แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาลปกครอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาลปกครอง แสดงบทความทั้งหมด

ก.ตร.เปิดตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. เยียวยา พล.ต.อ.วุฒิ และ พล.ต.อ.พีระ ฟ้องศาลปกครอง

19/5/57
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 19 พ.ค.2557

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 พ.ค.2557 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่ห้องประชุมศรียานนท์ 

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 5/2557 โดยมีวาระสำคัญเรื่อง

การขอกำหนดตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. จำนวน 2 อัตรา และที่ปรึกษา (สบ10) จำนวน 2 อัตรา เพื่อเยียวยากรณี พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษา (สบ10) ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ว่า 

การจัดลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ในวาระประจำปี 2554 ลงวันที่ 15 ส.ค. และ 24 ส.ค. 54 ไม่ถูกต้องตามระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยการกำหนดลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจในการรักษาราชการแทน พ.ศ. 2550 ข้อ 3(5) 

ซึ่งศาลได้พิพากษาให้การลำดับอาวุโสดังกล่าวเฉพาะตำแหน่งของ พล.ต.อ.วุฒิ เป็นการจัดลำดับอาวุโสที่มิชอบด้วยกฎหมาย 

นอกจากนี้ ยังมีวาระการขอกำหนดตำแหน่ง รอง ผบช.ศชต. อีก 1 ตำแหน่งด้วย

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ โดยการแก้ไขลำดับอาวุโสให้เป็นไปตามคำสั่งศาลปกครองกลาง 

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการแก้ไขลำดับอาวุโสดังกล่าวแล้ว จะต้องมีการดำเนินการเยียวแก้ไขการแต่งตั้งย้อนหลังไปในปี 2554-2555 ให้เป็นไปตามแนวทางคำสั่งของศาล เรื่องนี้นอกจากจะเกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.วุฒิ ผู้ฟ้องคดีแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.อมรินทร์ อัครวงษ์ อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ ด้วย 

กล่าวคือ จะมีการคืนความชอบธรรมให้กับ พล.ต.อ.วุฒิ โดยการแก้ไขการแต่งตั้งโยกย้ายวาระประจำปี 2554 โดยให้ถอนคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.ท.อมรินทร์ ขึ้นเป็น ที่ปรึกษา (สบ10) และแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.วุฒิ (ยศในขณะนั้น) ซึ่งมีอาวุโสสูงกว่าขึ้นเป็นที่ปรึกษา (สบ10) แทน 

และเมื่อมีการถอนคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.ท.อมรินทร์ ดังกล่าวเกรงว่า พล.ต.ท.อมรินทร์ จะได้รับความเสียหาย จึงได้เปิดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ10) และแต่งตั้งย้อนหลังให้ พล.ต.ท.อมรินทร์ เป็นที่ปรึกษา (สบ10) 

นอกจากนี้พบว่า พล.ต.ท.พีระ (ยศในขณะนั้น) มีลำดับอาวุโสสูงกว่าทั้ง 2 คน จึงเปิดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ10) และแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.พีระ ขึ้นเป็นที่ปรึกษา (สบ10)

ขณะที่ในวาระแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2555 แต่งตั้งให้กำหนดตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. เพิ่ม 2 อัตรา และให้แต่งตั้ง พล.ต.อ.พีระ และ พล.ต.อ.วุฒิ เป็น รอง ผบ.ตร. โดยให้ถือว่าทั้งสองดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ตร. ตั้งแต่ปี 2555 

อย่างไรก็ตามตำแหน่งทั้งหมดที่กำหนดขึ้นใหม่ถือเป็นตำแหน่งเฉพาะตัว หลังวันที่ 30 ก.ย. นี้ ตำแหน่งรอง ผบ.ตร. ทั้ง 2 ตำแหน่งก็จะถูกยกเลิกไปโดยอัตโนมัติ จากการเกษียณอายุราชการของ พล.ต.อ.พีระ ในขณะที่พล.ต.อ.วุฒิ ก็จะดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. แทน พล.ต.อ.รชต เย็นทรวง รอง ผบ.ตร. ที่เกษียณอายุราชการ 

หลังจากนี้จะนำตำแหน่งที่กำหนดใหม่นี้เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ที่มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาขอความเห็นชอบในสัปดาห์หน้า แล้วนำกลับมาขอความเห็นชอบต่อที่ประชุม ก.ตร. เพื่อแต่งตั้งต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบกำหนดตำแหน่งรอง ผบช.ศชต. เพิ่มอีก 1 ตำแหน่ง ตามที่ ศชต. เสนอมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอให้ ก.ตร. เห็นชอบ เนื่องจากเดิมที ศชต. มีรอง ผบช. จำนวน 5 ตำแหน่ง แต่ กอ.รมน.ภาค 4 ได้ขอรอง ผบช.ศชต.ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นการถาวร 1 ตำแหน่ง จึงทำให้การปฏิบัติราชการของ ศชต.ยังขาดรองผบช.อยู่ 1 ตำแหน่ง จึงได้ขอกำหนดตำแหน่งเพิ่ม อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ก็ต้องขอความชอบจากก.ต.ช.เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะนำกลับเข้าสู่การแต่งตั้งตามปกติต่อไป..
Read more ...

“วัชรพล” ยันคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ไม่กระทบตำแหน่งรอง ผบ.ตร.

10/10/56
โดยผู้จัดการ เมื่อ 10 ต.ค.2556

“วัชรพล” แถลงกรณีศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร.ระบุตนเองเป็นผู้ได้รับผลกระทบ แต่ไม่กระเทือนยศและตำแหน่งปัจจุบัน เพราะผ่านการโปรดเกล้าฯ แล้ว ชี้ สตช.แค่เสนอ ก.ตร.แก้ไขคำสั่งแต่งตั้ง สลับตำแหน่งกับ “ชลอ”

วันนี้ (10 ต.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) 

แถลงข่าวภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 7 เม.ย. 2552 ซึ่งประกาศดังกล่าวแต่งตั้ง พล.ต.ท.วัชรพล (ยศในขณะนั้น) ขึ้นดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ซึ่ง 

พล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ อดีตรอง ผบ.ตร.

ขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.อาวุโสลำดับที่ 1 ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง หลังเห็นว่าการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม มีการแต่งตั้งข้ามลำดับอาวุโส

พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า การแต่งตั้งเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจไม่ถูกใจทุกคน โดยเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2552 มีตำแหน่ง รองผบ.ตร.และ ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ10)เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.ว่าง 2 ตำแหน่ง ขณะนั้น มี พล.ต.อ.ชลอ ซึ่งมีอาวุโส อันดับ 1 ได้รับการแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษา (สบ10) แต่ตนเอง ซึ่งมีอาวุโส อันดับ 2 ได้รับแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร.ทำให้ พล.ต.อ.ชลอ เห็นว่า การแต่งตั้งไม่ถูกต้อง จึงอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และยื่นฟ้องศาลปกครองในที่สุด 

ศาลจึงมีคำสั่งดังกล่าว โดยอ้าง กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งฯ ที่การแต่งตั้งระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.ขึ้นรองผบ.ตร.ต้องยึดตามลำดับอาวุโส

พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวต่อไปว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องทำตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยจะต้องเสนอ ก.ตร.แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2552 สลับตำแหน่งกับ พล.ต.อ.ชลอ โดยตนเอง ก็จะไปดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษา (สบ10) แทน หากเป็นไปตามคำสั่งเดิม 

ต่อมา พล.ต.อ.ชลอ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร. ในวันที่ 1 ต.ค. 2553 

ฉะนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง แต่เมื่อนับอายุการรับราชการ ตนเองยังเป็นรอง ผบ.ตร.ที่มีอาวุโสสูงสุดในปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องถอดยศ เพราะได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว หรือมีการลดตำแหน่งแต่อย่างใด และไม่คิดจะฟ้องร้องกลับ เพราะตัวเองไม่ใช่คู่กรณี แต่เป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบ
Read more ...

สั่งผบ.ตร.เสนอเรื่องตำแหน่งพนักงานสอบสวนภายใน 120 วัน

15/2/55
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 14 ก.พ.2555

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ตุลาการศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 452/2550 ระหว่าง

พ.ต.ท.ดาวเรืองภูมิ สันดี 

ในฐานะผู้ฟ้องคดี กับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) และ
คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร. ) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 

โดยคดีดังกล่าวนี้พ.ต.ท.ดาวเรืองภูมิได้ฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (6)ถึง(11) แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ได้แก่

ตำแหน่ง

- พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ 
- พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ 
- พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ 
- พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ 
- พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ และ
- พนักงานสอบสวน 

ซึ่งเป็นตำแหน่งพนักงานสอบสวนที่กำหนดขึ้นใหม่ตามพ.ร.บ.ดังกล่าว

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ก.ตร. มีหน้าที่ที่จะต้องกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (6) ถึง (11) แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 45 แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว

ซึ่งผบ.ตร. มีหน้าที่ในการเสนอเรื่องการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนต่อก.ตร. ตามมาตรา 43 แห่งพ.ร.บ.เดียวกัน ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่จัดระบบงานและบริหารงานบุคคลและเป็นฝ่ายเลขานุการของก.ตร. ตามมาตรา 5 อนุมาตรา 1 (ข) และอนุมาตรา2 (24) แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ.ศ. 2548 และมาตรา 5 ข (3) และ (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ.ศ.2552

ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ภายหลังจากที่พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2547 ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาโครงสร้างและระบบการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนหลายคำสั่ง แต่ปรากฏว่าการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ผบ.ตร.จึงยังไม่ได้เสนอเรื่องการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ต่อก.ตร. 

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547

อย่างไรก็ตามเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้ดำเนินการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาอันสมควรโดยไม่มีเหตุผลที่สามารถรับฟังได้ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร

ศาลปกครองกลางจึงมีคำพิพากษาให้ผบ.ตร. พิจารณาเสนอเรื่องการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (6) ถึง (11) แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547ต่อก.ตร. ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้ก.ตร. พิจารณากำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (6) ถึง (11) แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

พร้อมทั้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอขอความเห็นชอบการกำหนดจำนวนตำแหน่งพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (6) แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว ต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จภายใน120 นับแต่วันที่ก.ตร. ได้รับเรื่องจากผบ.ตร.
Read more ...

ศาลปกครองไม่รับฟ้อง “เพรียวพันธ์” ฟ้อง “นายกฯ” ตั้ง”ปทีป”เป็น รักษาการ ผบ.ตร.

25/8/53

โดย www.isnhotnews.com เมื่อ 16 ส.ค.2553

วันนี้(16ส.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า

นายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวน 

มีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลางไม่รับฟ้องคดีที่

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. 

ยื่นฟ้อง

นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้อง 

เรื่องกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 29 ก.ย.52 แต่งตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีอาวุโสลำดับที่ 3 ของตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.52 เป็นต้นมา โดยดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมายขณะที่ผู้ฟ้อง เป็น รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับที่ 1

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจาก สารบบความ เนื่องจากเห็นว่า การแต่งตั้ง ผู้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. นั้น ผู้ถูกฟ้องอ้างอำนาจตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ม.72 วรรค 1 (1) ซึ่งเป็นมาตรการภายในของฝ่ายปกครอง และเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่เห็นว่ามี ความเหมาะสม โดยกฏหมายไม่ได้กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องต้องแต่งตั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.เป็นผู้รักษาราชการแทน ผบ.ตร.แต่อย่างใด จึงไม่ถือว่าผู้ฟ้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดี

ต่อมาผู้ฟ้องได้ยื่นอุทธรณ์อ้างว่า หากผู้ถูกฟ้องไม่ดำเนินการออกคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนดังกล่าว ผู้ฟ้องย่อมจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาราชการแทน ผบ.ตร.โดยชอบด้วยกฎหมายได้ทันทีตาม พ.ร.บ.ตำรวจฯและจารีตประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติที่จะยึดถือลำดับอาวุโส โดยผู้ฟ้องเป็นผู้มีสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายทุกประการและมีอาวุโสสูงสุดในขณะ นั้น

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาข้อกฎหมายแล้ว เห็นว่า 

การที่มีคำสั่งสำนักนายกฯ แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ปทีป ซึ่งเป็นจเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.52 เป็นการแต่งตั้งเนื่องจาก ผบ.ตร.พ้นจากตำแหน่งโดยการเกษียณอายุราชการและขณะนั้นยังไมสามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ได้ ผู้ถูกฟ้องในฐานะผู้บังคับบัญชา จึงได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่เห็นสมควรรักษาราชการแทน ซึ่งเป็นมาตราการภายในของฝ่ายปกครองและเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ

ประกอบกับกฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีบทบัญญัติลักษณะบังคับให้ผู้ถูกฟ้องต้อง แต่งตั้ง รองผบ.ตร.เป็นผู้รักษาราชการแทนและเมื่อการแต่งตั้งผู้รักษาราชการ แทนไม่ได้เป็นการแต่งตั้งที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตำรวจแห่ง ชาติเหมือนการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ดังนั้นแม้ผู้ฟ้องจะเป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษา ราชการแทน ผบ.ตร. ตามที่ผู้ฟ้องกล่าวอ้าง แต่ไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำดังกล่าวและไม่ใช่ผู้มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกคำสั่งดังกล่าว

ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดเห็นฟ้องด้วย จึงมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง
Read more ...

ศาลปกครองกลาง สั่งเพิกถอนการแต่งตั้ง พล.ต.อ.วัชรพล ขึ้นเป็น รองผบ.ตร. นอกวาระปี 51

24/8/53
โดย คมชัดลึก เมื่อ 24 ส.ค.2553

ศาลปกครองกลาง พิพากษาเพิกถอนประกาศสำนักนายกฯ ตั้ง “พล.ต.ท.วัชรพล” ผช.ผบ.ตร. ขึ้น รอง ผบ.ตร. เมื่อปี 52 ข้ามอาวุโส “พล.ต.ท. ชลอ ชูวงษ์” ชี้เร่งรีบแต่งตั้งไม่เป็นกลางให้มีผลย้อนไป 3 เม.ย.52

เมื่อ 24 ส.ค.2553

นายวิริยะ ว่องวาณิช ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน 
มีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 7 เม.ย.52 ลำดับที่ 3 ที่แต่งตั้ง พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ให้ดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.52 เป็นต้นไป

โดยคดีนี้ พล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ ผช.ผบ.ตร. ยื่นฟ้อง

-ผบ.ตร. สมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ,

-คณะกรรมการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งระดับ รองผบ.ตร. ,

-คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และ

-นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 – 4
กรณีร่วมกันกระทำการโดยมิชอบ โดยคณะกรรมการคัดเลือกฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 เสนอชื่อ พล.ต.ท.วัชรพล ผช.ผบ.ตร. ซึ่งมีอาวุโสลำดับที่ 2 ที่จะขึ้นรองผบ.ตร.และเสนอให้ผู้ฟ้องคดีกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เป็นที่ปรึกษา สบ.10 ซึ่งมีศักดิ์และค่าตอบแทนเงินประจำตำแหน่งน้อยกว่า รอง ผบ.ตร.และตำแหน่งที่ปรึกษา สบ.10 กำหนดขึ้นมาเพื่อประสงค์จะฉ้อฉลในการแต่งตั้ง โดยไม่ได้มีปัญหาในเรื่องปริมาณงานตามหลักการบริหารงานบุคคลแต่อย่างใด โดยก.ตร.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้เคยเห็นชอบการแต่งตั้ง รอง ผบ.ตร.ที่มีอาวุโสน้อยกว่าผู้ฟ้องคดีขึ้นเป็นรอง ผบ.ตร. แล้ว 6 ราย

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 บัญญัติขั้นตอนการแต่งตั้งตำรวจ โดยให้คณะกรรมการคัดเลือกฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ตรวจสอบคุณสมบัติและกระบวนการสรรหาให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดกฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งการโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตรถึงจเรตำรวจแห่งชาติและ รอง ผบ.ตร. พ.ศ.2549
โดยคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีความเร่งรีบและไม่เป็นอิสระอย่างชัดแจ้งคือ ผบ.ตร. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีบันทึกถึง คณะกรรมการคัดเลือกฯผู้ถูกฟ้องที่ 2 เพื่อให้ตรวจสอบคุณสมบัติและความเหมาะสมของข้าราชการเรียงลำดับ

1. พล.ต.อ. วิเชียร ซึ่งดำรงตำแหน่ง ประจำสำนักงาน ตร. ให้เป็นที่ปรึกษา สบ 10ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ

2. พล.ต.ท. ชลอ ผู้ฟ้องคดี ผช.ผบ.ตร. ให้เป็นที่ปรึกษา สบ 10 ด้านป้องกันปราบปราม

3. พล.ต.ท.วัชรพล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้เป็นรอง ผบ.ตร. 

โดยในวันเดียวกัน ผู้บังคับการกองกำลังพล ผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการคัดเลือกฯ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีข้อความเชิญคณะกรรมการคัดเลือกฯ ประชุมตรวจคุณสมบัติในวันที่ 19 มีนาคม 2552 ขณะที่ ผบ.ตร. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้มีบันทึกเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2552 แจ้งผลการพิจารณาว่าควรคัดเลือกข้าราชการตำรวจตามที่เสนอทุกราย

ดังนั้น การที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ประชุมเพื่อพิจารณาดังกล่าวโดยมี ผบ.ตร. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ร่วมพิจารณาด้วยเข้าลักษณะว่ามีสภาพร้ายแรง ซึ่งจะทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลางขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ และ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

การแจ้งกำหนดนัดประชุมเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 19 มีนาคม 2552 ของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อ้างว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนนั้นเห็นว่า ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.ที่ว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง เหตุเพราะ พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รอง ผบ.ตร.ไปเป็นหัวหน้านายตำรวจราชสำนักตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 แต่ ผบ.ตร.ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ไม่ได้ดำเนินการคัดเลือกแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวในทันที

ดังนั้นการคัดเลือก รองผบ.ตร.จึงไม่ใช่กรณีจำเป็นเร่งด่วน อีกทั้งมีเหตุน่าสงสัยว่าการเรียกประชุมในวันที่ 19 มีนาคม 2552 ได้มีการประชุมจริงหรือไม่หรือเป็นการแจ้งเวียนส่งเรื่องเพื่อขอรับความเห็นจากคณะกรรมการคัดเลือกฯผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตาม ประกาศของก.ตร. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3

นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานและประวัติรับราชการของ พล.ต.ท. ชลอ ผู้ฟ้องคดี กับ พล.ต.ท.วัชรพล ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น รอง ผบ.ตร. ยังเห็นว่ามีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด อาทิ ในส่วนของผู้ฟ้องระบุว่ามีความรู้ความสามารถด้านการบริหารและป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเป็นอย่างดี ส่วน พล.ต.ท. วัชรพล ระบุว่า มีอาวุโสลำดับ 2 ในกลุ่ม ผช.ผบ.ตร. เคยเป็น ผบช.ปส. เป็นผู้มีความรอบรู้ประสบการณ์ด้านบริหาร อำนวยการของตำรวจเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงการเลือกปฎิบัติและความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลที่มีผลต่อการพิจารณาคัดเลือก สำหรับสิทธิประโยชน์และเงินค่าตอบแทนและเงินประจำตำแหน่งที่ปรึกษา สบ.10 กับ รอง ผบ.ตร. ก็พบว่าไม่เท่ากัน โดยตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.มีศักดิ์สูงกว่า ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเดือนละ 21,000 บาท และเงินค่าตอบแทนอีกเดือนละ 21,000 บาท ส่วนตำแหน่งที่ปรึกษา สบ 10 ได้รับเงินค่าประจำตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะเดือนละ 15, 600 บาท และเงินค่าตอบแทนอีกเดือนละ 15,600 บาท

ขณะที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีมีอาวุโสลำดับที่ 1 และไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องมีความบกพร่องเรื่องประวัติรับราชการความประพฤติและผลปฏิบัติงาน โดยผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ก็ยอมรับถึงความรู้ความสามารถของผู้ฟ้องด้านบริหารและป้องกันปราบปรามแต่ผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ไม่ได้กระทำในสิ่งที่ควรทำ กลับแต่งตั้ง พล.ต.ท.วัชรพล ซึ่งมีอาวุโสลำดับที่ 2 เป็น รอง ผบ.ตร. ดังนั้นการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายและใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ดังนั้นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 7 เมษายน 2552 ที่แต่งตั้ง พล.ต.ท. วัชรพล เป็น รองผบ.ตร.จึงมิชอบด้วยเช่นกัน

ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกฯ เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่ามีการแต่งตั้ง ผช.ผบ.ตร. อาวุโสน้อยกว่าผู้ฟ้องคดีเป็นรอง ผบ.ตร.ข้ามวาระของ ผู้ฟ้องคดีไปแล้ว 6 ราย ประกอบด้วย

พล.ต.อ. วิโรจน์ พหลเวชช์ ,
พล.ต.อ. ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ,
พล.ต.อ. ปานศิริ ประภาวัติ ,
พล.ต.อ. จงรัก จุฑานนท์ ,
พล.ต.อ. จุมพล มั่นหมาย และ
พล.ต.อ. วันชัย ศรีนวลนัด นั้น 

ศาลเห็นว่า การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจทั้ง 6 ราย เกิดขึ้นในช่วงปี 2549 - 2551 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ศาลปกครองจะมีคำพิพากษา ซึ่งการแต่งตั้งเป็นไปตามสภาพข้อเท็จจริงที่ปรากฏในขณะนั้น แม้ว่าคำพิพากษาของศาลคดีนี้จะระบุให้มีผลทางกฎหมายว่าผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่ง ผช.ผบ.ตร.ต่อเนื่องตลอดมา แต่ไม่ได้มีผลในทางกฎหมายย้อนหลังที่จะมีผลกระทบต่อการแต่งตั้งตำแหน่งซึ่งได้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงในขณะนั้นได้

พิพากษาให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 7 เมษายน 2552 ที่แต่งตั้ง พล.ต.ท. วัชรพล เป็น รองผบ.ตร. โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2552 เป็นต้นไป ส่วนคำข้ออื่นให้ยก
Read more ...

ศาลจำหน่ายคดีโกวิทฟ้องนายกฯมีคำสั่งไม่ชอบด้วยกม.

15/9/50
เมื่อ 15 ก.ย.2550

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีพิพาทที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ระดับ 11 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย(15 ก.ย.)

จากกรณีที่ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ยื่นฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี 
ฐานมีคำสั่งโดยมิชอบที่ 122/2550 ลงวันที่ 22 เมษายน 2550 

ให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ระดับ 11 สำนักนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ทั้งที่เหลือเวลาอีกเพียง 5 เดือนเศษก็จะเกษียณอายุราชการ และแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทน

จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อจำกัดการใช้อำนาจตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ซึ่งบัญญัติให้การโอนข้าราชการตำรวจไปรับราชการในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นจะกระทำได้เมื่อเจ้าตัวสมัครใจ

แต่ทั้งนี้ พล.ต.อ.โกวิท มิได้สมัครใจที่จะพ้นจากตำแหน่งที่ครองอยู่ หรือพ้นจากการเป็นข้าราชการตำรวจไปเป็นข้าราชการประเภทอื่น นอกจากนั้นการออกคำสั่งดังกล่าวไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อน เพียงแต่มีการขอความเห็นชอบหรือแจ้งคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบในภายหลังต่อมาพล.ต.อ.โกวิท มีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว หลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งยกเลิกคำสั่ง เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา และย้อนหลังไปถึงวันออกคำสั่ง

ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า 

มูลคดีพิพาทเกี่ยวกับการแต่งตั้งโดยมิชอบด้วยกฏหมาย และทำให้ พล.ต.อ.โกวิท เสียหาย จึงเป็นอันสิ้นผลลง 

และย่อมทำให้เหตุแห่งการฟ้องคดีหมดสิ้นไป 

ไม่มีความจำเป็นที่ศาลต้องพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดหรือกำหนดคำบังคับในคดีนี้อีกต่อไป 

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม