การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ปี 2553

26/7/53

เมื่อ 17 ก.ค.2553 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่สโมสรตำรวจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 

เดินทางมาเป็นประธานเพื่อมอบนโยบายในการปฏิบัติงานให้กับคณะกรรมการตรวจสอบ และติดตามการบริหารงานตำรวจ ใน

การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) ภาคประชาชน

ในวาระที่ กต.ตร.ชุดใหม่ที่ได้รับเลือกเข้ารับตำแหน่งทั่วประเทศ จำนวน 15,000 คน พร้อมประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยัง จ.นครราชสีมา จ.ลพบุรี จ.เชียงใหม่ และ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผบ.ตร.พร้อมผู้บังคับบัญชาระดับสูงร่วมประชุม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในภาวะที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งทำให้การทำงานของตำรวจต้องเผชิญความกดดันหลายด้าน เนื่องจากสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมเมือง ทำให้เกิดปัญหาทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด อบายมุข รวมทั้งความขัดแย้ง เนื่องจากการแตกแยกความคิดทางการเมือง และนำไปสู่การใช้ความรุนแรง การละเมิดกฎหมาย ทำให้ภาระของตำรวจเพิ่มขึ้น เนื่องจากสังคมกดดันอยากเห็นการทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพ การทำงานของ กต.ตร. จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ซึ่งหากหน่วยงานรัฐเชื่อมกับประชาชนได้ก็จะให้การทำงานต่างๆ สำเร็จโดยง่าย

“หน้าที่ของ กต.ตร.ในการตรวจสอบการทำงานของตำรวจเป็นพลังสำคัญที่ควรนำมาใช้ในช่วงที่บ้านเมืองต้องการกลับสู่ภาวะปกติ การสมานฉันท์ต้องการกลไกที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ในการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข เป็นเสมือนพลังของประชาชนที่เป็นกระจกเงาสะท้อนการทำงานของตำรวจให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไปหากมีการใช้อำนาจในส่วนนี้อย่างจริงจัง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ด้าน พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า กต.ตร.เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมา เพื่อเป็นหน่วยงานที่เชื่อโยงการทำงานระหว่างตำรวจกับประชาชนให้มีความใกล้ชิด และมีส่วนร่วมมากขึ้น ภาระสำคัญ คือตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผล รวมทั้งส่งเสริมชุมชนให้มีส่วนร่วม สนับสนุนการทำงานของตำรวจ ซึ่ง กต.ตร.ทุกระดับ มีความสำคัญโดยเฉพาะการดูแลป้องกันปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และข้อพิพาทในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือชี้วัดความสำเร็จในการปรับปรุงองค์กรตำรวจเพื่อประชาชนในอนาคต และก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของสังคม
Read more ...

อาณาจักรโล่เงิน ประจำวันที่ 7 ธันวาคม 2553

12/7/53
หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 7 ธันวาคม 2553 02:56:32 น.

สวัสดีครับแฟนคลับทุกท่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์ อาณาจักรโล่เงิน ถึงแม้จะเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ แต่ใจถึงพึ่งได้ นะครับ พูดถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อท่านเดินไปที่หน้าตึก 1 บริเวณด้านหน้าจะมีช้างหินอ่อน ตัวย่อม ๆ ยืนชูงวงอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น แถมอยู่ข้างเสาเสียด้วย ช้างเมื่อนำไปตั้งที่ไหนจะต้องมีเป็นคู่ ไม่ทราบว่าที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขาถือเคล็ดอะไรจึงได้ปล่อยให้ช้างยืนอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น ระวังนะครับประเดี๋ยว จะถูกโดดเดี่ยวเดียวดาย อย่างช้างหน้าตึก 1 บ้างจะหาว่าไม่เตือน.........
ถ้าเดินเข้าไปในห้องโถงบริเวณตึก 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเห็นรูปของอดีต ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว เคยทักท้วงไปแล้วว่า รูปของ พล.ต.อ. ประทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการแห่งชาติ ติดไว้ไม่ได้ไม่มีใครรับรู้ จะตีความเลี่ยงบาลีอย่างไรก็ไม่ได้ ท่าน ผู้อาวุโสหลายท่านให้ความเห็นและมีเหตุผลว่า ที่ไม่ควรนำรูป พล.ต.อ. ประทีป ตันประเสริฐ มาติดรวมกับอดีต ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจาก ท่านไม่ได้รับการโปรดเกล้าจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านมีตำแหน่ง พล.ต.อ.แต่ท่านได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี ให้รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เท่านั้น จึงไม่ควรอย่างยิ่ง

นักข่าวที่ติดบัตรผ่านเข้าออกหรือติดโชว์ในที่ต่าง ๆ โปรดทราบ ขณะนี้ตำรวจ สันติบาลเขากำลังสืบกันอยู่ว่า บัตรที่ติดหน้าอกของพวกนักข่าวทำไมมีมากเหลือเกิน ขณะที่เครื่องทำบัตรของ ตำรวจสันติบาลกำลังมีปัญหามานานแล้วแต่บัตรติดหน้าอกนักข่าวมีมากขึ้นทุกวัน สงสัยจะมีการทำปลอมกันขึ้นมา ตำรวจสันติบาลกำลังจะแจ้งยกเลิกบัตร ของตำรวจสันติบาลที่พวกท่านห้อยคอเดินกันเกร่อให้ทราบกันถ้วนหน้า....... 

บัตรรุ่นใหม่จะให้เฉพาะผู้สื่อข่าวที่มาทำข่าวภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ไม่แจกมากมายเหมือนที่ผ่านมา เป็นการป้องกันไม่ให้คนแปลกหน้านำบัตรของสันติบาลไปใช้ในทางที่ไม่ปกติอีกด้วย เห็นด้วยครับ ตำรวจสันติบาลต้องละเอียดรอบคอบ ทำดีอย่างนี้ต้องยกนิ้วให้ครับพ๊ม
ตำรวจที่ใช้รถติดทะเบียนตราโล่ โปรดทราบ การที่ท่านนำรถขึ้นทางด่วนโดยไม่จ่ายเงิน ทางด่วนเขาส่งคนมาตามเก็บที่หน่วยในภายหลัง ทำให้ผู้บังคัญชาเดือดร้อนกันหมด ท่านผู้บังคับบัญชาที่ต้องเสียเงินค่าทางด่วนให้ลูกน้อง นำนโยบายของ พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาใช้จะดีมาก ........ 

พล.ต.อ. สันต์ ท่านทำหนังสือถึงผู้อำนวยการทางด่วนว่า ถ้ารถตราโล่ขึ้นทางด่วน คนขับรถต้องแต่งเครื่องแบบตำรวจเท่านั้นจึงจะผ่านไปได้ ท่านให้ผู้อำนวยการทางด่วนถ่ายเอกสารของท่าน แจกไปทุกด่านถ้ารถตราโล่คันไหนคนขับไม่ใส่เครื่องแบบให้โชว์หนังสือของท่านให้ดู เรียกเก็บเงินได้ทันที การทำเช่นนี้เป็นการปรามไม่ให้ตำรวจนำตราโล่ไปทำปลอมเพื่อขายให้กับบุคคลภายนอก เป็นสิ่งที่ดีครับหน่วยงานต่าง ๆ ควรนำไปทำเป็นตัวอย่าง อย่างน้อยเป็นการป้องกันไม่ให้ อาเจก อาเฮีย อาแปะ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ทั้งหลายเบ่งขึ้นทางด่วนฟรีด้วยครับ
Read more ...

ความพยายามแต่งตั้งที่ปรึกษา สบ 10( เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.) แต่ไม่สำเร็จ

9/7/53
โดย ผู้จัดการ เมื่อ 9 ก.ค.2553

พล.ต.ท.เหมราชฯ 

เมื่อ 9 ก.ค.2553 เวลา 16.30 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)
พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษก ตร.กล่าวสรุปผลการประชุม ก.ตร.ในวันนี้ ว่า

ที่ประชุม ก.ตร.ยังไม่พิจารณาตั้งที่ปรึกษา (สบ 10) เนื่องจากคณะกรรมการกลั่นกรองยังไม่ได้ข้อยุติรายชื่อผู้ที่เหมาะสม เผย พร้อมดำเนินการตามกฎ ก.ตร.เรียงตามอาวุโส ขณะที่ “เหมราช” ยอมรับ “อัศวิน” เข้าหาทางอ้อมเช่นกัน ชี้ ควรพิจารณาในวาระประจำปี ทุกคนมีความสุขกันถ้วนหน้า แย้มหลายฝ่ายรู้กันเป็นนัยอยู่แล้วตำแหน่งนี้เป็นของ “อัศวิน”

วาระแรกที่ประชุมได้รับทราบเรื่อง

พล.ต.ท.อำนวย ดิษฐกวี คณะกรรมการ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ลาออก

โดย ก.ตร. เห็นชอบให้มีการแต่งตั้ง

พล.ต.ท.ไพศาล ตั้งใจตรง อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.ทดแทน

เนื่องจากอยู่ในบัญชีผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งอยู่ในลำดับถัดไป ซึ่งเจ้าตัวยอมรับแล้ว และเลขา ก.ตร.กำลังตรวจสอบคุณสมบัติ และเสนอโปรดเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ทาง ก.ตร.ยังทราบเรื่องการแบ่งงาน ตร.เป็น 5 หน้างาน โดยเพิ่มงานสืบสวน และเรื่องสุดท้ายที่ใช้เวลาในการพิจารณานานก็คือเรื่อง การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ขอเรียนว่า

“เมื่อเช้ามีการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกแต่ว่าคณะกรรมการคัดเลือกไม่สามารถมีมติได้ก็กลับมารายงาน ก.ตร.ว่า ในช่วงการพิจารณาคัดเลือกมีข้อสงสัยว่า ในมติ ก.ตร.ครั้งที่ผ่านมา ที่มีการให้เปิดตำแหน่ง (สบ 10) นั้น คณะกรรมการมีมติให้มีการแต่งตั้งพร้อมกับการแต่งตั้งนายพลวาระประจำปี ตามความเห็นของ พล.ต.ท.เหมราช ธารีไทย หรือไม่ ซึ่ง ก.ตร. ยืนยันว่า การเปิดตำแหน่งในครั้งนั้นไม่ได้มีมติ ให้แต่งตั้งพร้อมกับวาระประจำปี ความเห็นของพล.ต.ท.เหมราช จึงเป็นความเห็นเฉพาะตัวและมีการบันทึกลงไปในรายงานการประชุมด้วย “

พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก.ตร.จึงมีมติให้คณะกรรมการคัดเลือกไปคัดเลือกผู้เหมาะสมใหม่ และพักการประชุมประมาณ 40 นาที เนื่องจากไม่มีมติให้ไปแต่งตั้งพร้อมกับวาระประจำปี และ รรท.ผบ.ตร.ได้เข้าประชุมด้วย เพราะต้องเป็นผู้เสนอชื่อตัวบุคคล จากนั้น รรท.ผบ.ตร.ก็กลับมารายงานให้ ก.ตร.ใหญ่ทราบ ว่า ในการประชุมคัดเลือกครั้งที่ 2 ที่ประชุมไม่สามารถที่จะพิจารณาตัวบุคคลได้ ก.ตร.จึงมีมติ ว่า เมื่อไม่สามารถพิจาณาได้ก็ให้กลับไปเริ่มต้นใหม่ว่า จะมีเหตุผลความจำเป็นใดหรือไม่ ที่จะมีการเสนอตำรวจเข้าสู่ตำแหน่งที่เปิดใหม่โดยเฉพาะ หรือควรแต่งตั้งในวาระประจำปี ซึ่งจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมซึ่งจะมีการแต่งตั้งนายพลวาระประจำปี จากนั้น ก.ตร.จึงได้เลิกประชุม

พร้อมเสนอตามอาวุโส

เมื่อถามว่า ในวันนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือก ได้มีการเสนอตัวบุคคลหรือไม่ พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า ตนได้สอบถาม รรท.ผบ.ตร.เช่นกัน ซึ่ง ท่านระบุว่า ยังไม่ได้มีการเสนอ และจะเสนอตัวบุคคลตามกฎ ก.ตร.ที่ให้ไว้ คือ เรียงลำดับอาวุโส

เมื่อถามว่า เหตุใดจึงไม่มีการเลือกตัวบุคคล พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า ยังมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับการคัดเลือกเป็นกรณีพิเศษนั้น เป็นกรณีพิเศษหรือวาระประจำปี และจะมีการประชุม ก.ตร.เมื่อใด และจะมีการแต่งตั้งตำแหน่งที่เปิดใหม่หรือไม่ หรือจะแต่งตั้งพร้อมกับวาระประจำปี ซึ่งมีกำหนดภายในเดือนสิงหาคมก็เหลือแค่เดือนเดียว ก็ขึ้นกับประธาน ก.ตร. พิจารณา

เมื่อถามว่า ในฐานะที่ท่านเองเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 2 และจะมีการแต่งตั้งข้ามอาวุโส ท่านมีความเห็นอย่างไร พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า ตนคงไม่สามารถตอบได้ เพราะมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้

เมื่อถามว่า ในครั้งก่อนนั้น พล.ต.ท.อัศวิน ได้สัมภาษณ์ว่า ตนเหมาะสม เพราะได้ทำประโยขน์ให้สังคมไว้มาก รู้สึกว่าเหมือนโดนตบหน้าหรือไม่ พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า ไม่รู้สึกนะ ไม่เห็นเจ็บเลย ก่อนจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ยัน ก.ตร.ไม่ล่ม เพราะยังไม่ขึ้นเรือ

ด้าน พล.ต.ท.เหมราช ธารีไทย ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวภายหลังการประชุม ว่า การประชุม ก.ตร.วันนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธาน ก.ตร.สั่งยุติหลังจากที่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.รายงานต่อ ก.ตร.ว่า คณะกรรมการกลั่นกรองยังไม่ได้ข้อสรุป โดยก่อนหน้านั้น พล.ต.อ.ปทีป ได้เสนอให้ ก.ตร.พิจารณาว่าการแต่งตั้งตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านการสืบสวนสามารถพิจารณาได้ทันทีหรือไม่ ก่อน ก.ตร.จะให้ไปประชุมบอร์ดกลั่นกรองพิจารณาบุคคลตามที่ รรท.ผบ.ตร.เสนอ แต่การประชุมกลั่นกรองก็ไม่ได้ข้อสรุป ในที่สุดก็หาคนมาลงไม่ได้ รรท.ผบ.ตร.จึงรายงานต่อ ก.ตร.ซึ่ง นายสุเทพ ก็สั่งยุติการประชุมทันที โดยไม่ได้บอกว่าจะประชุมพิจารณาวาระนี้ครั้งต่อไปหรือไม่ อย่างนี้ไม่ถือว่าล่ม เพราะยังไม่ขึ้นเรือด้วยซ้ำ แต่ก็มีความพยายามจะพิจารณาตัวบุคคลกันในวันนี้

พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า เหตุที่ ก.ตร.ไม่ยอมให้มีการแต่งตั้ง คือ ควรต้องแต่งตั้งในวาระประจำปีเสียคราวเดียว ไม่ต้องรีบร้อน และการพิจารณาในตำแหน่งระดับรองผบ.ตร.หรือที่ปรึกษา (สบ 10) นี้ กฎ ก.ตร.ก็ระบุชัดเจนว่าต้องเป็นไปตามลำดับอาวุโส

“ผมว่ามันควรจะไปพิจารณากันในวาระประจำปี ผู้ช่วยที่มีอาวุโสทุกคนจะได้ แล้วคนที่เขาหมายว่า จะให้ได้ ก็ได้ด้วย ได้เป็น พล.ต.อ.ด้วยกันหมด มีความสุขกันทุกคน และตามกฎหมายในเดือนหน้า เดือนสิงหาคมก็ต้องพิจารณาแต่งตั้งแล้ว เรื่องนี้มันรู้กันนัยนัยอยู่แล้วว่ามีตำแหน่งนี้เป็นของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.” พล.ต.ท.เหมราช กล่าว

แนะตั้งรวมวาระประจำปี

เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรหากแต่งตั้ง พล.ต.ท.อัศวิน ขึ้นมาโดยข้ามอาวุโส พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า สำหรับ พล.ต.ท.อัศวิน ก็เป็นน้อง เป็นลูกศิษย์ตน และเคยพูดกันอยู่ “ความก้าวหน้าของน้องๆเป็นความต้องการของผม ถ้าได้ก็ต้องได้กันทุกคน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นนักกีฬา มีกติกา ก็เสนอว่าควรแต่งตั้งรวมในวาระประจำปี จะได้หมดปัญหา”พล.ต.ท.อัศวิน กล่าว

เมื่อถามว่า พล.ต.ท.อัศวิน ได้มาคุย มาให้ช่วยสนับสนุนหรือไม่ พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า ก็มา

ถามว่า แต่งตั้งครั้งนี้รัฐบาลสั่งมาหรือไม่ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าการแต่งตั้งครั้งนี้รัฐบาลหรือใครสั่งมาหรือไม่ ตนตอบไม่ได้

ยัน ก.ตร.มีจุดยืนพิจารณาตามกฎ-ระเบียบ

เมื่อถามถึงกรณีที่ ก.ตร.ถูกโจมตีเรื่องการยอมเปิดตำแหน่ง และพยายามแต่งตั้ง ดูเหมือนไม่มีจุดยืน พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า ก.ตร.มีจุดยืนแน่นอน โดย ก.ตร.มีจุดยืนว่าต้องให้ความยุติธรรม ทำให้คนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความเป็นธรรมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งเสมอกันคงไม่ได้ คนมันเยอะ แต่ต้องให้อยู่ในทำนองคลองธรรม เหมาะสมตามสมควร แต่จะพูดว่าคนที่พยายามเสนอกันวันนี้ไม่อยู่ในทำนองคลองธรรมคงไม่ได้ อย่าพูดอย่างนั้น เพราะทุกคนอยากเป็นกันทั้งนั้น เราเอาความรู้สึกไปตัดสินไม่ได้ แต่การแต่งตั้งมีกฎ ระเบียบที่ต้องยึดถือ

ยันไม่ตั้ง ที่ปรึกษา (สบ 10) ก่อนวาระประจำปี

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจาก พล.ต.ท.อัศวินที่ให้ช่วยสนับสนุนแล้วยังมีคนอื่นต่อสายให้ช่วยสนับสนุน พล.ต.ท.อัศวิน อีกหรือไม่ พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า พล.ต.ท.อัศวิน ไม่เคยต่อสายมาถึงตน แต่ก็มีมาทางอ้อมบ้าง ธรรมดา ขณะที่ฝ่ายการเมืองไม่มีใครมาพูดกับตนเลย อย่างไรก็ตาม ก.ตร.ก็จะไม่มีการพิจารณาแต่งตั้งตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านการสืบสวน ก่อนวาระประจำปี เรามีจุดยืนอย่างนี้แม้มีความพยายามเรา ก.ตร.ก็ต้องยืนยันตามนี้
Read more ...

การแต่งตั้ง ที่ปรึกษา(สบ 10)เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.ก่อนวาระประจำปี ในรัฐบาลมาร์ค

8/7/53
ยำตำรวจหั่นดอกไม้และกระบอง
 
โดยนายดาบเคน เมื่อ 4 ก.ค.2553
 
นายดาบเคน รายงานตัวเข้าเวรวันนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ค.53
 
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรต้นธารขบวนการยุติธรรม

 
ยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประธาน ก.ต.ช. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ประธาน ก.ตร.

ไม่สามารถแต่งตั้ง ผู้นำตัวจริง ได้ มีเพียงแค่ ผู้รักษาการ ตำรวจจึง ไร้หัว ไม่เคยปรากฏมาก่อนขององค์กรตำรวจ ถือว่า ตกต่ำ ไร้เกียรติ ศักดิ์ศรี ยิ่งนัก

การเมือง พยายาม แทรกแซง เหมือนตำรวจเป็นของเล่น ในกำมือ

แถมถูกมองด้วย สายตาดูแคลน และต่างๆนานา

วันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศ ปฏิรูป ตำรวจ ให้ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธาน

ก็น่าคิด ขนาดแต่งตั้ง ผบ.ตร.ตัวจริง ยังแต่งตั้งไม่ได้ แล้วยังจะคิด ปฏิรูปตำรวจ เฮ้อ.....และแล้ว การนัด ประชุม ก.ตร.วาระพิเศษเร่งด่วน ในวันที่ 2 ก.ค. ก็เลื่อนออกไปเป็น วันที่ 9 ก.ค.

อย่างที่รู้กัน จะเป็นการผลักดัน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. นรต. 30 อาวุโสอันดับ 7

กระโดดข้ามขึ้นไปนั่งในตำแหน่งที่เพิ่งเปิดใหม่เร่งด่วนเรียบร้อยไปแล้ว ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร.

แล้วรวบรัดขึ้นนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. ตามเป้าหมายที่มีการวางเอาไว้!!!

แม้แต่เจ้าตัวก็ยังเปิดเผยความรู้สึกหากได้รับการเสนอชื่อ
"ยอมรับ อยากได้ แต่ไม่กดดัน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ทำอะไรแล้วคนอิจฉา ดีกว่าให้คนเวทนา"

ต้องจับตาวันที่ 9 ก.ค.นี้ จะเป็นการ วัดใจ ก.ตร. อีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมา ยอมให้ผ่านตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10)ฯ

ไม่ระบุตัวบุคคลที่จะมาลงในตำแหน่งนี้ และให้ มีการแต่งตั้งในวาระประจำปี

แต่ยุคนี้ อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ แม้แต่ความไม่แน่นอน

ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะมี ก.ตร.กี่คน ลาขาดการประชุม
ที่แน่ๆ "นายแน่มาก" พล.ต.ท.อำนวย ดิษฐกวี ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เข้าประชุม เพราะยื่น ลาออก จากตำแหน่งแล้ว!!!
ใครที่สนิท ลองถามดูได้ เพราะเหตุผลอะไร?!? ได้ยินแล้วสะอึก!!!

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันนี้ระส่ำหนักอีกเรื่อง ที่คาราคาซัง

เรื่อง จัดลำดับอาวุโส รอง ผบ.ตร.ยังหาข้อยุติไม่ได้

ระหว่าง พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี กับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์

เพราะมันมีผลต่อตำแหน่งหน้าที่การงาน ที่ยังมีเวลาที่เหลือกันอยู่อีก

พล.ต.อ. บุญเพ็ญ บำเพ็ญบุญ ประธานอนุ ก.ตร.ฝ่ายกฎหมายฯ กำลังพิจารณา ไม่รู้ว่าจะลงตัวได้หรือไม่
Read more ...

พท.ยื่นซักฟอก"มาร์ค - 5 รมต."

24/5/53

โดยมติชน เมื่อ 24 พ.ค.2553

พรรคเพื่อไทย(พท.) ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 6 คน ประกอบด้วย 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี 
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และ
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ได้ยื่นถอดถอนรัฐมนตรี 4 คน ประกอบด้วย 
นายอภิสิทธิ์ 
นายสุเทพ 
นายชวรัตน์ และ
นายโสภณ

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พท. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน นายวิชาญ มีชัยนันท์ ส.ส.กทม. และนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท. เข้ายื่นหนังสือต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอนนายอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรี รวม 4 คน ซึ่งนายประสพสุข รับปากว่า จะรีบไปดำเนินการตรวจสอบรายชื่อตามกระบวนการรัฐธรรมนูญต่อไป

ต่อมาเวลา 13.20 น. นายวิทยา พร้อมคณะเข้ายื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รวม 6 คน ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยแยกเป็น 2 ญัตติๆ แรกขอเปิดอภิปรายฯนายกรัฐมนตรี ส่วนญัตติที่ 2 ขอเปิดอภิปรายฯรัฐมนตรี 5 คน และในท้ายญัตติได้เสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธานส.ส.พท.เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

อ้างหวังตีแผ่ความจริงลุยม็อบ

"ที่ไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่สมัยประชุมสามัญที่ผ่านมา เพราะเหตุการณ์และการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้านในตอนนั้นล่อแหลมมาก ในช่วงเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างปฏิบัติการที่ทำให้เกิดความสูญเสีย ถ้าฝ่ายค้านยื่นเสียแต่วันนั้นแล้วเสียงฝ่ายรัฐบาลมากกว่า เท่ากับว่าฝ่ายค้านประทับตราความชอบธรรมให้รัฐบาลทันทีและเท่ากับผู้ชุมนุมทำผิด แต่ในครั้งนี้ประชาชนที่มาชุมนุมกลับไปแล้วจึงจำเป็นต้องสะท้อนการใช้อำนาจรัฐที่ผ่านมา สถานการณ์จึงต่างกัน"นายวิทยา กล่าว
เมื่อถามว่า แสดงว่าครั้งนี้มั่นใจว่า พรรคร่วมรัฐบาลเองจะเทเสียงให้ในการลงมติ นายวิทยากล่าวว่า ความจริงฝ่ายค้านต้องการอธิบายให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่ได้หวังอะไรจากพรรคร่วมรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่หวังจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ต้องการให้เห็นความจริง เห็นความผิดพลาดการบริหารโดยรัฐบาล

ซัดรมต.บริหารงานผิดพลาด

"ส.ส.ฝ่ายค้านได้เข้าชื่อยื่นถอดถอน 159 คน  และเข้าชื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 184 คน โดยผู้ที่ถูกยื่นถอดถอนและอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมดนั้น เนื่องจากการบริหารงานที่ผิดพลาด ได้แก่

นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย, 

นายชวรัตน์ มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตและส่อว่า กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย, 

นายโสภณ บริหาราชการแผ่นดินโดยกำหนดนโยบายเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สินและประโยชน์ทางการเมือง ส่อว่ารู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้พวกพ้องหรือผู้สนับสนุนทางการเมืองของตนเองเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากโครงการที่กำหนดขึ้น
นายกรณ์ ดำเนินนโยบายการเงินการคลังและการงบประมาณประเทศผิดพลาดบกพร่อง ไม่ดำเนินการตามแผนงานการบริหารราชการแผ่นดินปี 2552-2554 และแผนนิติบัญญัติปี 2552-2554 มุ่งแสวงหาการก่อหนี้สาธารณะ โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ อีกทั้งนำเงินที่ได้จากการกู้ไปดำเนินนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์กับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ 

นายกษิต บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศชาติในสายตาประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ก้าวร้าวต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายที่เห็นต่างกับตนเอง มุ่งทำลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นายกฯละเมิดสิทธิฯร้ายแรง

สำหรับญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี  ระบุว่า 

นายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้บริหารราชการแผ่นดินโดย

ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน 

ขาดความรู้ความสามารถ 

มีพฤติกรรมส่อว่า จงใจไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้  
กำกับดูแลบริหารราชการแผ่นดินโดยไร้ประสิทธิภาพ 

มีส่วนรู้เห็น ปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่น แสวงหาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างกว้างขวาง 

เป็นไปในลักษณะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 

มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยการสั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามทุกชนิดเข้าทำการปราบปรามประชาชนหลายครั้ง 

เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตร่างกายของประชาชนจำนวนมาก

กระทำการกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาฐานก่อการร้าย กลั่นแกล้งประชาชนผู้สุจริตไม่ให้ทำธุรกรรมในสถาบันทางการเงินและกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ขาดหลักธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล มีปัญหามาตรฐานทางจริยธรรมและคุณธรรมต่ำ แนวนโยบายด้านการต่างประเทศล้มเหลว ไร้วินัยการเงินการคลัง
"หากจะให้บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างร้ายแรง จนยากที่จะเยียวยาแก้ไขได้ "ญัตติระบุ 
Read more ...

กรณีข้าราชการตำรวจถูกฟ้องล้มละลายและเป็นบุคคลล้มละลาย

9/4/53
พล.ต.ต.ปัญญา เอ่งฉ้วน

ผู้บังคับการ กองวินัย

ข้าราชการตำรวจกลุ่มงานนิติกรด้านเสริมสร้างและพัฒนาวินัย กองวินัย

ตามที่กองวินัยได้มีการตอบปัญหาเรื่องวินัยให้แก่ข้าราชตำรวจและบุคคลทั่วไป อย่างต่อเนื่อง นั้น มีผู้เข้ามาสอบถามปัญหาต่างๆมากมาย ทั้งเรื่องเกี่ยวกับวินัยของข้าราชการตำรวจ เรื่องการดำเนินการทางวินัยและเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับวินัยแต่ กองวินัย ก็สามารถตอบและชี้แนะแนวทางให้ได้ ซึ่งปัญหาที่ข้าราชการตำรวจถามก็รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับล้มละลายในกรณีที่ข้าราชการตำรวจถูกฟ้องล้มละลาย ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย เรื่องนี้มีข้าราชการตำรวจหลายนายที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเท่าที่ควร ในเบื้องต้นจึงขอให้ทำความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับการที่จะถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย กล่าวคือ

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.91 มีหลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายโดยเจ้าหนี้ธรรมดามี 3 ประการคือ

ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท

หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม

ตาม ม.9 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ข้างต้นเป็นหลักเกณฑ์ของการฟ้องคดีของเจ้าหนี้ธรรมดา กล่าวคือเป็นเจ้าหนี้สามัญไม่มีประกัน ส่วนเจ้าหนี้มีประกันกล่าวคือเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งในทาง จำนำ จำนองหรือสิทธิยึดหน่วง ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ตาม ม.102 แห่งพ.ร.บ.ล้มละลาย

ต่อมา เมื่อข้าราชการตำรวจถูกฟ้องคดีล้มละลาย สิ่งที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบคือ

การรายงานตนต้องหาคดีล้มละลาย ตาม ประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี เล่ม 1 ตอน 1 ประเภทบุคคล บทที่ 133 โดยการรายงานตนต้องหาคดี ดังกล่าวจะต้องรายงานภายในกำหนด 3 วันนับแต่ได้รับหมายจากศาลล้มละลาย

กระบวนการพิจารณาคดีล้มละลายนั้น เมื่อศาลพิจารณาได้ความจริงตาม ม.9 หรือ ม.10 แล้ว ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามม. 144 แห่งพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 และหากต่อมากระบวนการพิจารณาของศาลล้มละลายได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ข้าราชการตำรวจผู้เป็นลูกหนี้ เป็นบุคคลล้มละลายตาม ม.615 แห่งพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดใน กฎ ก.ตร. ตาม ม.100 (3)6 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ซึ่ง กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ(ฉบับที่ 2 )พ.ศ.2549 ข้อ 4 (1)7 กล่าวคือเป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย ดังนั้น ผู้มีอำนาจตาม ม. 72 จึงสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ เพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้

กรณีที่มีคำพิพากษาของศาลล้มละลายให้ผู้นั้นเป็นบุคคลล้มละลาย แล้วต่อมามีการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลาย ตามม. 24 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2548 ให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งไปยังศาลฎีกา ไม่ว่าจะเป็นคดีล้มละลายธรรมดาหรือในคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ก็ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาเช่นกัน ซึ่งกรณีเช่นนี้หากมีการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่ง ย่อมถือว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ดังนั้นยังไม่ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามม. ตาม ม.100 (3) พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 ข้อ 4 (1) จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะสั่งให้ออกจากราชการ ดังกล่าว
Read more ...

ถกไม่ย้าย “สมเพียร” นัดแรกไร้ข้อสรุป-จ่อสอบลึกหาคนผิด!

24/3/53


24 มีนาคม 2553 17:16 น.
กรรมการพิจารณายกเว้นหลักเกณฑ์ ถกหาคนผิดกรณีไม่แต่งตั้ง ผกก.สมเพียร ประชุมนัดแรกไร้ข้อสรุป เตรียมสอบลึกไปถึงกระบวนการแต่งตั้งในภาค 9 หาความบกพร่องเหตุใดไม่รับ ผกก.สมเพียร มาดำรงตำแหน่งใน สภ.กันตัง ตามที่ร้องขอ รอวันศุกร์ที่ 26 มี.ค. บช.ภ.9-ผบช.ศชต.แจงข้อเท็จจริงอีกครั้ง

วันนี้ (24 มี.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณายกเว้นหลักเกณฑ์ในสมัยการแต่งตั้งโยกย้ายระดับรอง ผบก.-ผกก.วาระประจำปี 2552 เป็นประธานการประชุมตรวจสอบการแต่งตั้งใน บช.ภ.9 ร่วมกับ พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงษ์ ผบช.ก.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชัยยง กีรติขจร รอง ผบช.สกพ. ตัวแทนจากกองร้องทุกข์ ก.ตร. และกองการวินัย ให้พิจารณาตรวจสอบข้อบกพร่องการแต่งตั้งใน บช.ภ.9 เน้นเฉพาะในกรณีของ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา โดยใช้เวลาการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง

พล.ต.ท.เอก กล่าวภายหลังการประชุมว่า ในที่ประชุมได้หารือกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งพล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา มาดำรงตำแหน่งที่ สภ.กันตัง ซึ่งวันนี้ได้มีการนำหนังสือร้องทุกข์ของ พล.ต.อ.สมเพียร ที่ได้ยื่นไว้เมื่อวันที่ 22 ก.พ. และนำหนังสือชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถแต่งตั้งได้จาก พล.ต.ท.วีระยุทธ สิทธิมาลิก บช.ภ. 9 และ พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชษฎ์ ผบช.ศชต. แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดมากพอ ที่ประชุมจึงเห็นว่าควรจะให้ พล.ต.ท.วีระยุทธ และ พล.ต.ท.พีระ มาชี้แจงและให้ถ้อยคำด้วยตนเอง ซึ่งนัดวันเวลาไว้แล้ว ในวันศุกร์ที่ 26 ก.พ.นี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปว่ามีความบกพร่องตรงไหน อย่างไร

“เรื่องนี้ถ้าถามจริงๆ แล้วปัญหาของ พล.ต.อ.สมเพียร ทางฝ่ายคณะกรรมการตรวจสอบการยกเว้นหลักเกณฑ์ไม่ทราบปัญหามาก่อนเลย เพราะ พล.ต.อ.สมเพียร ดำรงตำแหน่งเดิมมากว่า 3 ปี อยู่ในกรณีที่ไม่ต้องขอยกเว้นหลักเกณฑ์ ทางเราจึงไม่ทราบปัญหา มารู้อีกทีก็ทราบว่า ท่านไปร้องกับทางนายกรัฐมนตรีด้วยวาจาและมาร้องทุกข์กับท่านปทีป” พล.ต.ท.เอก กล่าว

พล.ต.ท.เอก กล่าวต่อว่า ในวันศุกร์นี้จะเชิญมาพูดคุยและสอบสวนถึงกระบวนการแต่งตั้ง โดยก่อนการทำการแต่งตั้ง ทราบว่า พล.ต.ท.พีระ และ พล.ต.ท.วีระยุทธได้ตกลงกันแล้วว่า จะรับ พล.ต.อ.สมเพียร มาดำรงตำแหน่งใน สภ.กันตัง ตามที่ พล.ต.อ.สมเพียร ร้องขอ แต่ทำไมถึงไม่แต่งตั้ง มีเหตุผลใด โดยข้อตกลงเรื่องนี้หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้จะให้ ผบช.ภ.9 นำหนังสือดังกล่าวมาแสดงในที่ประชุมด้วย ส่วนเงื่อนไขการสับเปลี่ยนกำลังนั้นขึ้นกับ ผบช.9 ที่จะเสนอเงื่อนไข ซึ่งเรายังไม่ทราบว่าทาง ผบช.ภ 9 มีดุลพินิจในการสับเปลี่ยนกำลังกับ ศชต.อย่างไร

“หนังสือชี้แจงของ ผบช.ทั้งสองชี้แจงกันคนละประเด็น อย่าง บช.ภ.9 ก็ไปทาง แต่ไม่อยากลงรายละเอียด รอให้เขามาให้ถ้อยคำ ถ้าอยากได้ข้อเท็จจริงต้องถามดีกว่า ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือว่า ตกลงกันรับแล้ว แต่ทำไมไม่แต่งตั้งให้หรือแต่งตั้งแล้ว ทำไมรายชื่อถูกถอด ส่วนจะสามารถสาวไปถึงว่ามีนักการเมืองมาขอมา ก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่า ผบช.ภ.9 จะพูดอย่างไร ก็อยากให้รอวันศุกร์” พล.ต.ท.เอกกล่าว

เมื่อถามว่าในวันศุกร์นี้จะสามารถทราบหรือไม่ว่าใครจะต้องรับผิดชอบหรือมีใครถูกใครผิด พล.ต.ท.เอกกล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ แต่ในวันศุกร์จะสามารถชี้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร และใครมีความบกพร่องตรงไหน

เมื่อถามต่อว่าหากนำกฎระเบียบมาพิจารณาอาจไม่มีคนผิด พล.ต.ท.เอกกล่าวว่า ขอให้ใจเย็น อย่าง บช.ภ.2 เราก็สามารถไปแก้ไขได้ แต่มีความแตกต่างกันที่ บช.ภ. 2 มีปัญหาขณะที่ คำสั่งยังไม่มีผล

เมื่อถามว่าก่อนหน้าที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษาสบ 10 เข้าไปพูดคุยและทำหนังสือกับ พล.ต.อ.ปทีป มาแล้ว พล.ต.ท.เอกกล่าวว่า ข้อเท็จจริงตรงนี้เราไม่มี เราจะตรวจสอบเฉพาะในประเด็นเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ แต่ตรงนี้ ผู้สื่อข่าวอาจรับทราบข้อมูลมาจากส่วนหนึ่ง เราจะดูถึงกระบวนการแต่งตั้งของ บช.ศชต.และ บช.ภ.9

“อดุลย์” มอบเงิน 3 แสนให้เมียสมเพียร
ขณะเดียวกัน นางพิมพ์ชนา ภูวพงษ์พิทักษ์ ภรรยาของ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา พร้อมด้วย ส.ต.ท.โรจนินทร์ เอกสมญา บุตรชาย เข้าพบ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ10) โดย พล.ต.ต.อำนาจ อันอาตย์งาม รอง ผบช.ภ.3 ได้นำเงินที่รวบรวมจากข้าราชการตำรวจ และครอบครัว บช.ภ.3 จำนวน 600,000 บาท มามอบให้เพื่อช่วยเหลือครอบครัว พล.ต.อ.สมเพียร จำนวน 300,000 บาท และมอบให้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกันอีกจำนวน 300,000 บาท

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า จะช่วยดูแลเรื่องสวัสดิการที่ครอบครัว พล.ต.อ.สมเพียร ที่จะได้รับโดยจะเดินเรื่อง ส่วนใดที่ยังไม่เรียบร้อย ก็จะเร่งดำเนินการตรวจสอบให้

“ปทีป” เคยรับรู้เรื่อง “สมเพียร” ขอย้าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.อ.อดุลย์เคยเข้าพบ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท. ผบ.ตร. เพื่อขอความช่วยเหลือการแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.อ.สมเพียร จริงหรือไม่ พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวยอมรับว่าเคยเข้าพบ พล.ต.อ.ปทีป เพื่อช่วยเหลือแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่ง พล.ต.อ.ปทีป ก็รับทราบเรื่องดังกล่าวและจะช่วยเหลือ แต่ไม่ทราบว่าชื่อของ พล.ต.อ.สมเพียรจะขาดตกบกพร่องไปส่วนใดตนไม่ทราบเพราะไม่มีอำนาจในการแต่งตั้ง ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นตนในฐานะผู้บังคับบัญชาก็พยายามดูแลแก้ไขอยู่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก

เมียสมเพียรไม่เชื่อคนร้ายมอบตัวเป็นมือฆ่า

ด้าน นางพิมพ์ชนากล่าวว่า ความรู้สึกของ พล.ต.อ.สมเพียร ที่ต้องการย้ายเพราะทราบว่า ผกก.กันตัง กำลังเกษียณ หลังจากที่ทำเรื่องขอโยกย้ายก็คิดว่า พล.ต.อ.สมเพียร จะได้รับการพิจารณาเพราะเหลืออายุราชการเพียง 1 ปี จนถึงขั้นเตรียมเก็บของเพื่อย้าย แต่หลังจากที่ พล.ต.อ.อดุลย์ โทรศัพท์มาบอกว่าไม่ได้ย้าย พล.ต.อ.สมเพียรรู้สึกผิดหวัง เพราะตั้งแต่รับราชการมาไม่เคยขออะไรเป็นพิเศษ คิดว่าไม่ได้รับความยุติธรรมจึงมาร้องทุกข์เพื่อให้ตำรวจรุ่นหลังต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้อีก สำหรับตอนนี้อยากให้ ตร.ปรับปรุงโครงสร้างการทำงานของตำรวจ ให้ตำรวจชั้นผู้ใหญ่เหลียวมองการทำงานของตำรวจ ผู้น้อยบ้าง แม้งบประมาณที่ลงไปยังตำรวจใต้จะมีจำนวนมากแต่ตำรวจไม่ได้ต้องการเพียงแค่งบประมาณ แต่ต้องการสนใจดูแลสวัสดิภาพ ความปลอดภัยจากผู้ใหญ่ด้วย

“ตอนนั้นแม้ต้องทำงานหนัก เราก็ไม่เคยอะไร เมื่อเห็นว่าเหลือปีกว่าก็จะเกษียณแล้ว ก็คิดว่าจะได้ อยากรู้ว่าชื่อไปตกหล่นตรงไหนตอนย้าย รอฟังคำชี้แจง ตร.อยู่ ทำไมบางตำแหน่งไม่ถึงหลักเกณฑ์ ยังโยกย้ายได้ ส่วนกรณีจับผู้ต้องหาฆ่าจ่าเพียร ตนไม่เชื่อว่าเป็นมือปืน ถ้าเป็นคนวางระเบิดน่าจะใช่ แต่ที่มามอบตัวไม่คิดว่าเป็นคนฆ่าจ่าเพียร เพราะคนที่ทำแบบนี้คงไม่มามอบตัวเอง” นางพิมพ์ชนากล่าว

ต่อมาเมื่อเวลา 15.30 น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 มอบเงินสดจำนวน 2 แสนบาทที่ได้จากการรวบรวมจากเพื่อนนักธุรกิจในนาม “กลุ่มเพื่อนแต้ม” ให้กับนางพิมพ์ชนา ภูวพงษ์พิทักษ์ ภรรยาของ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา หรือ “จ่าเพียรขาเหล็ก” อดีตผู้กำกับการ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่างๆในครอบครัว

นางพิมพ์ชนากล่าวขอบคุณพร้อมระบุว่า รู้สึกตื่นต้นใจแทนสามีที่ยังมีคนเห็นคุณค่าแม้จะเสียชีวิตไปแล้ว ถึงแม้จะช้าไปหน่อยก็รู้สึกภาคภูมิใจ และขอให้ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานในเขตพื้นที่ภาคใต้ตั้งใจทำงานทำหน้าที่ และให้ระมัดระวังตัวเองให้มากที่สุด โดยให้นึกถึงเหตุการณ์ของสามีเป็นตัวอย่าง

“ฉันยังรู้สึกผิดหวังกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม และยังมองในเรื่องของผลประโยชน์เป็นหลักอยู่ เพราะหากสามีได้โยกย้ายในครั้งนั้นก็คงไม่ต้องมาเสียชีวิตแบบนี้” ภรรยาผู้สูญเสียสามีไปอย่างไม่มีวันกลับกล่าวด้วยสีหน้าสลด
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม