ก.ตร.ป่วน! “พิชิต” แทรกวาระแย้ง ป.ป.ช.3 นายตำรวจไม่ผิดสลายชุมนุมพันธมิตรฯ

31/12/52
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 30 ธันวาคม 2552 21:54 น.

มติ ก.ตร.ยื้อแต่งตั้งตำรวจระดับรอง ผบก.ลงไป 4 พันตำแหน่ง ถึง 31 ม.ค.ปีหน้า พร้อมอนุมัติแต่งตั้งข้ามหน่วยงานได้ “พิชิต” ป่วนเสนอมติแทรกแย้งความเห็น ป.ป.ช. “พัชรวาท-สุชาติ-เพิ่มศักดิ์” ไม่ผิดสลายชุมนุม 7 ต.ค.ผลประชุมบ้าจี้เห็นชอบ ทำสมาชิกบางคนต้องเดินออก-งดออกเสียง

วันนี้ (30 ธ.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เมื่อเวลา 14.30 น.
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เดินทางมาประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 17 ที่อาคาร 1 ชั้น 2 พร้อมด้วย ก.ตร.ในตำแหน่งและ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยพร้อมเพรียงกัน โดยมีวาระที่สำคัญอาทิวาระ ที่ 4 เรื่องที่ 5 การแต่งตั้ง

พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ รรท.รอง ผบช.ก. เป็น รอง ผบช.ก. 

เนื่องจากการแต่งตั้งครั้งที่ผ่านมา พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ มีคุณสมบัติไม่ครบหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง และเรื่องที่ 6 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับสารวัตรถึง รอง ผบก.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม ก.ตร.ครั้งนี้ ใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง ก่อนที่ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผช.ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ประชุม ก.ตร.มีมติขยายเวลาการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับรอง ผบก.ลงไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค.2553 โดยมีตำแหน่งที่แต่งตั้งระดับ รอง ผบก.ที่ว่าง จำนวน 207 ตำแหน่ง ผกก.346 ตำแหน่ง ระดับรอง ผกก.422 ตำแหน่ง และระดับ สว.1,189 ตำแหน่ง ทั้งนี้ รวมมีตำแหน่งที่แต่งตั้งกว่า 4 ,000 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ มติ ก.ตร.ยังอนุมัติให้มีการแต่งตั้งข้ามหน่วยงานได้ เนื่องจากบางหน่วยนั้นยังขาดแคลนตำแหน่งสว.จำนวนมาก ทั้งนี้คำสั่งน่าจะเสร็จสิ้นพร้อมกันในวันที่ 20 ม.ค.2553 และให้มีผลพร้อมกันในวันที่ 16 ก.พ. ส่วนกรณีให้ยกเว้นหลักเกณฑ์กรณีดำรงไม่แหน่งไม่ครบ 2 ปี ให้สามารถโยกย้ายตำแหน่งได้นั้น เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเข้าที่ประชุม ก.ตร.เพื่อให้อนุมัติ เนื่องจาก กรณีนี้เป็นอำนาจของ ผบ.ตร.ที่จะพิจารณา ตาม พ.ร.บ ตำรวจ 2547 โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป

ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดำรงตำแหน่งไม่ครบ 2 ปีนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงเห็นตรงกันว่า จะอนุญาตในกรณีระดับ สารวัตรที่ได้รับผลกระทบในการแต่งตั้งตามโครงสร้างใหม่เท่านั้น

รายงานข่าวกล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องการเลือนการแต่งตั้งโยกย้ายระดับรอง ผบก.-สว.ออกไป โดย พล.ต.อ.ปทีป ได้เสนอเรืองเข้าที่ประชุม โดยให้เหตุผลว่าตำแหน่งในระดับนี้มีจำนวนมากจากการปรับโครงสร้างใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบกับมีปัญหาเรือง สว.ที่มีตำแหน่งว่างเป็นจำนวนมากในแต่ละหน่วย ในแต่ละหน่วยมีตำแหน่งรอง สว.ไม่เพียงพอที่จะขึ้นในตำแหน่ง แล่ะช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ตำรวจต้องปฎิบัติหน้าที่อย่างต่อเนือง ไม่ควรมีการแต่งตั้งในช่วงนี้ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นด้วย ให้เลื่อนการแต่งตั้งออกไปในวันที่ 31 ม.ค.2553 และให้คำสั่งมีผล วันที่ 16 ก.พ.2553

จากนั้นเป็นการพิจารณาเรื่องตำแหน่งรอง ผบช.ก.ของ พล.ต.ต.พงพัฒน์ ฉายาพันธุ์ รรท.รอง ผบช.ก. ซึ่งที่ประชุมมีมติยืนยันเห็นชอบในการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรอง ผบช.ก. ส่วนที่การประชุมล่าช้า เนื่องจาก

พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ ก.ตร. ในฐานะประธานอนุฯ อุทธรณ์ ก.ตร.

 ได้เสนอเรื่องให้ก.ตร.พิจารณาเห็นชอบว่า นายตำรวจ 3 นายไม่มีความผิด ประกอบด้วย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว และพล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ ผบก.จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเห็นว่าตำรวจทั้ง 3 นาย มีความผิดในเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. และเหตุการณ์การทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตร ของกลุ่มนปช. ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ จ.อุดรธานี

รายงานข่าวกล่าวต่อว่า ที่ประชุมมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางว่า การมีความเห็นแย้งสามารถกระทำได้หรือไม่ เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ว่า หน่วยงานรัฐต้องดำเนินการตามมติของ ป.ป.ช. ซึ่งมีการเสนอให้ส่งเรืองนี้ให้กฤษฎีกา ตีความ แต่เมื่อลงมติไปแล้ว ปรากฎว่าในที่ประชุมส่วนใหญ่มีมติไม่จำเป็นต้องส่งกฤษฎีกาตีความ แต่มีมติให้เห็นชอบตามคณะอนุฯ อุทธรณ์ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหาในอนาคต

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการลงมติเรื่องนี้ ก.ตร.บางท่านที่ไม่เห็นด้วยว่าควรมีมติเห็นแย้งกับคณะกรรมการปปช.ได้เดินออกจากห้องไปทันที ประกอบด้วย

-นางเบญจวรรณ สร่างนิทร เลขาธิการ ก.พ. 
-นายสมศักดิ์ บุญทอง ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เดินออกจากห้องประชุมไปก่อนการลงมติ นอกจากนี้ 
-พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ก.ตร.โดยตำแหน่ง ก็เดินออกเช่นกัน โดยมี
-พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ก.ตร.โดยตำแหน่ง 

งดออกเสียง

Read more ...

ปทีป ชง ก.ตร.เลื่อนแต่งตั้ง รอง.ผบก.- สว.

23/12/52
รรท.ผบ.ตร.เตรียมเสนอ ก.ตร.เลื่อนแต่งตั้ง รอง.ผบก.-สว.ออกไปถึง31ม.ค.ปีหน้า คาดติดปัญหากฎเหล็กเทพเทือกต้องอยู่ในตำแหน่งเดิม2ปีจึงโยกได้

วันนี้(23 ธ.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. 

ได้ประสานกับสำนักงานข้าราชการตำรวจเพื่อหารือเรื่องการประชุม คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยเบื้องต้นได้มีการกำหนดวาระการประชุม ก.ตร.ไว้ในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ แต่เนื่องจากมีการประชุมมอบนโยบายข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการขึ้นไปทั่วประเทศ ที่ห้องประชุมสโมสรตำรวจ ซึ่งจะมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงมาร่วมงาน จึงให้เจ้าหน้าที่ไปทำการประสานกรรมการ ก.ตร.ว่าจะว่างประชุมในวันไหน เพื่อประชุมหารือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ระดับ รองผู้บังคับการจนถึงสารวัตร

รายงานข่าวแจ้งว่า เบื้องต้น เจ้าหน้าที่คณะกรรมการ ก.ตร.ได้ ประสานกับกรรมการ ก.ตร. ส่วนใหญ่แล้วทราบว่า ส่วนใหญ่กรรมการจะว่างในช่วงเช้าวันที่ 30 ธ.ค.นี้ คาดว่า พล.ต.อ.ปทีป จะร่างหนังสือเชิญ กรรมการ ก.ตร.ประชุม เพื่อขอมติเลื่อนการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจออกไปก่อน ซึ่งแต่เดิม คณะกรรมการ ก.ตร.ได้อนุมัติให้เลื่อนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รองผู้บังคับการจนถึงสารวัตรออกไปก่อนแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งตาม พ.ร.บ.ข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547ได้กำหนดไว้ว่าต้องแล้วเสร็จในวันที่ 30 พ.ย.ของทุกปี แต่มีมติคณะกรรมการ ก.ตร.ได้เลื่อนการแต่งตั้งให้แล้วเสร็จในวันที่ 31ธ.ค.2552

สำหรับแต่งตั้งนายตำรวจระดับ รองผู้บังคับการจนถึงสารวัตรทั่วประเทศปีนี้ เมื่อมีการเลื่อนกำหนดการแต่งตั้งออกไป การทำบัญชีของแต่ละกองบัญชาการทำได้ล่าช้า เนื่องจากแต่ละกองบัญชาการต้องรอคำสั่งของ พล.ต.อ.ปทีป ให้ดำเนินการแต่งตั้งได้ แต่จนถึงวันที่ 23 ธ.ค.2552 พล.ต.อ.ปทีป ก็ยังไม่มีคำสั่งให้ดำเนินการแต่อย่างใดทั้งสิ้น คาดว่า พล.ต.อ.ปทีป ยังไม่สามารถจัดทำบัญชีในส่วนของตนเองได้ เนื่องจาก นายสุเทพ ได้กำหนดคุณสมบัติของการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจไว้ว่า ต้องดำรงตำแหน่งเดิมเกินกว่า 2ปี จึงจะสามารถย้ายตำแหน่งได้ ซึ่ง นายตำรวจที่ใกล้ชิด พล.ต.อ.ปทีป แต่ละคนที่คาดหวังจะลงไปดำรงตำแหน่งสำคัญๆในแต่ละกองบัญชาการในการแต่งตั้งครั้งนี้ไม่สามารถโยกย้ายได้ จึงมีความพยายามต่อรอง เพื่อขอยกเลิกกฎเหล็กข้อนี้ ทำให้การแต่งตั้งล่าช้าออกไปอย่างไม่มีกำหนด

รายงานข่าวแจ้งว่าจากเหตุผลเบื้องต้นเป็นเหตุให้การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนดเวลา ซึ่งในการประชุม คณะกรรมการ ก.ตร.ในวันที่ 30ธ.ค.นี้ คาดว่า พล.ต.อ.ปทีป จะเสนอวาระของอนุมัติมติก.ตร.ขอเลื่อนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจออกไปอีก โดยกำหนดไว้ว่าจะให้เลื่อนไปในวันที่ 31 ม.ค.2553
Read more ...

นางสุภา ปิยะจิตติ "ม้ามืด"ก.ต.ช.

18/12/52
เมื่อ 3 ธ.ค.2552

คอลัมน์ คนตามข่าว

โดย ดุษฎี สนเทศ

จู่ๆ ก็ปรากฏชื่อ


นางสุภา ปิยะจิตติ 

ผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

มาเป็นคณะกรรมการกำกับนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ แทนนายปิยพันธ์ นิมมานเหมินท์ ที่ลาออกไป ชนิดทำเอาสีกากีอึ้งไปทั้งบาง

เล่ากันว่า ชื่อของเธอได้รับการสนับสนุนจากนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะการการันตีเรื่องความเป็นคนตรงไปตรงมา ชนิดไม้บรรทัดเรียกป้าทีเดียว

เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2497 จบการศึกษาบัญชีบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2519 นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2527 รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในปี 2535 และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 45

ผ่านตำแหน่งสำคัญๆ ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ กรมบัญชีกลางในปี 2540 รองอธิบดีกรมบัญชีกลางในปี 2544 ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังในปี 2547 รองปลัดกระทรวงการคลังในปี 2549 กระทั่งเดือนตุลาคม 2552 เป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

ตำแหน่งอื่นๆ อาทิ กรรมการธนาคารไทยพาณิชย์, กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, กรรมการบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ฯลฯ

มีความรู้ความชำนาญด้านการเงินการคลัง การบัญชี รวมทั้งด้านกฎหมายเป็นอย่างดี แต่งานแรกที่เธอต้องทำคือโหวตเลือก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
Read more ...

ลุ้นตั้ง"บิ๊กสีกากี" 2 พ.ย. ระวัง!ล่มซ้ำรอย"ก.ต.ช." "นครบาล"ผวา"ชุดฉก."เขย่า!?

18/12/52

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11558 มติชนรายวัน

ลุ้นตั้ง"บิ๊กสีกากี" 2 พ.ย. ระวัง!ล่มซ้ำรอย"ก.ต.ช." "นครบาล"ผวา"ชุดฉก."เขย่า!?

ยังคงเกาะติดกันต่อไปว่าในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายนนี้ ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 14/2552 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ซึ่งมีวาระสำคัญคือการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้บัญชาการ (ผบช.) ที่ค้างเติ่งมาเนิ่นนาน

โดยวาระแรกบรรจุเรื่อง พล.ต.ต.สุวิระ ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ขอความเป็นธรรมเพื่อเพิ่มรายชื่อในบัญชีผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น

หลังจาก "สุวิระ" ยื่นฟ้องศาลปกครองกรณี กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตร ถึงจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2549

ลักษณะที่ 2 บทที่ 1 หลักเกณฑ์การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ข้อ 11 ระบุการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาจากผู้ที่มีคุณสมบัติทั่วไปครบถ้วนและมียศกับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกำกับไว้ด้วย

โดยรอง ผบช. เลื่อนเป็น ผบช. ต้องเป็น รอง ผบช.มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และนับรวมระยะเวลาดำรงตำแหน่งตั้งแต่รองสารวัตรไม่น้อยกว่า 28 ปี

ปมปัญหาของ "สุวิระ" ติดขัดตรงที่เป็น รองสารวัตรจนถึงตำแหน่งปัจจุบันไม่ครบ 28 ปี จึงเสียสิทธิไปโดยปริยาย

กล่าวคือ "สุวิระ" เติบโตก้าวกระโดดมาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่ประเมินผลงานทางวิชาการเป็นหลัก ก่อนจะโยกมาอยู่สายปฏิบัติ

ประกอบกับเป็น "ลูกเขย" กลุ่มเกษตรรุ่งเรือง การรับราชการจึงรุดหน้าอย่างรวดเร็วกว่าเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกัน

โดยเป็น รอง ผบช. ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2549!

เมื่อมี "กฎเหล็ก" เป็นจุดสกัดความก้าวหน้า ทำให้ "สุวิระ" ยื่นฟ้องศาลปกครองกระทั่งศาลตัดสินให้เพิกถอนกฎ ก.ตร. ข้อ 11

และขณะนี้อยู่ขบวนการยื่นอุทธรณ์ของ ตร.

การขอความเป็นธรรมเพื่อเพิ่มรายชื่อในบัญชีผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นครั้งนี้ของ "สุวิระ" คาดว่าจะมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง

เพราะ "พลังภายใน" ถือว่าไม่ธรรมดา!

ส่วนวาระที่ 2 เสนอพิจารณาตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ของ

พล.ต.อ.วิเชียร์ พจน์โพธิ์ศรี และ
พล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์

ว่าจะสามารถแต่งตั้งทดแทนได้หรือไม่อย่างไร

ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (สง.ก.ต.ช.) สรุปไว้แล้วว่าทั้ง 2 ตำแหน่งทั้งของ "วิเชียร" และ "ชลอ" นั้นสามารถแต่งตั้งทดแทนได้

นั่นเท่ากับว่าทั้งวิเชียรและชลอมีสิทธิคั่วเก้าอี้รอง ผบ.ตร.!

สำหรับวาระที่ 3 จะเป็น "ไฮไลต์" ของการประชุม ก.ตร.ครั้งนี้ คือการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ซึ่งระบุไว้เพียงสั้นๆ เท่านั้น พร้อมวงเล็บเอกสารจะนำเสนอในที่ประชุม

ซึ่งเป็นที่รู้กันในวงการสีกากีว่าจะเป็นการแต่งตั้ง ผบช. ถึง รอง ผบ.ตร.

โดย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. จะเป็นผู้จัด "โผ" เสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบคุณสมบัติ ที่มีนายสมศักดิ์ บุญทอง ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธาน จากนั้นจะเสนอเข้าที่ประชุม ก.ตร.พิจารณากันอีกครั้ง

ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมี "โผ" ที่ผ่านบอร์ดกลั่นกรองไปแล้วครั้งหนึ่งในสมัย พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ อดีต รอง ผบ.ตร.รักษาราชการแทน ผบ.ตร. เป็นประธาน พิจารณาร่วมกับบรรดา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ปทีป

ถ้าถือว่าการพิจารณาครั้งนั้นเป็นคำสั่งทางปกครองไปเรียบร้อยแล้วก็ต้องไปถก ทบทวน แก้ไข เปลี่ยนแปลงรายชื่อกันใหม่ใน ก.ตร. หรือเปล่ายังไม่ทราบได้ !?

แต่ถ้า "ยกเลิก" มติบอร์ดกลั่นกรองครั้งนั้น แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ก็จะทำให้มีทั้งผู้ "เสีย" และ "ได้" ประโยชน์ จากการแต่งตั้ง

ปัญหาการฟ้องร้องอาจจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน!

ไม่นับรวมกรณี พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ และ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ไม่ร่วมสังฆกรรม และ "วอล์กเอ๊าต์" มาแล้วกรณีจะพิจารณาแต่งตั้ง รอง ผบ.ตร.ถึง ผบช.โดยยังไม่มี "หัว" ตัวจริง

ซึ่งเชื่อว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ทั้ง 2 ท่านก็คงคัดค้านเช่นเดิม

ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่ ก.ตร.จะต้องรอบคอบ รัดกุม ในระเบียบ ข้อกฎหมาย เพราะไม่เช่นนั้นอาจถูกฟ้องร้องตามมาก็เป็นได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น การแต่งตั้งครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น หรือเจอ "โรคเลื่อน" ซ้ำรอยการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) แต่งตั้ง ผบ.ตร. หรือไม่อย่างไร?

อย่ากะพริบตา!?

นั่นเป็นเรื่องของการแต่งตั้งระดับ "บิ๊กสีกากี" ที่ยังอยู่ในลักษณะ "ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก" ที่กระทบเป็นลูกโซ่ถึงระดับล่างโดยตรง

ยิ่งช่วงนี้มีกระแสข่าวสะพัดว่า "การเมือง" เตรียมวางขุมกำลังรองรับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ระดับโรงพัก ถือว่ามีความสำคัญยิ่งยวด ในการบล็อคฝ่ายตรงข้าม ทั้ง "ภูธร" และ "นครบาล"

ซึ่งสอดรับกับการตั้งชุดเฉพาะกิจปราบปรามอบายมุข ของ พล.ต.อ.ปทีป ที่มี พล.ต.ท.ประชิน วารี จเรตำรวจ (สบ 8) หัวหน้าสำนักงาน และ เพื่อนร่วมรุ่นปทีป เป็นหัวหน้าชุด เร่งระดมกวาดล้างอาชญากรรม สถานบริการและแหล่งอบายมุขทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

โดยเฉพาะ "นครบาล" แว่วว่าจะมีการ "เช็คบิล" เก้าอี้ระดับ ผู้กำกับการ (ผกก.) ถึง 20 เก้าอี้ และระดับสารวัตร 30 เก้าอี้

ดังนั้น "โฟกัส" เฉพาะพื้นที่นครบาล เพียงแค่ 1 เดือนก็ถูกตำรวจชุดเฉพาะกิจ หรือนอกหน่วย ออกมาทำหน้าที่ช่วยปัด กวาด เช็ด ถู บ้านให้หลายครั้ง ทำให้หลายโรงพักในนครบาล ต่างต้องระวังเก้าอี้ พร้อมยกการ์ดสูงป้องกันตัวกันเป็นแถว

โดยแม่ทัพเมืองหลวง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มีคำสั่ง บช.น. กำชับการปฏิบัติหน้าที่ ส่งถึง รอง ผบช.น., ผบก.อก., ผบก.น.1-9, ผบก.จร., ผบก.ตปพ., ผบก.อคฝ., ผบก.สส.,ผกก.ดส. และ ผกก.ศฝร. เรื่องการพิจารณาเจ้าหน้าที่ตำรวจบกพร่องในการป้องกันปราบปรามอบายมุข

เพราะแค่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตำรวจนอกหน่วย เข้ามาจับกุมอบายมุขและสถานบริการในพื้นที่บ่อยครั้ง ทั้งกรณีชุดเฉพาะกิจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทลายบ่อนพนันไฮโลบ้านเลขที่ 8/702 ซอยโรงหมู แขวง-เขตคลองเตย กทม. ท้องที่ สน.ท่าเรือ เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ท้องที่ สน.สุทธิสาร ถูกกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เข้าบุกจับสถานบริการบาร์เกย์ ชื่อ "กาแดะ" ภายในอาคารบีช เรสซิเด้นซ์ ซอยโชคชัยร่วมมิตร ที่ลักลอบเปิดเป็นผับ เมื่อเช้ามืดวันที่ 16 ตุลาคม

โดยทั้ง 2 โรงพัก ถูกคำสั่งเด้ง ผกก.พร้อม 5 เสือโรงพัก รวมทั้งรอง ผบก.ที่ควบคุมดูแล เก็บกรุ บช.น. 30 วัน

ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งเฉพาะ ผกก.ทั้งสองแห่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือให้กลับไปทำงานตามปกติ

แต่ทั้งหมดยังมีชนักติดหลัง เพราะถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งผลการสอบสวนยังไม่ออกมาว่าใครจะต้องรับผิดชอบกรณีใดบ้าง?

และล่าสุดชุดเฉพาะกิจ ตร.บุกจับกุมโต๊ะบอลออนไลน์ของ นายสมศักดิ์ สกุลกิจ กับพวกรวม 14 คน พร้อมของกลาง 25 รายการ ที่เอสดีสนุกเกอร์ ชั้น 2 ตลาดสดห้วยขวาง แขวง-เขตดินแดง กทม. เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา

เป็นเหตุให้ ผบช.น. สั่งให้ พ.ต.อ.อนุรักษ์ นาคพนม ผกก.สน.ห้วยขวาง มาช่วยราชการที่ บก.อก.บช.น. เป็นเวลา 30 วัน และมีการตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดของโรงพัก

ส่วนผลออกมาอย่างไรยังไม่ได้ข้อสรุป!

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ตำรวจ สน.ลุมพินี และ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ร่วมกันตรวจค้นสถานบันเทิง "อัลโลลัว" หรือ "การ์ซี่" ผับชื่อดังภายในซอยสุขุมวิท 3 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม.หลังสืบทราบว่าสถานบันเทิงแห่งนี้ลักลอบเปิดเกินเวลา

แต่ไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนแต่อย่างใด เนื่องจาก บก.ปคม. ขอร่วมตรวจสอบในครั้งนี้พร้อมกับ สน.ลุมพินี

จะเห็นได้ว่าช่วงเดือนตุลาคมผ่านมา พื้นที่นครบาลถูกจับตาเป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะอยู่ในช่วงคาบลูกคาบดอกจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายวาระประจำปี

ซึ่งทุกครั้งที่จะมีการแต่งตั้งโยกย้าย "ชุดเฉพาะกิจ" ที่ตั้งขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นหน่วยไหน มักทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถชนิดต่อเนื่อง

ส่วนหนึ่งจึงถูกครหาว่าเป็นการ "ตีเมืองขึ้น" และ "เลื่อยขาเก้าอี้" ที่สร้างความสั่นคลอนให้เจ้าของตำแหน่งอย่างได้ผล

โดยเฉพาะพื้นที่ทำเลทองทั้งหลาย!

หากการ์ดตกเมื่อใดก็อาจถูก "น็อคเอ๊าต์" ได้ทันที

บรรยากาศ ณ เวลานี้ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงดูอึมครึม ทั้งส่วน "หัว" เองที่ยังไม่ลงตัว และชุดเฉพาะกิจที่ลงมาฟาดงวงฟาดงาช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการแต่งตั้งโยกย้าย

ซึ่งจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง ที่ยากจะประสานหาความร่วมมือในการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง

ดังนั้น จึงเป็นการบ้านข้อใหญ่ของ พล.ต.อ.ปทีป ที่จะต้องเร่งสร้างความสมัครสมานสามัคคี ให้เกิดขึ้นในองค์กรโดยเร็ว

รวมทั้งทำความเข้าใจถึงการทำงานร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงแค่สนองตอบทาง "การเมือง" และ "พวกพ้อง" เท่านั้น!?!

หน้า 12
Read more ...

ไฟเขียวสบ 9-10 เป็นผู้ช่วย-รอง ผบ.ตร.

21/11/52
4 เมษายนนัด ก.ตร. ถกแต่งตั้งโยกย้าย40นายพล

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) พิจารณาวาระพิเศษเปลี่ยนแปลงลักษณะงาน ระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และผู้ช่วย ผบ.ตร.หรือตำแหน่งเทียบเท่า มีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ 

นายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม และ 
พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวช รักษาการ ผบ.ตร. เป็นต้น

รักษาการ ผบ.ตร.กล่าวว่า เสนอลักษณะงาน รอง ผบ.ตร.ใหม่ เดิมมีอยู่ 5 ด้านคือ 

ด้านบริหาร 
ด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม 
ด้านสอบสวนและกฎหมาย 
ด้านกิจการพิเศษและ
ด้านความมั่นคง 

จึงเสนอขยายงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม และ

ด้านสอบสวนมาเป็นด้านป้องกันอาชญากรรม 
ด้านสืบสวนปราบปรามอาชญากรรม 
ด้านสืบสวนสอบสวนและ
ด้านกฎหมาย 

เหตุผลเพราะตำรวจไปมุ่งเน้นปราบปรามมากกว่าการป้องกัน ปล่อยให้มีการปล้นฆ่าแล้วค่อยไปตามจับถือเป็นการคิดผิดจึงขยายงานด้านป้องกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมขึ้น 

ที่ประชุมได้อนุมัติตามที่เสนอ นอกจากนี้ยังขออนุมัติปรับที่ปรึกษากฎหมาย (สบ 10) ตำแหน่ง พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ เข้ามาเป็น รอง ผบ.ตร.ฝ่ายสืบสวนปราบปรามอาชญากรรม และที่ปรึกษากฎหมาย (สบ 9) เทียบเท่าผู้ช่วย ผบ.ตร.ให้เข้ามาเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ทั้งหมด เพื่อจะได้มีอำนาจทางกฎหมาย แล้วจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อขออนุมัติรักษาการ ผบ.ตร.กล่าวว่า จากนี้ไปจะปรับงานระดับกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาคต่างๆ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และสถานีตำรวจให้สอดคล้องกัน จะทำให้งานตำรวจเป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศ

 พร้อมเสนอขอเปิดรับตำรวจที่มีวุฒิตั้งแต่ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ( ปวส.) ขึ้นไป รวมทั้งผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีหรือปริญญาโทสามารถมาสมัครได้ 

ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบนโยบายว่า เมื่อผ่านการอบรมเข้าเป็นตำรวจแล้วให้เลื่อนปีละชั้น และปรับเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้ ซึ่งตำรวจชั้นประทวนจะมีความหวังมากขึ้นรักษาการ ผบ.ตร.กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้เพิ่มพนักงานสอบสวนหญิง ตำรวจหญิงชั้นประทวนมาควบคุมดูแลม็อบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตำรวจขาดแคลนกำลังทั่วประเทศประมาณ 50,000 อัตรา 

นายกรัฐมนตรีสั่งให้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มกำลังให้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ทางรักษาการ ผบ.ตร.มอบให้ รอง ผบ.ตร.กำกับดูด้านต่างๆ ดังนี้ ด้านบริหาร 

พล.ต.อ.ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ ด้านป้องกันอาชญากรรม 

พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ ด้านสืบสวนปราบปรามอาชญากรรม 

พล.ต.อ.วงกต ด้านสืบสวนสอบสวน 

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ด้านกิจการพิเศษ 

พล.ต.อ.อิสระพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ด้านความมั่นคง 

พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ ด้านจเรตำรวจ 

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติด้าน 

พล.ต.ท.รณรงค์ ยั่งยืน โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ก.ต.ช.ได้มีมติกำหนดตำแหน่งใหม่ โดยให้ พล.ต.อ.วงกตเป็นรอง ผบ.ตร.ตำแหน่งหลัก เช่นเดียวกับตำแหน่งของ พล.ต.อ.สมบัติ เดิมเป็นตำแหน่งเฉพาะตัวให้เข้าสู่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.หลักเช่นกัน ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 9) ให้เปลี่ยนเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ทั้งหมด

เว้นตำแหน่งของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ยังคงตำแหน่งประจำ ตร.เหมือนเดิม เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.

และการประชุมก.ตร.วันที่ 4 เมษายน จะกำหนดตัวบุคคลลงในตำแหน่งที่กำหนดใหม่ อย่างไรก็ตาม ภายในสัปดาห์นี้จะมีคำสั่งแต่งตั้งระดับผู้กำกับการ (ผกก.)-สารวัตร(สว.) ในอัตราตำแหน่ง กอ.รมน. ซึ่งทาง กอ.รมน.อนุมัติเปิดตำแหน่งให้มาอีกกว่า 30 ตำแหน่ง

หากรวมตำแหน่งสลับสับเปลี่ยนคาดว่ามีกว่า 100 ตำแหน่งรายงานข่าวแจ้งว่า การประชุม ก.ตร.นอกจากมีวาระรับรองตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร.แล้ว จะแต่งตั้งนายพลในตำแหน่งจเรตำรวจ และฝ่ายอำนวยประจำสำนักงานฯประมาณ 40 ตำแหน่งด้วยหน้า 12
Read more ...

“วิเชียร” ผงาดดูแลงานบริหาร

18/11/52
“ปทีป” ออกคำสั่งแบ่งงาน รอง ผบ.ตร.ให้มอบ “วิเชียร” ดูแลงานบริหาร ส่ง “บุญเรือง” เข้าคอกดูแลงานห้องสมุดแทน ด้าน “เพรียวพันธ์” ให้ดูแลงานปราบปรามยาเสพติด

วันนี้ (18 พ.ย.2552) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผบ.ตร.มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 579/2552 เรื่องกำหนดลักษณะงาน และการมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ ให้รองผบ.ตร. หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ (สบ10) ที่ปรึกษา (สบ10) รองหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ (สบ9) ผู้ช่วยผบ.ตร.และรองจเรตำรวจแห่งชาติ (สบ9) โดยให้

1.พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รรท.รอง ผบ.ตร. 
พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ
พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง (สกบ.) สำนักงานงบประมาณและการเงิน (งป.) โรงพยาบาลตำรวจ (ยกเว้นสถาบันนิติเวชวิทยา) สำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ กองสารนิเทศ และกองบินตำรวจ เรียกว่า รอง ผบ.ตร.(งานบริหาร 1) ผู้ช่วย ผบ.ตร.(งานบริหาร 11) และผู้ช่วย ผบ.ตร.(งานบริหาร 12)

2.พล.ต.อ.วัชรพล ประสาราชกิจ รอง ผบ.ตร.และ 
พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สำนักงานกฎหมายและคดี (เฉพาะกลุ่มงานวิชาการและฝ่ายห้องสมุด) กองบัญชาการศึกษา และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ให้เรียกว่า รอง ผบ.ตร.(บร.2) และผู้ช่วย ผบ.ตร.(บร.21)

3.พล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ ที่ปรึกษา (สบ10) 
พล.ต.ท.สุวัฒน์ จินทร์อิทธิกุล ผู้ช่วย ผบ.ตร.และ
พล.ต.ท.จิโรจน์ ไชยชิต รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ (ยกเว้นกองแผนงานอาชญากรรมและกองแผนงานกิจการพิเศษ) สำนักงานกำลังพล (สกพ.) สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานกฎหมายและคดี (เฉพาะกลุ่มงานประสานงานรัฐสภา) กองวินัย และโรงพิมพ์ตำรวจ ให้เรียกว่า ที่ปรึกษา (สบ10) (งานบริหาร 3) ผู้ช่วย ผบ.ตร.(งานบริหาร 31) และผู้ช่วย ผบ.ตร.(งานบริหาร 32)

4.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร.และ
พล.ต.ท.ถาวร จันทร์ยิ้ม ผู้ช่วย ผบ.ตร.

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ ตำรวจภูธรภาค 5 และ 6 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ (เฉพาะกองแผนงานอาชญากรรม) ให้เรียกว่า รองผบ.ตร.(ปป.1) ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป.11)

5.พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ รอง ผบ.ตร.และ 
พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการตำรวจภูธรภาค 7, 8 และ 9 เรียกว่า รอง ผบ.ตร.(ปป.2) และผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป.21)

6.พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. 
พล.ต.ท.สุวัฒน์ ธำรงศรีสกุล ผู้ช่วย ผบ.ตร.

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการตำรวจภูธรภาค 3 และ 4 โดยให้เรียกว่ารอง ผบ.ตร.(ปป.3) ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป.31)

7.พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. 
พล.ต.ท.สถาพร หลาวทอง ผู้ช่วย ผบ.ตร.

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ ตำรวจภูธรภาค 1 และ 2 ให้เรียกว่ารอง ผบ.ตร.(ปป.4) ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป.41)

8.พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รรท.ที่ปรึกษา (สบ10) และ 
พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติเวชวิทยา โดยให้เรียกว่าที่ปรึกษา (สบ10) (ปป.5) และผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป.51)

9.พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รรท.ที่ปรึกษา (สบ10) ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ และ
พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (ยกเว้นกองบังคับการตำรวจสันติบาล 3) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ (เฉพาะกองแผนงานกิจการพิเศษในงานที่รับผิดชอบ) ใช้อักษรย่อว่าที่ปรึกษา (สบ10) (มก.1) และผู้ช่วย ผบ.ตร.(มก.11)

10.พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส รรท.ที่ปรึกษา (สบ10) และ 
พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.

รับผิดชอบการกำกับการบริหารราชการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (เฉพาะกองบัญชาการตำรวจสันติบาล 3) สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ (เฉพาะกองแผนงานกิจการพิเศษในงานที่รับผิดชอบ) และกองการต่างประเทศ (ยกเว้นงานการลาไปต่างประเทศ) ให้เรียกว่าที่ปรึกษา (สบ10) (มก2) และผู้ช่วย ผบ.ตร.(มก 21)

11.พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รรท.รอง ผบ.ตร. 
พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ 
พล.ต.ท.บรรจง ตันศยานนท์ รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.

รับผิดชอบการบริหารราชการ สำนักงานกฎหมายและคดี (ยกเว้นกลุ่มงานวิชาการ กลุ่มงานประสานงานรัฐสภา และฝ่ายห้องสมุด) ให้เรียกว่ารอง ผบ.ตร.(กม.) ผู้ช่วยผบ.ตร.(กม.1) และผู้ช่วย ผบ.ตร.(กม.2)

12.พล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันท์ รรท.รองจเรตำรวจแห่งชาติ (สบ9) 

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการสำนักงานจเรตำรวจ (เฉพาะกองบังคับการอำนวยการ และกองตรวจราชการ 1-5) ให้เรียกว่า รอง จตช.(1)

13.พล.ต.ท.ประชิน วารี รรท.รองจเรตำรวจแห่งชาติ (สบ9)

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สำนักงานจเรตำรวจ (เฉพาะกองตรวจราชการ 6-10) ให้เรียกว่า รอง จตช.(2)

14.พล.ต.ท.ชาตรี สุนทรศร รรท.หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ (สบ10) และ 
พล.ต.ท.ชลธาร จิราณรงค์ รรท.รองหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ (สบ9) 

รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น.

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี
พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รรท.รอง ผบ.ตร. 
พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รรท.ที่ปรึกษา (สบ10) 
พล.ต.ท.จิโรจน์ ไชยชิต รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร. 
พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รรท.ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. 

ซึ่งทั้งหมดเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 28 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ เข้าพบ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รท.ผบ.ตร.เพื่อรับทราบนโยบาย
Read more ...

“สุเทพ” ยืนยันการแต่งตั้งโยกย้าย ตร.ถูกต้องโปร่งใส

18/11/52


17 พ.ย.2552

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธาน ก.ตร.ยืนยันการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรอง ผบช.ถึง ผบช.ทั้ง 15 ตำแหน่ง ทำด้วยความถูกต้องโปร่งใส

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กล่าวว่า การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงผู้บัญชาการรวม 15 ตำแหน่ง ขณะนี้เป็นไปอย่างครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยยืนยันถึงความโปร่งใส และเป็นไปตามบัญชีความเหมาะสมที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้จัดทำบัญชีรายชื่อร่วมกับผู้เกี่ยวข้องเสนอมา และมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งข้าราชการตำรวจที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งสามารถขอดูหลักฐานเอกสารได้ และพร้อมเปิดเผยบัญชีความเหมาะสมดังกล่าว อีกทั้งมีหลักฐานพร้อมชี้แจงได้ในทุกเรื่องหากมีการฟ้องร้องภายหลัง พร้อมยืนยันการแต่งตั้งครั้งนี้เป็นเรื่องของตำรวจ ไม่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ รองผู้บังคับการ ผู้กำกับการ และสารวัตร ซึ่งได้สั่งการให้ทุกกองบัญชาการ จัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎ ก.ตร. และรัฐธรรมนูญ
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม