โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “พล.ต.อ.” แก่ พล.ต.ท.พิชิต ควรเดชะคุปต์ เป็นกรณีพิเศษ

16/10/52

มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลตำรวจเอกเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ พล.ต.ท.พิชิต ควรเดชะคุปต์ นายตำรวจพ้นราชการ

วันนี้ (14 ส.ค.2551) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล เป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม  2551 มีใจความว่า

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลตำรวจเอก เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่

พล.ต.ท.พิชิต ควรเดชะคุปต์ นายตำรวจพ้นราชการ

ซึ่งขณะรับราชการ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต วิริยะ อุตสาหะ ตลอดมา ทั้งราชการปกติ และ ราชการพิเศษ 


รวมทั้งได้ให้ การสนับสนุนราชการ ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ กรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ทรงคุณวุฒิ อันเป็นประโยชน์ แก่ ราชการ และประเทศชาติ โดยส่วนรวม ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2551

ประกาศ ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2551

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระราชโองการ
Read more ...

ก.ตร.ฉลุยโผแต่งตั้ง "อ.ปุ - พิชิต" วอร์คเอาท์กลางคัน!

16/10/52


16 ตุลาคม 2552 15:25 น.


"สุเทพ" นั่งหัวโต๊ะประชุม ก.ตร. ถกโผแต่งตั้งระดับรองผบ.ตร.เสร็จ หลังที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่มีมติเห็นชอบ พร้อมตั้ง"สมศักดิ์ บุญทอง" เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาโผแต่งตั้ง ด้าน "ปุระชัย - พิชิต" หัวเสียวอร์คเอาท์ออกกลางคัน อ้างไม่เห็นด้วย    
       

วันนี้(16 ต.ค.2552 ) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) 


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง 


เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) โดยมี 


-พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 
-รองผบ.ตร. 
-จเรตำรวจ และ
-ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมประชุม 


โดยใช้เวลาการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง ทั้งนี้เวลา 11.20น. 


ร.ต.อ. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ 


ก็เดินออกมา และตามด้วย 


พล.ต.อ พิชิต ควรเตชะคุปต์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 


อีก 1 ท่านเดินตามออกมา แต่การประชุมก็ดำเนินต่อไปจนถึงเวลา 13.20 น.       
       
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ พล.ต.อ.พิชิต เดินทางกลับนั้น มีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อถามถึงมติการประชุมก.ตร.ว่าแต่งตั้งได้หรือไม่ ตอบว่าไม่รู้ ตนออกมาก่อน และท่านปุระชัยจะให้สัมภาษณ์ ส่วนที่ตนไม่เห็นด้วยนั้น เพราะยึดตามหลักการ    
       

พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผช.ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้ที่ประชุมมีมติ 2 เรื่องที่สำคัญเพื่อแจ้งให้ทราบและที่วันนี้ใช้เวลานานเนื่องจากที่ประชุมให้กต.ร. ทุกท่านแสดงความคิดเห็นในเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจวาระประจำปีในระดับ รองผบ.ตร.ลงไป ว่าควรดำเนินการต่อไปหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติใน 2 เรื่อง ว่าควรแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 1,560 ตำแหน่ง


โดย ก.ตร. ทั้งหมด 18 ท่าน มี 16 ท่านให้ความเห็นว่า ควรดำเนินการแต่งตั้งทันที่ที่พร้อม เนื่องมีตำแหน่งหลักที่ว่างลงจำนวนและหากไม่แต่งตั้ง จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของตำรวจ และประชาชน ส่วนอีก 2 ท่านทีไม่เห็นด้วย คือ 


ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และ 
พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 


โดยให้เหตุผลว่า ยังไม่ควรทำ ให้รอไว้ก่อน ก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมได้ โดยปฎิเสธว่าไม่ได้เป็นการวอร์คเอาท์แต่อย่างใด เมื่อถามว่า ทั้งสองท่านต้องการให้ได้ ตำแหน่งผบ.ตร.ก่อนหรือไม่ พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดอย่างชัดเจนขนาดนั้น เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยก็เป็นไปตามมติ    
       

พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวต่อว่า สำหรับ


ประเด็นที่ 2 คือ ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกจากชุดเดิมที่มี ผบ.ตร. เป็นประธานบอร์ดกลั่นกรอง และมี รองผบ.ตร. จต.ช. เป็นคณะกรรมการ แต่ครั้งนี้เห็นว่าให้มีการพิจารณาร่วมกัน โดยเสนอให้เพิ่ม ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าไปในคณะกรรมการคัดเลือกอีก 6 ท่านประกอบด้วย 



1. นางเบญจวรรณ สร่างนิทร เลขา ก.พ. 

2. นายชัยเกษม นิติศิริ 

3. พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ 

4. พล.ต.อ.บุญเพ็ญ บำเพ็ญบุญ 

5. นายสีมา สีมานันท์(อดีตเลขาธิการ กพ.) และ 

6. นายสมศักดิ์ บุญทอง (อดีตรองอัยการสูงสุด)



โดยที่ประชุมมีมติให้นายสมศักดิ์ เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก ทั้งนี้ การเพิ่มคณะกรรมการขึ้นดังกล่าว เนื่องจากการแต่งตั้งครั้งนี้สังคมจับตามอง ต้องการความโปร่งใส และเป็นธรรม โดยนายสุเทพจะรายชื่อดังกล่าวออกประกาศ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีลงนาม 


ซึ่งในสัปดาห์ นายสุเทพ จะประกาศคณะกรรมการกลั่นกรองอย่างเป็นทางการ และจะนัดคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายก่อนเสนอให้ ก.ตร.พิจารณาตามขั้นตอน ซึ่งในเบื้องต้นจะมีการแต่งตั้งระดับรองผบ.ตร.ลงไปจนถึงระดับ ผบ.ช. ก่อนเป็นอันดับแรก 


คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน 20 พ.ย.       
       

พล.ต.ท.พงศ์พัศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมสรุปว่า ให้มีการแต่งตั้ง เนื่องจาก


เหตุผลความจำเป็นเปลี่ยนไป คนทำบัญชีไม่ได้เกษียณอายุราชการ เหมือนพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รรท.ผบ.ตร. ส่วนที่ ก.ตร. 2 ท่านไม่เห็นด้วย ไม่ถือว่ามีปัญหาอะไร เพราะ ก.ตร.ที่เหลืออีก 16 ท่านเห็นชอบให้มีการแต่งตั้ง


เนื่องจากตำแหน่งหลักที่ขาดจากการเกษียณอายุราชการมีถึง 1,560 ตำแหน่ง การรักษาราชการแทนก็มีข้อจำกัดในเรืองการทำงานบ้าง การแต่งตั้งลงไปก็เพื่อดูแลประชาชนได้มากขึ้น
Read more ...

ก.ตร.นอกรอบไฟเขียวไม่ต้องรอ ผบ.ตร.ตัวจริง! ตั้งรอง ผบ.ตร.ลงไปโดยเร็ว

9/10/52
8 ตุลาคม 2552 17:00 น.

ก.ตร.นอกรอบได้ข้อสรุป นัดประชุม ก.ตร.สัปดาห์หน้าเพื่อพิจารณาแต่งตั้งรอง ผบ.ตร.ลงไปโดยไม่ต้องรอ ผบ.ตร.ตัวจริง ส่วนจะรื้อโผเดิมหรือไม่ ขึ้นกับมติ ก.ตร.ที่จะหารือกัน    
     
วันนี้ (8 ต.ค.2552)เวลา 11.30 น.ที่โรงแรมสยามซิตี ถนนศรีอยุธยา

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดรับประทานอาหารกลางวันและหารือนอกรอบกับ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง 10 ท่าน ที่ห้องอาหารจีนลินฟา โดยมี ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมโต๊ะเกือบครบ ขาดเพียง

ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ

คนเดียวเท่านั้นเนื่องจากติดบรรยายพิเศษ ซึ่ง ก.ตร.นอกรอบครั้งนี้ใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยนายสุเทพมีสีหน้าสดชื่น ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยแจ้งว่าจะต้องรีบไปตอบกระทู้ในสภาฯ    
      
พล.ต.ท.เหมราช ธารีไทย ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 



กล่าวภายหลังร่วมหารือว่า วันนี้เป็นการหารือนอกรอบ ซึ่งนายสุเทพไม่ต้องการให้ตำแหน่งว่าง โดยสัปดาห์หน้าจะมีการประชุม ก.ตร.เพื่อหารือกันอย่างเป็นทางการว่าจะดำเนินการแต่งตั้งโดยเร็วหรือไม่ หรือควรหยุดไว้ ซึ่งผลการหารือวันนี้ส่วนใหญ่เห็นว่าควรแต่งตั้งเพราะว่าช้าไปจะลำบาก เรื่องตำแหน่ง ผบ.ตร.ตัวจริง ไม่ใช่เงื่อนไขแล้ว วงหารือเห็นว่าแต่งตั้งได้โดยไม่ต้องรอให้ได้ ผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่งจะให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ดำเนินการแต่งตั้งไป ทั้งนี้ รรท.ผบ.ตร.มีหน้าที่อยู่แล้ว สุดแต่ประธาน ก.ตร.จะสั่ง    
     
เมื่อถามถึงโผแต่งตั้งโยกย้ายรอง ผบ.ตร.ลงมาที่ผ่านคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติ หรือบอร์ดกลั่นกรองไปแล้ว พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า อันนี้ไม่ทราบ มันต้องเสนอเข้าคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งในชั้นต้นในการประชุม ก.ตร.ครั้งหน้า ท่านประธานจะนำเสนอความคิดว่าควรดำเนินการแต่งตั้งโดยเร่งด่วนหรือไม่ หากที่ประชุมเห็นด้วยว่าควรดำเนินการก็จะเริ่มกระบวนการและนัดประชุม ก.ตร.อีกครั้งเพื่อพิจารณาวาระแต่งตั้งโยกย้าย    
     
“วันนี้ไม่มีการถกประเด็นปัญหาจาก ก.ตร.ครั้งก่อน ไม่มีการยกประเด็นเรื่องรอ ผบ.ตร.คนใหม่มาทำการแต่งตั้ง คงบอกไม่ได้ว่าเรื่อง ผบ.ตร.คนใหม่เคลียร์หรือไม่ แต่ไม่ได้พูดกันในวงนี้ ไม่มีการถกเรื่องข้อกฎหมายใดๆ เราพูดกันแต่ว่า ก.ตร. ควรจะแต่งตั้งโดยเร็วหรือไม่ แต่วันนี้ที่หารือกันก็ไม่เป็นเอกฉันท์ แต่เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็มีเสียงส่วนน้อยที่ค้านมาว่ายังไม่ควรแต่งตั้ง ส่วนใหญ่เห็นว่าจำเป็นต้องทำ ส่วนจะต้องเริ่มกลั่นกรองกันใหม่หรือไม่ขึ้นอยู่กับมติ ก.ตร.ครั้งหน้า ซึ่งอาจมีการสั่งการให้ดำเนินการตามกระบวนการการแต่งตั้ง” ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าว    
     
พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า การแต่งตั้งรอไม่ได้เพราะเหตุผลหลายอย่าง อย่างแรกหัวไม่มี ตอนนี้ว่างอยู่ไปจนถึงระดับโรงพัก ประการที่ 2 การปล่อยให้ว่างมันลำบาก ระบบการทำงานเสีย คนไปทำงานแทนจะไปทำอะไรจริงจังเพราะทำไป 2-3 เดือน ก็ไม่ได้เป็นตัวจริง งานมันจึงไม่ต่อเนื่อง แต่ตำรวจไม่ได้เกียร์ว่างหรอก เพราะงานป้องกันปราบปรามตำรวจทำอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือกองทัพไม่มีแม่ทัพ ขวัญกำลังใจของทหารก็ไม่ดี ซึ่งการประชุม ก.ตร.ครั้งหน้าจะลงมติกันว่าจะแต่งตั้งหรือไม่    
     
เมื่อถามว่าควรเปลี่ยนโผแต่งตั้งโยกย้ายที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ อดีตรรท.ผบ.ตร.ทำไว้หรือไม่ พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า ตนไม่มีความเห็น เรื่องนี้ต้องเข้ากระบวนการแต่ก็น่าจะเริ่มกระบวนใหม่ ปัญหาคือว่า รอง ผบ.ตร.ที่ร่วมพิจารณาในบัญชีเก่าก็ยังอยู่ครบ ขาดเพียง พล.ต.อ.ธานี ซึ่ง พล.ต.อ.ธานีและคณะก็ทำไว้ค่อนข้างดี ก็น่ายึดถือได้    
     
ผู้สื่อข่าวถามว่าผู้ที่ได้รับเสนอชื่อแต่งตั้งในโผคราวก่อนแต่ต้องหลุดไปในโผ ครั้งนี้สามารถฟ้องร้องได้หรือไม่ 



พล.ต.ท.เหมราช กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเหตุผลว่าตกไปเพราะอะไร แต่ทั้งนี้สามารถขอความเป็นธรรมเรียกร้องสิทธิ์ได้ ซึ่งหากมีการรื้อหรือเปลี่ยนแปลงโผก็ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ เพราะการแต่งตั้งคราวที่แล้วยังไม่เด็ดขาด เหมือนเดินมาครึ่งทางแล้วหยุด จะเดินต่อไปหรือถอยหลังก็อีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตามบอร์ดกลั่นกรองอาจมีการเปลี่ยนแปลง มีแนวโน้มจะให้ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมด้วย ซึ่งกลับเป็นเหมือนอดีตที่ให้ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกลั่นกรองด้วยก่อนนำเข้า ก.ตร.    
     
ด้าน พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะคณะอนุก.ตร.ตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้ง วาระประจำปี 2552 กล่าวว่า วันนี้ไม่มีการพูดเรื่องยุติการซื้อขายตำแหน่ง หรือประเด็นการตรวจสอบเรื่องนี้ ในวงหารือเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรแต่งตั้งระดับรอง ผบ.ตร.-สว.ใหญ่โดยเร็ว เพราะประชาชนและประเทศชาติจะได้รับผลประโยชน์ ส่วน ผบ.ตร.ยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะคนที่จะเป็น ผบ.ตร.คนต่อไปก็นั่งอยู่ในก.ตร.นี่แหละ วันนี้ไม่มีการพูดถึงตัวคนแต่อย่างใด ซึ่ง ก.ตร.ในสัปดาห์หน้าจะได้หารือกันถึงข้อดีข้อเสียในการดำเนินการแต่งตั้ง แล้วมาชั่งน้ำหนักกัน ก.ตร.คงเกิดขึ้นเร็วๆนี้ เพราะไม่ควรจะรอ    
     
“อาจเปลี่ยนหัวโต๊ะในบอร์ดกลั่นกรอง จะเป็นใครต้องรอดูมติ ก.ตร.ครั้งหน้า ซึ่งจะตั้งบอร์ดกลั่นกรองใหม่ เอาบอร์ดเก่าบอร์ดใหม่มารวมกัน ทั้งนี้ แม้มี ก.ตร.บางท่านยังไม่เห็นด้วยว่าควรแต่งตั้งก็ไม่มีปัญหาเรื่องเอกภาพ เพราะไม่จำเป็น หากเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยแล้วมันเกิดประโยชน์กับบ้านเมืองก็ควรทำ” พล.ต.อ.นพดล กล่าว    
     
เมื่อถามถึงการซื้อขายตำแหน่งที่คณะอนุฯประกาศว่าเรื่องนี้จะไม่มีมวยล้มต้มคนดูแต่กลับยุติ พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า วันนี้ไม่คุยกันเรื่องนี้ ซึ่งตนยังไม่เห็นว่ายุติอย่างไร อย่างไรก็ตาม วาระปี 2552 ยังไม่แต่งตั้ง จึงไม่มีการทำผิด แต่ผลที่เราพบความผิดปกติในการแต่งตั้งปี 2551จะเอามาหาแนวทางแก้ไขการแต่งตั้งครั้งหน้า ซึ่งจะนำเข้า ก.ตร.พิจารณา

Read more ...

ปรุงเปิดทางให้นายกฯตั้งวัชรพลนั่งเลขาฯ กตช.(3 ธ.ค.2551)

2/10/52


สำนักข่าวที-นิวส์ 2008-03-12




นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ตช. มีคำสั่งแต่งตั้งให้ 


พล.ต.ท.วัชพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นเลขานุการ ก.ตช. 


พล.ต.ท.จิโรจน์ ไชยชิต ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 
เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ก.ตช. 


เนื่องจาก พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฝ่ายกิจการพิเศษและเลขานุการ ก.ตช. มีหนังสือขอลาออก เพื่อเปิดโอกาสให้ประธาน ก.ตช.พิจารณาแต่งตั้งผู้ที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่แทน
Read more ...

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "ปรุง" เป็นหน.ตร.ราชสำนักประจำ

2/10/52

วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เวลา 16:37:44 น. มติชนออนไลน์

สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศแต่งตั้งนายตำรวจราชสำนักประจำ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง 6 นายตำรวจราชสำนักประจำ มี "ปรุง บุญผดุง" เป็นหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศแต่งตั้งนายตำรวจราชสำนักประจำ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายตำรวจราชสำนักประจำให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ จำนวน 6 นาย ดังนี้

1.พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ(สบ 10)

2.พล.ต.ค.ชลธาร จิราณรงค์ นายตำรวจราชสำนักประจำ (สบ 7) ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจราชสำนักประจำ

3.พล.ต.ต.ณรงค์ กาญจนะ รองผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจราชสำนักประจำ ดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจราชสำนักประจำและเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำ

4.พล.ต.ต.สมชาย สิริวีรพจน์ นายตำรวจราชสำนักประจำ(สบ 6) ดำรงตำแหน่ง นายตำรวจราชสำนักประจำ(สบ 7)

5.พ.ต.อ.ดุสิต สังขะเมฆะ นายตำรวจราชสำนักประจำ(สบ 5) ดำรงตำแหน่งนายตำรวจราชสำนักประจำ(สบ 6)

6. พ.ต.อ.สมรัตน์ โกษากุล รองผู้บังคับการ ประจำสำนักงาน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ทำหน้าที่ฝ่ายอำนวยการประจำหัวหน้านายตำรวจราชสำนัก(สบ 10)) ดำรงตำแหน่ง นายตำรวจราชสำนักประจำ(สบ 5) ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2551 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2551 นายเชาวรัตร์ ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้เรียกประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ในวันที่ 12 ธันวาคม 2551 เวลา 15.00 น. โดยนายเชาวรัตร์ ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งจะนำเรื่องการโปรดเกล้า พล.ต.อ.ปรุง เข้าที่ประชุมให้รับทราบ โดยตำแหน่ง รอง.ผบ.ตร.ที่ว่างลง คงจะมีการพิจารณาต่อเนื่อง
Read more ...

ข่าว กรณีท่านวิเชียรถูกห้ามเข้าวัง ( 6 ส.ค.2552 )

2/10/52



เอเอสทีวี-ผู้จัดการ : วันนี้ (6 ส.ค.2552) นายสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 กล่าวในรายการ “สภาท่าพระอาทิตย์” ทางเอเอสทีวี ถึงข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ซึ่งอาจมีปัญหาในการทำหน้าที่รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามที่ 


นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา 
ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา 


ตั้งข้อสังเกตไว้เมื่อวานนี้ว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2549 โดยเมื่อวันที่ 25 กันยายน พล.อ.สายัณห์ คัมภีร์พันธุ์ สมุหราชองครักษ์ ได้ทำหนังหนังสือถึงราชเลขาธิการ เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี พ้นจากตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ และไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2549 เป็นต้นไป
นายสำราญกล่าวต่อว่า หลังจากมีหนังสือดังกล่าวออกมาแล้ว ได้มีข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับตัว พล.ต.อ.วิเชียร และมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
นายประพันธ์ คูณมี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องดังกล่าวว่า ในปี 2549 นั้น มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิเชียร พ้นจากตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ หลังจากที่ พล.ต.อ.วิเชียรได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่นี้มาหลายปี แต่ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นั้น 


ช่วงประมาณวันที่ 19-20 พล.ต.อ.วิเชียร ไม่ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ถวายการรักษาความปลอดภัยและเตรียมพร้อม ณ ที่ตั้ง จึงมีการให้ออกจากตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ และให้มาปฏิบัติหน้าที่ สตช. ต่อมา สตช.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเดือนมีนาคม 2550 โดยคำสั่งของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการ ผบ.ตร.ในขณะนั้น และมี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการสอบสวน
นายประพันธ์กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.วิเชียร ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการสอบสวนด้วยตัวเองถึงเหตุผลที่ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่และไม่ได้ไปรายงานตัวต่อ คปค.ในช่วงวันที่ 19 ก.ย.49 เนื่องจากป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยมีแพทย์และหลักฐานยืนยัน ซึ่งในที่สุดคณะกรรมการสอบสวนมีมติให้ยุติเรื่อง เพราะถือว่าไม่เป็นความผิด เหตุที่ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ช่วงดังกล่าวก็เพราะป่วย โดยมีคำยืนยันจากแพทย์ และในวันต่อมาก็ได้เข้าไปรายงานตัวแล้ว
นายประพันธ์กล่าวอีกว่า ผลสอบกรณีดังกล่าวออกมาเป็นอย่างนี้ ส่วนจะมีความเหมาะสมในการแต่งตั้งเป็น รักษาการ ผบ.ตร.หรือไม่ หรือว่าเหมาะสมที่จะเป็น ผบ.ตร.ในอนาคตหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารว่าผลสอบสวนเรื่องนี้มีความกระจ่างหรือยัง ซึ่งถ้ายังมีคดีติดตัวอยู่ก็คงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับการแต่งตั้งอยู่แล้ว ส่วนทางฝ่ายสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำจะมีความชัดเจนเรื่องนี้แล้วหรือยัง เราไม่ทราบ
อย่างไรก็ตาม นายประพันธ์กล่าวต่อว่า ยังมีหนังสืออีกฉบับหนึ่งลงวันที่ 27 กันยายน 2548 ซึ่งน่าจะเป็นการลง พ.ศ.ผิด เพราะในเลขรับลงวันที่ 28 ก.ย.2549 และเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากการพ้นตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ซึ่งเนื้อความในหนังสือฉบับนี้อาจเป็นปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่รักษาการ ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.วิเชียร หากยังมีผลอยู่ แต่ทั้งนี้เมื่อมองในแง่หนึ่งก็อาจถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเมื่อ พล.ต.อ.วิเชียร พ้นจากตำแหน่งหน้าที่นายตำรวจราชสำนักประจำแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปในเขตพระราชฐานอีก
อนึ่ง เอกสารลงวันที่ 27 กันยายน 2548 ตามที่ “ASTVผู้จัดการออนไลน์” ได้รับมานั้น เป็นหนังสือเลขที่ ตช 0033/2270 จากสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ ลงนามโดย พล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันท์ ผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ ถึงราชเลขาธิการ เรื่อง ห้าม พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เข้ามาภายในเขตพระราชฐาน สำนักราชเลขาธิการลงเลขรับที่ 20611 วันที่ 28 ก.ย.2549 เวลา 11.05 น.
เนื้อความในหนังสือฉบับนี้ระบุว่า “ด้วยได้รับบัญชาจากสมุหราชองครักษ์ แจ้งให้สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำทราบว่า บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี พ้นจากตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำเรียบร้อยแล้ว ทำให้ พล.ต.อ.วิเชียร ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาปฏิบัติภารกิจหรืองานราชการใดภายในเขตพระราชฐานต่างๆ ดังนั้น สมุหราชองครักษ์จึงได้มีบัญชาห้าม พล.ต.อ.วิเชียร เข้ามาในเขตพระตำหนักสวนจิตรลดา, วังไกลกังวล, พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์, ภูพานราชนิเวศน์, ภูพิงคราชนิเวศน์ และเขตพระราชฐานต่างๆ ทั้งนี้นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”
Read more ...

หนังสือชี้แจง กรณี ท่านวิเชียร

2/10/52

วันที่ 7 สิงหาคม 2552

เรื่อง ขอชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีโปรดเกล้าฯให้พ้นจาก หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำและห้ามเข้าเขตพระราชฐาน

กราบเรียน นายกรัฐมนตรี

กระผม พลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ 10) รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอชี้แจงกรณีไม่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัย หรือเข้าไปเตรียมพร้อม ณ ที่ตั้งและไม่ได้ไปรายงานตัวที่กรมราชองครักษ์ ในวันที่ 19 กันยายน 2549 อันเป็นเวลาที่มีการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน และมีหนังสือห้ามเข้าเขตพระราชฐาน โดยกระผมขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อลำดับความเข้าใจประกอบการพิจารณาดังนี้

1. กระผมสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจเมื่อ พ.ศ.2518 ต่อมาใน พ.ศ.2524 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่ง นายตำรวจราชสำนักประจำ จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ชั้นยศ พลตำรวจเอก ในพ.ศ.2545

ซึ่งตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการกำหนดชื่อตำแหน่งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2548 ข้อ 2 กำหนดให้เป็นตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำเป็นตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กระผมได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวด้วยความเรียบร้อย โดยตลอดเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ในราชสำนัก 25 ปี พ.ศ. 2547 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.)

ต่อมาเมื่อปลาย พ.ศ.2548 มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 ซึ่งมีการยกฐานะสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ จากเดิมที่เป็นกลุ่มงานถวายความปลอดภัยในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกองบัญชาการ จึงทำให้เกิดปัญหาลักลั่นในการปฏิบัติและประสานงาน ระหว่างผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำที่ตั้งขึ้นใหม่กับหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ที่กระผมดำรงตำแหน่งอยู่ ความขัดแย้งดังกล่าวมีอยู่ตลอดมาจนเป็นที่รู้ทั่วไปในหน่วยงานทั้งสองแห่ง

ก่อนหน้าวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นเวลาที่ยังไม่มีผู้ใดทราบว่าจะเกิดการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระผมมีอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง มีอาการเครียด มึนและเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย แขนขา อ่อนแรง นอนไม่หลับ มีความวิตกกังวลในการปฏิบัติงาน ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย.2549 จึงได้ไปพบแพทย์โรงพยาบาลตำรวจแต่อาการไม่ดีขึ้น แพทย์จึงสั่งให้พักผ่อนตามใบรับรองแพทย์

ครั้นวันที่ 19 กันยายน 2549 มีข่าวว่า อาจเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น กระผมจึงโทรศัพท์จากบ้านพักแจ้งรองหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ (พลตำรวจโท ภาสกร โพธิสุวรรณ) ว่า ควรเข้าไปในสวนจิตรลดาและหากมีเหตุการณ์ใดไม่ปกติให้แจ้งให้กระผมทราบ ประการสำคัญคือ กระผมมีเหตุจะต้องระมัดระวังทั้งโดยส่วนตัวและระบอบงานถวายอารักขา

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการมีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 ซึ่งให้จัดตั้งสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ ขึ้นเป็นกองบัญชาการใหม่ มีผู้บัญชาการรับผิดชอบ แยกต่างหากจากกระผม ในฐานะหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ และมีหนังสือกรมราชองครักษ์ที่ 15/2548 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2548 ให้สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำขึ้นควบคุมงานทางยุทธการกับกรมราชองครักษ์

ต่อมา ยังมีคำสั่งกรมราชองครักษ์ที่ 6/2549 ลงวันที่ 21 มกราคม 2549 ให้ผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ มีเอกภาพในการบังคับบัญชาในการถวายความปลอดภัย การนำเสด็จพระราชดำเนิน ในการแปรพระราชฐานประทับแรมต่างจังหวัด การจัดรถยนต์เบิกทาง นำขบวนและปิดท้ายขบวน ตลอดจนบริหารงานสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ

ดังนั้น การที่กระผมในฐานะหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ หรือพลตำรวจโทภาสกร ในฐานะรองหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ จะเข้าไปจัดการดังที่เคยมีอำนาจหน้าที่มาก่อนหน้านี้ จึงอาจก่อให้เกิดความสับสน และอาจขัดต่อคำสั่งกรมราชองครักษ์ดังกล่าวได้ จึงได้แต่สดับตรับฟังสถานการณ์และรอปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเท่านั้น ครั้นมีคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครอง (คปค.) ให้นายทหารและตำรวจไปรายงานตัวที่ต้นสังกัด กระผมและรองหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ(พลตำรวจโทภาสกร) จึงได้ไปรายงานตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 20 กันยายน 2549 เวลา 07.00 น. เช่นเดียวกับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บังคับบัญชาอื่นๆ

จนเหตุการณ์คลี่คลาย จึงได้กลับไปพบแพทย์อีกครั้งในวันที่ 21 กันยายน 2549 แต่ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจราชสำนักประจำ (ผบช.สง.นรป.) คือ พลตำรวจโทฉัตรชัย โปตระนันท์ ได้ทำรายงานเป็นหนังสือแจ้งต่อกรมราชองครักษ์ ว่า กระผมไม่เข้าไปรายงานตัวต่อกรมราชองครักษ์ หลังจากนั้นได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กระผมพ้นจากตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ กลับไปปฏิบัติหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2549 สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีประกาศเรื่องนี้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2549 อีกทั้งได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 708/2549 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจประจำส่วนราชการ ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2549

ขณะเดียวกันสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับหนังสือจากกรมราชองครักษ์แจ้งว่า สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ รายงานเหตุการณ์ที่กระผมไม่ไปรายงานตัว จึงมอบหมายให้กองวินัยดำเนินการตรวจสอบ กองวินัยได้บันทึกปากคำนายแพทย์ที่ตรวจอาการของกระผม และบุคคลอื่นๆ รวมทั้งตรวจสอบเอกสาร คำสั่งและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว ผู้บังคับการกองวินัย (พลตำรวจตรีปัญญา เอ่งฉ้วน) จึงมีบันทึกลงวันที่ 25 เมษายน 2550 รายงานจเรตำรวจแห่งชาติ (พลตำรวจเอกปทีป ตันประเสริฐ) จเรตำรวจแห่งชาติ มีความเห็นเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 และรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส) ได้มีบัญชาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 ให้ยุติเรื่องตามข้อเสนอของกองวินัย สรุปความตามรายงานการตรวจสอบได้ว่า

"กรณีจึงถือได้ว่า พลตำรวจเอกวิเชียร และพลตำรวจโทภาสกร เป็นผู้บังคับบัญชาระดับตร. เมื่อได้ไปรายงานตัวที่ ตร.เช่นเดียวกันรองผบ.ตร.และผู้บังคับบัญชาระดับตร. อื่นๆ ถือว่าเป็นการถูกต้องและเหมาะสมแล้ว คำชี้แจงของพลตำรวจเอกวิเชียร มีข้อเท็จจริงที่สามารถรับฟังได้ชัดเจนเพียงพอ และยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า พลตำรวจเอกวิเชียร มีพฤติการณ์หรือการกระทำไปในลักษณะอันมีมูลเป็นความผิด ซึ่งจะต้องดำเนินการทางวินัยอย่างใด"

2. ในระหว่างการดำเนินการตาม ข้อ 1 พลตำรวจโทฉัตรชัย ผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ ได้ทำหนังสือเวียนอ้างคำสั่งกรมราชองครักษ์ระบุว่า กระผมพ้นจากตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ จึงถูกห้ามเข้าเขตพระราชฐานต่างๆ และทวงคืนบัตรผ่านเขตพระราชฐานอันเป็นการดำเนินการที่ปราศจากอำนาจ เพราะเรื่องนี้อยู่ในอำนาจของเลขาธิการพระราชวัง

ครั้นความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ โดยคณะองคมนตรี (ฯพณฯนายพลากร สุวรรณรัฐ และ ฯพณฯนายเกษม วัฒนชัย) เป็นเหตุให้มีพระราชกระแสสำคัญตามบันทึกของสำนักราชเลขาธิการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พลตำรวจโทฉัตรชัย โปตระนันท์ พ้นตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ มาประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยในระหว่างการดำเนินการดังกล่าวกระผมก็ยังคงมีการเข้าไปในเขตพระราชฐานต่างๆ ทั้งในกรณีที่ได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ และเพื่อร่วมประชุมวางแผนถวายความปลอดภัยในโอกาสต่างๆ

3. สืบเนื่องจากข้อ 1 ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งกระผมพ้นจากการ "ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ" มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา(สบ 10) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีหนังสือ เรื่อง ขอพระราชทานพระราชวินิจฉัยในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เรียน ราชเลขาธิการ ลง 30 มกราคม 2552 เพื่อหารือว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะสามารถเสนอแต่งตั้งกระผมออกจากตำแหน่งประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือเทียบเท่าได้หรือไม่ เพื่อการแต่งตั้งกระผม จะได้เป็นไปด้วยความเหมาะสมและไม่เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งสำนักราชเลขาธิการได้มีหนังสือตอบมีใจความสำคัญว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอำนาจพิจารณาดำเนินการแต่งตั้งกระผมได้ตามกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องและความเหมาะสม

กระผมจึงขอกราบเรียนมาเพื่อกรุณาทราบรายละเอียดทั้งหมดข้างต้นและขอรับรองว่า เป็นความจริงทุกประการ
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม