โผล่อีก! ผกก.บันนังสตา ร้องโยกย้ายไม่เป็นธรรม

24/2/53

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 23 กุมภาพันธ์ 2553 15:36 น.

ผกก.โรงพักบันนังสตา เข้าร้องเรียน รรท.ผบ.ตร. หลังไม่ได้รับการโยกย้ายไม่เป็นธรรม ทั้งที่เหลืออายุราชการอีก 1 ปี หลังจากปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยมากว่า 30 ปี จะขอกลับไปกันตัง แต่สุดท้ายไม่มีชื่อ

วันนี้ (23 ก.พ.) เมื่อเวลา 14.00 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา 

เดินทางยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้าย โดยมี 

พ.ต.ท.ปรีชา สิทธิกิจ รอง ผกก.กลุ่มงานร้องทุกข์ กองร้องทุกข์ 

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ มารับเรื่องแทน

พ.ต.อ.สมเพียร กล่าวว่า ตนทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเกือบ 30 ปี ที่ผ่านมาตนก็ได้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ กระทั่งตอนนี้เหลืออายุราชการอีกแค่ 1 ปี 6 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ จึงคิดว่าถึงเวลาแล้ว อยากจะไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่เพื่อขอพักผ่อนบ้าง จึงทำหนังสือขอให้พิจารณาโยกย้ายตนไปเป็น ผกก.สภ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งตอนแรกโผโยกย้ายที่ออกมาใน บช.ภ. 9 ก็มีชื่อตนเป็น ผกก.สภ.กันตัง แต่เมื่อคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายออกมา กลับให้อยู่ในตำแหน่งเดิม ทั้งที่ทำงานในภาคใต้มายาวนาน มีผลงานมาโดยตลอด โดยคิดว่าผลงานที่ทำมาตลอดกว่า 40 ปี เมื่อถึงเวลาพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายจะได้รับพิจารณา แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นคำสั่งที่ไม่มีความชอบธรรม

“ที่ผมออกมาเรียกร้องครั้งนี้ ไม่มีเจตนาจะทำให้องค์กรและผู้บังคับบัญชาได้รับความเสียหาย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าตำรวจในภาคใต้ทำงานอย่างไร เพราะมีคนเคยพูดว่าตำรวจเลือกที่กับเลือกนายไม่ได้ ขนาดทำงานมา 40 ปี มีผลงานมากมาย แต่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย ขอย้ายไม่ได้ จึงอยากถามว่ามีเหตุผลอะไรที่ผมถึงย้ายไม่ได้” พ.ต.อ.สมเพียร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.สมเพียร ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรมก่อนหน้านี้ที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว
Read more ...

"ปทีป" ไม่สนเรื่องถูกอดีต.ผบช.ภ.2ฟ้องร้อง

23/2/53
"ปทีป" ไม่สนเรื่องถูก อดีต.ผบช.ภ.2 ฟ้องร้อง ชี้กฎระเบียบมีอยู่แล้ว ก็ว่ากันไป

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ก.พ.53 ณ.สถานพักฟื้นและตากอากาศตำรวจบางละมุง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. ได้เดินทางมาเป็นประธาน เปิดงานฝึกอบรมสัมมนา พัฒนาประสิทธิภาพกำลังพล 98 นาย ของข้าราชการตำรวจตรวจสอบภายใน ( สตส.) โดยมี พล.ต.ท.อุดม รักศิลธรรม ผบช.สตส. เป็นผู้กล่าวรายงาน อีกทั้ง ยังมี รอง.ผบช.ภาค.2 ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และ ข้าตำรวจในพื้นที่ อ.บางละมุง มาคอยทำการต้อนรับ

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตรวจสอบภายใน ( สตส.) ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญ ต่อองค์กรตำรวจ ที่จะทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการเงินงบประมาณ ซึ่งทุกวันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า องค์กรตำรวจถูกเฝ้ามอง ในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่เสมอ หน่วยงานตรวจสอบภายใน จึงมีหน้าที่ไปตรวจสอบและแก้ไขปัญหาทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทำให้ถูกต้อง และป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ให้เกิดขึ้น ในด้านของ เงิน ๆ ทอง ๆ

พล.ต.อ.ปทีป กล่าวต่ออีกว่า สำนักงานตรวจสอบภายใน ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น และมีบทบาทต่อ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน สตส. มี 3 กองบังคับการ ทำงานลักษณะเดียวกันกับ จเรตำรวจแห่งชาติ แตกต่างกันเพียง เจรตำรวจมี 10 กองบังคับการ

ส่วน สตส.มีเพียง 3 กองบังคับ ซึ่งในอีก 1 ปีข้างหน้า ก่อนที่ตนจะปลดเกษียณ อยากเห็น ผบช. รอง.ผบช. ผบก. และ ข้าราชการตำรวจใน สตส. ทำงานให้กับองค์กรตำรวจ อย่างมีสิทธิภาพ และ ขยายบ้านของท่านให้ใหญ่เท่ากับ เจรตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบองค์กรตำรวจ เหมือน สตส.

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึง ในเรื่องกรณี พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย อดีต.ผบช.ภ.2 ออกมาแถลงข่าว จะฟ้องร้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร . ในเรื่องการออกคำสั่งความไม่ชอบธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผบก. -สว. และ การออกคำสั่งรักษาราชการแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย พล.ต.อ.ประทีป กล่าวเพียงสั้นๆว่า กฎระเบียบและข้อกฎหมายมีอยู่แล้ว ก็ว่ากันไป
Read more ...

"สุเทพ”ชี้ผบช.ภ.2ฟ้องศาลปกครองเป็นสิทธิที่ทำได้

23/2/53
(23ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ. 2 เตรียมยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.ว่า เข้ามารื้อโผการแต่งตั้งโยกย้ายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ว่า ตามรัฐธรรมนูญถือเป็นสิทธิของผู้เสียหาย หรือผู้ที่คิดว่าตัวเองเสียหาย ก็สามารถไปฟ้องร้องที่ศาลปกครองได้ เมื่อมีระบบเช่นนี้ทุกคนก็สามารถใช้สิทธิได้

เมื่อถามว่า มีการมองว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจครั้งนี้เละตุ้มเป๊ะ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องรอฟังผลการสอบสวนจากคณะกรรมการที่นายกฯแต่งตั้งขึ้นจะดีที่สุดเราจะไปพูดแทนไม่ได้ ทั้งนี้พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ประธานคณะกรรมการสอบสวนแม้จะอายุมากแล้ว แต่ตนเชื่อว่าจะสามารถตามทันข้อมูลที่เกิดขึ้น เพราะท่านยังดูฟิตดีอยู่ ร่วมการประชุมคณะกรรมการดีเอสไอกับตนสมองท่านก็ยังแจ๋วรู้เรื่องหมดทุกอย่าง ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกอย่าเงกิดความกระจ่างชัดยิ่งขึ้น จะเอาวูบวาบไม่ได้ หากพูดไปโดยไม่มีข้อมูลหลักฐานจะเกิดความเสียหายได้
Read more ...

กรรมการปรามข้อเท็จจริง

23/2/53
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553

คมชัดลึก : เรื่องการซื้อขายตำแหน่งนายตำรวจระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการ ที่มีพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจเป็นประธานการสอบสวน ได้ข้อสรุปแล้ว

ชัดเจนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 มีการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นไปตามกฎ ก.ตร. ชุดสอบสวนพบความผิดปกติเนื่องจากคณะกรรมการแต่งตั้งของภาค 2 หรือบอร์ดกลั่นกรองไม่ได้ลงชื่อเห็นชอบในคำสั่งด้วย เป็นความไม่ชอบมาพากลหลังจากเกิดเสียงอื้ออึงว่า มีการตั้งโต๊ะซื้อขายตำแหน่ง

เนื่องจากข้อมูลค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ต้นว่ามีการซื้อขายเก้าอี้ผ่านคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจคนหนึ่ง จึงต้องรื้อบัญชีรายชื่อทำใหม่หมด

ลงแส้ไปเบื้องต้นคือการเด้งพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 มาช่วยราชการชั่วคราว

ยังมีกองบัญชาการอื่นที่กำลังจ่อคิวอีกหลายแห่ง เนื่องจากมีนายตำรวจที่ได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับความเป็นธรรมเข้าร้องเรียนต่อกรรมการชุด พล.ต.อ.วสิษฐและคณะกรรมาธิการของสภา

ส่วนจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาใหม่หรือให้กองบัญชาการไปจัดการเองต้องฟังเสียงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว

เนื่องจากเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูว่า นักการเมืองเข้าไปมีส่วนด้วยจึงต้องมองข้ามบางกองบัญชาการ จนเห็นเป็นสองมาตรฐานในเรื่องเดียวกัน

บางกองบัญชาการซื้อขายกันโจ๋งครึ่มพอๆ กับภาค 2 แต่รอดเพราะตัวผู้บัญชาการเป็นสายตรงแกนนำการเมืองใหญ่ฝ่ายรัฐบาล จึงถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ เรื่องเลยเงียบ แม้แต่นายกฯ ก็พูดไม่ค่อยถนัดเดี่ยวจะไปกระทบกระทั่งกันเข้า

ส่วนหน่วยอื่นที่กลิ่นหึ่งพอๆ กับภาค 2 ผู้นำหน่วยก็ล้วนมีที่มาที่ไปด้วยกันทั้งนั้น อยู่ในคอกพรรคร่วมรัฐบาลบ้าง มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองใหญ่บ้างเลยมีทีท่าว่าจะรอด เชือดเพียงพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์คนเดียว เนื่องจากเส้นสายการเมืองไม่ปรากฏชัดเจน มีเพียงเพื่อน นรต.25 เท่านั้นที่ฝากฝังกันไว้

บรรดาเซียนพนันเลยทุ่มแทงแบบหมดตัวเพราะเชื่อว่า "เชือดรายเดียว" ส่วนผลการสอบสวนชุดของพล.ต.อ.วสิษฐ จะมีผลในทางปฏิบัติหรือไม่แค่ไหนยังตอบไม่ได้เพราะขนาดมีเสียงวิจารณ์ถึงสองมาตรฐาน ก็ยังไม่ได้ยินเสียงขานรับจากนายกฯ

สงสัยงานนี้คงต้องเปลี่ยนชื่อจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เป็นคณะปรามข้อเท็จจริงซะมากกว่า !!
Read more ...

“เกรียงศักดิ์” อ้างถูกใส่ร้ายซื้อขายตำแหน่ง แฉ พล.ต.ท.อยู่เบื้องหลังถูกเด้งเข้ากรุ

22/2/53
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 22 กุมภาพันธ์ 2553 16:45 น.

ผบช.ภ.2 เปิดแถลงข่าว อ้างถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้ง รวมถึงถูกใส่ร้ายเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ระบุนายกฯ กระทำมิชอบงุบงิบตั้ง กก.สอบ พุ่งเป้า บช.ภ.2 เพียงหน่วยเดียว ขณะที่ รรท.ผบ.ตร.ก็ย้ายตนเองมิชอบ แฉมีขบวนการล้มล้าง โดยมีนายตำรวจยศ พล.ต.ท.อยู่เบื้องหลัง เตรียมร้องทุกข์ต่อ ก.ตร. ก่อนฟ้องศาลปกครองทวงความเป็นธรรม

วันนี้ (22 ก.พ.) เมื่อเวลา 10.00 น.ที่โรงแรมวินด์เซอร์ สุขุมวิท วันที่ 22 ก.พ. 

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ. 2 ปฏิบัติราชการสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย 

พ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม ผกก.สภ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และ 

พ.ต.ท.เจษฏา สวยสม สวญ.สภ.ปากน้ำประแสร์ จ.ระยอง 

พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใน บช.ภ.2 กว่า 7 นาย ร่วมกันแถลงข่าวกรณีความไม่ชอบธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบก.-สว. และการออกคำสั่งรักษาราชการแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยใช้หัวข้อการแถลงว่า “หยุดรังแกองค์กรตำรวจเสียที”

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ เปิดแถลงข่าวว่า ตนมีจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ต้องออกมาเปิดโปงถึงความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้ง เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในองค์กรตำรวจ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนบางคน อย่าง พ.ต.อ.นภดล ต้องออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง รวมถึงตนก็ทนไม่ได้ เพราะถูกกลั่นแกล้งจากผู้บังคับบัญชาเช่นกัน โดย

ประเด็นแรก นายกรัฐมนตรีกระทำการมิชอบในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ สตช. กรณีที่มีการกล่าวหาว่า มีการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้ง ซึ่งความจริงแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยึด พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ในการดำเนินการกับผู้นั้น แต่นายกฯ กลับมีคำสั่ง ที่ 44/2553 ซึ่งเป็นคำสั่งตั้ง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีต รอง อ.ตร. เป็นประธานการสอบสวนการซื้อขายตำแหน่ง และมีคณะกรรมการอีก 4-5ท่าน โดยไม่เป็นที่เปิดเผย มีพิรุธ เลือกปฎิบัติ งุบงิบกันเอง และเน้นให้สอบเฉพาะ บช.ภ.2 เท่านั้น ทั้งๆ ที่ บช.อื่นก็มีการร้องเรียนอย่าง บช.ดังๆ ที่ไม่ใช่ บช.ภ.ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แถลงข่าวนี้

ประเด็นที่สองที่กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คือ การเลือกปฎิบัติ ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า มีตำรวจหลายหน่วยไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย แต่นายกฯ กลับเพ่งเล็งมาที่ บช.ภ.2 เพียงภาคเดียว และเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่สำคัญที่มิใช่ภูธรก็ไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ชัดเจนว่าเลือกปฎิบัติ ไม่ให้ความเป็นธรรมต่อ บช.ภ.2

ประเด็นที่ 3 พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.ได้กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน โดยท่านได้ออกคำสั่งที่ 69/2553 ลงวันที่ 9 ก.พ. ให้ตนมาช่วยราชการที่ สตช. และขณะเดียวกันให้พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร. มารรท. แทนอีกหน้าที่หนึ่ง ซึ่งเป็นการออกคำสั่งไม่เป็นไปตาม ม.72 พ.ร.บ.ตำรวจ ที่ระบุว่า การตั้งรักษาราชการแทนหรือปฎิบัติราชการแทนต้องเป็นกรณีที่ตำแหน่งว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งนั้นไม่สามารถปฎิบัติราชการได้ จึงจะสามารถแต่งตั้งผู้เหมาะสมไปปฎิบัติราชการแทนได้ แต่ท่านทั้งหลายก็เห็นว่า ตนยังไม่ตาย ยังไม่ลาออก ยังไม่เกษียณหรือถูกออกจากราชการ ยังมีตัวตนอยู่ ตำแหน่งตนไม่ได้ว่าง และยังสามารถปฎิบัติหน้าที่ราชการได้ตั้งแต่เริ่มประชุมแต่งตั้ง จนถึงวันที่ 9 ก.พ.ก็ยังปฎิบัติหน้าที่ราชการอยู่ในพื้นที่ บช.ภ.2 ดังนั้น การออกคำสั่งเช่นนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการให้ตนมาช่วยราชการ เป็นการกลั่นแกล้งตนเพื่อให้เป็นอุปสรรค จนตนไม่สามารถไปแก้ไขข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในทางธุรการของคำสั่งได้ ดังนั้น คำสั่งที่ออกไปแล้วจึงชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น มีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.พ.

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า 

ประเด็นสุดท้าย กรณี พล.ต.ท.อัศวิน ออกคำสั่งที่ 35/2553 ยกเลิกคำสั่งของตนที่ลงนามไปแล้ว ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะ พล.ต.ท.อัศวิน ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย คนที่จะสั่งยกเลิกหรือแก้ไขคำสั่งได้นั้น มีเพียง ผบ.ตร.คนเดียวเท่านั้น ดังนั้นคำสั่งที่ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งที่ตนออกไปแล้วที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะทำให้คำสั่งแต่งตั้งใหม่ก็น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน

“มีกระบวนการที่จะล้มล้างผม ได้มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งสัญญาณไปให้คณะกรรมการระดับ บช.ภ.2 ว่าอย่าลงลายมือชื่อในรายงานการประชุม ถ้าลงลายมือชื่อระวังตัวให้ดีจะเดือดร้อน ฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่คณะกรรมการไม่ยอมลงชื่อจนเกิดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในทางธุรการเท่านั้น ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อหน้าที่ราชการ และเป็นการกลั่นแกลงข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งโดยชอบในคำสั่งของผม” พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าว

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนและคณะได้ยื่นร้องทุกข์ต่อ ก.ตร.แล้ว และจะยื่นต่อศาลปกครองด้วยในเร็วๆ นี้ และฟ้องคดีอาญา สุดท้ายฝากไว้ว่า การเมืองจงหยุดรังแกข้าราชการประจำเสียที และโปรดระวังไว้ว่า ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องมาร้องเรียนหลังจากคำสั่งมีผลไปแล้วนั้น ก็เพราะว่าต้องรอให้คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีผลออกมาก่อน จึงจะรู้ว่าคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นการดับเครื่องชนกับใคร ก็แล้วแต่ใครก็จะคิดเอาเอง ทั้งนี้สาเหตุจริงๆ ที่ออกมาเพราะต้องการแจ้งให้สื่อมวลชน ประชาชนและเพื่อนตำรวจทั่วประเทศได้ทราบว่าขณะนี้มีขบวนการต่างๆ ที่มาแทรกแซงกิจการของข้าราชการประจำ เข้ามาข่มเหงรังแก องค์กรตำรวจส่วนจะเกี่ยวพันกับผู้ใดให้ไปเจอกันที่ศาล สำหรับสาเหตุที่ตนเพียงคนเดียวที่โดนตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงก็ชัดเจนแล้วว่าเป็นการเลือกปฎิบ้ติและไม่ทราบว่าทำไมต้องเป็นตนแค่คนเดียว ซึ่งในอนาคตจะแถลงให้ทราบต่อไปว่าทำไมตนจึงเป็นผู้ถูกเลือก

เมื่อถามว่า มีการแทรกแซงจากการเมืองในการแต่งตั้งตำรวจใน บช.ภ. 2 หรือไม่ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า มี ที่มีข่าวลงว่าการเมืองไม่ได้แทรกแซงนั้น จริงๆ มี แล้วไปเจอกันที่ศาล ตนยังไม่สามารถบอกได้ตอนนี้ว่าใคร แทรกแซงอย่างไร ใครฝากใครมาบ้าง เดี่ยวจะเสียรูปคดี ขอให้ไปเจอกันในศาล โดยยืนยันว่ามีกระบวนการล้มล้างตน และจะมีคนได้ประโยชน์จากการที่ตนพ้นจากตำแหน่ง จะมีคนที่ได้ตำแหน่งสูงขึ้นของแต่ละคน ซึ่งเรื่องนี้ตนจะสู้ แม้จะเกษียณแล้วก็ตาม

เมื่อถามว่า นายตำรวจระดับใดที่เข้ามาล็อบบี้คณะกรรมการการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในพื้นที่ บช.ภ.2 ตามที่ท่านระบุนั้น เป็นใคร พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถบอกชื่อได้ บอกเพียงว่า เป็นยศ พล.ต.ท.ที่ยังรับราชการ แต่จะเป็นระดับ ผช.ผบ.ตร.หรือไม่ ให้ไปสืบหาเอาเอง สื่อมวลชนก็น่าจะรู้อยู่แล้ว ส่วนตนจะไปเปิดเผยชื่อในชั้นศาลเท่านั้น โดยตนมีทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร ซึ่งเรื่องการแทรกแซงการแต่งตั้งขอไปเปิดเผยหลักฐานในชั้นศาล ส่วนจะเชื่อมโยงถึงขบวนการไหนหรือไม่ ไว้รอให้ตนขนะก่อนจะมาเปิดเผยให้ทราบและมั่นใจว่าถ้าฟ้องร้องจะชนะอยู่แล้ว ไม่งั้นไม่กล้ามานั่งอยู่ตรงนี้

ผบช.ภ.2 กล่าวต่อว่า ขณะนี้ตนยังอยู่ระหว่างลาพักผ่อนประจำปีจนถึงวันที่ 24 ก.พ. ก็จะไปช่วยราชการ สำนักงาน ผบ.ตร. และยืนยันอีกครั้งว่า ไม่เคยซื้อขายตำแหน่งเป็นการกล่าวหา เพื่อจะล้มล้างตน

เมื่อถามว่า ความแตกต่างระหว่างคำสั่งเก่าและคำสั่งใหม่เป็นอย่างไร พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ก็มีบางส่วนคล้ายคลึงกัน แต่ในคำสั่งใหม่ มีบางคนถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงก็ยังแต่งตั้งได้ บางคนถูกประเมินได้คะแนนต่ำก็ได้รับตำแหน่งสูงขั้น ต่อข้อถามว่า เพราะคำสั่งไม่สนองการเมืองใช่หรือไม่จึงถูกเด้ง พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่าไม่รู้จริงๆ แต่ก็ทำให้บ้าง และขอชี้แจงว่า ทุกบช.มีโผมาทั้งนั้น มีบัญชี 1 บัญชี 2 บัญชี 3 ลองไปถามผบช. ทุกคนดูแล้วกัน ส่งมาให้ตนก็มี ถ้านับก็คงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์หรือ ร้อยเปอร์เซ็นต์ และเมื่อเริ่มกระบวนการแต่งตั้งก็มีโผมาให้ก่อนแล้ว ระหว่างกรรมวิธีไม่เสร็จสิ้นก็มีบัตรมาจากคนนั้นคนนี้ มีทั้งโทรศัพท์ เยอะแยะแล้วตนจะชี้แจงต่อไป ส่วนหลักฐานนั้นทุก ผบช.มีหมด แต่สำหรับตนจะให้ศาลเท่านั้น ส่วนคำสั่งใหม่ จะมีตั๋วการเมืองหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่สมัยตนก็ยอมรับว่าให้ไปบ้าง

เมื่อถามว่ารู้จักเสี่ยเหวียง ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่า เป็นนายหน้าในการซื้อขายตำแหน่งใน บช.ภ.2 พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ปฏิเสธว่า ไม่รู้จัก เหวียงไหนไม่ทราบ

ต่อข้อถามว่า การออกมาเปิดเผยเช่นนี้กลัวหรือไม่ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่กลัวไม่งั้นไม่มานั่งตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตุว่า คณะกรรมการตรวจสอบตน ที่มีพล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานนั้นมีจริงหรือไม่ เพราะไม่เคยเห็นคำสั่ง ไปขอก็ไม่ให้ เห็นตั้งผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น เช่นเดียวกับคำสั่งของนายกฯ เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หมกเม็ด งุบงิบ ซุบซิบกัน

ด้าน พ.ต.อ.นภดล กล่าวว่า หากคำสั่งแต่งตั้งของ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ถูกยกเลิกโดยมิชอบ ก็จะทำให้คำสั่งแต่งตั้งของ พล.ต.ท.อัศวิน เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ย่อมเกิดผลกระทบต่อประชาชนในการทำหน้าที่ของตำรวจตามประมวลกฎหมาย ป.วิอาญา รวมถึงการสั่งคดีต่างๆ ก็อาจเป็นคำสั่งโดยมิชอบไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการสั่งงบประมาณต่างๆ อำนาจฟ้อง ไม่ฟ้องด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นความห่วงใย ซึ่งพวกตนที่ได้รับผลกระทบนั้นก็ได้ร้องเรียนไปยัง ก.ตร. และศาลปกครอง เพื่อให้ระงับคำสั่งแต่งตั้งของ พล.ต.ท.อัศวิน โดยเร็ว

Read more ...

“นภดล” ร้องสื่อถูกโยกไม่เป็นธรรม ปัดยัดใต้โต๊ะ 10 ล้าน

18/2/53

“พ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม” ผกก.ชลบุรี วิ่งรอกร้องสื่อ ไม่ได้รับความเป็นธรรมโผแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจภูธรภาค 2 จากรายชื่อเดิมโดนโยกไปดูขุมทองโรงพักเกรดเอ ผกก.พัทยา แต่ถูกเตะโด่งให้ไปนั่งคุมพื้นที่เล็กคดีอาชญากรรมน้อย ที่ สภ.พนมสารคาม ฉะเชิงเทรา ย้ำเรียกร้องเพื่อศักดิ์ศรีไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ปัดไม่ได้วิ่งเต้นด้วยเงิน 10 ล้าน

วันนี้ (17 ก.พ.2553) เมื่อเวลา 12.00 น.ที่สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย พ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม ผกก.สภ.เมืองชลบุรี เข้าพบนายไพโรจน์ เทศนิยม นายกสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชนกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการโยกย้ายครั้งใหม่

พ.ต.อ.นภดล กล่าวว่า ที่ตนมาร้องสื่อวันนี้เพราะความไม่ถูกต้องในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามคำสั่ง ภ.จว.ชลบุรี ที่ 14/2553 ของ ภ.2 ซึ่งเดิมคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายครั้งแรกที่ให้ตนมาดำรงตำแหน่งที่ สภ.พัทยานั้น ตนยังดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.เมืองชลบุรี ยังไม่ครบ 2 ปี แต่ได้รับการยกเว้น เนื่องจากมีผลงานเป็นที่ปรากฏ ปราบปรามอาชญากรรมเป็นอันดับ 1 ของ บช.ภ.2 เป็นที่ยอมรับของประชาชนและสื่อมวลชนในพื้นที่ ประกอบกับได้พัฒนา สภ.เมืองชลบุรีจนได้รับรางวัลมากมาย จึงเข้าหลักเกณฑ์การพิจารณาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือหลักเกณฑ์อาวุโส 25 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นเรื่องของผลงาน

พ.ต.อ.นภดล กล่าวต่อไปว่า หลังจากนั้นมีการร้องเรียนของเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นว่าการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าวไม่เป็นธรรม และตนใช้เงินในการซื้อตำแหน่ง ผกก.สภ.พัทยา ซึ่งหลังจากมีการร้องเรียนดังกล่าวก็มีการแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายใหม่ ทำให้ตนถูกโยกย้ายไปเป็น ผกก.สภ.พนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งตนคิดว่าไม่ถูกต้องตามกฎ ก.ตร. และนโยบายของ ตร. จึงเป็นการแต่งตั้งที่ไม่ถูกต้องเพราะผิดหลักเกณฑ์

“ผมรับราชการตำรวจมา 30 กว่าปี ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการร้องเรียนเพราะคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับผมและครอบครัว เพราะข่าวที่ถูกนำเสนอไปนั้นเหมือนผมวิ่งเต้นด้วยเงินหลัก 10 ล้านบาท เพื่อให้กลับมาอยู่ตำแหน่ง ผกก.สภ.พัทยา เหมือนเดิมตามคำสั่งแรก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ ขอปฏิเสธว่าไม่มีการวิ่งเต้นตามที่สื่อนำเสนอ เพราะคงไม่ยอมเอาเงิน 10 ล้านมาแลกกับการทำงานอย่างแน่นอน ที่มาร้องเรียนในวันนี้เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์” พ.ต.อ.นภดล กล่าว

พ.ต.อ.นภดล กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องของการโยกย้ายที่ต้องการคือพื้นที่ในการปฏิบัติงาน เพราะ สภ.เมืองชลบุรี ที่เคยดำรงตำแหน่งอยู่ เป็นพื้นที่ใหญ่มีเหตุจับกุมอาชญากรรมจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน แต่ถ้าเปรียบกับ สภ.พนมสารคาม แล้วถือว่าห่างกัน เพราะเป็นพื้นที่เล็กการจับกุมปราบปรามอาชญากรรมก็น้อยลง ซึ่งจะทำให้ตนถูกมองว่าประสิทธิภาพด้อยลง และถูกมองว่าได้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือถูกตั้งกรรมการสอบ จึงถูกโยกย้าย ดังนั้นจึงอยากให้ยกเลิก คำสั่ง ภ.2 ที่ 39/2553 เพราทุกวันนี้ตนและครอบครัวได้รับความเสื่อมเสียถูกมองว่าใช้เงินในการโยกย้ายจึงถูกลงโทษ

ต่อมา พ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม ผกก.สภ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เดินทางยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กับ พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ ผบช.ก.ตร. ในฐานะ เลขานุการ ก.ตร. เพื่อดำเนินการนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการกองร้องทุกข์ ก.ตร. หลังจากก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.นภดล เคยได้รับการแต่งตั้งให้ไปเป็นผกก.สภ.พัทยา แต่เมื่อมีการยกเลิกคำสั่ง ได้ถูกคณะกรรมการแต่งตั้งบช.ภ.2 ซึ่งมี พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร. รรท.ผบช.ภ. 2 เป็นประธาน ให้ไปดำรงดำแหน่ง ผกก.สภ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทราแทน

พ.ต.อ.นภดล กล่าวว่า ถึงสาเหตุที่มาขอความเป็นธรรมนั้นไม่ใช่เพื่อต้องการไปดำรงตำแหน่งใน สภ.พัทยา แต่อย่างใด แต่เพื่อให้กระบวนการแต่งตั้งเป็นไปตามกฎหมายและกฎ ก.ตร. ซึ่ง การประชุมคณะกรรมการการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่มี พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ เป็นประธาน ถูกต้องตามพ.ร.บ.ตำรวจ เพียงแต่ขั้นตอนทางธุรการที่ให้ส่งหนังสือเวียนให้กับคณะกรรมการนั้นมีผู้ไม่ลงนาม 5 ท่าน จนต้องมีการทำคำสั่งใหม่ ซึ่งขั้นตอนการทำคำสั่งใหม่นั้นไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจอีกเช่นกัน แต่นายกรัฐมนตรีมาสั่งให้ตรวจสอบ และไม่มีการสือบสวนข้อเท็จจริงพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ก่อน ทั้งนี้ ยังปฎิเสธว่า การที่ได้ดำรงตำแหน่ง สภ.พัทยา ในคำสั่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มาจากการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ขณะที่ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ก็เพิ่งมารับตำแหน่ง บช.ภ. 2 ได้ไม่นาน ตนก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน และการที่พล.ต.ท. เกรียงศักดิ์ คัดเลือกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะมาดำรงตำแหน่งในโรงพักที่สำคัญเช่น สภ.พัทยานั้น ได้เรียกตนไปพบเพื่อพูดคุยกันแต่กลับมีคนกล่าวหาว่าไปวิ่งเต้น

ด้านพล.ต.ต.สิทธิชัย เยี่ยมอภิชาติ ผบก.กองร้องทุกข์ บช. ก.ตร. กล่าวหลังจากรับเรื่องร้องทุกข์แล้วจะส่งหนังสือไปยัง บช.ภ. 2 เพื่อให้ชี้แจงถึงเหตุผลการแต่งตั้ง พ.ต.อ.นภดลไปดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.พนามสารคาม เมื่อ บช.ภ. 2ส่งเรื่องกลับมาแล้ว ทางกองร้องทุกข์จะประมวลเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการ ร้องทุกข์ เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถเยียวยาหรือแก้ไขได้อย่างไร ก่อนจะสเนอให้พ.ต.อ.นภดล ทราบ ซึ่งหลังจากนี้ พ.ต.อ.นภดลก็สามารถไปร้องขอความเป็นธรรมกับศาลปกครองได้
Read more ...

“ปทีป” เผยบัญชีแต่งตั้งทุก บช.ลงตัว-ไร้ปัญหา

16/2/53

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 15 กุมภาพันธ์ 2553 18:32 น.

“ปทีป” ไม่ต้องใช้ ม.56 แก้ไขบัญชีแต่งตั้งนายตำรวจระดับรอง ผบก.-สว.ตามที่เคยขออนุมัติจาก ก.ตร.ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากทุก บช.ลงตัว และชี้แจง พร้อมทำการแก้ไขได้หมดแล้ว พร้อมระบุตำรวจที่คิดว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้ง สามารถร้องเรียนได้อีก โดยจะไม่มีการดำเนินการทางวินัยในภายหลัง

วันนี้ (15 ก.พ.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ระดับสารวัตร (สว.) ถึงรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) โดยมี รอง ผบ.ตร.ร่วมประชุมครบทุกคน ทั้งนี้ มีรายงานว่า ที่ประชุมวันนี้มีการหารือเรื่องปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามกฎก.ตร. หลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบการแต่งตั้งชุด พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผู้ช่วยผบ.ตร.เป็นประธานตรวจสอบและพบว่ามีหลายกองบัญชาการ (บช.) ที่ออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่ ตร.กำหนด ซึ่ง ตร.ได้สั่งการให้บช.เหล่านั้นไปแก้ไขแล้ว ซึ่งที่ประชุมวันนี้สำนักงานกำลังพล ได้รายงานผลการแก้ไขคำสั่งของแต่ละบช.ในที่ประชุมทราบ ซึ่งปรากฏว่าแต่ละ บช.ได้แก้ไขคำสั่งตามที่ชี้แนะไปเกือบครบสมบูรณ์แล้ว

รายงานข่าวระบุว่า มีเพียง บช.ภ.8 ที่ยังไม่แต่งตั้งผกก.ที่ได้รางวัลโรงพักเพื่อประชาชนดีเด่นของ ตร.ให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามที่ ตร.ชี้แนะไป โดยตัวแทนของ บช.ภ.8 ได้เข้าชี้แจงซึ่งที่ประชุมก็ยอมรับในเหตุผล อย่างไรก็ตาม ยังมีกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ที่ยังไม่แก้ไขเรื่องการแต่งตั้งรอง ผกก.ขึ้นเป็น ผกก.โดยข้ามลำดับอาวุโส 2 ตำแหน่ง ตามที่ ตร.ชี้แนะไปก่อนหน้านี้ ซึ่งที่ประชุมได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปถึง บช.น.โดยที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือกหรือบอร์ดกลั่นกรองของ บช.น.ได้พิจารณาถอนคำสั่งเดิม และให้รอง ผกก.อาวุโสสูงได้เลื่อนขึ้นแทนแล้วในวันนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ พล.ต.อ.ปทีป ไม่ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 56 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ตามที่ขออนุมัติ ก.ตร.มาแล้ว มาแก้ปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้แต่อย่างใด

รายงานข่าวระบุว่า ส่วนกรณีที่ พ.ต.อ.ศารทูล ประดิษฐ์ ผกก.สภ.สระโบสถ์ จ.ลพบุรี และพวกรวม 3 นาย เข้าร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายในสังกัด บช.ภ.1 ในวันนี้ ที่ ตร.นั้น ที่ประชุมมีมติว่าการร้องทุกข์ว่าการแต่งตั้งนี้ฟังไม่ขึ้น จึงให้ตกไปขณะที่การทำคำสั่ง บช.ภ.2 ที่มีการยกเลิกคำสั่งเก่าและทำใหม่นั้น วันนี้ฝ่ายกำลังพล บช.ภ.2 ได้ทำบัญชีเสร็จแล้วให้และรอส่งให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท.ผบช.ภ.2 ลงนามเพื่อให้มีผลในวันที่ 16 กุมภาพันธ์

วันเดียวกัน พล.ต.อ.ปทีป ยังเป็นประธานการประชุมพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งในบช.ที่มีปัญหาการแต่งตั้งไม่เป็นไปตามกระบวนการและไม่ถูกต้องตามกฎ ก.ตร.และแนวทางการแต่งตั้งของ ตร. โดยมีรอง ผบ.ตร.ทุกนายร่วมประชุม โดยได้เรียกผู้บัญชาการหน่วยที่มีปัญหา อาทิ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) และ พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7 รอเข้าชี้แจงด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการเริ่มประชุมมี นายตำรวจ 3 นายมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.ปทีป ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง ประกอบด้วย พ.ต.อ.ปัญญา นาควิเชียร ผกก.สภ.เมืองชัยนาท โดยร้องเรียนว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2553 ผบช.ภ.1 ได้มีคำสั่ง บช.ภ.1ที่ 73/2553 ไปเป็น ผกก.สภ.เมืองอ่างทอง ต่อมาเมื่อมีการร้องเรียนและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ก็มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งโดยถอนคำสั่งเดิม และมีคำสั่งใหม่ให้ตนไปเป็น ผกก.สภ.วิหารแดง จ.สระบุรี ซึ่งเป็น สภ.กลุ่มที่ 2 ซึ่งมีปริมาณงานน้อย ทั้งที่ตนมีผลงานดีมาตลอด อีกราย พ.ต.อ.ศารทูล ประดิษฐ์ ผกก.สภ.สระโบสถ์ จ.สระบุรี ร้องเรียนว่าในการแต่งตั้งครั้งนี้เดิมที่มีคำสั่งให้เป็นผกก.สภ.ปางประอิน จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ต่อมาถอนคำสั่งให้กลับมาดำรงตำแหน่งเดิม แต่กลับมีคำสั่งแต่งตั้งให้ พ.ต.ท.ธนภณ โพธิสุข รอง ผกก.สภ.บางปะอิน นายตำรวจที่อยู่ระหว่างการสอบสวนทางวินัยฯ ขึ้นเป็น ผกก.แทน อีกราย พ.ต.ท.ธัชกร รอดเจียม รอง ผกก.สภ.เมืองชัยนาท เข้าร้องเรียนว่า ตนไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผกก. ทั้งที่ตนอยู่ในอาวุโสลำดับที่ 1 และอยู่ในลำดับที่ 21 ของตำรวจภูธร ภาค 1 โดย รรท.ผบ.ตร.ได้รับหนังสือร้องเรียนจาก ตร.ทั้ง 3 นายไว้ โดยนายตำรวจทั้ง 3 นายขอร้องให้ รรท.ผบ.ตร.เห็นใจตำรวจชั้นผู้น้อย ซึ่งยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่กล้าเข้ามาร้องเรียน

พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ได้รับหนังสือร้องเรียนของตำรวจทั้ง 3 นายไว้พิจารณา และจะส่งให้คณะกรรมการทำการตรวจสอบ แต่ต้องดูรายละเอียดการร้องเรียนก่อน แม้พรุ่งนี้ (16) ทุกคำสั่งจะมีผล แต่การร้องเรียนเข้ามาตนก็จะตรวจสอบดำเนินการไปตามขั้นตอน หากพบว่าการแต่งตั้งไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะทำการแก้ไขให้ถูกต้อง โดยต้องไปดูให้รู้เรื่องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมตรงไหน

“ครั้งนี้ถือว่าผมได้รับร้องเรียนการแต่งตั้งไม่เป็นธรรมครั้งแรก และเปิดโอกาสให้ตำรวจที่เดือดร้อนไม่ได้รับความเป็นธรรมเข้ามาร้องเรียนได้ และยืนยันจะไม่มีการดำเนินการทางวินัยภายหลังแน่นอน” รรท.ผบ.ตร. กล่าว

พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า กรณีที่มีการร้องเรียนถึงเรื่องทุจริตซื้อขายตำแหน่ง ความไม่ชอบมาพากลในการแต่งตั้งในหลายบช.นั้นก็มีคณะกรรมการสืบสวนชุด พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจสืบสวนสอบสวนอยู่ ที่ว่ามีนักการเมืองมาเกี่ยวข้องตนก็ยังไม่รับทราบ เรื่องนี้คณะกรรมการชุดนั้นก็ดำเนินการไป ในส่วนของตนนั้นตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการแต่งตั้ง เท่านั้น โดยนี้ก็พิจารณาแต่งตั้งระดับสารวัตรในสังกัดสำนักงานผบ.ตร. ส่วนในบช.อื่นก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการคัดเลือกแต่ละบช.

เมื่อถามว่าเหตุใดไม่มีการร้องเรียนการแต่งตั้งไม่ชอบธรรม ในบช.น. บช.ก. บช.ภ.7 บช.ภ.8 และบช.ภ.9 พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ตอบไม่ได้ แต่หากมีปัญหากระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการของตร.ที่ตนตั้งก็ต้องตรวจสอบไป ซึ่งตรวจสอบแล้วไม่มี ทั้งนี้ตนยังไม่ได้ไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการชุด พล.ต.อ.วสิษฐ และก็ยังไม่มีการเรียกไปแต่อย่างใด
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม