แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บรรจุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บรรจุ แสดงบทความทั้งหมด

รอง ผบ.ตร.เปิดตัว 6 ส.ต.ต.ป้ายแดง ได้คะแนนท็อปสูงสุดของประเทศ

15/8/55
โดยมติชน เมื่อ 15 ส.ค.2555

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 สิงหาคม ที่กองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.)

พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.

 ในฐานะประธานการจัดสอบข้อเขียนใหม่ เพื่อบรรจุแต่งตั้งบุคคลทั่วไปเข้าเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนหรือ ชั้นพลเรือน ประจำปี 2555 พร้อมด้วย 

พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผบช.ศ. 
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ตร. 

แถลงข่าวประกาศผลสอบข้อเขียนเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนปี 2555 พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้คะแนนสอบสูงสุดอันดับที่ 1-3 ของสายอำนวยการ ประกอบด้วย 

นายพัชรพล ใจซื่อ 

นายอัลซาฮารี ยูหนุ๊ และ 

น.ส.สุรีย์รัตน์ โปจีน 

รวมทั้งผู้ที่ได้คะแนนสอบสูงสุดลำดับที่ 1-3 ของสายป้องกันประปราบปราม ประกอบด้วย 

นายวิสิษฏ์ อ่อนตา 

นายราชันย์ จันทับ และ

นายพิษณุกรณ์ พิมพ์อักษร

พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวว่า สำหรับการสมัครสอบเป็นตำรวจปี 2555 นี้ มี

- ผู้สมัครรวม 278,063 คน 

เป็น

- ชาย 148,607 คน เป็น

- หญิง 129,456 คน 

- มีผู้ขาดสอบ 103,565 คน โดยผู้ที่เข้าสอบคิดเป็นร้อยละ 62.75 ของผู้สมัครทั้งหมด 

ซึ่งตนขอแสดงความยินดีกับผู้ที่สอบผ่านในรอบแรก โดยจากนี้ไปผู้ที่สอบผ่านในสายอำนวยการจะต้องผ่านการสอบสัมภาษณ์และตรวจโรคในลำดับต่อไป ส่วนผู้ที่สอบผ่านในสายป้องกันปราบปราม จะต้องทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายด้วยการวิ่งและว่ายน้ำ ก่อนจะสอบสัมภาษณ์และตรวจโรคในลำดับต่อไป 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า การเปิดสอบตำรวจชั้นประทวนในครั้งนี้ มีผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีเข้ามาสอบถึงร้อยละ 60 จากจำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด ส่วนผู้ที่สอบผ่านจะได้รับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ยศสิบตำรวจตรี จะได้รับเงินเดือนบวกค่าครองชีพจากรัฐบาล รวมเป็นเงินจำนวน 8,610 บาท สำหรับผู้เข้าสอบทุกรายสามารถตรวจสอบคะแนนของตนเองได้ทางเว็บไซต์ www.policeadmission.com โดยผู้ที่สอบผ่านข้อเขียนแล้วขอให้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ โดยจะมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินคดีต่อการทุจริตสอบนายตำรวจชั้นประทวน ประจำปี 2555 ในครั้งที่ผ่านมานั้น ล่าสุด ทางกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ ได้ทยอยส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการแล้ว โดยมีบางส่วนที่ทางอัยการให้ทำสำนวนเพิ่มเติม เพื่อขยายผลหาตัวผู้กระทำผิดทั้งขบวนการ โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

ด้าน

นายพัชรพล ใจซื่อ อายุ 29 ปี ผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 ของสายอำนวยการและได้คะแนนสูงสุดจากผู้ที่เข้าสอบทั้งหมดทั่วประเทศ 

เปิดเผยว่า ตนสอบได้คะแนน 101 จากคะแนนเต็ม 120 คะแนน ซึ่งตนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยนเรศวร คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น ตอนแรกก็แค่คิดว่าพอทำได้ แต่ไม่คิดว่าจะได้อันดับที่ 1 ของประเทศ ซึ่งดีใจและตื่นเต้นมาก โดยตอนนี้ทำงานอยู่ด้วยเป็นเลขานุการนายก อบต. ต.คลองมะพลับ อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ซึ่งตนทำงานหนักมากและไม่ค่อยมีเวลา แต่หลังจากช่วงสงกรานต์ตนก็จัดสรรเวลาในการอ่านหนังสือ โดยแยกว่าจะต้องอ่านวิชาอะไรบ้าง วันละเท่าไหร่ โดยจะดูว่าอ่อนวิชาอะไร ก็จะเพิ่มความเข้มข้นในการติวให้มากขึ้น โดยสอบครั้งที่แล้วเป็นครั้งแรกแต่ผิดหวังเพราะติดเป็นตัวสำรอง 

ในครั้งนี้จึงคาดหวังต่อสู้มากกว่าเดิมจนกระทั่งสอบได้ เรื่องการโกงทุจริตสอบนั้น เห็นว่ามีทุกหน่วยงาน แต่มองว่า สตช.เป็นต้นแบบที่ดีในการเล็งเห็นความสำคัญในการป้องกันทุจริต คือยกเลิกการสอบครั้งที่แล้วให้เป็นโมฆะ ซึ่งตนก็ดีใจ เพราะถือว่าเป็นการให้โอกาสคนที่สุจริตและตั้งใจที่สอบจริงๆ ทั้งนี้ มองว่าตัวเราอาจจะเปลี่ยนอะไรใน สตช.ไม่ได้ แต่สอบได้คะแนนเป็นที่ 1 ทุกคนก็จะจับตามอง ซึ่งตนจะเป็นต้นแบบตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป พร้อมฝากถึงรุ่นน้องที่จะมาสอบว่า ถ้าอยากจะเข้ามาในวงการตำรวจจะต้องมีความตั้งใจจริง เพราะมีแรงกดดันสูง แต่ถ้าตั้งใจจริงแล้วเราจะต้องทำได้และทำให้วงการนี้พัฒนาต่อไป

"การสอบเข้าเป็นตำรวจได้นับว่าเป็นเกียรติสูงสุดแก่วงศ์ตระกูล เพราะอาชีพตำรวจเป็นวงการที่มีเกียรติ ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดสำหรับคนบ้านนอกอย่างผม เข้าใจว่าทุกวงการมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ยังเชื่อมั่นในอาชีพตำรวจจึงสมัครสอบเข้ามา ซึ่งมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจริงๆ และจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับรุ่นต่อๆ ไป" นายพัชรพลกล่าว

ด้าน

นายอัลซาฮารี ยูหนุ๊ อายุ 29 ปี ผู้ที่สอบได้คะแนนเป็นอันดับที่ 2 ของสายอำนวยการ 

เปิดเผยว่า เรียนจบจากมหาวิทยาลัยสงขลา วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งสอบได้คะแนน 99 คะแนน รู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมาก และไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อันดับที่ 2 ส่วนเทคนิคการเตรียมตัวก่อนสอบนั้น ปกติทำงานประจำอยู่แล้ว โดยรับราชการที่จังหวัดนราธิวาส จึงเริ่มวางแผนเรื่องงานและการอ่านหนังสือด้วย ประกอบกับต้องขยันอดทด ต่อสู้กับความขี้เกียจที่เรามี ซึ่งสอบครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว และสมัครสอบครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 จนกระทั่งทำได้ ส่วนการโกงทุจริตสอบนั้น รู้สึกว่าเป็นการบั่นทอนกำลังใจของคนที่พยายามและมีความตั้งใจเป็นอย่างมาก เพราะคนที่เขาตั้งใจพยายามอ่านหนังสือมากๆ แต่มาถูกทำร้ายด้วยการทุจริตตรงนี้ทำให้หมดกำลังใจ 

ซึ่งการสอบครั้งที่แล้วที่ประกาศเป็นโมฆะ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการคัดพวกโกงออกไม่ให้เข้ามาสู่ตรงนี้ได้ โดยหลังจากเป็นตำรวจแล้วจะสมัครเป็น ตม. ในพื้นที่ด่านสุไหโก-ลก จ.นราธิวาส เพราะอยากจะใช้ความรู้ความสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 

ตนเป็นคนมีพื้นฐานความรู้ด้านภาษามลายูอยู่แล้ว ก็จะทำให้ชาวบ้านได้รับบริการและเข้าถึงภาครัฐได้มากขึ้น พร้อมฝากรุ่นน้องที่อยากเข้าสอบให้ขยัน ตั้งใจ อดทด ต่อสู้กับความขี้เกียจตัวเองให้ได้ เพราะถือว่าเป็นอุปสรรคและคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของตัวเอง

"ขณะนี้กำลังพลใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังน้อยอยู่ และตำรวจเองก็ยังไม่กล้าลงมาในพื้นที่ ซึ่งตนอยากจะให้ตำรวจลงมามากขึ้น และผมอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะอยากจะทำงานเพื่อคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากเป็นพื้นที่บ้านเกิดของตน" นายอัลซาฮารีกล่าว

ขณะที่

น.ส.สุรีย์รัตน์ โปจีน อายุ 25 ปี ผู้ที่สอบได้คะแนนอันดับที่ 3 ของสายอำนวยการ

เปิดเผยว่า สอบได้คะแนน 99 คะแนน โดยเรียนจบจาก ม.เกษตรศาสตร์ คณะบัญชี รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ความพยายามทำให้เราเห็นผลสำเร็จได้ชัดเจน โดยครั้งนี้เป็นการสอบตำรวจครั้งแรก ตอนแรกไม่คิดว่าจะได้ลำดับต้นๆ ขนาดนี้ 

ส่วนเทคนิคการสอบเราต้องทราบกรอบเนื้อหาที่ สตช.จะออกข้อสอบว่ามีเนื้อหาวิชาอะไรบ้าง และจะออกหัวข้ออะไรบ้าง ก็จะไปศึกษาให้ตรงจุด อย่างเช่น วิชาระเบียบงานสารบัญ ข้อสอบจะออกตายตัวซึ่งเราต้องจดจำให้ได้ทั้งหมดและมีความแม่นยำสูง 

ส่วนการทุจริตการสอบครั้งที่แล้ว รู้สึกดีใจที่ตำรวจจับกุมและปราบปรามผู้กระทำผิดได้ เพื่อที่จะได้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป เนื่องจากตนเป็นผู้เข้าสอบอยากได้รับความโปรงใส่เต็มที่ โดยหลังจากเป็นตำรวจแล้วก็จะพัฒนาความสามารถของตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งตนจบด้านบัญชีก็คาดว่าคงใช้ความสามารถด้านนี้ให้เกิดประโยชน์ได้ 

พร้อมฝากถึงรุ่นน้องขอให้มีความมุ่นมั่น วันนี้ได้เห็นแล้วว่าความพยายามทำให้เราประสบความสำเร็จ ใช้เวลาให้คุ้มค่าก่อนสอบและในห้องสอบก็ทำให้เต็มที่ การออกข้อสอบตำรวจไม่เกิดความสามารถของเรา เชื่อว่าทุกคนทำได้และเป็นกำลังใจให้

"ตำรวจเป็นอาชีพที่มีเกียรติและเป็นอาชีพที่มั่นคง อยากจะรับใช้ชาติและจะทำงานให้อย่างดีที่สุดเพื่อคอยช่วยเหลือประชาชน โดยจะใช้ความสามารถของตัวเองให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และในอีก 2 ปีข้างหน้าก็จะเตรียมสมัครสอบชั้นสัญญาบัตร จะอ่านหนังสือและเตรียมพร้อมสอบติดดาวเต็มที่" น.ส. สุรีย์รัตน์กล่าว

ด้าน 

นายราชันย์ จันทับ ผู้ที่สอบได้คะแนนอันดับที่ 2 ของสาย ป.

เปิดเผยว่า สอบได้คะแนน 93 คะแนน เรียนจบจาก ม.ลาดกระบัง คณะวิศวกรรม เอกโยธา มองว่าอาชีพตำรวจเป็นอาชีพในฝันของทุกคน เพราะเป็นอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งตนและครอบครัวต่างภูมิใจที่สามารถสอบเข้ารับราชการตำรวจได้ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชน แม้ว่าเงินเดือนอาจจะน้อยสำหรับคนที่จบปริญญาตรี หรือน้อยกว่าบริษัทเอกชนทั่วไป แต่เกียรติยศ ชื่อเสียง มันมีค่ามากกว่านั้น และตนอยากจะทำให้ดีที่สุด
Read more ...

"ดวง อยู่บำรุง"เจริญรอยตามรอยพ่อ

30/7/55
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 30 ก.ค.2555

แม้ไม่ถึงฝัน"สารวัตรกองปราบ" "ดวง อยู่บำรุง"ก็ขอตามรอยพ่อ เริ่มต้นบนเส้นทางครูฝึกตำรวจ

ตกเป็นข่าว (การเมือง) ร้อนล่าสุด เมื่อ ร.ท.ดวง (เฉลิม) อยู่บำรุง ลูกชายคนสุดท้องของรองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง ขอโอนย้ายหน่วยงาน จากสายงาน "ทหาร" มาเป็น "ตำรวจ" จากตำแหน่งผู้บังคับหมวด กองร้อยสารวัตรทหาร สารวัตรยุทธบริการทหาร กระทรวงกลาโหม มาอยู่สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยจะเข้ารายงานตัวกับต้นสังกัด ในฐานะ ร.ต.ท.ดวง อยู่บำรุง รองสารวัตร ศูนย์ฝึกอบรม ในวันที่ 1 สิงหาคม 2555 นี้

ถึงแม้ ในวันนี้ ลูกชายสองคน "โต้ง-หนุ่ม" จะกลายเป็นอดีตนายตำรวจไปแล้ว แต่ "ชาย" ลูกคนที่สาม คนสุดท้องของบ้าน ก็ได้สานฝันของพ่อและพี่ชายได้ในที่สุด และแม้จะ (ยัง) ไม่ได้เข้าไปอยู่ในสังกัดกองปราบปราม เป็นสารวัตรสายปราบปรามตามรอยพ่อ แต่งานตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นช่องทางเดียวในเวลานี้ที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.เปิดทาง ก็ถือว่าได้เข้ามาเป็นสู่เส้นทางสายสีกากีเหมือนพ่อและพี่ชายทั้งสอง

ในวันสัมมนาใหญ่พรรคเพื่อไทย ที่ จ.ชลบุรี วานนี้ (28 ก.ค.) ว่าที่ ร.ต.ท.ดวง ก็ได้ติดตามบิดา ร.ต.อ.เฉลิม ที่มาร่วมเวทีสัมมนาในฐานะแกนนำ โซน กทม.จนถูกรุมซักถามถึงการโอนย้ายครั้งนี้

ประเด็นที่ถูกจับตาและวิพากษ์วิจารณ์ถึงเส้นสายของผู้เป็นพ่อ ทำให้เจ้าตัวถือโอกาสเคลียร์ว่า "ผมไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์หรือได้รับการช่วยเหลือจากคุณพ่ออย่างที่ถูกกล่าวหา ผมไม่ได้ก้าวกระโดดมาอย่างรวดเร็ว การโอนย้ายเป็นไปตามขั้นตอน ตามระบบ และไม่อยากให้ฝ่ายค้านนำไปเป็นประเด็นการเมืองโยงไปถึงพ่อ ผมโตแล้ว ทำตามกติกาและเป็นความประสงค์ส่วนตัวที่อยากย้ายจากทหารมาเป็นตำรวจ พอผมทำเรื่องย้ายเรียบร้อยแล้ว ถึงได้ปรึกษาคุณพ่อ ซึ่งท่านก็เห็นด้วย และขอให้ตั้งใจทำงาน แต่ผมคงไม่ไปเป็นนายตำรวจติดตามพ่อ ส่วนจะไปทำงานในส่วนไหน ก็คงต้องแล้วแต่ท่านผู้บัญชาการ (ผบช.น.) จะมอบหมายครับ"
การขอโอนย้ายหน่วยงานอย่างนี้ ร.ต.ท.ดวง อธิบายถึงการใช้ความสามารถพิเศษด้านการใช้อาวุธปืน ที่เป็นโอกาสสำหรับตัวเอง

"การย้ายไม่ได้สอบครับ แต่ทางหน่วยมีความต้องการบุคลากรทางด้านนี้พอดี ผมก็เลยใช้ความสามารถตรงนี้เข้ามา ผมอยากมาทำงานตรงนี้ ก็อยู่ศูนย์ฝึกอบรม ส่วนหน้าที่ชัดเจน คงจะรู้ตอนไปรายงานตัว"

ร.ต.ท.ดวง เล่าถึงความชอบแบบลูกผู้ชายว่า "ผมชอบปืน และเลยก็ศึกษาเกี่ยวกับปืนแต่ละประเภท แต่ยังไม่ได้สะสม ส่วนการฝึกก็ใช้ระยะเวลาอยู่หลายปี ผมเน้นปืนสั้นมากกว่า แต่ยังไม่ถึงขั้นว่าใช้ปืนได้ทุกประเภท ตอนอยู่ในตำแหน่งผมก็ถูกส่งไปเรียนในหลักสูตรต่างๆ บ้าง และถ้าผมทราบว่ามีเปิดหลักสูตรอะไรน่าสนใจ ก็จะมาปรึกษาผู้บังคับบัญชาว่าอยากขอไปเรียน ซึ่งก็ได้ทุนหลวงบ้าง และใช้ทุนส่วนตัวไปเรียนเองบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะใช้ทุนส่วนตัวมากกว่า ระหว่างนั้น ก็มีการทดสอบความสามารถ แต่ละระดับ ผมก็ขยันหน่อย ขยันอ่านหนังสือ ก็ได้คะแนนดี"

ที่น่าสนใจ คือ ความสามารถเฉพาะตัวอย่างนี้ ทำให้ลูกชายคนเล็กของสารวัตรเฉลิม เคยเตรียมจะไปคัดตัวเป็นนักกีฬายิงปืนทีมชาติมาแล้ว

"ก่อนแข่งซีเกมส์คราวที่แล้ว ผมกำลังจะไปคัดตัว แต่พอมีข่าวออกมา อะไรก็เลยวุ่นวาย เลยไม่เอาดีกว่า คราวหน้าถ้ามีโอกาสอยากจะทำอะไรทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ ก็อยากจะทำ แต่คงต้องดูก่อนว่า เปิดให้คัดรุ่นไหน อย่างไร ใช่ที่ถนัดหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวผมถนัดประเภทต่อสู้ ปืนสั้นยิงเร็ว"

เห็นติดสอยห้อยตามพ่อมาในงานการเมืองแทบทุกครั้ง จึงต้องถามถึงความสนใจ "อาชีพนักการเมือง" บ้างหรือไม่ ก็ได้คำตอบแบบไม่ต้องคิดว่า "ผมไม่ชอบเลย แต่ที่ผมมา ไม่ใช่เฉพาะครั้งนี้ ทุกครั้งที่คุณพ่อไปต่างจังหวัด ผมก็จะตามไป เพราะเป็นห่วง"

ระหว่างรอลูกชายพูดคุยกับนักข่าว ร.ต.อ.เฉลิม ได้ยืนรอเพื่อจะขอเคลียร์ข่าวให้ลูกอีกรอบ โดยยกกรณีตัวเองที่เคยขอโอนย้ายสมัยเป็นนายสิบทหารบกมาเป็นนายสิบตำรวจ ที่วันนี้ลูกชายก็เริ่มต้นเดินตามรอยตนเองในการเป็น "ครูฝึกตำรวจ" ด้วยใบประกาศนียบัตร 16 ใบรับประกัน

"สมัยผมมียศสิบเอกทหารบก แล้วผมเล่นยูโด อาคิโด เก่ง กรมตำรวจไม่มีคนที่มีความสามารถด้านนี้ ผมยื่นขอ ก็รับโอนเหมือน "ชาย" ยื่น พอพิสูจน์ได้ว่าผมเก่งจริง เขาก็รับผมเข้ามาตั้งแต่ปี 2513 ยศสิบตำรวจเอก นี่เขายิงปืนแม่น ยิงได้ 100% มีประกาศนียบัตร 16 ใบ ผบช.น.เขาก็ชวนไปเป็นครูฝึกยิงปืน วันที่ไปโรงเรียนนายร้อย สามพราน ผมก็ไป ก็มีพวกครูฝึกเขารู้จักกับชาย เขาก็ชวนว่าให้มาสอนนักเรียนโรงเรียนนายร้อย ผมบอกว่า แล้วแต่เจ้าตัวเขาสมัครใจ เพราะผมยิงไม่แม่น ผมยิงได้ 98% ชายเค้ายิงได้ 100% ไม่ได้มีตำแหน่งสำคัญอะไร ก็เท่ากับมาเป็นครู เป็นครูตำรวจเหมือนพ่อ ปี 2515 ผมก็เป็นครูฝึกปราบจลาจล ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ นรต.รุ่น 27-28 ก็เป็นลูกศิษย์ผม"

"ถ้าไม่มีคุณสมบัติพิเศษ เขาไม่รับ ไม่ใช่ว่า ถ้าเป็นลูกผมแล้วเขารับ ผบช.น.ก็ให้สัมภาษณ์เองว่า มาเลยถ้ามีคุณสมบัติยิงปืน แม่นอย่างนี้ เขามีอัตราให้ ไม่มีหรอก น้อยคน" ร.ต.อ.เฉลิมทิ้งท้าย
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม