คดียังไม่ถึงที่สุด ไปออกคำสั่งไล่ออกข้าราชการได้หรือไม่

11/8/53
โดย เวบ charuaypontorranin.com

นางจรวยพร ธรณินทร์ กรรมการและโฆษก ก.พ.ค. ได้รายงานผลการวินิจฉัยอุทธรณ์กรณีตัวอย่างของ ก.พ.ค. ในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน ๑ เมษายน ๒๕๕๓ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล

ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกโดยมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือลงโทษที่หนักกว่าจำคุก เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามกฎ ก.พ.ฉบับที่๑๓ (พ.ศ. ๒๕๓๙) ซึ่งผู้บังคับบัญชาสามารถดำเนินการทางวินัยโดยไม่สอบสวนหรืองดการสอบสวนได้ แต่หากคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด หน่วยงานทางปกครองมิอาจสั่งลงโทษโดยไม่มีการสอบสวนได้ เพราะถือว่า เป็นการสั่งลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กรณีนี้เกิดจากผู้อุทธรณ์นายหนึ่งซึ่งรับราชการในต่างจังหวัด ได้อุทธรณ์คำสั่งต่อ ก.พ.ค.ว่าถูกกรมต้นสังกัดได้มีคำสั่งไล่ตนออกจากราชการ ฐานกระทำผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกตามมาตรา ๑๓๓ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ ประกอบมาตรา ๙๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ กรณีทำบัตรประชาชนปลอมให้แก่ราษฎรสองราย โดยเรียกรับเงินเป็นค่าตอบแทนในการดำเนินการ 

ซึ่งศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า พฤติการณ์ที่ไปกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ จำคุก ๖ ปี นั้นชอบแล้ว แต่โดยที่ผู้อุทธรณ์รายนี้ได้ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการในเรื่องอื่นไปก่อนแล้ว และได้อุทธรณ์ว่า การที่จังหวัดระบุว่าคดีถึงที่สุดแล้วนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากขณะนี้ตนได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งแต่อย่างใด ในการพิจารณาขอให้ ก.พ.ค.รอผลการพิจารณาของศาลฎีกาก่อน หรือขอให้ลดหย่อนโทษ

ก.พ.ค. จึงต้องพิจารณาว่าคู่กรณีในอุทธรณ์จะมีคำสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดมีกรณีถูกฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา แม้ภายหลังผู้นั้นจะออกจากราชการไปแล้ว ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๑๐๒วรรคสาม วรรคสี่ หรือวรรคห้า หรือมาตรา ๑๐๔ วรรคสามแล้วแต่กรณี มีอำนาจดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา ๙๙ และดำเนินการทางวินัยต่อไปได้ เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ และแม้ว่าพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕จะได้ถูกยกเลิกไป 

แต่โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๑๓๓ ได้บัญญัติว่า ให้อำนาจสั่งลงโทษหรือให้ออกจากราชการเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ส่วนการสอบสวน การพิจารณา และการดำเนินการเพื่อลงโทษให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ดังนั้นเมื่อผู้อุทธรณ์มีกรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาตั้งแต่วันที่ใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ ก่อนวันที่๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันที่บทบัญญัติในลักษณะ ๔ และ ๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ใช้บังคับ กรมต้นสังกัดจึงย่อมสามารถที่จะมีคำสั่งลงโทษได้ เนื่องจากเป็นกรณีที่ข้าราชการผู้นี้ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาไว้ก่อน เสมือนว่าข้าราชการผู้นี้ยังมิได้ออกจากราชการ

กรณีมีประเด็นพิจารณาต่อไปว่ากรมต้นสังกัดมีคำสั่งลงโทษไล่ข้าราชการผู้นี้ออกจากราชการ ฐานกระทำผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก โดยถือว่าเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งในขณะที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกานั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และอุทธรณ์ฟังขึ้นหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าโดยที่เรื่องนี้คดีอาญาของข้าราชการผู้นี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงมิใช่กรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุด การที่กรมต้นสังกัดลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากได้รับแจ้งจากจังหวัดว่าคดีของข้าราชการผู้นี้ถึงที่สุด เป็นการพิจารณาลงโทษโดยผิดหลง และแม้ว่ากรมจะอ้างว่ากรมมีคำสั่งลงโทษเมื่อล่วงพ้นระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว ก็ไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากหากตรวจสอบผลคดีอาญาให้ครบถ้วนถูกแล้วก่อนที่จะดำเนินการออกคำสั่ง กรมก็จะสามารถทราบผลคดีอาญาที่แท้จริงได้ คำสั่งกรมที่สั่งลงโทษข้าราชการผู้นี้ออกจากราชการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เรื่องที่ ๒ การลงโทษทางวินัย ต้องรอผลคดีอาญาหรือไม่

การดำเนินการทางวินัยให้รีบดำเนินการโดยเร็ว ไม่ต้องรอผลคดีอาญาว่าจะเป็นประการใด เพราะการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในคดีอาญานั้น ผู้บังคับบัญชามีอำนาจดำเนินการได้ โดยไม่ต้องรอผลการดำเนินคดีอาญา เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดอำนาจหน้าที่และวิธีการสอบสวนแยกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากการดำเนินคดีอาญา

กรณีนี้ผู้อุทธรณ์เป็นข้าราชการพลเรือนรายหนึ่ง ได้อุทธรณ์คำสั่งต่อ ก.พ.ค.ว่า ไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา และได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลจังหวัดไว้แล้ว โดยศาลจังหวัดได้ส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์ภาคพิจารณาแล้ว และผู้อุทธรณ์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ตามคำสั่งอนุญาตของศาลอุทธรณ์ภาค การพิจารณาโทษทางวินัยผู้อุทธรณ์ของกรมต้นสังกัดล้วนแต่ใช้ข้อพิจารณาและคำวินิจฉัยของศาลเป็นหลักเกือบทั้งหมด เมื่อคดีทางอาญายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้นการพิจารณาลงโทษทางวินัยก็ควรรอผลคดีอาญาจนถึงที่สุดด้วย คำสั่งกรมที่ ลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการตั้งแต่ จึงไม่ถูกต้อง และมีคำขอให้ยกเลิกคำสั่งเนื่องจากยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ รวมทั้งตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑

ประเด็นแรกที่ ก.พ.ค.ได้วินิจฉัย คือคำสั่งกรมที่ลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ เป็นการดำเนินการถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคณะ

กรรมการสอบสวนทางวินัยได้แจ้งข้อกล่าวหาตามแบบ สว.๒ ซึ่งให้ผู้อุทธรณ์ลงนามรับทราบ รวมทั้งได้สอบสวนรวบรวมหลักฐานโดยแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานจากสำนวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้เข้าจับกุมในที่เกิดเหตุ ตามแบบ สว.๓ ให้ผู้อุทธรณ์ลงนามรับทราบ ผู้อุทธรณ์ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาโดยมีพยานบุคคลสองรายเข้าชี้แจงด้วย จึงเป็นการให้โอกาสผู้อุทธรณ์ชี้แจงและนำสืบข้อกล่าวหาของตนแล้ว และมิได้ใช้เพียงคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมเป็นหลักฐานสำคัญอย่างเดียวโดยไม่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอื่นประกอบการการพิจารณา แม้ผู้อุทธรณ์จะปฏิเสธแต่ก็ยอมรับว่าของกลางที่เป็นยาเสพติดพบที่ตัวผู้อุทธรณ์ โดยมีชาวต่างชาติผู้หนึ่งเป็นผู้ให้มา ส่วนชาวต่างชาติผู้นั้นก็ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ส่งให้ผู้อุทธรณ์ แม้คดียังไม่ถึงที่สุด โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ก็ตาม ก็เชื่อได้ว่า ผู้อุทธรณ์ได้ครอบครองยาเสพติด อันเป็นการประพฤติตนไม่เหมาะสมกับหน้าที่ราชการไม่รักษาชื่อเสียงของตนและไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ของตนมิให้เสื่อมเสีย การกระทำของผู้อุทธรณ์จึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๑๓๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกับมาตรา ๙๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ตามที่ถูกสอบสวน

สำหรับประเด็นที่ผู้อุทธรณ์อ้างว่า การพิจารณาโทษทางวินัยก็ควรรอฟังผลคดีทางอาญาจนถึงที่สุด พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกำหนดแนวทางปฏิบัติตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ สร ๐๙๐๔/ว ๔ ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๐๙ ที่ว่า “การสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยไม่จำเป็นที่จะต้องรอฟังผลทางคดีอาญา” ก็เพื่อให้ส่วนราชการได้เร่งรัดทำการสอบสวนพิจารณาโทษข้าราชการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว การนำแนวทางปฏิบัติตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ฉบับดังกล่าว มาใช้บังคับ จึงสามารถกระทำได้ ดังนั้น การดำเนินการของคู่กรณีในอุทธรณ์เรื่องดังกล่าวจึงเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดแล้ว เมื่อการสอบสวนพิจารณารับฟังได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ และ อ.ก.พ. กรมได้ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ โดยเห็นว่าเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ต่อมากรมได้มีคำสั่ง ลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ จึงถูกต้องตามกฎหมายและระดับโทษเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น เห็นควรยกอุทธรณ์

เรื่องที่ ๓ การนำเงินที่ทุจริตไปแล้วมาคืน ขอลดหย่อนโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกได้หรือไม่ 
เมื่อคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หน่วยงานทางปกครองก็ต้องปฏิบัติตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ได้มีการวางแนวทางการลงโทษไว้แล้ว ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร.๐๒๐๕/ว ๒๓๔ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ การนำเงินที่ทุจริตไปแล้วมาคืน หรือมีเหตุอันควรปรานีอื่นใดไม่เป็นเหตุลดหย่อนโทษลงเป็นปลดออกจากราชการ การลงโทษโดยไล่ออกจากราชการ จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้าราชการรายหนึ่งได้อุทธรณ์คำสั่งต่อ ก.พ.ค. และมีคำขอว่าการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยมติอ.ก.พ. จังหวัดมีคำสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ โดยไม่นำส่งเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้สั่งหรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืน (แบบ ป.๒) และใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.๔) ตามระเบียบราชการ และนำเงินค่าธรรมเนียมไปใช้ส่วนตัวเพื่อไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลบุตรชายที่ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยตามมาตรา ๘๕ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้น เป็นการลงโทษที่หนักเกินไปและไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้อุทธรณ์ โดยไม่นำความดีความชอบและประวัติการทำงานมาลดหย่อนผ่อนโทษ อีกทั้งตนเองได้สารภาพเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน และเชื่อว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น จึงขอให้มีคำสั่งลดโทษจากไล่ออกเหลือปลดออก

ประเด็นแรกที่ต้องวินิจฉัย คือ กระบวนการสอบสวนและพิจารณาโทษของผู้อุทธรณ์ได้กระทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่อย่างไร พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้ตามรายงานของเจ้าหน้าที่การเงินได้รายงานว่า ผู้อุทธรณ์ในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานทะเบียนอาวุธปืนของอำเภอ มีพฤติการณ์ไม่นำส่งเงินค่าธรรมเนียมอาวุธปืนตามระเบียบของทางราชการ 

เมื่ออำเภอได้ตรวจสอบพบ ผู้อุทธรณ์จึงนำเงินค่าธรรมเนียม ส่งให้เจ้าหน้าที่การเงิน เข้าลักษณะความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ และเป็นไปตามแนวทางการลงโทษข้าราชการตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๒๐๕/ ว. ๒๓๔ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ ดังนั้นการที่จังหวัดได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้อุทธรณ์ โดยได้แจ้งและให้โอกาสผู้อุทธรณ์ชี้แจงข้อกล่าวหาและให้ถ้อยคำ ในส่วนของ การดำเนินการสอบสวนและพิจารณาโทษผู้อุทธรณ์จึงเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดแล้ว

ประเด็นที่สองที่ต้องวินิจฉัย คือ คำสั่งลงโทษผู้อุทธรณ์เหมาะสมกับกรณีความผิดหรือไม่ อย่างไร พิเคราะห์แล้วเห็นว่าโดยที่ผู้อุทธรณ์ไม่ได้โต้แย้งสาระสำคัญของกระบวนการสอบสวนหรือการพิจารณาโทษ คงโต้แย้งเฉพาะระดับโทษ โดยขอลดหย่อนโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกจากราชการ และได้พิเคราะห์ว่า คำสั่งลงโทษผู้อุทธรณ์เหมาะสมกับกรณีความผิดแล้ว เนื่องจากผู้อุทธรณ์ไม่นำส่งเงินค่าธรรมเนียมโดยอ้างว่าใบอนุญาตชำรุด หลุดจากเล่ม ทำให้หาต้นขั้วไม่เจอ 

เมื่อตรวจพบจึงนำเงินค่าธรรมเนียมส่งเจ้าหน้าที่การเงิน สำหรับเรื่องการออกใบอนุญาต นั้น ปรากฏว่าไม่ได้นำส่งเงินโดยอ้างความจำเป็นเกี่ยวกับบุตร พฤติการณ์ของผู้อุทธรณ์จึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

ตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบมติคณะรัฐมนตรี แจ้งตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร.๐๒๐๕/ว ๒๓๔ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ ซึ่งวางแนวทางการลงโทษข้าราชการผู้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือละทิ้งหน้าที่ราชการ ว่าควรลงโทษไล่ออกจากราชการ การนำเงินที่ทุจริตไปแล้วมาคืนหรือมีเหตุอันควรปรานีอื่นใดไม่เป็นเหตุลดหย่อนโทษ ลงเป็นปลดออกจากราชการ คำสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ จึงเหมาะสมกับกรณีความผิดแล้ว อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค. จึงมีมติเป็นคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ 
Read more ...

การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ปี 2553

26/7/53

เมื่อ 17 ก.ค.2553 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่สโมสรตำรวจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 

เดินทางมาเป็นประธานเพื่อมอบนโยบายในการปฏิบัติงานให้กับคณะกรรมการตรวจสอบ และติดตามการบริหารงานตำรวจ ใน

การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) ภาคประชาชน

ในวาระที่ กต.ตร.ชุดใหม่ที่ได้รับเลือกเข้ารับตำแหน่งทั่วประเทศ จำนวน 15,000 คน พร้อมประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยัง จ.นครราชสีมา จ.ลพบุรี จ.เชียงใหม่ และ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผบ.ตร.พร้อมผู้บังคับบัญชาระดับสูงร่วมประชุม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในภาวะที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งทำให้การทำงานของตำรวจต้องเผชิญความกดดันหลายด้าน เนื่องจากสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมเมือง ทำให้เกิดปัญหาทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด อบายมุข รวมทั้งความขัดแย้ง เนื่องจากการแตกแยกความคิดทางการเมือง และนำไปสู่การใช้ความรุนแรง การละเมิดกฎหมาย ทำให้ภาระของตำรวจเพิ่มขึ้น เนื่องจากสังคมกดดันอยากเห็นการทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพ การทำงานของ กต.ตร. จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ซึ่งหากหน่วยงานรัฐเชื่อมกับประชาชนได้ก็จะให้การทำงานต่างๆ สำเร็จโดยง่าย

“หน้าที่ของ กต.ตร.ในการตรวจสอบการทำงานของตำรวจเป็นพลังสำคัญที่ควรนำมาใช้ในช่วงที่บ้านเมืองต้องการกลับสู่ภาวะปกติ การสมานฉันท์ต้องการกลไกที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ในการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข เป็นเสมือนพลังของประชาชนที่เป็นกระจกเงาสะท้อนการทำงานของตำรวจให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไปหากมีการใช้อำนาจในส่วนนี้อย่างจริงจัง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ด้าน พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า กต.ตร.เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมา เพื่อเป็นหน่วยงานที่เชื่อโยงการทำงานระหว่างตำรวจกับประชาชนให้มีความใกล้ชิด และมีส่วนร่วมมากขึ้น ภาระสำคัญ คือตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผล รวมทั้งส่งเสริมชุมชนให้มีส่วนร่วม สนับสนุนการทำงานของตำรวจ ซึ่ง กต.ตร.ทุกระดับ มีความสำคัญโดยเฉพาะการดูแลป้องกันปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และข้อพิพาทในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือชี้วัดความสำเร็จในการปรับปรุงองค์กรตำรวจเพื่อประชาชนในอนาคต และก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของสังคม
Read more ...

อาณาจักรโล่เงิน ประจำวันที่ 7 ธันวาคม 2553

12/7/53
หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 7 ธันวาคม 2553 02:56:32 น.

สวัสดีครับแฟนคลับทุกท่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์ อาณาจักรโล่เงิน ถึงแม้จะเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ แต่ใจถึงพึ่งได้ นะครับ พูดถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อท่านเดินไปที่หน้าตึก 1 บริเวณด้านหน้าจะมีช้างหินอ่อน ตัวย่อม ๆ ยืนชูงวงอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น แถมอยู่ข้างเสาเสียด้วย ช้างเมื่อนำไปตั้งที่ไหนจะต้องมีเป็นคู่ ไม่ทราบว่าที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขาถือเคล็ดอะไรจึงได้ปล่อยให้ช้างยืนอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น ระวังนะครับประเดี๋ยว จะถูกโดดเดี่ยวเดียวดาย อย่างช้างหน้าตึก 1 บ้างจะหาว่าไม่เตือน.........
ถ้าเดินเข้าไปในห้องโถงบริเวณตึก 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเห็นรูปของอดีต ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว เคยทักท้วงไปแล้วว่า รูปของ พล.ต.อ. ประทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการแห่งชาติ ติดไว้ไม่ได้ไม่มีใครรับรู้ จะตีความเลี่ยงบาลีอย่างไรก็ไม่ได้ ท่าน ผู้อาวุโสหลายท่านให้ความเห็นและมีเหตุผลว่า ที่ไม่ควรนำรูป พล.ต.อ. ประทีป ตันประเสริฐ มาติดรวมกับอดีต ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจาก ท่านไม่ได้รับการโปรดเกล้าจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านมีตำแหน่ง พล.ต.อ.แต่ท่านได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี ให้รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เท่านั้น จึงไม่ควรอย่างยิ่ง

นักข่าวที่ติดบัตรผ่านเข้าออกหรือติดโชว์ในที่ต่าง ๆ โปรดทราบ ขณะนี้ตำรวจ สันติบาลเขากำลังสืบกันอยู่ว่า บัตรที่ติดหน้าอกของพวกนักข่าวทำไมมีมากเหลือเกิน ขณะที่เครื่องทำบัตรของ ตำรวจสันติบาลกำลังมีปัญหามานานแล้วแต่บัตรติดหน้าอกนักข่าวมีมากขึ้นทุกวัน สงสัยจะมีการทำปลอมกันขึ้นมา ตำรวจสันติบาลกำลังจะแจ้งยกเลิกบัตร ของตำรวจสันติบาลที่พวกท่านห้อยคอเดินกันเกร่อให้ทราบกันถ้วนหน้า....... 

บัตรรุ่นใหม่จะให้เฉพาะผู้สื่อข่าวที่มาทำข่าวภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ไม่แจกมากมายเหมือนที่ผ่านมา เป็นการป้องกันไม่ให้คนแปลกหน้านำบัตรของสันติบาลไปใช้ในทางที่ไม่ปกติอีกด้วย เห็นด้วยครับ ตำรวจสันติบาลต้องละเอียดรอบคอบ ทำดีอย่างนี้ต้องยกนิ้วให้ครับพ๊ม
ตำรวจที่ใช้รถติดทะเบียนตราโล่ โปรดทราบ การที่ท่านนำรถขึ้นทางด่วนโดยไม่จ่ายเงิน ทางด่วนเขาส่งคนมาตามเก็บที่หน่วยในภายหลัง ทำให้ผู้บังคัญชาเดือดร้อนกันหมด ท่านผู้บังคับบัญชาที่ต้องเสียเงินค่าทางด่วนให้ลูกน้อง นำนโยบายของ พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาใช้จะดีมาก ........ 

พล.ต.อ. สันต์ ท่านทำหนังสือถึงผู้อำนวยการทางด่วนว่า ถ้ารถตราโล่ขึ้นทางด่วน คนขับรถต้องแต่งเครื่องแบบตำรวจเท่านั้นจึงจะผ่านไปได้ ท่านให้ผู้อำนวยการทางด่วนถ่ายเอกสารของท่าน แจกไปทุกด่านถ้ารถตราโล่คันไหนคนขับไม่ใส่เครื่องแบบให้โชว์หนังสือของท่านให้ดู เรียกเก็บเงินได้ทันที การทำเช่นนี้เป็นการปรามไม่ให้ตำรวจนำตราโล่ไปทำปลอมเพื่อขายให้กับบุคคลภายนอก เป็นสิ่งที่ดีครับหน่วยงานต่าง ๆ ควรนำไปทำเป็นตัวอย่าง อย่างน้อยเป็นการป้องกันไม่ให้ อาเจก อาเฮีย อาแปะ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ทั้งหลายเบ่งขึ้นทางด่วนฟรีด้วยครับ
Read more ...

ความพยายามแต่งตั้งที่ปรึกษา สบ 10( เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.) แต่ไม่สำเร็จ

9/7/53
โดย ผู้จัดการ เมื่อ 9 ก.ค.2553

พล.ต.ท.เหมราชฯ 

เมื่อ 9 ก.ค.2553 เวลา 16.30 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)
พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษก ตร.กล่าวสรุปผลการประชุม ก.ตร.ในวันนี้ ว่า

ที่ประชุม ก.ตร.ยังไม่พิจารณาตั้งที่ปรึกษา (สบ 10) เนื่องจากคณะกรรมการกลั่นกรองยังไม่ได้ข้อยุติรายชื่อผู้ที่เหมาะสม เผย พร้อมดำเนินการตามกฎ ก.ตร.เรียงตามอาวุโส ขณะที่ “เหมราช” ยอมรับ “อัศวิน” เข้าหาทางอ้อมเช่นกัน ชี้ ควรพิจารณาในวาระประจำปี ทุกคนมีความสุขกันถ้วนหน้า แย้มหลายฝ่ายรู้กันเป็นนัยอยู่แล้วตำแหน่งนี้เป็นของ “อัศวิน”

วาระแรกที่ประชุมได้รับทราบเรื่อง

พล.ต.ท.อำนวย ดิษฐกวี คณะกรรมการ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ลาออก

โดย ก.ตร. เห็นชอบให้มีการแต่งตั้ง

พล.ต.ท.ไพศาล ตั้งใจตรง อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.ทดแทน

เนื่องจากอยู่ในบัญชีผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งอยู่ในลำดับถัดไป ซึ่งเจ้าตัวยอมรับแล้ว และเลขา ก.ตร.กำลังตรวจสอบคุณสมบัติ และเสนอโปรดเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ทาง ก.ตร.ยังทราบเรื่องการแบ่งงาน ตร.เป็น 5 หน้างาน โดยเพิ่มงานสืบสวน และเรื่องสุดท้ายที่ใช้เวลาในการพิจารณานานก็คือเรื่อง การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ขอเรียนว่า

“เมื่อเช้ามีการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกแต่ว่าคณะกรรมการคัดเลือกไม่สามารถมีมติได้ก็กลับมารายงาน ก.ตร.ว่า ในช่วงการพิจารณาคัดเลือกมีข้อสงสัยว่า ในมติ ก.ตร.ครั้งที่ผ่านมา ที่มีการให้เปิดตำแหน่ง (สบ 10) นั้น คณะกรรมการมีมติให้มีการแต่งตั้งพร้อมกับการแต่งตั้งนายพลวาระประจำปี ตามความเห็นของ พล.ต.ท.เหมราช ธารีไทย หรือไม่ ซึ่ง ก.ตร. ยืนยันว่า การเปิดตำแหน่งในครั้งนั้นไม่ได้มีมติ ให้แต่งตั้งพร้อมกับวาระประจำปี ความเห็นของพล.ต.ท.เหมราช จึงเป็นความเห็นเฉพาะตัวและมีการบันทึกลงไปในรายงานการประชุมด้วย “

พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก.ตร.จึงมีมติให้คณะกรรมการคัดเลือกไปคัดเลือกผู้เหมาะสมใหม่ และพักการประชุมประมาณ 40 นาที เนื่องจากไม่มีมติให้ไปแต่งตั้งพร้อมกับวาระประจำปี และ รรท.ผบ.ตร.ได้เข้าประชุมด้วย เพราะต้องเป็นผู้เสนอชื่อตัวบุคคล จากนั้น รรท.ผบ.ตร.ก็กลับมารายงานให้ ก.ตร.ใหญ่ทราบ ว่า ในการประชุมคัดเลือกครั้งที่ 2 ที่ประชุมไม่สามารถที่จะพิจารณาตัวบุคคลได้ ก.ตร.จึงมีมติ ว่า เมื่อไม่สามารถพิจาณาได้ก็ให้กลับไปเริ่มต้นใหม่ว่า จะมีเหตุผลความจำเป็นใดหรือไม่ ที่จะมีการเสนอตำรวจเข้าสู่ตำแหน่งที่เปิดใหม่โดยเฉพาะ หรือควรแต่งตั้งในวาระประจำปี ซึ่งจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมซึ่งจะมีการแต่งตั้งนายพลวาระประจำปี จากนั้น ก.ตร.จึงได้เลิกประชุม

พร้อมเสนอตามอาวุโส

เมื่อถามว่า ในวันนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือก ได้มีการเสนอตัวบุคคลหรือไม่ พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า ตนได้สอบถาม รรท.ผบ.ตร.เช่นกัน ซึ่ง ท่านระบุว่า ยังไม่ได้มีการเสนอ และจะเสนอตัวบุคคลตามกฎ ก.ตร.ที่ให้ไว้ คือ เรียงลำดับอาวุโส

เมื่อถามว่า เหตุใดจึงไม่มีการเลือกตัวบุคคล พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า ยังมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับการคัดเลือกเป็นกรณีพิเศษนั้น เป็นกรณีพิเศษหรือวาระประจำปี และจะมีการประชุม ก.ตร.เมื่อใด และจะมีการแต่งตั้งตำแหน่งที่เปิดใหม่หรือไม่ หรือจะแต่งตั้งพร้อมกับวาระประจำปี ซึ่งมีกำหนดภายในเดือนสิงหาคมก็เหลือแค่เดือนเดียว ก็ขึ้นกับประธาน ก.ตร. พิจารณา

เมื่อถามว่า ในฐานะที่ท่านเองเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 2 และจะมีการแต่งตั้งข้ามอาวุโส ท่านมีความเห็นอย่างไร พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า ตนคงไม่สามารถตอบได้ เพราะมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้

เมื่อถามว่า ในครั้งก่อนนั้น พล.ต.ท.อัศวิน ได้สัมภาษณ์ว่า ตนเหมาะสม เพราะได้ทำประโยขน์ให้สังคมไว้มาก รู้สึกว่าเหมือนโดนตบหน้าหรือไม่ พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า ไม่รู้สึกนะ ไม่เห็นเจ็บเลย ก่อนจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ยัน ก.ตร.ไม่ล่ม เพราะยังไม่ขึ้นเรือ

ด้าน พล.ต.ท.เหมราช ธารีไทย ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวภายหลังการประชุม ว่า การประชุม ก.ตร.วันนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธาน ก.ตร.สั่งยุติหลังจากที่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.รายงานต่อ ก.ตร.ว่า คณะกรรมการกลั่นกรองยังไม่ได้ข้อสรุป โดยก่อนหน้านั้น พล.ต.อ.ปทีป ได้เสนอให้ ก.ตร.พิจารณาว่าการแต่งตั้งตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านการสืบสวนสามารถพิจารณาได้ทันทีหรือไม่ ก่อน ก.ตร.จะให้ไปประชุมบอร์ดกลั่นกรองพิจารณาบุคคลตามที่ รรท.ผบ.ตร.เสนอ แต่การประชุมกลั่นกรองก็ไม่ได้ข้อสรุป ในที่สุดก็หาคนมาลงไม่ได้ รรท.ผบ.ตร.จึงรายงานต่อ ก.ตร.ซึ่ง นายสุเทพ ก็สั่งยุติการประชุมทันที โดยไม่ได้บอกว่าจะประชุมพิจารณาวาระนี้ครั้งต่อไปหรือไม่ อย่างนี้ไม่ถือว่าล่ม เพราะยังไม่ขึ้นเรือด้วยซ้ำ แต่ก็มีความพยายามจะพิจารณาตัวบุคคลกันในวันนี้

พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า เหตุที่ ก.ตร.ไม่ยอมให้มีการแต่งตั้ง คือ ควรต้องแต่งตั้งในวาระประจำปีเสียคราวเดียว ไม่ต้องรีบร้อน และการพิจารณาในตำแหน่งระดับรองผบ.ตร.หรือที่ปรึกษา (สบ 10) นี้ กฎ ก.ตร.ก็ระบุชัดเจนว่าต้องเป็นไปตามลำดับอาวุโส

“ผมว่ามันควรจะไปพิจารณากันในวาระประจำปี ผู้ช่วยที่มีอาวุโสทุกคนจะได้ แล้วคนที่เขาหมายว่า จะให้ได้ ก็ได้ด้วย ได้เป็น พล.ต.อ.ด้วยกันหมด มีความสุขกันทุกคน และตามกฎหมายในเดือนหน้า เดือนสิงหาคมก็ต้องพิจารณาแต่งตั้งแล้ว เรื่องนี้มันรู้กันนัยนัยอยู่แล้วว่ามีตำแหน่งนี้เป็นของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.” พล.ต.ท.เหมราช กล่าว

แนะตั้งรวมวาระประจำปี

เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรหากแต่งตั้ง พล.ต.ท.อัศวิน ขึ้นมาโดยข้ามอาวุโส พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า สำหรับ พล.ต.ท.อัศวิน ก็เป็นน้อง เป็นลูกศิษย์ตน และเคยพูดกันอยู่ “ความก้าวหน้าของน้องๆเป็นความต้องการของผม ถ้าได้ก็ต้องได้กันทุกคน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นนักกีฬา มีกติกา ก็เสนอว่าควรแต่งตั้งรวมในวาระประจำปี จะได้หมดปัญหา”พล.ต.ท.อัศวิน กล่าว

เมื่อถามว่า พล.ต.ท.อัศวิน ได้มาคุย มาให้ช่วยสนับสนุนหรือไม่ พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า ก็มา

ถามว่า แต่งตั้งครั้งนี้รัฐบาลสั่งมาหรือไม่ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าการแต่งตั้งครั้งนี้รัฐบาลหรือใครสั่งมาหรือไม่ ตนตอบไม่ได้

ยัน ก.ตร.มีจุดยืนพิจารณาตามกฎ-ระเบียบ

เมื่อถามถึงกรณีที่ ก.ตร.ถูกโจมตีเรื่องการยอมเปิดตำแหน่ง และพยายามแต่งตั้ง ดูเหมือนไม่มีจุดยืน พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า ก.ตร.มีจุดยืนแน่นอน โดย ก.ตร.มีจุดยืนว่าต้องให้ความยุติธรรม ทำให้คนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความเป็นธรรมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งเสมอกันคงไม่ได้ คนมันเยอะ แต่ต้องให้อยู่ในทำนองคลองธรรม เหมาะสมตามสมควร แต่จะพูดว่าคนที่พยายามเสนอกันวันนี้ไม่อยู่ในทำนองคลองธรรมคงไม่ได้ อย่าพูดอย่างนั้น เพราะทุกคนอยากเป็นกันทั้งนั้น เราเอาความรู้สึกไปตัดสินไม่ได้ แต่การแต่งตั้งมีกฎ ระเบียบที่ต้องยึดถือ

ยันไม่ตั้ง ที่ปรึกษา (สบ 10) ก่อนวาระประจำปี

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจาก พล.ต.ท.อัศวินที่ให้ช่วยสนับสนุนแล้วยังมีคนอื่นต่อสายให้ช่วยสนับสนุน พล.ต.ท.อัศวิน อีกหรือไม่ พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า พล.ต.ท.อัศวิน ไม่เคยต่อสายมาถึงตน แต่ก็มีมาทางอ้อมบ้าง ธรรมดา ขณะที่ฝ่ายการเมืองไม่มีใครมาพูดกับตนเลย อย่างไรก็ตาม ก.ตร.ก็จะไม่มีการพิจารณาแต่งตั้งตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านการสืบสวน ก่อนวาระประจำปี เรามีจุดยืนอย่างนี้แม้มีความพยายามเรา ก.ตร.ก็ต้องยืนยันตามนี้
Read more ...

การแต่งตั้ง ที่ปรึกษา(สบ 10)เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.ก่อนวาระประจำปี ในรัฐบาลมาร์ค

8/7/53
ยำตำรวจหั่นดอกไม้และกระบอง
 
โดยนายดาบเคน เมื่อ 4 ก.ค.2553
 
นายดาบเคน รายงานตัวเข้าเวรวันนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ค.53
 
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรต้นธารขบวนการยุติธรรม

 
ยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประธาน ก.ต.ช. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ประธาน ก.ตร.

ไม่สามารถแต่งตั้ง ผู้นำตัวจริง ได้ มีเพียงแค่ ผู้รักษาการ ตำรวจจึง ไร้หัว ไม่เคยปรากฏมาก่อนขององค์กรตำรวจ ถือว่า ตกต่ำ ไร้เกียรติ ศักดิ์ศรี ยิ่งนัก

การเมือง พยายาม แทรกแซง เหมือนตำรวจเป็นของเล่น ในกำมือ

แถมถูกมองด้วย สายตาดูแคลน และต่างๆนานา

วันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศ ปฏิรูป ตำรวจ ให้ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธาน

ก็น่าคิด ขนาดแต่งตั้ง ผบ.ตร.ตัวจริง ยังแต่งตั้งไม่ได้ แล้วยังจะคิด ปฏิรูปตำรวจ เฮ้อ.....และแล้ว การนัด ประชุม ก.ตร.วาระพิเศษเร่งด่วน ในวันที่ 2 ก.ค. ก็เลื่อนออกไปเป็น วันที่ 9 ก.ค.

อย่างที่รู้กัน จะเป็นการผลักดัน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. นรต. 30 อาวุโสอันดับ 7

กระโดดข้ามขึ้นไปนั่งในตำแหน่งที่เพิ่งเปิดใหม่เร่งด่วนเรียบร้อยไปแล้ว ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร.

แล้วรวบรัดขึ้นนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. ตามเป้าหมายที่มีการวางเอาไว้!!!

แม้แต่เจ้าตัวก็ยังเปิดเผยความรู้สึกหากได้รับการเสนอชื่อ
"ยอมรับ อยากได้ แต่ไม่กดดัน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ทำอะไรแล้วคนอิจฉา ดีกว่าให้คนเวทนา"

ต้องจับตาวันที่ 9 ก.ค.นี้ จะเป็นการ วัดใจ ก.ตร. อีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมา ยอมให้ผ่านตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10)ฯ

ไม่ระบุตัวบุคคลที่จะมาลงในตำแหน่งนี้ และให้ มีการแต่งตั้งในวาระประจำปี

แต่ยุคนี้ อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ แม้แต่ความไม่แน่นอน

ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะมี ก.ตร.กี่คน ลาขาดการประชุม
ที่แน่ๆ "นายแน่มาก" พล.ต.ท.อำนวย ดิษฐกวี ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เข้าประชุม เพราะยื่น ลาออก จากตำแหน่งแล้ว!!!
ใครที่สนิท ลองถามดูได้ เพราะเหตุผลอะไร?!? ได้ยินแล้วสะอึก!!!

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันนี้ระส่ำหนักอีกเรื่อง ที่คาราคาซัง

เรื่อง จัดลำดับอาวุโส รอง ผบ.ตร.ยังหาข้อยุติไม่ได้

ระหว่าง พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี กับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์

เพราะมันมีผลต่อตำแหน่งหน้าที่การงาน ที่ยังมีเวลาที่เหลือกันอยู่อีก

พล.ต.อ. บุญเพ็ญ บำเพ็ญบุญ ประธานอนุ ก.ตร.ฝ่ายกฎหมายฯ กำลังพิจารณา ไม่รู้ว่าจะลงตัวได้หรือไม่
Read more ...

พท.ยื่นซักฟอก"มาร์ค - 5 รมต."

24/5/53

โดยมติชน เมื่อ 24 พ.ค.2553

พรรคเพื่อไทย(พท.) ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 6 คน ประกอบด้วย 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี 
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และ
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ได้ยื่นถอดถอนรัฐมนตรี 4 คน ประกอบด้วย 
นายอภิสิทธิ์ 
นายสุเทพ 
นายชวรัตน์ และ
นายโสภณ

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พท. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน นายวิชาญ มีชัยนันท์ ส.ส.กทม. และนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท. เข้ายื่นหนังสือต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอนนายอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรี รวม 4 คน ซึ่งนายประสพสุข รับปากว่า จะรีบไปดำเนินการตรวจสอบรายชื่อตามกระบวนการรัฐธรรมนูญต่อไป

ต่อมาเวลา 13.20 น. นายวิทยา พร้อมคณะเข้ายื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รวม 6 คน ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยแยกเป็น 2 ญัตติๆ แรกขอเปิดอภิปรายฯนายกรัฐมนตรี ส่วนญัตติที่ 2 ขอเปิดอภิปรายฯรัฐมนตรี 5 คน และในท้ายญัตติได้เสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธานส.ส.พท.เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

อ้างหวังตีแผ่ความจริงลุยม็อบ

"ที่ไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่สมัยประชุมสามัญที่ผ่านมา เพราะเหตุการณ์และการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้านในตอนนั้นล่อแหลมมาก ในช่วงเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างปฏิบัติการที่ทำให้เกิดความสูญเสีย ถ้าฝ่ายค้านยื่นเสียแต่วันนั้นแล้วเสียงฝ่ายรัฐบาลมากกว่า เท่ากับว่าฝ่ายค้านประทับตราความชอบธรรมให้รัฐบาลทันทีและเท่ากับผู้ชุมนุมทำผิด แต่ในครั้งนี้ประชาชนที่มาชุมนุมกลับไปแล้วจึงจำเป็นต้องสะท้อนการใช้อำนาจรัฐที่ผ่านมา สถานการณ์จึงต่างกัน"นายวิทยา กล่าว
เมื่อถามว่า แสดงว่าครั้งนี้มั่นใจว่า พรรคร่วมรัฐบาลเองจะเทเสียงให้ในการลงมติ นายวิทยากล่าวว่า ความจริงฝ่ายค้านต้องการอธิบายให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่ได้หวังอะไรจากพรรคร่วมรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่หวังจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ต้องการให้เห็นความจริง เห็นความผิดพลาดการบริหารโดยรัฐบาล

ซัดรมต.บริหารงานผิดพลาด

"ส.ส.ฝ่ายค้านได้เข้าชื่อยื่นถอดถอน 159 คน  และเข้าชื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 184 คน โดยผู้ที่ถูกยื่นถอดถอนและอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมดนั้น เนื่องจากการบริหารงานที่ผิดพลาด ได้แก่

นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย, 

นายชวรัตน์ มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตและส่อว่า กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย, 

นายโสภณ บริหาราชการแผ่นดินโดยกำหนดนโยบายเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สินและประโยชน์ทางการเมือง ส่อว่ารู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้พวกพ้องหรือผู้สนับสนุนทางการเมืองของตนเองเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากโครงการที่กำหนดขึ้น
นายกรณ์ ดำเนินนโยบายการเงินการคลังและการงบประมาณประเทศผิดพลาดบกพร่อง ไม่ดำเนินการตามแผนงานการบริหารราชการแผ่นดินปี 2552-2554 และแผนนิติบัญญัติปี 2552-2554 มุ่งแสวงหาการก่อหนี้สาธารณะ โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ อีกทั้งนำเงินที่ได้จากการกู้ไปดำเนินนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์กับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ 

นายกษิต บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศชาติในสายตาประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ก้าวร้าวต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายที่เห็นต่างกับตนเอง มุ่งทำลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นายกฯละเมิดสิทธิฯร้ายแรง

สำหรับญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี  ระบุว่า 

นายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้บริหารราชการแผ่นดินโดย

ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน 

ขาดความรู้ความสามารถ 

มีพฤติกรรมส่อว่า จงใจไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้  
กำกับดูแลบริหารราชการแผ่นดินโดยไร้ประสิทธิภาพ 

มีส่วนรู้เห็น ปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่น แสวงหาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างกว้างขวาง 

เป็นไปในลักษณะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 

มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยการสั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามทุกชนิดเข้าทำการปราบปรามประชาชนหลายครั้ง 

เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตร่างกายของประชาชนจำนวนมาก

กระทำการกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาฐานก่อการร้าย กลั่นแกล้งประชาชนผู้สุจริตไม่ให้ทำธุรกรรมในสถาบันทางการเงินและกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ขาดหลักธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล มีปัญหามาตรฐานทางจริยธรรมและคุณธรรมต่ำ แนวนโยบายด้านการต่างประเทศล้มเหลว ไร้วินัยการเงินการคลัง
"หากจะให้บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างร้ายแรง จนยากที่จะเยียวยาแก้ไขได้ "ญัตติระบุ 
Read more ...

กรณีข้าราชการตำรวจถูกฟ้องล้มละลายและเป็นบุคคลล้มละลาย

9/4/53
พล.ต.ต.ปัญญา เอ่งฉ้วน

ผู้บังคับการ กองวินัย

ข้าราชการตำรวจกลุ่มงานนิติกรด้านเสริมสร้างและพัฒนาวินัย กองวินัย

ตามที่กองวินัยได้มีการตอบปัญหาเรื่องวินัยให้แก่ข้าราชตำรวจและบุคคลทั่วไป อย่างต่อเนื่อง นั้น มีผู้เข้ามาสอบถามปัญหาต่างๆมากมาย ทั้งเรื่องเกี่ยวกับวินัยของข้าราชการตำรวจ เรื่องการดำเนินการทางวินัยและเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับวินัยแต่ กองวินัย ก็สามารถตอบและชี้แนะแนวทางให้ได้ ซึ่งปัญหาที่ข้าราชการตำรวจถามก็รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับล้มละลายในกรณีที่ข้าราชการตำรวจถูกฟ้องล้มละลาย ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย เรื่องนี้มีข้าราชการตำรวจหลายนายที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเท่าที่ควร ในเบื้องต้นจึงขอให้ทำความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับการที่จะถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย กล่าวคือ

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.91 มีหลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายโดยเจ้าหนี้ธรรมดามี 3 ประการคือ

ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท

หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม

ตาม ม.9 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ข้างต้นเป็นหลักเกณฑ์ของการฟ้องคดีของเจ้าหนี้ธรรมดา กล่าวคือเป็นเจ้าหนี้สามัญไม่มีประกัน ส่วนเจ้าหนี้มีประกันกล่าวคือเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งในทาง จำนำ จำนองหรือสิทธิยึดหน่วง ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ตาม ม.102 แห่งพ.ร.บ.ล้มละลาย

ต่อมา เมื่อข้าราชการตำรวจถูกฟ้องคดีล้มละลาย สิ่งที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบคือ

การรายงานตนต้องหาคดีล้มละลาย ตาม ประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี เล่ม 1 ตอน 1 ประเภทบุคคล บทที่ 133 โดยการรายงานตนต้องหาคดี ดังกล่าวจะต้องรายงานภายในกำหนด 3 วันนับแต่ได้รับหมายจากศาลล้มละลาย

กระบวนการพิจารณาคดีล้มละลายนั้น เมื่อศาลพิจารณาได้ความจริงตาม ม.9 หรือ ม.10 แล้ว ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามม. 144 แห่งพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 และหากต่อมากระบวนการพิจารณาของศาลล้มละลายได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ข้าราชการตำรวจผู้เป็นลูกหนี้ เป็นบุคคลล้มละลายตาม ม.615 แห่งพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดใน กฎ ก.ตร. ตาม ม.100 (3)6 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ซึ่ง กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ(ฉบับที่ 2 )พ.ศ.2549 ข้อ 4 (1)7 กล่าวคือเป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย ดังนั้น ผู้มีอำนาจตาม ม. 72 จึงสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ เพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้

กรณีที่มีคำพิพากษาของศาลล้มละลายให้ผู้นั้นเป็นบุคคลล้มละลาย แล้วต่อมามีการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลาย ตามม. 24 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2548 ให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งไปยังศาลฎีกา ไม่ว่าจะเป็นคดีล้มละลายธรรมดาหรือในคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ก็ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาเช่นกัน ซึ่งกรณีเช่นนี้หากมีการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่ง ย่อมถือว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ดังนั้นยังไม่ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามม. ตาม ม.100 (3) พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 ข้อ 4 (1) จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะสั่งให้ออกจากราชการ ดังกล่าว
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม