แต่งตั้ง "นายพันสีกากี"ฉาว!หลังบ้านอดีตบิ๊กตร.เซ้งลี้เก้าอี้

9/11/57
โดย สน.พระอาทิตย์ ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 9 พ.ย.2557

มีข่าวเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่องในการแต่งตั้งโยกย้ายเกี่ยวกับการซื้อขายเก้าอี้ ในแวดวง "สีกากี”ที่กระหึ่มกันในทำนองว่า มีภรรยาผู้มีอำนาจที่อยู่นอกรั้ว "กรมปทุมวัน”เป็นคนจัดแจง ใส่ชื่อลง "ตั๋ว”ผู้มีอำนาจส่งมาให้ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ ตามโควตาที่มีการจัดสรรกัน

ระส่ำ!! กันทั้ง "กรมปทุมวัน"คำสั่งตรวจสอบการติดตั้งจอแสดงภาพและป้ายโฆษณาบนป้อมตำรวจ ตามแยกต่างๆ ที่ตอนนี้นอกจากพล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รรท.ผบช.น.) ตั้งกรรมการสอบตำรวจระดับ ผู้กำกับการ(ผกก.) ร่วม 50 โรงพักแล้ว การตรวจสอบกำลังบานปลายออกไปตามภูธรต่างๆ ซึ่งล่าสุด พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1(รรท.ผบช.ภ.1) ก็สั่งตรวจสอบทุกจังหวัดในสังกัดเช่นกัน

แม้การตรวจสอบ ผกก.โรงพัก ร่วมครึ่งร้อยในพื้นที่นครบาล พล.ต.ต.ศรีวราห์ จะออกมาชี้แจงว่า การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวนั้นเพื่อความโปร่งใส แต่อาจทำให้ผู้ที่มีรายชื่อเกิดความกังวล เนื่องจากใกล้ฤดูแต่งตั้งโยกย้าย ก็ขอบอกว่าไม่เกี่ยวกันเนื่องจากการแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.-ผกก. ต้องเข้าที่ประชุม ก.ตร. โดยให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้กลั่นกรองขึ้นมาก่อนจากนั้นให้ทางกองบัญชาการ (บช.) จัดทำบัญชีผู้เหมาะสมส่งรายชื่อมาให้ สกพ. ก่อนนำเข้าในวาระการประชุม ก.ตร. เพื่อให้มีการพิจารณาต่อไป

“เรื่องนี้ขอย้ำว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายแต่อย่างใด"

แต่ดูเหมือนว่าคำยืนยันจาก "แม่ทัพนครบาล”ก็ไม่ทำให้เหล่า "ผกก.”ที่มีชื่อถูกตั้งกรรมการสอบสวนได้คลายกังวล เพราะพล.ต.ต.ศรีวราห์ระบุชัดเจนว่า พฤติการณ์ให้บริษัทเอกชนเข้ามาประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์บนที่ราชพัสดุด้วยการติดตั้งจอแสดงภาพ และป้ายโฆษณาแต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอมและมีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอมแต่ไม่ถูกต้องตามระเบียบทางราชการ

นั่นหมายความว่า หากผลการสอบสวนออกมาไม่ว่า ผกก.โรงพักจะผิดโดยตรง หรือโดยอ้อม ก็จะมีข้อบกพร่อง และอาจส่งผลกระทบไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยเฉพาะกับตำรวจขั้วตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ อาจถูกหยิบยกมาเป็นเงื่อนไขในการแต่งตั้งโยกย้าย

ต้องยอมรับว่า หลังจากเสร็จสิ้นการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ "นายพล”ที่ผ่านมา ภาพสะท้อนที่ออกมาก็ชัดเจนแล้วว่าตำรวจสายที่ใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ,ลูกน้องเก่าพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร., สายพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. รวมทั้งพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการรองผบ.ตร. ต่างขยับนั่งเก้าอี้สำคัญเกือบทุกตำแหน่ง

ในทางตรงกันข้ามตำรวจ "ขั้วตรงข้าม"ที่อยู่ใต้เงาการเมืองในยุครัฐบาลนายกฯปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสายสัมพันธ์เก่าระบอบทักษิณ ต่างๆก็ถูกเด้งออกจากตำแหน่งกันกราวรูด เห็นได้จากการแต่งตั้งระดับ ผบช. ที่ ผบช.ที่คุมพื้นที่ทั้งประเทศ ตั้งแต่ ผบช.น. จนถึง ผบช.ภ.1-9 รวมทั้งศชต. ต่างเปลี่ยนตัวทั่วหน้า ไม่ถูกเตะเข้ากรุนั่งตบยุง ก็ถูกดันขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร.ตามลำดับอาวุโสไม่มียกเว้น

เช่นเดียวกับการแต่งตั้งระดับ รองผบก.-ผกก.ประจำปี ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าครั้งนี้ ว่ากันว่า ขั้วอำนาจไม่ต่างจากการแต่งตั้งระดับนายพลที่จะส่งลูกน้องสายตัวเอง ลงมานั่งเก้าอี้ ผกก.โรงพักเกรดเอ หรือผกก.หน่วยงานสำคัญๆ

เพราะกติกาในการแต่งตั้ง "รองผบก.-ผกก.”ในยุคที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้ามากุมอำนาจ มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงปกติ ที่การแต่งตั้ง "รองผบก.-ผกก.”จะให้อำนาจ ผบช. พิจารณารายชื่อเต็มๆ แต่มาครั้งนี้ คสช.มีประกา ฉบับที่ 88/2557 ให้การพิจารณาแต่งตั้งระดับ รอง ผบก. และ ผกก. ต้องผ่านการพิจารณาในที่ประชุมก.ตร. เสียก่อน เช่นเดียวกับการแต่งตั้งระดับนายพลมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ทำหน้าที่ ประธาน ก.ตร. ร่วมกับ ผบ.ตร. รองผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติ เป็น กรรมการ

มิหนำซ้ำ ยังมีข่าวเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่องในการแต่งตั้งโยกย้ายเกี่ยวกับการซื้อขายเก้าอี้ ในแวดวง "สีกากี”ที่กระหึ่มกันในทำนองว่า มีภรรยาผู้มีอำนาจที่อยู่นอกรั้ว "กรมปทุมวัน”เป็นคนจัดแจง ใส่ชื่อลง "ตั๋ว”ผู้มีอำนาจส่งมาให้ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ ตามโควตาที่มีการจัดสรรกัน

ทำให้ตำรวจระดับ ผกก. ไร้เส้น ไร้สาย ต่างขั้วอำนาจ หวาดหวั่นกันไปทั่ว

โดยเฉพาะในพื้นที่ "นครบาล” ที่มีข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่าจะมีการ "ล้างบาง”ตำรวจที่มีสายสัมพันธ์ขั้วอำนาจเก่าออกมาหน่วย 20-30 ราย และนำตำรวจที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจใหม่ รวมทั้งลูกน้องเก่าพล.ต.ต.ศรีวราห์จากภูธรภาค 1 เข้ามาอยู่ในเมืองหลวงจำนวนมาก

พอมีเรื่องการตรวจสอบ ผกก.โรงพัก เกือบ 50 นาย เกี่ยวกับการติดตั้งจอแสดงภาพและป้ายโฆษณาบนป้อมตำรวจ ตามแยกต่างๆอีก

แรงระส่ำเลยยิ่งหนักขึ้น!!!

แม้เก้าอี้ว่างระดับ รองผบก. –ผกก. ประจำปีนี้ ทั่วประเทศเกือบ 250 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รอง ผบก. ว่าง 11 ตำแหน่ง ผกก. ว่าง 240 ตำแหน่ง รวมทั้งน่าจะว่างจากแท่งที่ต้องขยับขึ้นตามตำรวจที่เข้าโครงการเกษียณก่อนราชการ หรือเออลี่รีไทร์ และการปรับยกระดับโรงพัก เปิดโรงพักใหม่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะต้องทำเสร็จก่อนการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รองผบก.-ผกก.ประจำปี ในช่วงเดือนธันวาคม ก็น่าจะทำให้มีเก้าอี้ว่างเกือบๆ 300 ตำแหน่ง

ดังนั้นแวดวงสีกากีชั่วโมงนี้จึงวิ่งกันวุ่นไม่เป็นอันทำงาน โดเยเฉพาะ "ผกก.โรงพัก"ต่างก็ต้องพยายามเซฟตัวเองไม่ให้เกิดความเสี่ยงมากนัก คดีต่างๆจึงหยุดนิ่งไม่มีข่าวคราวการบุกจับกุมเหมือนก่อน เพราะขยับมากก็เจ็บมาก บางพื้นที่บางโรงพักถูกเจาะถูกบุกจับสถานบริการ ทั้งๆที่สถานบริการเหล่านี้มีเกลื่อนแทบทุกถนนในเมืองกรุง ขนาดไม่ขยับยังเจ็บเหมือนอย่างที่ 50 ผกก.โรงพักนครบาลกำลังเผชิญอยู่

"ผกก.โรงพัก”เลยลุ้นกันหนัก
Read more ...

บนแนวทางเศรษฐี "สมยศ" ทุ่มใช้ "เงิน"ซื้อใจคนสีกากี

2/11/57
โดยผู้จัดการ เมื่อ 2 พ.ย.2557

สน.พระอาทิตย์

เพราะหากวันหนึ่งวันใดไม่มีเงินล่อใจ หรือมีรางวัลเชิญชวนแล้ว ภาพพจน์ด้านลบๆของตำรวจ รวมทั้งพฤติกรรมการเรียกรับสินบนจะกลับคืนมาหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่พล.ต.อ.สมยศต้องตรึกตรองให้ถ่องแท้ถึงรากเง้าปัญหาตำรวจ จะแก้ด้วย”เงิน”นำหน้ามากกว่าการสร้างจิตสำนึกคำว่า "หน้าที่ตำรวจ" สิ่งไหนจะเหมาะสมกว่ากัน.

การบริหารงานตำรวจยุค "บิ๊กอ๊อด"พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กุมบังเหียน "กรมปทุมวัน"ผ่านมาครบ 1 เดือนเต็ม เริ่มจะเห็นสไตล์การทำงานของ "แม่ทัพสีกากี"รายนี้แล้วว่า น่าจะใช้ "เงิน"นำหน้าขับเคลื่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ฉีกแนว"ผบ.ตร."ในอดีต มาเป็นสไตล์ตำรวจนักเล่นหุ้นที่อู่ฟู่ลำดับต้นๆของเมืองไทย!!!

เมื่อไม่นานหลังเป็นผบ. ตร. เพิ่งมีข่าวพล.ต.อ.สมยศ ควักเงินจำนวน 270 ล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง(PP) ของ บมจ. วธน แคปปิตัล (WAT) จำนวน 7,500 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 14.20% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท ซึ่งยังไม่รวมบุตรสาว "ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง"ที่เข้ามาถือหุ้นเดียวกันอีก 2,500 ล้านหุ้น มูลค่า 90 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 4.73% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท

สไตล์การใช้เงินในการบริหารงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลก” งานจากลูกน้อง ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่ครั้งที่พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบช.น.) ดูแลงานด้านการจราจร ผุดไอเดีย "แจกเงินลดคอรัปชั่น"

โครงการนี้เป็นการมอบเงินรางวัลจำนวน 1 หมื่นบาท ให้ตำรวจจราจรที่สามารถจับผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทำผิดกฎจราจรแล้วนำเงินมาติดสินบนตำรวจจราจร โดยให้ถ่ายคลิปเอาไว้เป็นหลักฐานดำเนินคดีฐานติดสินบนเจ้าพนักงาน

เพื่อหวังแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นและการเรียกรับผลประโยชน์ ไม่ให้ตำรวจรับสินบน

แม้ผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองหลายคน และกระแสสังคมจะออกมาทักท้วงโครงการนี้ เพราะเห็นว่าอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สร้างความหวาดระแวงให้ประชาชนกับเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการจับกุมผู้ติดสินบนเจ้าหน้าที่แลกกับการพ้นความผิดทางกฎหมาย ถือเป็นเรื่องผิด ตำรวจผู้ทำหน้าที่รักษากฎหมายมีหน้าที่ต้องจับกุมดำเนินคดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมีรางวัลใดๆ

แต่พล.ต.อ.สมยศ เห็นด้วยกับไอเดีย "แจกเงินลดคอรัปชั่น” เพราะมองว่าการให้เงินรางวัล 1 หมื่นบาทกับตำรวจที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดกำหมายจราจรและพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ จะช่วยทำลายวัฒนธรรมการรับส่วย จึงให้ดำเนินการต่อเนื่องทั่วประเทศเกี่ยวกับสินบนทุกกรณี ไม่เฉพาะงานจราจร

“จะไม่เป็นเพียงการจ่ายรางวัลนำจับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่หากประชาชนมีพยานหลักฐาน จนถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับสินบน ก็พร้อมจะมอบเงินรางวัล 1 หมื่นบาท ให้กับประชาชนด้วยเช่นกัน”

แนวทางการบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุคพล.ต.อ.สมยศกุมบังเหียนยังคงถูก ตอกย้ำขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้ในกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่ง เดย์ ซึ่งเป็นกิจกรรมทำความสะอาดภายในรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะมีขึ้นทุกวันพุธสุดท้ายของแต่ละเดือน

กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์มีขึ้นเพื่อให้ข้าราชการตำรวจที่มีที่ตั้งอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย่านปทุมวัน ได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบดูแลความสะอาด ดูแลความเรียบร้อยภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สร้างความสามัคคีเป็นหมู่คณะ

วันพุธที่ 29 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นพุธสิ้นเดือนครั้งแรก นับตั้งแต่พล.ต.อ.สมยศรับตำแหน่งผู้นำกรมปทุมวัน กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ที่ตำรวจหลายร้อยนายจากหน่วยงานต่างๆภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เข้าร่วม ก็ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบแตกต่างจากที่ผ่านมา

โดยผบ.ตร.ในยุคก่อนๆ กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์จะมีเพียงการร่วมกันทำความสะอาดสถานที่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่มาในยุค "บิ๊กอ๊อด"นอกจากร่วมกันทำความสะอาดแล้วยังมีการจัดซุ้มอาหาร และตั้งโต๊ะเก้าอี้ รวมทั้งมีดนตรี ขับกล่อมให้ตำรวจที่เข้าร่วมกินกรรมได้รับประทานอาหารร่วมกันเคล้าเสียงเพลง มิหนำซ้ำในการจัดกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ในวันพุธสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน แว่วๆว่านอกจากมีซุ้มอาหาร ดนตรี และเครื่องดื่ม เหมือนที่ผ่านๆมาแล้ว ยังจะมีการจับรางวัลแจกให้กับตำรวจที่เข้าร่วมกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ด้วย

ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ สร้างความรื่นรมย์ พร้อมรางวัลมากมาย นอกจากคืนความสุขให้ลูกน้องตามคำยอดฮิตที่สังคมทั่วไปชอบนำมาใช้แล้ว อีกนัยยะหนึ่งก็เป็นสิ่งล่อใจให้ตำรวจอยากเข้ามาร่วมกิจกรรมที่พล.ต.อ.สมยศจัดขึ้นกันให้มากๆ

ไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลก ที่พล.ต.อ.สมยศจะใช้ "เงิน”ในการขับเคลื่อนงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างแรงจูงใจลูกน้องให้ทำงาน เพราะดูจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพล.ต.อ.สมยศและนางพจมาน พุ่มพันธุ์ม่วง คู่สมรส ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

พล.ต.อ.สมยศ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 374,679,849 บาท แบ่งเป็นของพล.ต.อ.สมยศ 246,455,152 บาท(เงินฝาก 18 บัญชี 11,544,651 บาท เงินลงทุน 12 แห่ง 53,117,900 บาท เงินให้กู้ยืม 2 รายการ 109,000,000 บาท ที่ดิน 10 แปลง 40,792,601 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง 2 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 30 ล้านบาท)

ของนางพจมาน 128,224,696 บาท (เงินฝาก 4 บัญชี 27,790,529 บาท เงินลงทุน 3 แห่ง 1,280,216 บาท ที่ดิน 14 แปลง 65,810,000 บาท โรงเรียนและสิ่งปลูกสร้าง 4 หลัง 23,343,950 บาท ทรัพย์สินอื่นๆ 10 ล้านบาท) มีหนี้สิน 18,822,122 บาท แบ่งเป็นของพล.ต.อ.สมยศ 13,947,466 บาท ของนางพจมาน 4,874,676 บาท(เป็นเงินกู้จากธนาคารทั้งหมด)

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พล.ต.อ.สมยศ เป็นยอดนักบริหารการเงิน และดำเนินธุรกิจควบคู่กับการเป็นตำรวจได้อย่างประสบความสำเร็จ ทั้งการเงินและหน้าที่การงาน แต่ความสำเร็จในการบริหารการเงินในทางธุรกิจต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องการันตีว่าเมื่อใช้ "เงิน"มาเป็นตัวนำในการบริหารงานตำรวจ จะประสบความสำเร็จสามารถทำให้ตำรวจปลอดจากการคอรัปชั่น หรือมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานเพื่อประชาชนมากขึ้นอย่างถาวรหรือไม่

เพราะหากวันหนึ่งวันใดไม่มีเงินล่อใจ หรือมีรางวัลเชิญชวนแล้ว ภาพพจน์ด้านลบๆของตำรวจ รวมทั้งพฤติกรรมการเรียกรับสินบนจะกลับคืนมาหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่พล.ต.อ.สมยศต้องตรึกตรองให้ถ่องแท้ถึงรากเง้าปัญหาตำรวจ จะแก้ด้วย”เงิน”นำหน้ามากกว่าการสร้างจิตสำนึกคำว่า "หน้าที่ตำรวจ" สิ่งไหนจะเหมาะสมกว่ากัน.
Read more ...

สั่งใช้เว็บ "จับคู่ย้าย" ให้ตร.เสนอสลับเก้าอี้ข้ามหน่วย

29/10/57
 
 
 
 
โดยโพสต์ทูเดย์ เมื่อ 28 ต.ค. 2557 เวลา 20:15 น.

คาดปลายพ.ย.ดีเดย์แต่งตั้งโยกย้าย รอง ผบก.-สว. ผบ.ตร. สั่งใช้เว็บ"จับคู่ย้าย" แชร์ข้อมูลโยกสลับเก้าอี้

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล(รรท.ผบช.สกพ.) ในฐานะ รองโฆษก ตร.เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำ ให้ตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นที่ถูกใจและเป็นที่รักใคร่ของประชาชนและทำอย่างไรข้าราชการตำรวจจึงจะมีความสุขกับภารกิจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดภาวะ ความเครียด เพิ่มความสุขในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับตำรวจ จึงมอบหมายให้ สำนักงานกำลังพลนำโครงการจับคู่ย้าย มาขับเคลื่อนต่อ โดยโครงการนี้ เปิดตัว เมื่อ 15 ส.ค.2556 โดย พล.ต.อ.สมยศ ริเริ่มดำเนินการทำด้วยตัวเอง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งให้ตำรวจที่ต้องการโยกย้ายมาเจอกัน ได้ทำความตกลงกันระหว่างผู้มีความประสงค์ขอแต่งตั้งโยกย้ายข้ามหน่วย ผ่านช่องทาง เว็บไซต์ www.จับคู่ย้าย.com

รรท.ผบช.สกพ. กล่าวว่า การแต่งตั้งในเวลาปี 56 มีตำรวจซึ่งส่วนใหญ่เป็นรองสารวัตร-ชั้นประทวน ใช้ช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเว็บไซด์จับคู่ย้าย 250 ราย สามารถโยกย้ายสับเปลี่ยนกันได้ประมาณ 100 ราย แม้สัดส่วนที่สำเร็จจะไม่มากนัก แต่ถือว่าเป็นประโยชน์มาก การแต่งตั้งครั้งนี้ผบ.ตร.จึงสั่งการให้นำโครงการนี้มาสานต่อ พัฒนาปรับปรุง นำช่องทาง

เว็บไซด์ www.จับคู่ย้าย.com 

เปิดให้ตำรวจที่ต้องการโลกย้ายมาลงทะเบียนข้อมูลในเว็บไซด์นี้ แล้วสำนักงานกำลังพลจะใช้เป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาโยกย้ายตั้งแต่ระดับรองผู้บังคับการ(รองผบก.) ถึงชั้นประทวน ทั้งนี้ตำรวจที่เข้าแจ้งความจำนงค์จับคู่ย้ายหากรายไหนสามารถทำให้ได้ ความประสงค์โยกย้ายสอดคล้องจับคู่กัน ตร.ก็พิจารณาให้ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้การใช้ช่องทางเว็บไซด์นี้เพื่อแสดงความโปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้าย อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งระดับรองผบก.-สว.วาระประจำปี 2557 นี้ ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนพฤศจิกายน และแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม

ด้านพล.ต.ต.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ รอง ผบช.สกพ.กล่าวว่า ตอนนี้สำนักงานกำลังพลกำลังพัฒนาเว็บไซด์ให้สามารถใส่รายละเอียดข้อมูลได้มากขึ้น คาดว่าสัปดาห์หน้าจะสมบูรณ์ อยากให้ตำรวจที่ต้องการโยกย้ายเข้าใช้เว็บไซด์นี้ จากนั้น สกพ.จะเข้าไปนำข้อมูลที่ตำรวจแจ้งความประสงค์มาใช้ประกอบการพิจารณาโยกย้าย ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส โดยข้อมูลในเว็บไซต์นี้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณาเท่านั้น และไม่จำเป็นว่าตำรวจที่ต้องการโยกย้ายทุกคนต้องแจ้งความประสงค์ผ่านเว็บไซต์ แต่ช่องทางนี้จะช่วยให้ตำรวจมองเห็นช่องทางการโยกย้าย ช่วยอำนวยความสะดวกให้เท่านั้น เพื่อเพิ่มความสุขให้แก่ข้าราชการตำรวจ
Read more ...

พล.ต.อ.สมยศ สั่งเร่งพิจารณาคืนความสุขข้าราชการตำรวจ

29/10/57
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 25 ต.ค.2557

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา 

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) 

ได้เรียก 

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (ผบช.สกพ.) และ 
พ.ต.อ.วิบูลย์ สีสุข รองผู้บังคับการ กองทะเบียนพล (ผบก.ทพ.) 

เข้าพบพร้อมกับได้สั่งการให้ไปพิจารณาทบทวนความเหมาะสมในการคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวนผู้มีวุฒิปริญญาโท เพื่อแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้ไปศึกษายกระดับสถานีตำรวจและการแบ่งพื้นที่เขตความรับผิดชอบของสถานีตำรวจให้เกิดความเหมาะสมกับมิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พร้อมทั้งให้ไปพิจารณาปรับลดระยะเวลาในการครองยศของข้าราชการตำรวจในระดับรองสารวัตรของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เพื่อที่จะเลื่อนขึ้นเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้เหมาะสมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และให้ไปพิจารณาเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจที่มีดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีอัตราสูงอยู่นั้น เพื่อเป็นการ "คืนความสุขให้แก้ข้าราชการตำรวจ"

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในข้อสั่งการของ ผบ.ตร. และให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้กองบังคับการอัตรากำลัง (อต.) กองบังคับการทะเบียนกำลังพล (ทพ.) และกองบังคับการสวัสดิการ (สก.) กลับไปพิจารณาศึกษาในรายละเอียดของเรื่องดังกล่าวโดยด่วน แล้วให้ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รอง ผบช.สกพ. สรุปเสนอเรื่องดังกล่าวผ่านไปยัง พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการ สำนักงานกำลังพล (รรท.ผบช.สกพ.) แล้วให้รีบเสนอเรื่องดังกล่าวต่อ ผบ.ตร. เพื่อพิจารณาต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า ถ้าหากเรื่องดังกล่าวทางสำนักงานกำลังพล (สกพ.) นั้นสามารถได้ข้อสรุปที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง ผบ.ตร.เห็นด้วยและเป็นไปได้ในรายละเอียดก็อาจจะบรรจุวาระเข้าในการประชุม ก.ตร. เพื่อขอมติเห็นชอบจากที่ประชุมในโอกาสต่อไป
Read more ...

เด้ง ผกก.พญาไท ช่วยราชการ บก.น.1 มีผล 28 ต.ค.

28/10/57
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 28 ต.ค.2557

ผบก.น.1 สั่งให้ย้าย ผกก.พญาไท ช่วยราชการ บก.น.1 เป็นเวลา 30 วัน มีผลตั้งแต่วันนี้ (28 ต.ค.57)

พล.ต.ต.พงษ์พันธุ์ วรรณภักตร์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผย กรณี มีคำสั่งย้ายผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพญาไทให้มาช่วยราชการที่ตำรวจนครบาล 1 ตั้งแต่วันนี้ (28 ต.ค.57) เป็นเวลา 30 วัน โดยให้ พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 รักษาราชการแทน ผกก.สน.พญาไท
       
สำหรับคำสั่งดังกล่าว ระบุว่า ด้วยกองบังคับการตร.นครบาล 1 ได้รับรายงานจากสถานีตำรวจนครบาลพญาไท ว่า

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2557 มีเหตุรถจักรยานยนต์ขับเข้ามาประชิดท้ายขบวนรถยนต์พระที่นั่งของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และต่อมา

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2557 มีเหตุรถยนต์ตัดหน้า รถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้

พ.ต.อ. สมาน รอดกำเนิด ผกก.สน.พญาไท

ปฎิบัติราชการ กองบังคับตร.นครบาล 1 และให้ พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนันต์ รองผบก.นครบาล 1 รักษาราชการแทนผกก.สน.พญาไท อีกตำแหน่งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.57-26 พ.ย.57 หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
Read more ...

ตั้ง กก.คุมแต่งตั้งตำรวจ ปาหี่ฟอกขาว

28/10/57
โดย สน.พระอาทิตย์ ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 26 ต.ค.2557

การป่าวประกาศจะแต่งตั้งโยกย้าย โปร่งใส เป็นธรรม ก็ไม่มีความหมาย ตราบใดที่ความเป็นจริงแล้วการแต่งตั้งก็ยังเลือกเฉพาะพวกพ้อง การตั้งกรรมการขึ้นมาก็จะเป็นแค่เพียงการฟอกขาวให้ตัวเองเท่านั้น

การออกคำสั่งแต่งตั้ง 

“คณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ” 

ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จะด้วยเหตุผลต้องการควบคุมการแต่งตั้งให้เกิดความเป็นธรรม หรือเพียงต้องการสร้างเกราะป้องกันตัวเอง ไม่ให้ถูกฟ้องร้องจากตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ยังถือว่าจะทำให้ตำรวจที่ไร้เส้น ไร้สาย อุ่นใจมากขึ้น

แม้การแต่งตั้งโยกย้าย “รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) - สารวัตร (สว.)” ประจำปี 2557 จะยังไม่มีสัญญาณจาก “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม่ทัพใหญ่ ให้เริ่มทำบัญชีแต่งตั้ง มีแค่เพียงหนังสือแจ้งให้จัดทำบัญชีอาวุโสผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในแต่ละหน่วยงานจากสำนักงานกำลังพลเท่านั้น

ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ในแวดวงสีกากี ตำรวจระดับนายพันกำลังระส่ำระสายไม่เป็นอันทำงาน โดยเฉพาะตำรวจคนทำงาน แต่ไม่มีสายสัมพันธ์กับขั้วอำนาจใหม่ที่บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.สมยศ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการ รอง ผบ.ตร. หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กำกับดูแลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะภาพสะท้อนจากการแต่งตั้งระดับนายพลที่ผ่านมา บ่งชี้ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายที่ตำรวจ ซึ่งมีความใกล้ชิดขั้วอำนาจเก่า จะต้องกระเด็นกระดอนออกจากตำแหน่ง บางรายถูกดันขึ้นไปแขวนในตำแหน่งไม่สำคัญ บางรายถูกโยกเข้ากรุ แต่ตำรวจที่มาแทนที่ในตำแหน่งสำคัญๆ ต่างก็ล้วนมีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจใหม่ หรือมีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงไปถึงคนใดคนหนึ่ง ไม่มีตำรวจ “โนเนมไร้คอก” ขยับเข้ากุมบังเหียนตำแหน่งสำคัญจากผลงานล้วนๆ สักรายเดียว

คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ออกโดย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) อ้างถึงความเห็น ก.ตร. มีข้อสังเกตเรื่องที่อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (อ.ก.ตร.) ร้องทุกข์ มีมติเยียวยาแก้ไขให้ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสูงขึ้น หรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนแต่งตั้งให้กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม

โดย ก.ตร. เห็นว่า การมีมติของ อ.ก.ตร. ร้องทุกข์จะมีผลผูกพันธุ์เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ ก.ตร. จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.- ผกก. ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 88//2557

พล.ต.อ.เอก แต่งตั้งให้ 

พล.ต.ท.วัฒนา สักกวัตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ดูงานด้านกฎหมายและคดี เป็นประธาน 

คณะทำงาน ประกอบด้วย 

พล.ต.ต.ประสิทธิ เฉลิมวุฒิศักดิ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.), 
ผู้บังคับการกองคดีปกครองและคดีแพ่ง, 
ผู้บังคับการกองร้องทุกข์, 
ผู้บังคับการกองวินัย, 
พ.ต.อ.ศิริพล กุศลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมายกองกฎหมาย, 
พ.ต.ท.ส่งศักดิ์ สาธารลุย สารวัตรกลุ่มงานพิจารณา 1 กองร้องทุกข์ เป็น คณะทำงานและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ คือ ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อลดปัญหาการร้องทุกข์ เนื่องจากการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางในการแก้ไขปัญหา เชิญหน่วยงาน หรือผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมพิจารณา หรือชี้แจงต่อคณะทำงาน ขอข้อมูล เอกสาร ความเห็นจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงาน

อย่างไรก็ดี คำสั่งนี้จะมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทำให้ “ตำรวจไร้เส้น ไร้สาย” อุ่นใจได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจ จริงจัง ของคณะกรรมการทั้งหมด ที่จะต้องต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในการแต่งตั้งให้กับข้าราชการตำรวจน้อยใหญ่ ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นมา

และที่สำคัญ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องการให้การแต่งตั้งโปร่งใส เป็นธรรม อย่างแท้จริง ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้คณะกรรมการชุดนี้ เป็นแค่เพียงพิธีกรรมหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับพิธีกรรมอื่นๆ ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองแล้วนั้น

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บริหารกรมปทุมวัน ต้องยึดหลักเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ โดยต้องดูค่าของคนจากประวัติ ผลงาน ความสามารถ

ไม่ใช่ค่าของคนจากคนของข้า

ไม่เช่นนั้นการร้องเรียนเรื่องความเป็นธรรม ความโปร่งใสในการแต่งตั้งตำรวจก็ไม่มีวันเกิดขึ้น ถึงจะตั้งกฎ กติกา ตั้งกรรมการมาควบคุมดูแล หรือป้องกันวิธีการหนึ่งวิธีการใดก็ตาม

เหมือนอย่างกรณีที่ 

พล.ต.อ.สมยศ เซ็นคำสั่งให้ 

พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รองผบช.ก.) ไปรักษาการตำแหน่ง ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. (ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) และการแต่งตั้ง 

พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา (รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา) ไป รักษาการตำแหน่ง ผู้บังคับการประจำสำนักงาน ผบ.ตร.(ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) 

ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมอย่างมาก

พล.ต.ต.รอย ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.(ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) แต่จะทำงานได้เต็มที่แค่ไหน เพราะขณะนี้ พล.ต.ต.รอย เข้ารับการอบรมในหลักสูตร วปอ. เป็นเวลา 1 ปี คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปประสานงาน เนื่องจากตามปกติการเรียน วปอ. ส่วนใหญ่ก็จะขาดจากตำแหน่งเดิมอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.สุรเชษฐ ที่ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.(ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) ก็ถูกต้องคำถามถึงความเหมาะสม เพราะ พ.ต.อ.สุรเชษฐ ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนหลักสูตรผู้การฯเลย

การแต่งตั้งให้ทั้ง 2 นาย ไปทำหน้าที่รักษาการตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าตำแหน่งตัวเอง จึงเป็นข้อครหา ข้อสงสัย ที่ พล.ต.อ.สมยศ ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน ไมใช่เพื่อให้สังคมกระจาง แต่ต้องให้ตำรวจอีกกว่า 2 แสนนาย ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา พล.ต.อ.สมยศ เข้าใจ เหตุและผลในการมอบหมายว่าทั้งคู่มีความเหมาะสมเพียงใด และคำถาม ข้อสงสัยจะแก้ต่างอย่างไร

ไม่เช่นนั้นแล้วการป่าวประกาศจะแต่งตั้งโยกย้าย โปร่งใส เป็นธรรม ก็ไม่มีความหาย ตราบใดที่ความเป็นจริงแล้วการแต่งตั้งก็ยังเลือกเฉพาะพวกพ้อง การตั้งกรรมการขึ้นมาก็จะเป็นแค่เพียงการฟอกขาวให้ตัวเองเท่านั้น
Read more ...

ตั้งกรรมการ กำกับแต่งตั้งตำรวจ ล้อมคอกร้องทุกข์

15/10/57
โดยมติชน เมื่อ 15 ต.ค.2557

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) 

ได้ออก

คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 544/2557 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ว่าด้วยการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่8/2557 เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2557 

ที่ประชุมมีข้อสังเกตกรณีที่ อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (อ.ก.ตร.) ร้องทุกข์มีมติเยียวยาแก้ไขให้ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสูงขึ้นหรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนแต่งตั้งให้กลับไปดำรงตำแหน่งในสังกัดเดิมโดยก.ตร. เห็นว่า

การมีมติของ อ.ก.ตร. ร้องทุกข์จะมีผลผูกพันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบกับ ก.ตร. จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับการถึงรองผู้บังคับการ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่88/2557 ลงวันที่ 10 ก.ค.2557


ดังนั้น เพื่อให้มีมาตรการทางกฎหมายในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ปฏิบัติถูกต้องและเป็นธรรม จึงแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

1.พล.ต.ท.วัฒนา สักกวัตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) (งานกฎหมายและคดี2) เป็นประธานคณะทำงาน 

2.พล.ต.ต.ประสิทธิ เฉลิมวุฒิศักดิ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.) เป็นคณะทำงาน 

3.ผู้บังคับการกองคดีปกครองและคดีแพ่ง สำนักงานกฎหมายและคดีหรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน 

4.ผู้บังคับการกองร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน 

5.ผู้บังคับการกองวินัยหรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน 

6.พ.ต.อ.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมายกองกฎหมาย เป็นคณะทำงาน 

7.พ.ต.ท.ส่งศักดิ์ สาธารลัย สารวัตรกลุ่มงานพิจารณา1 กองร้องทุกข์ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ และ

8.พ.ต.ท.พรชัย คงแก้ว สารวัตรกลุ่มงานพิจารณา1 กองร้องทุกข์ เป็นคณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้ ในส่วนของอำนาจหน้าที่ คือ 

1.ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการกำชับผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อลดปัญหาการร้องทุกข์ เนื่องจากการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางในการแก้ไขปัญหา 

2.เชิญหน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมพิจารณาหรือชี้แจงต่อคณะทำงาน 

3.ขอข้อมูล เอกสาร ความเห็นจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงาน และ

4.ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม