วัชรพลลาออกเลขากตช.-โฆษกสตช.

1/10/52



วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552 14:09
อ้างมารยาท เมื่อผู้บัญชาการคนเก่าหมดวาระ ควรเปิดโอกาสให้ผู้บัญชาการคนใหม่หาคนที่เหมาะสมมาแทน


พล.ต.อ.วัชพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวว่า ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง เลขานุการคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ต.ช.แล้ว โดยผ่านทาง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


พล.ต.อ.วัชพล กล่าวถึงเหตุผลของการลาออกว่า โดยมารยาท เมื่อครบวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนเก่า จึงต้องการเปิดโอกาสให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ได้พิจารณาแต่งตั้งผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งแทน พร้อมยืนยันว่า การลาออกครั้งนี้ไม่มีแรงกดดันจากการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับการที่ไม่สามารถคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในช่วงที่ผ่านมาได้ และในวันนี้ก็ได้ลาออกจากการทำหน้าที่เป็น โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกด้วย

Read more ...

ศาลปค.รับคดี'ชาย'ฟ้อง ป.ป.ช.ไม่เปิดเผยข้อมูล 'ตร.'ย้ำ'พฤติการณ์ม็อบ' 'ไม่ชุมนุมสงบ'ตามรธน.

1/10/52


วันที่ 9 ก.ย. 2552 เวลา 10.30 น. ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ 
นายอนุวัฒน์ ธาราแสวง 
ตุลาการหัวหน้าคณะและตุลาการเจ้าของสำนวน มีคำสั่งรับฟ้องคดีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเลขาธิการป.ป.ช. 
ที่มีคำสั่งกำหนดวันพิจารณาและชี้มูลความผิดคดีสั่งสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 ผู้ฟ้องคดี โดยมิชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งปฏิเสธไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบพยานเอกสารในสำนวนคดี และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร 
จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของป.ป.ช.เมื่อวันที่15 พ.ค.2552 ให้ผู้ฟ้องคดีได้มีโอกาสตรวจพยานหลักฐานในสำนวนตามสมควร ขอให้ศาลสั่งป.ป.ช.ชะลอการลงมติชี้มูลความผิดผู้ฟ้องคดีจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และสั่งให้การกำหนดวันชี้มูลความผิดแก่ผู้ฟ้องคดีในวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย 
ทั้งนี้ศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่า กรณีที่ป.ป.ช.ปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ผู้ฟ้องคดีได้ขอไปตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารนั้น กรณีนี้ศาลเห็นว่าเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ แต่ในส่วนประเด็นคำร้องที่ขอให้ศาลสั่งป.ป.ช.ชะลอการลงมติชี้มูลความผิดผู้ฟ้องคดีจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และสั่งให้การกำหนดวันชี้มูลความผิดแก่ผู้ฟ้องคดีในวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายนั้น 
ศาลเห็นว่าการดำเนินการชี้มูลความผิดของป.ป.ช.เป็นการอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 250 วรรค 2 จึงเป็นการกระทำในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ กรณีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องกรณีนี้ไว้พิจารณา และเมื่อศาลได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องจึงไม่มีกรณีที่ต้องพิจารณาคำร้องคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองอย่างใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิจารณาแต่อย่างใด
“ทนายสมชาย” หวังคำสั่งป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฏหมาย หลังศาลปกครองรับฟ้อง

นายวัฒนา เตียงกูล ทนายความส่วนตัวของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งรับคำฟ้องในประเด็นที่ว่าคำสั่งของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ปฏิเสธไม่ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารหรือการตรวจพยานเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ไว้พิจารณา ตามที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีนายสมชายได้ยื่นฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าหากในที่สุดถ้าศาลปกครองมีคำสั่งว่าคำสั่งของคณะกรรมการป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็อาจจะทำให้มีผลต่อกระบวนการไต่สวนที่ดำเนินการมาแล้วว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ และอาจจะมีผลตามมาต่อคำสั่งชี้มูลความผิดของคณะกรรมการป.ป.ช.ด้วยหรือไม่ อีกทั้งมีปัญหาว่าในชั้นพิจารณาของอัยการสูงสุดต้องรอผลคำพิพากษาของศาลปกครองก่อนหรือไม่

“ตำรวจ” แถลงโต้ป.ป.ช. ย้ำมีพยานหลักฐานยืนยันพฤติการณ์ของผู้ชุมนุม ไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ


อีกด้านหนึ่ง พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกันแถลงชี้แจงกรณีที่ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล โดยยืนยันให้ประชาชนมั่นใจว่า ตำรวจทุกนายจะยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองใดๆ ในปัจจุบัน

ในส่วนของพล.ต.อ.พัชรวาท ในฐานะผู้ถูกชี้มูลความผิด จะต่อสู้คดีตามกฎหมาย ยืนยันว่าได้ดำเนินการไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าพยานหลักฐานที่ส่งมอบให้ป.ป.ช.เพิ่มเติม จะเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่ทำให้เห็นว่า ตำรวจทำไปตามกฎหมาย

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ได้รวบรวมพยานหลักฐานยืนยันพฤติการณ์ของผู้ชุมนุม ไม่ได้เป็นการชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด มีการยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งทำเนียบรัฐบาล และมีการกระทำอีกหลายอย่างที่เป็นการกระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเสนออัยการพิจารณา

Read more ...

ศาลสั่งรับมานิตกลับตำรวจ-เปล่าผลักไสโดนตีไล่ทักษิณ

1/10/52



ศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่ง สตช.ปลดอดีต ผบก.น.1 ออกจากราชการ ระบุ ปปช.ชี้มูลมั่ว พร้อมให้คืนรวมทั้งคืนสิทธิที่พึงได้ตามกฎหมายให้แก่ พล.ต.ต.มานิต ภายใน 45 วัน


บ่ายวันที่ 30 ก.ย.2552 ศาลปกครองกลางโดย นายอนุพงศ์ สุขเกษม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและคณะ มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 647/2550 ลงวันที่ 16 ต.ค. 2550 ที่ลงโทษปลด


พล.ต.ต.มานิต วงษ์สมบูรณ์ อดีตผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1


ออกจากราชการ และเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจที่สั่งยกอุทธรณ์ของ พล.ต.อ.มานิต โดยศาลยังสั่งให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติดำเนินการให้ พล.ต.ต.มานิต กลับเข้ารับราชการรวมทั้งคืนสิทธิที่พึงได้ตามกฎหมายให้แก่ พล.ต.ต.มานิต ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด


คำพิพากษาดังกล่าวสืบเนื่องจากหลัง คณะกรรมการ ปปช. ได้ชี้มูล ว่า พล.ต.ต.มานิต  กระทำความผิดทางวินัยและมีพฤติการณ์แสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและกระทำการหรือละเว้นการกระทำการใดๆอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรงตามมาตรา 79 (2) (5) (6) แห่ง พ.ร.บตำรวจแห่งชาติ 2547 กรณีช่วยผู้กระทำผิดมิต้องได้รับโทษในการกระทำการควบคุมหรือจับกุม


นายวิชัย เอื้อสิยาพันธุ์


ซึ่งเป็นประชาชนที่ตะโกนต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2549 ที่บริเวณศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า แขวงปทุมวัน กทม. จนเป็นเหตุให้มีการทำร้ายร่างกายนายวิชัย ซึ่งเป็นผู้ถูกควบคุมหรือถูกจับกุมจนเป็นเหตุให้ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจและ ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการซึ่ง ซึ่งพล.ต.ต.มานิตได้ยื่นฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลปกครอง


ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์เอกสารหลักฐาน คำให้การของพยานบุคคล พยานวัตถุและแผ่นวีดิทัศน์ซึ่งมีภาพเคลื่อนไหวภาพนิ่งรวมทั้งภาพถ่ายที่ปรากฏในคดีแล้ว เห็นว่า ขณะที่ พล.ต.ต.มานิตเข้าไปในที่เกิดเหตุ และมีการยื้อยุดเพื่อดึงตัวนายวิชัย เห็นว่าการกระทำเป็นลักษณะการช่วยแยกนายวิชัยออกมาจากกลุ่ม ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ มากกว่าที่จะเข้าไปจับกุมตัวนายวิชัย โดยพล.ต.ต.มานิต ได้พยายามตะโกนขอให้ผู้ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ หยุด แลพานายวิชัยไปที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน พล.ต.ต.มานิต ก็ได้พูดกับกลุ่มคนที่ห้อมล้อมว่าไม่มีอะไร แต่ที่ต้องนำตัวนายวิชัยออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้มีการตีกัน


และนายวิชัยก็ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุว่าขณะที่ถูกรุม พล.ต.ต.มานิต ซึ่งทราบชื่อในภายหลังได้เข้ามาช่วยเหลือ รวมทั้งให้การเพิ่เติมในเวลาต่อมาว่าตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาหรือจับกุมตัวแต่อย่างใด รวมทั้งได้ยิน พล.ต.ต.มานิต พูดคำว่า หยุดในระหว่างเกิดเหตุ ประกอบกับ พยานบุคคลคือ


นางกชชมณฑ์ อรชุนวงค์


ที่ให้การว่าเห็น พล.ต.ต.มานิตผลักนายวิชัยเข้าไปในกลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นการเห็นผ่านกล้องโทรศัพท์ที่ตัวเองถ่ายภาพจึงไม่อาจชี้ชัดได้ว่า พล.ต.ต.มานิต มีเจตนาที่จะผลักนายวิชัยเข้าไปหากลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อให้มีการรุมทำร้าย เพราะหากมีเจตนาดังกล่าวจริง พล.ต.ต.มานิตก็ไม่ต้องเข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์ เพราะผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้กำลังเข้าไปกระชาก ลากดึง นายวิชัยอยู่แล้ว


ส่วนที่พล.ต.ต.มานิตไม่ได้ดำเนินการจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ ในทันทีศาลเห็นว่าการจับกุมย่อมอยู่ในดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินการอย่างไรตามสถานการณ์ที่เหมาะสมซึ่งในกรณีที่เกิดเหตุมีการชุลมุนของประชาชนสองกลุ่มที่มีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน การที่ พล.ต.ต.มานิตพยายามเข้าไป กันตัวนายวิชัย ซึ่งเป็นตัวต้นเหตุออกจากจุดเกิดเหตุเสียก่อนโดยมิได้จับกุมผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณในทันทีจึงมีเหตุผลเพียงพอที่ฟังได้ อีกทั้งนายวิชัยยังให้การว่าได้รับความช่วยเหลือจาก พล.ต.ต.มานิตกรณีจึงไม่อาจรับฟังว่า พล.ต.ต.มานิตมีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติในการเข้าจับกุมตัวเฉพาะนายวิชัยที่เป็นผู้ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งมีพฤติการณ์ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เข้าไปช่วยเหลือนายวิชัยไม่ให้ถูกทำร้ายและไม่จับกุม ผู้ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่ถูกกล่าวหา
ส่วนที่มีการกล่าวหาว่า พล.ต.ต.มานิต มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติไม่ยึดหลักความเสมอภาคในการใช้กฎหมาย ใช้อำนาหน้าที่ตามอำเภอใจและใช้ดุลพินิจโดยมิชอบในกรณีให้ดำเนินคดีกับ


นายวิชัย และ
นายฤทธิรงค์ ลิขิตประเสริฐกูล


ซึ่งตะโกนต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ในข้อหาส่งเสียงกระทำการอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควรในที่สาธาณณะอันเป็นการรังแกข่มเหงผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นได้รับความอบอาย ตามมาตรา 370 และ 397 แห่งประมวลกฎไหมายอาญารนั้น จากข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า พล.ต.ต.มานิตได้แจ้งความดำเนินคดีกับนายมงคล บุญเต็ม ที่ยอมรับว่าเป็นพวกที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ และตะโกนว่า ทักษิณ สู้ๆซึ่งต่อมาในวันที่ 28 ส.ค. 2549 พล.ต.ต.มานิตได้เข้าแจ้งความขอให้ดำเนินคดี กับบุคคลในภาพที่ขอมาจากสื่อมวลชนที่ตะโดนว่านายวิชัยว่า มึงเป็นใคร มึงถึงไปไล่เขาด้วยเสียงอันดังหลายครั้ง ในข้อหาเดียวกัน ดังนั้นการที่ พล.ต.ต.มานิต ที่เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ดังกล่าว ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนายวิชัยและพวก จึงเป็นการกระทำที่สมควรแก่สถานการณ์ในขณะนั้นและไม่ถือว่า พล.ต.ต.มานิต มีพฤติการณ์เลือกปฏิบัติในการใช้กฎหมายและใช้ดุลพินิจมิชอบตามที่ถูกกล่าวหา


พิจารณาจากพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นว่าการกระทำของ พล.ต.ต.มานิต ไม่ได้เป็นการละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการอันไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือมีพฤติกรรมอันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบทางราชการ กระทำการอันได้ชื่อประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามนัยมาตรา 79 (2) (5) (6) แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใดดังนั้นการที่ ผบ.ตร.มีคำสั่ง สตช. ลงโทษทางวินัย ปลดออกจากราชการและ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจมีมติยกคำอุทธรณ์ของ พล.ต.ต.มานิตจึงมิชอบด้วยกฎหมาย

Read more ...

ย้อนรอยคำสั่ง"ฟัน"พล.ต.ต.มานิตยุค"เสรีพิศุทธ์"

1/10/52

ต.ค.2550

ช็อกกันไปทั้งบางกับมติคำสั่งครั้งประวัติศาสตร์จากที่ประชุม ก.ตร. มีมติลงโทษ

พล.ต.ต.มานิต วงศ์สมบูรณ์ ผบก.1

ตามที่ นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และกระทำผิดวินัยร้ายแรง ไม่จับกุมกลุ่มบุคคลที่ทำร้ายร่างกายประชาชน ขณะมาชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2549 โดย ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงต่อ พล.ต.ต.มานิต เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา และทาง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. มีคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รอง ผบ.ตร.สส. เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง

โดยมีความเห็นให้ปลดออก พล.ต.ต.มานิต ตามคำพิจารณาของ ป.ป.ช. และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้ลงนามคำสั่งปลด พล.ต.ต.มานิต ออกจากราชการ และทาง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.ต.วิทยา โกสิยะสถิต รอง ผบช.น. รักษาราชการแทนมีผลตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.เป็นต้นไป

พล.ต.ต.มานิต วงศ์สมบูรณ์ ผบก.น.1 กล่าวว่า หลังทราบข่าวทางสื่อมวลชนได้ติดตามคำสั่งดังกล่าว พบว่าเป็นความจริง และเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา ทาง ป.ป.ช.มีการชี้มูลความผิด

พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา อดีต รอง ผบก.อก.สนว. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผกก.สส.น. 6 มีความเห็นว่า ตนและ

พล.ต.ต.วณิช สุรพลชัย อดีต ผบก.น.6 และ

พ.ต.อ.วัลลภ ประทุมเมือง ผกก.สน.ปทุมวัน

ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาก็ได้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ ป.ป.ช. ซึ่งผลจากการชี้แจง ป.ปช.ได้ลงมติพิจารณากลับมายัง สตช.ว่า ตนเองไม่มีความผิดคดีอาญา ตามมาตรา 157 และ มาตรา 200 กรณีถูกกล่าวว่ามีการช่วยเหลือผู้กระทำผิด แต่เป็นความผิดกรณีเข้าไปจับกุมโดยใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุและเลือกปฏิบัติ

พล.ต.ต.มานิต กล่าวอีกว่า เมื่อมีคำสั่งจาก สตช. มายัง บก.น.1 ก็จะเซ็นรับทราบคำสั่ง และต้องถูกออกจากราชการไว้ก่อน แต่ไม่ถือว่าเป็นการสิ้นสุดกระบวนการ ตนจะยื่นอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) หลังจากนั้นถ้าไม่ได้ผลจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองตามขั้นตอนต่อไป "อยากฝากถึงตำรวจผู้ปฏิบัติงานทุกคนอาจต้องพบกับอุปสรรคการทำงานเช่นผม อาจมีความเข้าใจผิด และต้องพบคำวินิจฉัยต่างๆ ทำให้มีอุปสรรคบ้าง แต่ก็เชื่อมั่นถึงความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม และมั่นใจในสถาบันตุลาการจะให้ความเป็นธรรมได้ และในที่สุดมีความเชื่อมั่นว่าศาลจะชี้มูลว่าผมไม่มีความผิด มั่นใจ 100 % ว่า ศาลจะพิจารณาว่าไม่มีความผิดทางวินัยแต่อย่างใด ไม่รู้สึกท้อแท้ และมั่นใจจะสามารถกลับมารับราชการได้เหมือนเดิม โดยคำพิพากษาศาลที่จะให้ความเป็นธรรม "

พล.ต.ต.มานิตกล่าว และว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะใช้ระยะเวลานานเท่าใด ขึ้นอยู่กับกระบวนการตัดสินของศาล ส่วนผู้ที่ถูกชี้มูลความผิดเดียวกันทราบว่า อดีต ผบก.น.6 ถูกชี้มูลความผิดถูกลงโทษตัดเงินเดือน ส่วน ผกก.สนปทุมวัน ถูกยกคำร้อง ที่ร้ายแรงที่สุดคือ อดีต ผกก.สส.น.6 ถูกไล่ออกจากราชการ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. กล่าวว่า ตำรวจมีคณะกรรมการโดยมีรอง ผบ.ตร.ทุกท่านเป็นคณะกรรมการ ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รอง ผบ.ตร.อาวุโสสูงสุดในวันนั้นเป็นประธานพิจารณาว่าจะปลดออกจากราชการโดยเสนอมาให้ตนเองพิจารณาก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ก็เห็นใจผู้ใต้บังคับบัญชาเพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่แต่บางครั้งการปฏิบัติหน้าที่การสั่งการทันทีก็ผิดพลาดได้ เมื่อผิดพลาดต้องรับผิดขนาดนี้ โดยส่วนก็เห็นใจ แต่ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย กฎหมายก็คือกฎหมาย เป็นเครื่องเตือนสติให้ตำรวจที่รักชาติบ้านเมืองมากเกินไปตัวเองก็เจ็บเหมือนกัน แต่ที่พูดไม่ใช่ไม่ให้ตำรวจทำงานอย่างเต็มที่ ให้ทุกคนทำงานเต็มที่อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดเรื่องนี้ถือว่าไม่ได้ประพฤติชั่วทุจริต คดโกงใครแต่เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องว่าอย่างนี้ไปแล้วค่อยมาว่ากันทีหลังอีกทีและไม่มีตำรวจคนอื่นที่ไปเกี่ยวข้องแล้ว พ.ต.อ.วัลลภ ปทุมเมือง ผกก.สน.ปทุมวันในขณะนั้นก็ไม่มีความผิด

สำหรับพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 96 หากผู้ถูกลงโทษประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งนี้สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อก.ตร.ได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งลงโทษ และหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือภายใน 90 วันนับแต่วันพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์

นับเป็นอีกเรื่องราวที่ลือลั่นสั่นสะเทือน"วงการสีกากี"

Read more ...

ตั้ง “พล.ต.อ.ปทีป” รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ( 29 ก.ย.2552 )

30/9/52
นายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้ง “พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ” จเรตำรวจแห่งชาติ ขึ้นทำหน้าที่รักษาราชการแทน ผบ.ตร.มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป



วันนี้ (29 ก.ย.2552) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ โดยมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป



พล.ต.อ.ปทีป จบการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ จากโรงเรียนนายตำรวจรุ่น 25 (นรต.25) รุ่นเดียวกับ


พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.


ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ จะเกษียณอายุราชการปี 2553


-เริ่มต้นชีวิตราชการใน บช.ตชด.
-เป็นรองสารวัตรประจำแผนกทะเบียนพล สำนักเลขานุการตำรวจ และ
-ย้ายมาทำงานด้านกำลังพล
-ก่อนเป็นนายเวรผู้บังคับการ กองบังคับการอำนวยการ บช.ภ.1 และ
-ขึ้นสารวัตรมาทำงานด้านปราบปราม เป็นสารวัตรฝ่ายป้องกันปราบปราม สภ.อ.เมือง ปทุมธานี
-จากนั้นโยกมาทำงานในกองกำลังพลจนเป็น ผกก.ฝ่ายวิเคราะห์และกำหนดตำแหน่ง กองกำลังพล
-ตามด้วย รอง ผบก.กองสวัสดิการ
-ก่อนติดยศ พล.ต.ต.เป็น ผบก.อก.สนง.วิทยาการตำรวจ แล้วโยกเป็น
-ผบก.กองงบประมาณ ดูแลดานการเงินและบริหารจัดการงบ ต่อมา
-ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบช.ที่สำนักงานแผนงานและงบประมาณ
-เป็นรอง ผบช.สำนักงานกำลังพล
-เป็นรอง ผบช.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ และ
-ขึ้นเป็น ผบช.สำนักงานแผนงานและงบประมาณ
-ติดยศ พล.ต.ท.ปี พ.ศ.2545 ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.แล้ว
-ขึ้นเป็นที่ปรึกษา สบ10 ติดยศ พล.ต.อ.ในปี 2548
-ก่อนเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จะมาดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ
-ก้าวเข้ามาทำหน้าที่รักษาราชการแทน ผบ.ตร.แล้วครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี


โดยก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.ปทีป ได้ถูกนายกรัฐมนตรีเตรียมที่จะเสนอขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.มาแล้ว 2 ครั้ง ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ แต่ก็มีอุปสรรคทุกครั้ง
จนในที่สุด นายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ขึ้นรักษาราชการแทน ผบ.ตร.ในครั้งนี้


สำหรับคำสั่งดังกล่าวระบุว่า คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 211/2552 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจรักษาราชการแทน



โดยที่ พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะพ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2552 ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ ในระหว่างที่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่างลง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 72 (1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้



ให้ พลตำรวจเอกปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ



ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2552 เป็นต้นไป



สั่ง ณ วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552



(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

นายกรัฐมนตรี

Read more ...

อชิรวิทย์ ยุนายกฯ เลิกโผ ตร. หักหน้าสุเทพ

8/3/52
โดยไทยรัฐ เมื่อ  ส.ค.2552

อดีต โฆษก ตร. ระบุนายกฯไม่มีสิทธิยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งตำรวจ ยุให้ยกเลิกคำสั่งโผแต่งตั้ง 152 นายพล ที่มี "สุเทพ" นั่งเป็น ประธาน ก.ตร. เพื่อทำให้คนที่ปั้นมานั่งเก้าอี้ผู้นำหน้าแตก

วันนี้ (3 ส.ค.) 

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

กล่าว กรณีมีการแทรกแซงคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ว่า ได้แนะนำนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไปแล้วครั้งหนึ่ง ให้ศึกษาตัวบทกฎหมาย 

เพราะ นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ในการบริหารงานตำรวจ มีสิทธิเสนอชื่อตำรวจได้ตำแหน่งเดียวคือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เท่านั้น ในฐานะประธาน ก.ตช.และประธาน ก.ตร. 

แต่ในการแต่งตั้งโยกย้ายที่ต่ำกว่า รอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงมาเสนอชื่อโดย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นไปตามกฏหมาย

"นายกรัฐมนตรีที่สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศอังกฤษย่อม ต้องตระหนักดีว่าหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบาย การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเป็นภาระของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ที่รู้รายละเอียด พฤติกรรมของตำรวจแต่ละคนว่าสมควรได้รับการแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งใด ไม่ใช้หน้าที่ของฝ่ายการเมืองที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจจะเข้าไปก้าวก่าย ล้วงลูก ย่อมเกิดผลกระทบที่เสียหายกับองค์กรตำรวจและเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย" อดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าว

อดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่อว่า ข้าราชการตำรวจที่เป็นคนดี มีคุณธรรม ย่อมมีศักดิ์ศรี จะไม่เข้าไปวิ่งเต้นกับนักการเมือง เว้นแต่พวกที่พยายามแสวงหาประโยชน์เท่านั้น ที่จะอิงแอบกับนักการเมือง 

บุคลากรเหล่านี้ผู้คนในองค์กรตำรวจรู้ว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไร มีความรู้ความสามารถแค่ไหน ฉะนั้นนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่อย่างเดียวคือการเลือกตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนใหม่ให้เหมาะสม ให้ผู้คนในองค์กรตำรวจยอมรับ งานตำรวจในฐานะผู้รักษากฎหมายให้ดำเนินต่อไปตามครรลอง 

ขอความกรุณานายกรัฐมนตรี อย่าได้พยายามให้ใครผู้อื่น ทั้งที่อยู่ใกล้ชิด และแวดล้อมนายกฯเข้ามาชี้นำตำรวจ อยากจะรู้อะไรเป็นอย่างไรให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ตอบคำถาม เพราะผู้นำองค์กรต้องรับผิดชอบโดยตรง จึงจะบังคับบัญชาและได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชา

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าวต่อถึงการยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งนายพล 152 ตำแหน่ง ว่า อยากลองให้ นายกรัฐมนตรีลงมาล้วงลูกยกเลิกคำสั่งแล้วจะรู้ว่าผลเป็นอย่างไร คนที่จะหน้าแตกที่สุดคือคนที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมก.ตร. นายสุเทพ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ก.ตร. 

การยกเลิกคำสั่งนายพล 152 ตำแหน่ง เท่ากับที่ได้มอบหมายนายสุเทพให้ทำไปเท่านั้น แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ไว้วางใจ ถ้าเป็นอย่างนั้นนายสุเทพต้องพิจารณาตัวเอง และการยกเลิกคำสั่ง รอง ผู้บังคับการ (ผบก.) ลงมาเป็นอำนาจ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ออกคำสั่งได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอฝ่ายการเมือง 

ก.ตร.ได้อนุมัติ มาตรา 56 ให้อำนาจ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายได้ เพราะเป็นการปรับโครงสร้างใหม่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการแต่งตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เกียรติผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเสนอบัญชีรายชื่อเข้ามาที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถทำได้เลย เพราะไม่ใช้หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี แค่พูดคำว่ายกเลิก ก็พูดไม่ได้ ต้องมาคิดว่าจะมีผลกระทบอะไรบ้าง
Read more ...

คำสั่งย้ายกลับ พัชรวาท นั่ง ผบ.ตร.ตามเดิม

23/12/51
โดยไทยรัฐ เมื่อ 23 ธ.ค.2551

ทำเนียบรัฐบาล นายนัที เปรมรัศมี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมี หนังสือด่วนที่สุด ที่ นร.0102/10541 ลงวันที่ 22 ธ.ค. 2551 เรื่องให้ข้าราชการกลับมาปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื้อหาโดยสรุปว่า

ตามหนังสือที่อ้างถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งว่านายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 305/2551 ลงวันที่ 28 พ.ย. 2551 ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. 2551 เป็นต้นไป และสำนักงานตำรวจ แห่งชาติได้ส่งตัว พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2551 นั้น บัดนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ได้ปฏิบัติภารกิจที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ กลับมาปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 2551 สำนักนายกรัฐมนตรีจึงขอส่งตัวข้าราชการดังกล่าวกลับมาปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไป

พร้อมกันนี้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ยังส่งสำเนาคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 325/2551 ลงนามโดยนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายก รัฐมนตรี ลงวันที่ 21 ธ.ค. 2551 เรื่องให้ข้าราชการกลับไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ปัดไม่เกี่ยวพี่เป็น รมว.กลาโหม

ต่อมาเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เดินทางเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ห้องทำงานชั้น 7 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่กลับมาจริงๆแล้วเป็นคำสั่งของรัฐบาลในฐานะผู้บังคับบัญชา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา เมื่อรัฐบาลได้สั่งประการ ใดต้องปฏิบัติตามนั้น ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุผลที่กลับมาเพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. พี่ชายมาเป็น รมว.กลาโหม ใช่หรือไม่ พล.ต.อ.พัชรวาทตอบว่า ไม่รู้ นอกประเด็นหรือเปล่า แต่คิดว่าไม่เกี่ยวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และไม่หนักใจกับม็อบเสื้อเหลืองเสื้อแดง เนื่องจากยังยึดถือแนวทางเดิม ทำงานด้วยความอดทน เน้นการเจรจาไม่ ทำร้ายประชาชน

Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม