการสอบสวนได้คลายกังวล เพราะพล.ต.ต.ศรีวราห์ระบุชัดเจนว่า พฤติการณ์ให้บริษัทเอกชนเข้ามาประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์บนที่ราชพัสดุด้วยการติดตั้งจอแสดงภาพ และป้ายโฆษณาแต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอมและมีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอมแต่ไม่ถูกต้องตามระเบียบทางราชการ

นั่นหมายความว่า หากผลการสอบสวนออกมาไม่ว่า ผกก.โรงพักจะผิดโดยตรง หรือโดยอ้อม ก็จะมีข้อบกพร่อง และอาจส่งผลกระทบไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยเฉพาะกับตำรวจขั้วตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ อาจถูกหยิบยกมาเป็นเงื่อนไขในการแต่งตั้งโยกย้าย

ต้องยอมรับว่า หลังจากเสร็จสิ้นการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ "นายพล”ที่ผ่านมา ภาพสะท้อนที่ออกมาก็ชัดเจนแล้วว่าตำรวจสายที่ใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ,ลูกน้องเก่าพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร., สายพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. รวมทั้งพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการรองผบ.ตร. ต่างขยับนั่งเก้าอี้สำคัญเกือบทุกตำแหน่ง

ในทางตรงกันข้ามตำรวจ "ขั้วตรงข้าม"ที่อยู่ใต้เงาการเมืองในยุครัฐบาลนายกฯปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสายสัมพันธ์เก่าระบอบทักษิณ ต่างๆก็ถูกเด้งออกจากตำแหน่งกันกราวรูด เห็นได้จากการแต่งตั้งระดับ ผบช. ที่ ผบช.ที่คุมพื้นที่ทั้งประเทศ ตั้งแต่ ผบช.น. จนถึง ผบช.ภ.1-9 รวมทั้งศชต. ต่างเปลี่ยนตัวทั่วหน้า ไม่ถูกเตะเข้ากรุนั่งตบยุง ก็ถูกดันขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร.ตามลำดับอาวุโสไม่มียกเว้น

เช่นเดียวกับการแต่งตั้งระดับ รองผบก.-ผกก.ประจำปี ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าครั้งนี้ ว่ากันว่า ขั้วอำนาจไม่ต่างจากการแต่งตั้งระดับนายพลที่จะส่งลูกน้องสายตัวเอง ลงมานั่งเก้าอี้ ผกก.โรงพักเกรดเอ หรือผกก.หน่วยงานสำคัญๆ

เพราะกติกาในการแต่งตั้ง "รองผบก.-ผกก.”ในยุคที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้ามากุมอำนาจ มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงปกติ ที่การแต่งตั้ง "รองผบก.-ผกก.”จะให้อำนาจ ผบช. พิจารณารายชื่อเต็มๆ แต่มาครั้งนี้ คสช.มีประกา ฉบับที่ 88/2557 ให้การพิจารณาแต่งตั้งระดับ รอง ผบก. และ ผกก. ต้องผ่านการพิจารณาในที่ประชุมก.ตร. เสียก่อน เช่นเดียวกับการแต่งตั้งระดับนายพลมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ทำหน้าที่ ประธาน ก.ตร. ร่วมกับ ผบ.ตร. รองผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติ เป็น กรรมการ

มิหนำซ้ำ ยังมีข่าวเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่องในการแต่งตั้งโยกย้ายเกี่ยวกับการซื้อขายเก้าอี้ ในแวดวง "สีกากี”ที่กระหึ่มกันในทำนองว่า มีภรรยาผู้มีอำนาจที่อยู่นอกรั้ว "กรมปทุมวัน”เป็นคนจัดแจง ใส่ชื่อลง "ตั๋ว”ผู้มีอำนาจส่งมาให้ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ ตามโควตาที่มีการจัดสรรกัน

ทำให้ตำรวจระดับ ผกก. ไร้เส้น ไร้สาย ต่างขั้วอำนาจ หวาดหวั่นกันไปทั่ว

โดยเฉพาะในพื้นที่ "นครบาล” ที่มีข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่าจะมีการ "ล้างบาง”ตำรวจที่มีสายสัมพันธ์ขั้วอำนาจเก่าออกมาหน่วย 20-30 ราย และนำตำรวจที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจใหม่ รวมทั้งลูกน้องเก่าพล.ต.ต.ศรีวราห์จากภูธรภาค 1 เข้ามาอยู่ในเมืองหลวงจำนวนมาก

พอมีเรื่องการตรวจสอบ ผกก.โรงพัก เกือบ 50 นาย เกี่ยวกับการติดตั้งจอแสดงภาพและป้ายโฆษณาบนป้อมตำรวจ ตามแยกต่างๆอีก

แรงระส่ำเลยยิ่งหนักขึ้น!!!

แม้เก้าอี้ว่างระดับ รองผบก. –ผกก. ประจำปีนี้ ทั่วประเทศเกือบ 250 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รอง ผบก. ว่าง 11 ตำแหน่ง ผกก. ว่าง 240 ตำแหน่ง รวมทั้งน่าจะว่างจากแท่งที่ต้องขยับขึ้นตามตำรวจที่เข้าโครงการเกษียณก่อนราชการ หรือเออลี่รีไทร์ และการปรับยกระดับโรงพัก เปิดโรงพักใหม่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะต้องทำเสร็จก่อนการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รองผบก.-ผกก.ประจำปี ในช่วงเดือนธันวาคม ก็น่าจะทำให้มีเก้าอี้ว่างเกือบๆ 300 ตำแหน่ง

ดังนั้นแวดวงสีกากีชั่วโมงนี้จึงวิ่งกันวุ่นไม่เป็นอันทำงาน โดเยเฉพาะ "ผกก.โรงพัก"ต่างก็ต้องพยายามเซฟตัวเองไม่ให้เกิดความเสี่ยงมากนัก คดีต่างๆจึงหยุดนิ่งไม่มีข่าวคราวการบุกจับกุมเหมือนก่อน เพราะขยับมากก็เจ็บมาก บางพื้นที่บางโรงพักถูกเจาะถูกบุกจับสถานบริการ ทั้งๆที่สถานบริการเหล่านี้มีเกลื่อนแทบทุกถนนในเมืองกรุง ขนาดไม่ขยับยังเจ็บเหมือนอย่างที่ 50 ผกก.โรงพักนครบาลกำลังเผชิญอยู่

"ผกก.โรงพัก”เลยลุ้นกันหนัก
Read more ...

บนแนวทางเศรษฐี "สมยศ" ทุ่มใช้ "เงิน"ซื้อใจคนสีกากี

2/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 2 พ.ย.2557

สน.พระอาทิตย์

เพราะหากวันหนึ่งวันใดไม่มีเงินล่อใจ หรือมีรางวัลเชิญชวนแล้ว ภาพพจน์ด้านลบๆของตำรวจ รวมทั้งพฤติกรรมการเรียกรับสินบนจะกลับคืนมาหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่พล.ต.อ.สมยศต้องตรึกตรองให้ถ่องแท้ถึงรากเง้าปัญหาตำรวจ จะแก้ด้วย”เงิน”นำหน้ามากกว่าการสร้างจิตสำนึกคำว่า "หน้าที่ตำรวจ" สิ่งไหนจะเหมาะสมกว่ากัน.

การบริหารงานตำรวจยุค "บิ๊กอ๊อด"พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กุมบังเหียน "กรมปทุมวัน"ผ่านมาครบ 1 เดือนเต็ม เริ่มจะเห็นสไตล์การทำงานของ "แม่ทัพสีกากี"รายนี้แล้วว่า น่าจะใช้ "เงิน"นำหน้าขับเคลื่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ฉีกแนว"ผบ.ตร."ในอดีต มาเป็นสไตล์ตำรวจนักเล่นหุ้นที่อู่ฟู่ลำดับต้นๆของเมืองไทย!!!

เมื่อไม่นานหลังเป็นผบ. ตร. เพิ่งมีข่าวพล.ต.อ.สมยศ ควักเงินจำนวน 270 ล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง(PP) ของ บมจ. วธน แคปปิตัล (WAT) จำนวน 7,500 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 14.20% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท ซึ่งยังไม่รวมบุตรสาว "ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง"ที่เข้ามาถือหุ้นเดียวกันอีก 2,500 ล้านหุ้น มูลค่า 90 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 4.73% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท

สไตล์การใช้เงินในการบริหารงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลก” งานจากลูกน้อง ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่ครั้งที่พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบช.น.) ดูแลงานด้านการจราจร ผุดไอเดีย "แจกเงินลดคอรัปชั่น"

โครงการนี้เป็นการมอบเงินรางวัลจำนวน 1 หมื่นบาท ให้ตำรวจจราจรที่สามารถจับผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทำผิดกฎจราจรแล้วนำเงินมาติดสินบนตำรวจจราจร โดยให้ถ่ายคลิปเอาไว้เป็นหลักฐานดำเนินคดีฐานติดสินบนเจ้าพนักงาน

เพื่อหวังแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นและการเรียกรับผลประโยชน์ ไม่ให้ตำรวจรับสินบน

แม้ผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองหลายคน และกระแสสังคมจะออกมาทักท้วงโครงการนี้ เพราะเห็นว่าอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สร้างความหวาดระแวงให้ประชาชนกับเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการจับกุมผู้ติดสินบนเจ้าหน้าที่แลกกับการพ้นความผิดทางกฎหมาย ถือเป็นเรื่องผิด ตำรวจผู้ทำหน้าที่รักษากฎหมายมีหน้าที่ต้องจับกุมดำเนินคดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมีรางวัลใดๆ

แต่พล.ต.อ.สมยศ เห็นด้วยกับไอเดีย "แจกเงินลดคอรัปชั่น” เพราะมองว่าการให้เงินรางวัล 1 หมื่นบาทกับตำรวจที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดกำหมายจราจรและพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ จะช่วยทำลายวัฒนธรรมการรับส่วย จึงให้ดำเนินการต่อเนื่องทั่วประเทศเกี่ยวกับสินบนทุกกรณี ไม่เฉพาะงานจราจร

“จะไม่เป็นเพียงการจ่ายรางวัลนำจับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่หากประชาชนมีพยานหลักฐาน จนถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับสินบน ก็พร้อมจะมอบเงินรางวัล 1 หมื่นบาท ให้กับประชาชนด้วยเช่นกัน”

แนวทางการบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุคพล.ต.อ.สมยศกุมบังเหียนยังคงถูก ตอกย้ำขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้ในกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่ง เดย์ ซึ่งเป็นกิจกรรมทำความสะอาดภายในรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะมีขึ้นทุกวันพุธสุดท้ายของแต่ละเดือน

กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์มีขึ้นเพื่อให้ข้าราชการตำรวจที่มีที่ตั้งอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย่านปทุมวัน ได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบดูแลความสะอาด ดูแลความเรียบร้อยภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สร้างความสามัคคีเป็นหมู่คณะ

วันพุธที่ 29 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นพุธสิ้นเดือนครั้งแรก นับตั้งแต่พล.ต.อ.สมยศรับตำแหน่งผู้นำกรมปทุมวัน กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ที่ตำรวจหลายร้อยนายจากหน่วยงานต่างๆภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เข้าร่วม ก็ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบแตกต่างจากที่ผ่านมา

โดยผบ.ตร.ในยุคก่อนๆ กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์จะมีเพียงการร่วมกันทำความสะอาดสถานที่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่มาในยุค "บิ๊กอ๊อด"นอกจากร่วมกันทำความสะอาดแล้วยังมีการจัดซุ้มอาหาร และตั้งโต๊ะเก้าอี้ รวมทั้งมีดนตรี ขับกล่อมให้ตำรวจที่เข้าร่วมกินกรรมได้รับประทานอาหารร่วมกันเคล้าเสียงเพลง มิหนำซ้ำในการจัดกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ในวันพุธสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน แว่วๆว่านอกจากมีซุ้มอาหาร ดนตรี และเครื่องดื่ม เหมือนที่ผ่านๆมาแล้ว ยังจะมีการจับรางวัลแจกให้กับตำรวจที่เข้าร่วมกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ด้วย

ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ สร้างความรื่นรมย์ พร้อมรางวัลมากมาย นอกจากคืนความสุขให้ลูกน้องตามคำยอดฮิตที่สังคมทั่วไปชอบนำมาใช้แล้ว อีกนัยยะหนึ่งก็เป็นสิ่งล่อใจให้ตำรวจอยากเข้ามาร่วมกิจกรรมที่พล.ต.อ.สมยศจัดขึ้นกันให้มากๆ

ไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลก ที่พล.ต.อ.สมยศจะใช้ "เงิน”ในการขับเคลื่อนงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างแรงจูงใจลูกน้องให้ทำงาน เพราะดูจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพล.ต.อ.สมยศและนางพจมาน พุ่มพันธุ์ม่วง คู่สมรส ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

พล.ต.อ.สมยศ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 374,679,849 บาท แบ่งเป็นของพล.ต.อ.สมยศ 246,455,152 บาท(เงินฝาก 18 บัญชี 11,544,651 บาท เงินลงทุน 12 แห่ง 53,117,900 บาท เงินให้กู้ยืม 2 รายการ 109,000,000 บาท ที่ดิน 10 แปลง 40,792,601 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง 2 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 30 ล้านบาท)

ของนางพจมาน 128,224,696 บาท (เงินฝาก 4 บัญชี 27,790,529 บาท เงินลงทุน 3 แห่ง 1,280,216 บาท ที่ดิน 14 แปลง 65,810,000 บาท โรงเรียนและสิ่งปลูกสร้าง 4 หลัง 23,343,950 บาท ทรัพย์สินอื่นๆ 10 ล้านบาท) มีหนี้สิน 18,822,122 บาท แบ่งเป็นของพล.ต.อ.สมยศ 13,947,466 บาท ของนางพจมาน 4,874,676 บาท(เป็นเงินกู้จากธนาคารทั้งหมด)

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พล.ต.อ.สมยศ เป็นยอดนักบริหารการเงิน และดำเนินธุรกิจควบคู่กับการเป็นตำรวจได้อย่างประสบความสำเร็จ ทั้งการเงินและหน้าที่การงาน แต่ความสำเร็จในการบริหารการเงินในทางธุรกิจต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องการันตีว่าเมื่อใช้ "เงิน"มาเป็นตัวนำในการบริหารงานตำรวจ จะประสบความสำเร็จสามารถทำให้ตำรวจปลอดจากการคอรัปชั่น หรือมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานเพื่อประชาชนมากขึ้นอย่างถาวรหรือไม่

เพราะหากวันหนึ่งวันใดไม่มีเงินล่อใจ หรือมีรางวัลเชิญชวนแล้ว ภาพพจน์ด้านลบๆของตำรวจ รวมทั้งพฤติกรรมการเรียกรับสินบนจะกลับคืนมาหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่พล.ต.อ.สมยศต้องตรึกตรองให้ถ่องแท้ถึงรากเง้าปัญหาตำรวจ จะแก้ด้วย”เงิน”นำหน้ามากกว่าการสร้างจิตสำนึกคำว่า "หน้าที่ตำรวจ" สิ่งไหนจะเหมาะสมกว่ากัน.
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม