แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำพิพากษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำพิพากษา แสดงบทความทั้งหมด

“วัชรพล” ยันคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ไม่กระทบตำแหน่งรอง ผบ.ตร.

10/10/56
โดยผู้จัดการ เมื่อ 10 ต.ค.2556

“วัชรพล” แถลงกรณีศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร.ระบุตนเองเป็นผู้ได้รับผลกระทบ แต่ไม่กระเทือนยศและตำแหน่งปัจจุบัน เพราะผ่านการโปรดเกล้าฯ แล้ว ชี้ สตช.แค่เสนอ ก.ตร.แก้ไขคำสั่งแต่งตั้ง สลับตำแหน่งกับ “ชลอ”

วันนี้ (10 ต.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) 

แถลงข่าวภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 7 เม.ย. 2552 ซึ่งประกาศดังกล่าวแต่งตั้ง พล.ต.ท.วัชรพล (ยศในขณะนั้น) ขึ้นดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ซึ่ง 

พล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ อดีตรอง ผบ.ตร.

ขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.อาวุโสลำดับที่ 1 ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง หลังเห็นว่าการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม มีการแต่งตั้งข้ามลำดับอาวุโส

พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า การแต่งตั้งเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจไม่ถูกใจทุกคน โดยเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2552 มีตำแหน่ง รองผบ.ตร.และ ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ10)เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.ว่าง 2 ตำแหน่ง ขณะนั้น มี พล.ต.อ.ชลอ ซึ่งมีอาวุโส อันดับ 1 ได้รับการแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษา (สบ10) แต่ตนเอง ซึ่งมีอาวุโส อันดับ 2 ได้รับแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร.ทำให้ พล.ต.อ.ชลอ เห็นว่า การแต่งตั้งไม่ถูกต้อง จึงอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และยื่นฟ้องศาลปกครองในที่สุด 

ศาลจึงมีคำสั่งดังกล่าว โดยอ้าง กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งฯ ที่การแต่งตั้งระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.ขึ้นรองผบ.ตร.ต้องยึดตามลำดับอาวุโส

พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวต่อไปว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องทำตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยจะต้องเสนอ ก.ตร.แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2552 สลับตำแหน่งกับ พล.ต.อ.ชลอ โดยตนเอง ก็จะไปดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษา (สบ10) แทน หากเป็นไปตามคำสั่งเดิม 

ต่อมา พล.ต.อ.ชลอ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร. ในวันที่ 1 ต.ค. 2553 

ฉะนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง แต่เมื่อนับอายุการรับราชการ ตนเองยังเป็นรอง ผบ.ตร.ที่มีอาวุโสสูงสุดในปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องถอดยศ เพราะได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว หรือมีการลดตำแหน่งแต่อย่างใด และไม่คิดจะฟ้องร้องกลับ เพราะตัวเองไม่ใช่คู่กรณี แต่เป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบ
Read more ...

ศาลยกฟ้อง ตร.ประทวน ตชด.ฟ้องอดีต ผบ.ตร.

2/11/55
โดยสนุกนิวส์ เมื่อ 1 พ.ย.2555

ศาลอาญากรุงเทพใต้ อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2209/2554 ที่ 

ส.ต.อ.อำนาจ สืบสุทธา สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นโจทก์

ยื่นฟ้อง 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีต ผบ.ตร. กับพวกรวม 25 คน เป็นจำเลย 

ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 90, 91, 157 

จากกรณีเมื่อวันที่ 9 ส.ค.50 - วันที่ 6 มิ.ย.54 จำเลยทั้งหมด ได้ร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการรับสมัครบุคคลอื่นเข้ารับการทดสอบความเหมาะสมกับตำแหน่ง เพื่อรับการอบรมบรรจุแต่งตั้งเป็น ข้าราชการตำรวจ ชั้นสัญญาบัตรข้ามสิทธิโจทก์โดยมิชอบ และได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เรียกโจทก์เข้ารับการทดสอบความเหมาะสมกับตำแหน่ง ตามเงื่อนไข 

ซึ่งโจทก์ยังคงมีสิทธิ์ การกระทำดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามสิทธิที่พึงมี ทั้งนี้ ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย และจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงพิพากษายกฟ้อง

-------------------------------------------------

ครู ตชด.ปราณบุรีร้อง ส.ส. หลังสอบชั้นสัญญาบัตรได้แต่ไม่ได้บรรจุ


โดยผู้จัดการ เมื่อ 31 ส.ค.2553

วันนี้ (31 ส.ค.) ที่รัฐสภา นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ นำ

ส.ต.ท.อำนาจ สืบสุทธา ปฏิบัติหน้าที่ครูตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาจ้าว ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

แถลงเพื่อขอความเป็นธรรมจากศาลอาญา ฟ้อง 3 ผบ.ตร.

โดยนายวัชระกล่าวว่า กรณีนี้เนื่องจากวันที่ 1 ตุลาคม 2550 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้อนุมัติให้ขึ้นบัญชีข้าราชการชั้นประทวนผู้มีวุฒิปริญญาโทจำนวน 416 นาย เพื่อบรรจุแต่งตั้งอัตราข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอัตราตำแหน่งชั้นสัญญาบัตรว่างแต่กลับไม่ยอมบรรจุแต่งตั้งบุคคลที่ขึ้นบัญชีไว้ อย่างไรก็ตาม ส.ต.ท.อำนาจได้ฟ้อง 3 นายตำรวจต่อศาลอาญาแล้ว คือ

1.พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 

2.พล.ต.อ.เสรีพิสุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. และ 

3.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.

ต่อศาลอาญารัชดาด้วยข้อกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่     
     
นายวัชระกล่าวว่า ส.ต.ท.อำนาจเคยมาร้องต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร โดยกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯได้ทำหนังสือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้เยียวยาความเดือดร้อนให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน แต่กลับไม่ได้รับการเยียวยา

โดยมีอัตราชั้นสัญญาบัตรว่างกลับไม่บรรจุ ส.ต.ท.อำนาจและเพื่อนที่สอบได้ แต่กลับมีข้อสังสัยเรื่องการบรรจุลูกของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร อาทิ ลูกของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และพล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ฉะนั้นตนจะพูดในที่ประชุมสภาทักวันที่มีประชุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
Read more ...

ศาลอาญายกฟ้อง"พัชรวาท-เกรียงศักดิ์"คดีย้าย รอง ผบก.ไป ตชด.ภาคใต้มิชอบ

3/4/55
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 3 เม.ย.2555

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 3 เม.ย. นี้ ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่

พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ รอง ผบก.ตชด.ภาค3 (ขณะนั้น) 

เป็นโจทก์ฟ้อง 

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย อดีต ผบช.ภ.2 และ 

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์ สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. เป็นจำเลยที่ 1 - 2 

ในความผิดฐาน 

เป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ
ความผิดตามกฎ ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อระหว่าง10 -14 พ.ย.51 ขณะโจทก์เป็น 

รองผบก.สปพ. บช.น. หรือ 191 

จำเลยที่1 เป็น ผบช.ตชด. จำเลยที่ 2 เป็น ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายโจทก์ไปเป็น 

รอง ผบก.ตชด.ภาค 4 

ทั้งที่โจทก์

- ไม่เคยมีประวัติเสียหาย 
- ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย  
- ไม่มีประสบการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ
- ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะโยกย้ายโจทก์ 

โดยอ้างว่า เพื่อทดแทนกำลังเดิมในภาคใต้

การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า 

จำเลยได้กระทำไปตามขั้นตอนของกฎ ก.ตร.ปี พ.ศ.2549 ข้อ14(2) 

ซึ่งมีเหตุผลความจำเป็นเพื่อนำกำลังไปทดแทน จึงไม่มีเจตนาให้โจทก์ได้รับความเสียหาย พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง .
Read more ...

สั่งผบ.ตร.เสนอเรื่องตำแหน่งพนักงานสอบสวนภายใน 120 วัน

15/2/55
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 14 ก.พ.2555

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ตุลาการศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 452/2550 ระหว่าง

พ.ต.ท.ดาวเรืองภูมิ สันดี 

ในฐานะผู้ฟ้องคดี กับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) และ
คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร. ) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 

โดยคดีดังกล่าวนี้พ.ต.ท.ดาวเรืองภูมิได้ฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (6)ถึง(11) แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ได้แก่

ตำแหน่ง

- พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ 
- พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ 
- พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ 
- พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ 
- พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ และ
- พนักงานสอบสวน 

ซึ่งเป็นตำแหน่งพนักงานสอบสวนที่กำหนดขึ้นใหม่ตามพ.ร.บ.ดังกล่าว

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ก.ตร. มีหน้าที่ที่จะต้องกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (6) ถึง (11) แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 45 แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว

ซึ่งผบ.ตร. มีหน้าที่ในการเสนอเรื่องการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนต่อก.ตร. ตามมาตรา 43 แห่งพ.ร.บ.เดียวกัน ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่จัดระบบงานและบริหารงานบุคคลและเป็นฝ่ายเลขานุการของก.ตร. ตามมาตรา 5 อนุมาตรา 1 (ข) และอนุมาตรา2 (24) แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ.ศ. 2548 และมาตรา 5 ข (3) และ (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ.ศ.2552

ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ภายหลังจากที่พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2547 ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาโครงสร้างและระบบการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนหลายคำสั่ง แต่ปรากฏว่าการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ผบ.ตร.จึงยังไม่ได้เสนอเรื่องการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ต่อก.ตร. 

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547

อย่างไรก็ตามเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้ดำเนินการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาอันสมควรโดยไม่มีเหตุผลที่สามารถรับฟังได้ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร

ศาลปกครองกลางจึงมีคำพิพากษาให้ผบ.ตร. พิจารณาเสนอเรื่องการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (6) ถึง (11) แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547ต่อก.ตร. ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้ก.ตร. พิจารณากำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (6) ถึง (11) แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

พร้อมทั้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอขอความเห็นชอบการกำหนดจำนวนตำแหน่งพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (6) แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว ต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จภายใน120 นับแต่วันที่ก.ตร. ได้รับเรื่องจากผบ.ตร.
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม