โผล่อีก! ผกก.บันนังสตา ร้องโยกย้ายไม่เป็นธรรม


โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 23 กุมภาพันธ์ 2553 15:36 น.

ผกก.โรงพักบันนังสตา เข้าร้องเรียน รรท.ผบ.ตร. หลังไม่ได้รับการโยกย้ายไม่เป็นธรรม ทั้งที่เหลืออายุราชการอีก 1 ปี หลังจากปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยมากว่า 30 ปี จะขอกลับไปกันตัง แต่สุดท้ายไม่มีชื่อ

วันนี้ (23 ก.พ.) เมื่อเวลา 14.00 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา 

เดินทางยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้าย โดยมี 

พ.ต.ท.ปรีชา สิทธิกิจ รอง ผกก.กลุ่มงานร้องทุกข์ กองร้องทุกข์ 

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ มารับเรื่องแทน

พ.ต.อ.สมเพียร กล่าวว่า ตนทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเกือบ 30 ปี ที่ผ่านมาตนก็ได้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ กระทั่งตอนนี้เหลืออายุราชการอีกแค่ 1 ปี 6 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ จึงคิดว่าถึงเวลาแล้ว อยากจะไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่เพื่อขอพักผ่อนบ้าง จึงทำหนังสือขอให้พิจารณาโยกย้ายตนไปเป็น ผกก.สภ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งตอนแรกโผโยกย้ายที่ออกมาใน บช.ภ. 9 ก็มีชื่อตนเป็น ผกก.สภ.กันตัง แต่เมื่อคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายออกมา กลับให้อยู่ในตำแหน่งเดิม ทั้งที่ทำงานในภาคใต้มายาวนาน มีผลงานมาโดยตลอด โดยคิดว่าผลงานที่ทำมาตลอดกว่า 40 ปี เมื่อถึงเวลาพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายจะได้รับพิจารณา แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นคำสั่งที่ไม่มีความชอบธรรม

“ที่ผมออกมาเรียกร้องครั้งนี้ ไม่มีเจตนาจะทำให้องค์กรและผู้บังคับบัญชาได้รับความเสียหาย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าตำรวจในภาคใต้ทำงานอย่างไร เพราะมีคนเคยพูดว่าตำรวจเลือกที่กับเลือกนายไม่ได้ ขนาดทำงานมา 40 ปี มีผลงานมากมาย แต่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย ขอย้ายไม่ได้ จึงอยากถามว่ามีเหตุผลอะไรที่ผมถึงย้ายไม่ได้” พ.ต.อ.สมเพียร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.สมเพียร ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรมก่อนหน้านี้ที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว
Read more >>

"ปทีป" ไม่สนเรื่องถูกอดีต.ผบช.ภ.2ฟ้องร้อง

"ปทีป" ไม่สนเรื่องถูก อดีต.ผบช.ภ.2 ฟ้องร้อง ชี้กฎระเบียบมีอยู่แล้ว ก็ว่ากันไป

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ก.พ.53 ณ.สถานพักฟื้นและตากอากาศตำรวจบางละมุง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. ได้เดินทางมาเป็นประธาน เปิดงานฝึกอบรมสัมมนา พัฒนาประสิทธิภาพกำลังพล 98 นาย ของข้าราชการตำรวจตรวจสอบภายใน ( สตส.) โดยมี พล.ต.ท.อุดม รักศิลธรรม ผบช.สตส. เป็นผู้กล่าวรายงาน อีกทั้ง ยังมี รอง.ผบช.ภาค.2 ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และ ข้าตำรวจในพื้นที่ อ.บางละมุง มาคอยทำการต้อนรับ

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตรวจสอบภายใน ( สตส.) ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญ ต่อองค์กรตำรวจ ที่จะทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการเงินงบประมาณ ซึ่งทุกวันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า องค์กรตำรวจถูกเฝ้ามอง ในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่เสมอ หน่วยงานตรวจสอบภายใน จึงมีหน้าที่ไปตรวจสอบและแก้ไขปัญหาทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทำให้ถูกต้อง และป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ให้เกิดขึ้น ในด้านของ เงิน ๆ ทอง ๆ

พล.ต.อ.ปทีป กล่าวต่ออีกว่า สำนักงานตรวจสอบภายใน ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น และมีบทบาทต่อ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน สตส. มี 3 กองบังคับการ ทำงานลักษณะเดียวกันกับ จเรตำรวจแห่งชาติ แตกต่างกันเพียง เจรตำรวจมี 10 กองบังคับการ

ส่วน สตส.มีเพียง 3 กองบังคับ ซึ่งในอีก 1 ปีข้างหน้า ก่อนที่ตนจะปลดเกษียณ อยากเห็น ผบช. รอง.ผบช. ผบก. และ ข้าราชการตำรวจใน สตส. ทำงานให้กับองค์กรตำรวจ อย่างมีสิทธิภาพ และ ขยายบ้านของท่านให้ใหญ่เท่ากับ เจรตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบองค์กรตำรวจ เหมือน สตส.

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึง ในเรื่องกรณี พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย อดีต.ผบช.ภ.2 ออกมาแถลงข่าว จะฟ้องร้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร . ในเรื่องการออกคำสั่งความไม่ชอบธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผบก. -สว. และ การออกคำสั่งรักษาราชการแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย พล.ต.อ.ประทีป กล่าวเพียงสั้นๆว่า กฎระเบียบและข้อกฎหมายมีอยู่แล้ว ก็ว่ากันไป
Read more >>

"สุเทพ”ชี้ผบช.ภ.2ฟ้องศาลปกครองเป็นสิทธิที่ทำได้

(23ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ. 2 เตรียมยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.ว่า เข้ามารื้อโผการแต่งตั้งโยกย้ายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ว่า ตามรัฐธรรมนูญถือเป็นสิทธิของผู้เสียหาย หรือผู้ที่คิดว่าตัวเองเสียหาย ก็สามารถไปฟ้องร้องที่ศาลปกครองได้ เมื่อมีระบบเช่นนี้ทุกคนก็สามารถใช้สิทธิได้

เมื่อถามว่า มีการมองว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจครั้งนี้เละตุ้มเป๊ะ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องรอฟังผลการสอบสวนจากคณะกรรมการที่นายกฯแต่งตั้งขึ้นจะดีที่สุดเราจะไปพูดแทนไม่ได้ ทั้งนี้พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ประธานคณะกรรมการสอบสวนแม้จะอายุมากแล้ว แต่ตนเชื่อว่าจะสามารถตามทันข้อมูลที่เกิดขึ้น เพราะท่านยังดูฟิตดีอยู่ ร่วมการประชุมคณะกรรมการดีเอสไอกับตนสมองท่านก็ยังแจ๋วรู้เรื่องหมดทุกอย่าง ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกอย่าเงกิดความกระจ่างชัดยิ่งขึ้น จะเอาวูบวาบไม่ได้ หากพูดไปโดยไม่มีข้อมูลหลักฐานจะเกิดความเสียหายได้
Read more >>

กรรมการปรามข้อเท็จจริง

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553

คมชัดลึก : เรื่องการซื้อขายตำแหน่งนายตำรวจระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการ ที่มีพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจเป็นประธานการสอบสวน ได้ข้อสรุปแล้ว

ชัดเจนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 มีการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นไปตามกฎ ก.ตร. ชุดสอบสวนพบความผิดปกติเนื่องจากคณะกรรมการแต่งตั้งของภาค 2 หรือบอร์ดกลั่นกรองไม่ได้ลงชื่อเห็นชอบในคำสั่งด้วย เป็นความไม่ชอบมาพากลหลังจากเกิดเสียงอื้ออึงว่า มีการตั้งโต๊ะซื้อขายตำแหน่ง

เนื่องจากข้อมูลค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ต้นว่ามีการซื้อขายเก้าอี้ผ่านคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจคนหนึ่ง จึงต้องรื้อบัญชีรายชื่อทำใหม่หมด

ลงแส้ไปเบื้องต้นคือการเด้งพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 มาช่วยราชการชั่วคราว

ยังมีกองบัญชาการอื่นที่กำลังจ่อคิวอีกหลายแห่ง เนื่องจากมีนายตำรวจที่ได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับความเป็นธรรมเข้าร้องเรียนต่อกรรมการชุด พล.ต.อ.วสิษฐและคณะกรรมาธิการของสภา

ส่วนจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาใหม่หรือให้กองบัญชาการไปจัดการเองต้องฟังเสียงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว

เนื่องจากเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูว่า นักการเมืองเข้าไปมีส่วนด้วยจึงต้องมองข้ามบางกองบัญชาการ จนเห็นเป็นสองมาตรฐานในเรื่องเดียวกัน

บางกองบัญชาการซื้อขายกันโจ๋งครึ่มพอๆ กับภาค 2 แต่รอดเพราะตัวผู้บัญชาการเป็นสายตรงแกนนำการเมืองใหญ่ฝ่ายรัฐบาล จึงถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ เรื่องเลยเงียบ แม้แต่นายกฯ ก็พูดไม่ค่อยถนัดเดี่ยวจะไปกระทบกระทั่งกันเข้า

ส่วนหน่วยอื่นที่กลิ่นหึ่งพอๆ กับภาค 2 ผู้นำหน่วยก็ล้วนมีที่มาที่ไปด้วยกันทั้งนั้น อยู่ในคอกพรรคร่วมรัฐบาลบ้าง มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองใหญ่บ้างเลยมีทีท่าว่าจะรอด เชือดเพียงพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์คนเดียว เนื่องจากเส้นสายการเมืองไม่ปรากฏชัดเจน มีเพียงเพื่อน นรต.25 เท่านั้นที่ฝากฝังกันไว้

บรรดาเซียนพนันเลยทุ่มแทงแบบหมดตัวเพราะเชื่อว่า "เชือดรายเดียว" ส่วนผลการสอบสวนชุดของพล.ต.อ.วสิษฐ จะมีผลในทางปฏิบัติหรือไม่แค่ไหนยังตอบไม่ได้เพราะขนาดมีเสียงวิจารณ์ถึงสองมาตรฐาน ก็ยังไม่ได้ยินเสียงขานรับจากนายกฯ

สงสัยงานนี้คงต้องเปลี่ยนชื่อจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เป็นคณะปรามข้อเท็จจริงซะมากกว่า !!
Read more >>

“เกรียงศักดิ์” อ้างถูกใส่ร้ายซื้อขายตำแหน่ง แฉ พล.ต.ท.อยู่เบื้องหลังถูกเด้งเข้ากรุ

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 22 กุมภาพันธ์ 2553 16:45 น.

ผบช.ภ.2 เปิดแถลงข่าว อ้างถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้ง รวมถึงถูกใส่ร้ายเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ระบุนายกฯ กระทำมิชอบงุบงิบตั้ง กก.สอบ พุ่งเป้า บช.ภ.2 เพียงหน่วยเดียว ขณะที่ รรท.ผบ.ตร.ก็ย้ายตนเองมิชอบ แฉมีขบวนการล้มล้าง โดยมีนายตำรวจยศ พล.ต.ท.อยู่เบื้องหลัง เตรียมร้องทุกข์ต่อ ก.ตร. ก่อนฟ้องศาลปกครองทวงความเป็นธรรม

วันนี้ (22 ก.พ.) เมื่อเวลา 10.00 น.ที่โรงแรมวินด์เซอร์ สุขุมวิท วันที่ 22 ก.พ. 

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ. 2 ปฏิบัติราชการสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย 

พ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม ผกก.สภ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และ 

พ.ต.ท.เจษฏา สวยสม สวญ.สภ.ปากน้ำประแสร์ จ.ระยอง 

พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใน บช.ภ.2 กว่า 7 นาย ร่วมกันแถลงข่าวกรณีความไม่ชอบธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบก.-สว. และการออกคำสั่งรักษาราชการแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยใช้หัวข้อการแถลงว่า “หยุดรังแกองค์กรตำรวจเสียที”

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ เปิดแถลงข่าวว่า ตนมีจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ต้องออกมาเปิดโปงถึงความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้ง เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในองค์กรตำรวจ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนบางคน อย่าง พ.ต.อ.นภดล ต้องออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง รวมถึงตนก็ทนไม่ได้ เพราะถูกกลั่นแกล้งจากผู้บังคับบัญชาเช่นกัน โดย

ประเด็นแรก นายกรัฐมนตรีกระทำการมิชอบในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ สตช. กรณีที่มีการกล่าวหาว่า มีการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้ง ซึ่งความจริงแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยึด พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ในการดำเนินการกับผู้นั้น แต่นายกฯ กลับมีคำสั่ง ที่ 44/2553 ซึ่งเป็นคำสั่งตั้ง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีต รอง อ.ตร. เป็นประธานการสอบสวนการซื้อขายตำแหน่ง และมีคณะกรรมการอีก 4-5ท่าน โดยไม่เป็นที่เปิดเผย มีพิรุธ เลือกปฎิบัติ งุบงิบกันเอง และเน้นให้สอบเฉพาะ บช.ภ.2 เท่านั้น ทั้งๆ ที่ บช.อื่นก็มีการร้องเรียนอย่าง บช.ดังๆ ที่ไม่ใช่ บช.ภ.ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แถลงข่าวนี้

ประเด็นที่สองที่กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คือ การเลือกปฎิบัติ ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า มีตำรวจหลายหน่วยไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย แต่นายกฯ กลับเพ่งเล็งมาที่ บช.ภ.2 เพียงภาคเดียว และเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่สำคัญที่มิใช่ภูธรก็ไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ชัดเจนว่าเลือกปฎิบัติ ไม่ให้ความเป็นธรรมต่อ บช.ภ.2

ประเด็นที่ 3 พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.ได้กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน โดยท่านได้ออกคำสั่งที่ 69/2553 ลงวันที่ 9 ก.พ. ให้ตนมาช่วยราชการที่ สตช. และขณะเดียวกันให้พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร. มารรท. แทนอีกหน้าที่หนึ่ง ซึ่งเป็นการออกคำสั่งไม่เป็นไปตาม ม.72 พ.ร.บ.ตำรวจ ที่ระบุว่า การตั้งรักษาราชการแทนหรือปฎิบัติราชการแทนต้องเป็นกรณีที่ตำแหน่งว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งนั้นไม่สามารถปฎิบัติราชการได้ จึงจะสามารถแต่งตั้งผู้เหมาะสมไปปฎิบัติราชการแทนได้ แต่ท่านทั้งหลายก็เห็นว่า ตนยังไม่ตาย ยังไม่ลาออก ยังไม่เกษียณหรือถูกออกจากราชการ ยังมีตัวตนอยู่ ตำแหน่งตนไม่ได้ว่าง และยังสามารถปฎิบัติหน้าที่ราชการได้ตั้งแต่เริ่มประชุมแต่งตั้ง จนถึงวันที่ 9 ก.พ.ก็ยังปฎิบัติหน้าที่ราชการอยู่ในพื้นที่ บช.ภ.2 ดังนั้น การออกคำสั่งเช่นนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการให้ตนมาช่วยราชการ เป็นการกลั่นแกล้งตนเพื่อให้เป็นอุปสรรค จนตนไม่สามารถไปแก้ไขข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในทางธุรการของคำสั่งได้ ดังนั้น คำสั่งที่ออกไปแล้วจึงชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น มีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.พ.

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า 

ประเด็นสุดท้าย กรณี พล.ต.ท.อัศวิน ออกคำสั่งที่ 35/2553 ยกเลิกคำสั่งของตนที่ลงนามไปแล้ว ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะ พล.ต.ท.อัศวิน ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย คนที่จะสั่งยกเลิกหรือแก้ไขคำสั่งได้นั้น มีเพียง ผบ.ตร.คนเดียวเท่านั้น ดังนั้นคำสั่งที่ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งที่ตนออกไปแล้วที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะทำให้คำสั่งแต่งตั้งใหม่ก็น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน

“มีกระบวนการที่จะล้มล้างผม ได้มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งสัญญาณไปให้คณะกรรมการระดับ บช.ภ.2 ว่าอย่าลงลายมือชื่อในรายงานการประชุม ถ้าลงลายมือชื่อระวังตัวให้ดีจะเดือดร้อน ฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่คณะกรรมการไม่ยอมลงชื่อจนเกิดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในทางธุรการเท่านั้น ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อหน้าที่ราชการ และเป็นการกลั่นแกลงข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งโดยชอบในคำสั่งของผม” พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าว

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนและคณะได้ยื่นร้องทุกข์ต่อ ก.ตร.แล้ว และจะยื่นต่อศาลปกครองด้วยในเร็วๆ นี้ และฟ้องคดีอาญา สุดท้ายฝากไว้ว่า การเมืองจงหยุดรังแกข้าราชการประจำเสียที และโปรดระวังไว้ว่า ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องมาร้องเรียนหลังจากคำสั่งมีผลไปแล้วนั้น ก็เพราะว่าต้องรอให้คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีผลออกมาก่อน จึงจะรู้ว่าคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นการดับเครื่องชนกับใคร ก็แล้วแต่ใครก็จะคิดเอาเอง ทั้งนี้สาเหตุจริงๆ ที่ออกมาเพราะต้องการแจ้งให้สื่อมวลชน ประชาชนและเพื่อนตำรวจทั่วประเทศได้ทราบว่าขณะนี้มีขบวนการต่างๆ ที่มาแทรกแซงกิจการของข้าราชการประจำ เข้ามาข่มเหงรังแก องค์กรตำรวจส่วนจะเกี่ยวพันกับผู้ใดให้ไปเจอกันที่ศาล สำหรับสาเหตุที่ตนเพียงคนเดียวที่โดนตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงก็ชัดเจนแล้วว่าเป็นการเลือกปฎิบ้ติและไม่ทราบว่าทำไมต้องเป็นตนแค่คนเดียว ซึ่งในอนาคตจะแถลงให้ทราบต่อไปว่าทำไมตนจึงเป็นผู้ถูกเลือก

เมื่อถามว่า มีการแทรกแซงจากการเมืองในการแต่งตั้งตำรวจใน บช.ภ. 2 หรือไม่ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า มี ที่มีข่าวลงว่าการเมืองไม่ได้แทรกแซงนั้น จริงๆ มี แล้วไปเจอกันที่ศาล ตนยังไม่สามารถบอกได้ตอนนี้ว่าใคร แทรกแซงอย่างไร ใครฝากใครมาบ้าง เดี่ยวจะเสียรูปคดี ขอให้ไปเจอกันในศาล โดยยืนยันว่ามีกระบวนการล้มล้างตน และจะมีคนได้ประโยชน์จากการที่ตนพ้นจากตำแหน่ง จะมีคนที่ได้ตำแหน่งสูงขึ้นของแต่ละคน ซึ่งเรื่องนี้ตนจะสู้ แม้จะเกษียณแล้วก็ตาม

เมื่อถามว่า นายตำรวจระดับใดที่เข้ามาล็อบบี้คณะกรรมการการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในพื้นที่ บช.ภ.2 ตามที่ท่านระบุนั้น เป็นใคร พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถบอกชื่อได้ บอกเพียงว่า เป็นยศ พล.ต.ท.ที่ยังรับราชการ แต่จะเป็นระดับ ผช.ผบ.ตร.หรือไม่ ให้ไปสืบหาเอาเอง สื่อมวลชนก็น่าจะรู้อยู่แล้ว ส่วนตนจะไปเปิดเผยชื่อในชั้นศาลเท่านั้น โดยตนมีทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร ซึ่งเรื่องการแทรกแซงการแต่งตั้งขอไปเปิดเผยหลักฐานในชั้นศาล ส่วนจะเชื่อมโยงถึงขบวนการไหนหรือไม่ ไว้รอให้ตนขนะก่อนจะมาเปิดเผยให้ทราบและมั่นใจว่าถ้าฟ้องร้องจะชนะอยู่แล้ว ไม่งั้นไม่กล้ามานั่งอยู่ตรงนี้

ผบช.ภ.2 กล่าวต่อว่า ขณะนี้ตนยังอยู่ระหว่างลาพักผ่อนประจำปีจนถึงวันที่ 24 ก.พ. ก็จะไปช่วยราชการ สำนักงาน ผบ.ตร. และยืนยันอีกครั้งว่า ไม่เคยซื้อขายตำแหน่งเป็นการกล่าวหา เพื่อจะล้มล้างตน

เมื่อถามว่า ความแตกต่างระหว่างคำสั่งเก่าและคำสั่งใหม่เป็นอย่างไร พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ก็มีบางส่วนคล้ายคลึงกัน แต่ในคำสั่งใหม่ มีบางคนถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงก็ยังแต่งตั้งได้ บางคนถูกประเมินได้คะแนนต่ำก็ได้รับตำแหน่งสูงขั้น ต่อข้อถามว่า เพราะคำสั่งไม่สนองการเมืองใช่หรือไม่จึงถูกเด้ง พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่าไม่รู้จริงๆ แต่ก็ทำให้บ้าง และขอชี้แจงว่า ทุกบช.มีโผมาทั้งนั้น มีบัญชี 1 บัญชี 2 บัญชี 3 ลองไปถามผบช. ทุกคนดูแล้วกัน ส่งมาให้ตนก็มี ถ้านับก็คงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์หรือ ร้อยเปอร์เซ็นต์ และเมื่อเริ่มกระบวนการแต่งตั้งก็มีโผมาให้ก่อนแล้ว ระหว่างกรรมวิธีไม่เสร็จสิ้นก็มีบัตรมาจากคนนั้นคนนี้ มีทั้งโทรศัพท์ เยอะแยะแล้วตนจะชี้แจงต่อไป ส่วนหลักฐานนั้นทุก ผบช.มีหมด แต่สำหรับตนจะให้ศาลเท่านั้น ส่วนคำสั่งใหม่ จะมีตั๋วการเมืองหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่สมัยตนก็ยอมรับว่าให้ไปบ้าง

เมื่อถามว่ารู้จักเสี่ยเหวียง ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่า เป็นนายหน้าในการซื้อขายตำแหน่งใน บช.ภ.2 พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ปฏิเสธว่า ไม่รู้จัก เหวียงไหนไม่ทราบ

ต่อข้อถามว่า การออกมาเปิดเผยเช่นนี้กลัวหรือไม่ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่กลัวไม่งั้นไม่มานั่งตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตุว่า คณะกรรมการตรวจสอบตน ที่มีพล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานนั้นมีจริงหรือไม่ เพราะไม่เคยเห็นคำสั่ง ไปขอก็ไม่ให้ เห็นตั้งผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น เช่นเดียวกับคำสั่งของนายกฯ เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หมกเม็ด งุบงิบ ซุบซิบกัน

ด้าน พ.ต.อ.นภดล กล่าวว่า หากคำสั่งแต่งตั้งของ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ถูกยกเลิกโดยมิชอบ ก็จะทำให้คำสั่งแต่งตั้งของ พล.ต.ท.อัศวิน เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ย่อมเกิดผลกระทบต่อประชาชนในการทำหน้าที่ของตำรวจตามประมวลกฎหมาย ป.วิอาญา รวมถึงการสั่งคดีต่างๆ ก็อาจเป็นคำสั่งโดยมิชอบไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการสั่งงบประมาณต่างๆ อำนาจฟ้อง ไม่ฟ้องด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นความห่วงใย ซึ่งพวกตนที่ได้รับผลกระทบนั้นก็ได้ร้องเรียนไปยัง ก.ตร. และศาลปกครอง เพื่อให้ระงับคำสั่งแต่งตั้งของ พล.ต.ท.อัศวิน โดยเร็ว

Read more >>

“นภดล” ร้องสื่อถูกโยกไม่เป็นธรรม ปัดยัดใต้โต๊ะ 10 ล้าน


“พ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม” ผกก.ชลบุรี วิ่งรอกร้องสื่อ ไม่ได้รับความเป็นธรรมโผแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจภูธรภาค 2 จากรายชื่อเดิมโดนโยกไปดูขุมทองโรงพักเกรดเอ ผกก.พัทยา แต่ถูกเตะโด่งให้ไปนั่งคุมพื้นที่เล็กคดีอาชญากรรมน้อย ที่ สภ.พนมสารคาม ฉะเชิงเทรา ย้ำเรียกร้องเพื่อศักดิ์ศรีไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ปัดไม่ได้วิ่งเต้นด้วยเงิน 10 ล้าน

วันนี้ (17 ก.พ.2553) เมื่อเวลา 12.00 น.ที่สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย พ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม ผกก.สภ.เมืองชลบุรี เข้าพบนายไพโรจน์ เทศนิยม นายกสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชนกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการโยกย้ายครั้งใหม่

พ.ต.อ.นภดล กล่าวว่า ที่ตนมาร้องสื่อวันนี้เพราะความไม่ถูกต้องในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามคำสั่ง ภ.จว.ชลบุรี ที่ 14/2553 ของ ภ.2 ซึ่งเดิมคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายครั้งแรกที่ให้ตนมาดำรงตำแหน่งที่ สภ.พัทยานั้น ตนยังดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.เมืองชลบุรี ยังไม่ครบ 2 ปี แต่ได้รับการยกเว้น เนื่องจากมีผลงานเป็นที่ปรากฏ ปราบปรามอาชญากรรมเป็นอันดับ 1 ของ บช.ภ.2 เป็นที่ยอมรับของประชาชนและสื่อมวลชนในพื้นที่ ประกอบกับได้พัฒนา สภ.เมืองชลบุรีจนได้รับรางวัลมากมาย จึงเข้าหลักเกณฑ์การพิจารณาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือหลักเกณฑ์อาวุโส 25 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นเรื่องของผลงาน

พ.ต.อ.นภดล กล่าวต่อไปว่า หลังจากนั้นมีการร้องเรียนของเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นว่าการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าวไม่เป็นธรรม และตนใช้เงินในการซื้อตำแหน่ง ผกก.สภ.พัทยา ซึ่งหลังจากมีการร้องเรียนดังกล่าวก็มีการแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายใหม่ ทำให้ตนถูกโยกย้ายไปเป็น ผกก.สภ.พนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งตนคิดว่าไม่ถูกต้องตามกฎ ก.ตร. และนโยบายของ ตร. จึงเป็นการแต่งตั้งที่ไม่ถูกต้องเพราะผิดหลักเกณฑ์

“ผมรับราชการตำรวจมา 30 กว่าปี ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการร้องเรียนเพราะคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับผมและครอบครัว เพราะข่าวที่ถูกนำเสนอไปนั้นเหมือนผมวิ่งเต้นด้วยเงินหลัก 10 ล้านบาท เพื่อให้กลับมาอยู่ตำแหน่ง ผกก.สภ.พัทยา เหมือนเดิมตามคำสั่งแรก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ ขอปฏิเสธว่าไม่มีการวิ่งเต้นตามที่สื่อนำเสนอ เพราะคงไม่ยอมเอาเงิน 10 ล้านมาแลกกับการทำงานอย่างแน่นอน ที่มาร้องเรียนในวันนี้เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์” พ.ต.อ.นภดล กล่าว

พ.ต.อ.นภดล กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องของการโยกย้ายที่ต้องการคือพื้นที่ในการปฏิบัติงาน เพราะ สภ.เมืองชลบุรี ที่เคยดำรงตำแหน่งอยู่ เป็นพื้นที่ใหญ่มีเหตุจับกุมอาชญากรรมจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน แต่ถ้าเปรียบกับ สภ.พนมสารคาม แล้วถือว่าห่างกัน เพราะเป็นพื้นที่เล็กการจับกุมปราบปรามอาชญากรรมก็น้อยลง ซึ่งจะทำให้ตนถูกมองว่าประสิทธิภาพด้อยลง และถูกมองว่าได้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือถูกตั้งกรรมการสอบ จึงถูกโยกย้าย ดังนั้นจึงอยากให้ยกเลิก คำสั่ง ภ.2 ที่ 39/2553 เพราทุกวันนี้ตนและครอบครัวได้รับความเสื่อมเสียถูกมองว่าใช้เงินในการโยกย้ายจึงถูกลงโทษ

ต่อมา พ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม ผกก.สภ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เดินทางยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กับ พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ ผบช.ก.ตร. ในฐานะ เลขานุการ ก.ตร. เพื่อดำเนินการนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการกองร้องทุกข์ ก.ตร. หลังจากก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.นภดล เคยได้รับการแต่งตั้งให้ไปเป็นผกก.สภ.พัทยา แต่เมื่อมีการยกเลิกคำสั่ง ได้ถูกคณะกรรมการแต่งตั้งบช.ภ.2 ซึ่งมี พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร. รรท.ผบช.ภ. 2 เป็นประธาน ให้ไปดำรงดำแหน่ง ผกก.สภ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทราแทน

พ.ต.อ.นภดล กล่าวว่า ถึงสาเหตุที่มาขอความเป็นธรรมนั้นไม่ใช่เพื่อต้องการไปดำรงตำแหน่งใน สภ.พัทยา แต่อย่างใด แต่เพื่อให้กระบวนการแต่งตั้งเป็นไปตามกฎหมายและกฎ ก.ตร. ซึ่ง การประชุมคณะกรรมการการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่มี พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ เป็นประธาน ถูกต้องตามพ.ร.บ.ตำรวจ เพียงแต่ขั้นตอนทางธุรการที่ให้ส่งหนังสือเวียนให้กับคณะกรรมการนั้นมีผู้ไม่ลงนาม 5 ท่าน จนต้องมีการทำคำสั่งใหม่ ซึ่งขั้นตอนการทำคำสั่งใหม่นั้นไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจอีกเช่นกัน แต่นายกรัฐมนตรีมาสั่งให้ตรวจสอบ และไม่มีการสือบสวนข้อเท็จจริงพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ก่อน ทั้งนี้ ยังปฎิเสธว่า การที่ได้ดำรงตำแหน่ง สภ.พัทยา ในคำสั่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มาจากการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ขณะที่ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ก็เพิ่งมารับตำแหน่ง บช.ภ. 2 ได้ไม่นาน ตนก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน และการที่พล.ต.ท. เกรียงศักดิ์ คัดเลือกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะมาดำรงตำแหน่งในโรงพักที่สำคัญเช่น สภ.พัทยานั้น ได้เรียกตนไปพบเพื่อพูดคุยกันแต่กลับมีคนกล่าวหาว่าไปวิ่งเต้น

ด้านพล.ต.ต.สิทธิชัย เยี่ยมอภิชาติ ผบก.กองร้องทุกข์ บช. ก.ตร. กล่าวหลังจากรับเรื่องร้องทุกข์แล้วจะส่งหนังสือไปยัง บช.ภ. 2 เพื่อให้ชี้แจงถึงเหตุผลการแต่งตั้ง พ.ต.อ.นภดลไปดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.พนามสารคาม เมื่อ บช.ภ. 2ส่งเรื่องกลับมาแล้ว ทางกองร้องทุกข์จะประมวลเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการ ร้องทุกข์ เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถเยียวยาหรือแก้ไขได้อย่างไร ก่อนจะสเนอให้พ.ต.อ.นภดล ทราบ ซึ่งหลังจากนี้ พ.ต.อ.นภดลก็สามารถไปร้องขอความเป็นธรรมกับศาลปกครองได้
Read more >>

“ปทีป” เผยบัญชีแต่งตั้งทุก บช.ลงตัว-ไร้ปัญหา


โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 15 กุมภาพันธ์ 2553 18:32 น.

“ปทีป” ไม่ต้องใช้ ม.56 แก้ไขบัญชีแต่งตั้งนายตำรวจระดับรอง ผบก.-สว.ตามที่เคยขออนุมัติจาก ก.ตร.ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากทุก บช.ลงตัว และชี้แจง พร้อมทำการแก้ไขได้หมดแล้ว พร้อมระบุตำรวจที่คิดว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้ง สามารถร้องเรียนได้อีก โดยจะไม่มีการดำเนินการทางวินัยในภายหลัง

วันนี้ (15 ก.พ.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ระดับสารวัตร (สว.) ถึงรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) โดยมี รอง ผบ.ตร.ร่วมประชุมครบทุกคน ทั้งนี้ มีรายงานว่า ที่ประชุมวันนี้มีการหารือเรื่องปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามกฎก.ตร. หลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบการแต่งตั้งชุด พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผู้ช่วยผบ.ตร.เป็นประธานตรวจสอบและพบว่ามีหลายกองบัญชาการ (บช.) ที่ออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่ ตร.กำหนด ซึ่ง ตร.ได้สั่งการให้บช.เหล่านั้นไปแก้ไขแล้ว ซึ่งที่ประชุมวันนี้สำนักงานกำลังพล ได้รายงานผลการแก้ไขคำสั่งของแต่ละบช.ในที่ประชุมทราบ ซึ่งปรากฏว่าแต่ละ บช.ได้แก้ไขคำสั่งตามที่ชี้แนะไปเกือบครบสมบูรณ์แล้ว

รายงานข่าวระบุว่า มีเพียง บช.ภ.8 ที่ยังไม่แต่งตั้งผกก.ที่ได้รางวัลโรงพักเพื่อประชาชนดีเด่นของ ตร.ให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามที่ ตร.ชี้แนะไป โดยตัวแทนของ บช.ภ.8 ได้เข้าชี้แจงซึ่งที่ประชุมก็ยอมรับในเหตุผล อย่างไรก็ตาม ยังมีกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ที่ยังไม่แก้ไขเรื่องการแต่งตั้งรอง ผกก.ขึ้นเป็น ผกก.โดยข้ามลำดับอาวุโส 2 ตำแหน่ง ตามที่ ตร.ชี้แนะไปก่อนหน้านี้ ซึ่งที่ประชุมได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปถึง บช.น.โดยที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือกหรือบอร์ดกลั่นกรองของ บช.น.ได้พิจารณาถอนคำสั่งเดิม และให้รอง ผกก.อาวุโสสูงได้เลื่อนขึ้นแทนแล้วในวันนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ พล.ต.อ.ปทีป ไม่ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 56 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ตามที่ขออนุมัติ ก.ตร.มาแล้ว มาแก้ปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้แต่อย่างใด

รายงานข่าวระบุว่า ส่วนกรณีที่ พ.ต.อ.ศารทูล ประดิษฐ์ ผกก.สภ.สระโบสถ์ จ.ลพบุรี และพวกรวม 3 นาย เข้าร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายในสังกัด บช.ภ.1 ในวันนี้ ที่ ตร.นั้น ที่ประชุมมีมติว่าการร้องทุกข์ว่าการแต่งตั้งนี้ฟังไม่ขึ้น จึงให้ตกไปขณะที่การทำคำสั่ง บช.ภ.2 ที่มีการยกเลิกคำสั่งเก่าและทำใหม่นั้น วันนี้ฝ่ายกำลังพล บช.ภ.2 ได้ทำบัญชีเสร็จแล้วให้และรอส่งให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท.ผบช.ภ.2 ลงนามเพื่อให้มีผลในวันที่ 16 กุมภาพันธ์

วันเดียวกัน พล.ต.อ.ปทีป ยังเป็นประธานการประชุมพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งในบช.ที่มีปัญหาการแต่งตั้งไม่เป็นไปตามกระบวนการและไม่ถูกต้องตามกฎ ก.ตร.และแนวทางการแต่งตั้งของ ตร. โดยมีรอง ผบ.ตร.ทุกนายร่วมประชุม โดยได้เรียกผู้บัญชาการหน่วยที่มีปัญหา อาทิ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) และ พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7 รอเข้าชี้แจงด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการเริ่มประชุมมี นายตำรวจ 3 นายมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.ปทีป ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง ประกอบด้วย พ.ต.อ.ปัญญา นาควิเชียร ผกก.สภ.เมืองชัยนาท โดยร้องเรียนว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2553 ผบช.ภ.1 ได้มีคำสั่ง บช.ภ.1ที่ 73/2553 ไปเป็น ผกก.สภ.เมืองอ่างทอง ต่อมาเมื่อมีการร้องเรียนและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ก็มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งโดยถอนคำสั่งเดิม และมีคำสั่งใหม่ให้ตนไปเป็น ผกก.สภ.วิหารแดง จ.สระบุรี ซึ่งเป็น สภ.กลุ่มที่ 2 ซึ่งมีปริมาณงานน้อย ทั้งที่ตนมีผลงานดีมาตลอด อีกราย พ.ต.อ.ศารทูล ประดิษฐ์ ผกก.สภ.สระโบสถ์ จ.สระบุรี ร้องเรียนว่าในการแต่งตั้งครั้งนี้เดิมที่มีคำสั่งให้เป็นผกก.สภ.ปางประอิน จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ต่อมาถอนคำสั่งให้กลับมาดำรงตำแหน่งเดิม แต่กลับมีคำสั่งแต่งตั้งให้ พ.ต.ท.ธนภณ โพธิสุข รอง ผกก.สภ.บางปะอิน นายตำรวจที่อยู่ระหว่างการสอบสวนทางวินัยฯ ขึ้นเป็น ผกก.แทน อีกราย พ.ต.ท.ธัชกร รอดเจียม รอง ผกก.สภ.เมืองชัยนาท เข้าร้องเรียนว่า ตนไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผกก. ทั้งที่ตนอยู่ในอาวุโสลำดับที่ 1 และอยู่ในลำดับที่ 21 ของตำรวจภูธร ภาค 1 โดย รรท.ผบ.ตร.ได้รับหนังสือร้องเรียนจาก ตร.ทั้ง 3 นายไว้ โดยนายตำรวจทั้ง 3 นายขอร้องให้ รรท.ผบ.ตร.เห็นใจตำรวจชั้นผู้น้อย ซึ่งยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่กล้าเข้ามาร้องเรียน

พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ได้รับหนังสือร้องเรียนของตำรวจทั้ง 3 นายไว้พิจารณา และจะส่งให้คณะกรรมการทำการตรวจสอบ แต่ต้องดูรายละเอียดการร้องเรียนก่อน แม้พรุ่งนี้ (16) ทุกคำสั่งจะมีผล แต่การร้องเรียนเข้ามาตนก็จะตรวจสอบดำเนินการไปตามขั้นตอน หากพบว่าการแต่งตั้งไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะทำการแก้ไขให้ถูกต้อง โดยต้องไปดูให้รู้เรื่องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมตรงไหน

“ครั้งนี้ถือว่าผมได้รับร้องเรียนการแต่งตั้งไม่เป็นธรรมครั้งแรก และเปิดโอกาสให้ตำรวจที่เดือดร้อนไม่ได้รับความเป็นธรรมเข้ามาร้องเรียนได้ และยืนยันจะไม่มีการดำเนินการทางวินัยภายหลังแน่นอน” รรท.ผบ.ตร. กล่าว

พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า กรณีที่มีการร้องเรียนถึงเรื่องทุจริตซื้อขายตำแหน่ง ความไม่ชอบมาพากลในการแต่งตั้งในหลายบช.นั้นก็มีคณะกรรมการสืบสวนชุด พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจสืบสวนสอบสวนอยู่ ที่ว่ามีนักการเมืองมาเกี่ยวข้องตนก็ยังไม่รับทราบ เรื่องนี้คณะกรรมการชุดนั้นก็ดำเนินการไป ในส่วนของตนนั้นตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการแต่งตั้ง เท่านั้น โดยนี้ก็พิจารณาแต่งตั้งระดับสารวัตรในสังกัดสำนักงานผบ.ตร. ส่วนในบช.อื่นก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการคัดเลือกแต่ละบช.

เมื่อถามว่าเหตุใดไม่มีการร้องเรียนการแต่งตั้งไม่ชอบธรรม ในบช.น. บช.ก. บช.ภ.7 บช.ภ.8 และบช.ภ.9 พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ตอบไม่ได้ แต่หากมีปัญหากระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการของตร.ที่ตนตั้งก็ต้องตรวจสอบไป ซึ่งตรวจสอบแล้วไม่มี ทั้งนี้ตนยังไม่ได้ไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการชุด พล.ต.อ.วสิษฐ และก็ยังไม่มีการเรียกไปแต่อย่างใด
Read more >>

ซื้อ-ขายตำแหน่ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ เป็นประธานสอบสวนกรณีมีการร้องเรียนซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับ สว.-รอง ผบก.ที่กำลังเป็นข่าวอื้อฉาว

นายอภิสิทธิ์ยอมรับว่า ข้อมูลการร้องเรียนถึงมือแล้ว โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองเลขาธิการนายฯฝ่ายการเมือง เป็นผู้รวบรวม

หนักที่สุดคือ บช.ภ. 2

ส่วน บช.น.ก็มีเข้ามาบ้าง จึงจำเป็นต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน

ใน บช.ภ. 2 ที่นายอภิสิทธิ์ว่าหนักที่สุด น่าจะมีทั้งเรื่องการแต่งตั้งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และการซื้อขายตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังมีในอีกหลาย บช.ที่เป็นข่าวอื้อฉาวอย่างต่อเนื่อง

ใน บช.ภ. 1 พ.ต.ท.สมศรี พัฒนาคม สวญ.สภ.ม่วงค่อม จ.ลพบุรี ร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. ว่าไม่ได้รับการแต่งตั้งทั้งที่เข้าหลักเกณฑ์

เป็น สวญ.มา 6 ปี

โรงพักได้รางวัลชนะเลิศโครงการโรงพักเพื่อประชาชน ได้รางวัลชนะเลิศมวลชนสัมพันธ์ดีเด่นอันดับ 1 ของภาค ได้รางวัลฝึกดีเด่นอันดับ 2 ของภาค

นอกจาก พ.ต.ท.สมศรีแล้ว ยังมีตำรวจใน บช.ภ. 1 ให้ข้อมูลว่า มีนายตำรวจที่ ผบช.ไว้ใจให้ทำบัญชีช่วยเหลือรุ่นของตัวเอง

โรงพักเพื่อประชาชนอันดับท้ายๆ ได้ดีกันเกือบหมด

ขณะที่ตำรวจใน บช.ภ. 3 ร้องเรียนว่า มีการแต่งตั้งรอง ผกก.ที่อยู่ในตำแหน่งเพียง 3 ปีขึ้น เป็น ผกก.หลายคน ทั้งที่ในหลักเกณฑ์เดิมต้องอย่างน้อย 4 ปี

การแต่งตั้งที่ไม่ครบเกณฑ์ต้องมีผลงานชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ และยอมรับได้ แต่รายชื่อที่ออกมาไม่ใช่อย่างนั้น

ไม่มีคำอธิบาย

พล.ต.อ.วสิษฐเป็นนายตำรวจเก่า มีชื่อเสียงทางด้านตงฉิน เรียกได้ว่าเป็นคนที่รู้ปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจดีที่สุดคนหนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็กเส้น เด็กฝาก หรือการเซ็งลี้ซื้อขายเก้าอี้

จึงเป็นความหวังที่จะสะสางเรื่องนี้ เพื่อให้การแต่งตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม

ตำรวจจะได้แข่งกันทำงาน

ไม่ต้องไปรับใช้นักการเมืองหรือหาเงินไว้ซื้อตำแหน่ง.

"เพลิงมรกต"
Read more >>

เด้ง ผบช.ภ.2


การที่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.มีคำสั่งย้าย พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นับเป็นครั้งแรกที่นายตำรวจระดับผู้บัญชาการต้องถูกเด้งเพราะทำการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เหตุผลเพราะคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับ สว.-รอง ผบก. ใน บช.ภ.2 ที่ผ่านมา รอง ผบช.ภ.2 ที่ร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรอง ไม่ได้ลงนามรับรองคำสั่ง

ความผิดพลาดครั้งนี้เป็นความผิดพลาดที่มีผลถึงกับเป็นโมฆะ

ต้องแต่งตั้งกันใหม่

ดังนั้น นอกจากจะให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาการ ผบช.ภ.2 แทนแล้ว ยังต้องเป็นคนทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายของ บช.ภ.2 ใหม่

ก่อนหน้านี้ บช.ภ.2 ตกเป็นข่าวอื้อฉาว ถูกร้องเรียนว่าการแต่งตั้งโยกย้ายผิดหลักเกณฑ์และมีการซื้อขายตำแหน่ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรอง อ.ตร.เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน

ยังไม่ทันได้สอบ

เรื่องซื้อขายตำแหน่งยังไม่ทันกระจ่างก็มาเกิดเรื่องนี้ขึ้น

ต้องยกเครดิตให้กับนายอภิสิทธิ์ที่เอาจริงเอาจังกับการร้องเรียนเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมในวงการตำรวจ

การแต่งตั้งตำรวจแทบทุกครั้งมีข่าวเรื่องการซื้อขายเก้าอี้ ต่างกันที่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน

ไม่มีใครแก้ไขได้เด็ดขาด

การที่นายกฯรับฟังเสียงร้องเรียนของนายตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

เอาจริงถึงขั้นตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน ทำให้ รรท.ผบ.ตร. เอาจริง สั่งให้มีการตรวจสอบและสอบสวนขึ้นมาบ้าง

จนพบว่า คำสั่งแต่งตั้งของ บช.ภ.2 ผิดกฎหมาย

เมื่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงเอาจริงจะทำให้นายตำรวจที่รับผิดชอบการแต่งตั้งโยกย้ายระมัดระวัง

ไม่ออกนอกลู่นอกทาง

ส่วนตำรวจชั้นผู้น้อยเมื่อรู้ว่ามี "ผู้ใหญ่" สนใจฟังเสียงของพวกเขา

ต่อไปเมื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากลก็กล้าร้องกล้าโวย การซื้อขายเก้าอี้น่าจะลดลง

ยังเหลือก็แต่ปัญหา "เด็กฝาก" "เด็กเส้น" จากนักการเมือง

ไม่รู้เมื่อไหร่จะทำให้ลดลงได้บ้าง.

"เพลิงมรกต"
Read more >>

ซื้อขายเก้าอี้

พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อร้องเรียนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ เข้ารายงานผลการสอบสวนการซื้อขายตำแหน่งใน บช.ภ.2 กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไปแล้ว

สรุปว่า เชื่อว่าการแต่งตั้งใน บช.ภ.2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามกฎ ก.ตร.

เชื่อว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อให้เป็นผลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายนับสิบตำแหน่งขึ้นไปมีการซื้อขายตำแหน่ง

หลักล้านขึ้นไป

ยังมีเอกสารหลายชิ้นระบุมีนักการเมืองที่เป็น ส.ส.ในพื้นที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งโยกย้ายมีการระบุชื่อชัดเจนแต่เปิดเผยไม่ได้

พล.ต.อ.วสิษฐบอกด้วยว่า "นักการเมืองลงไปขอให้แต่งตั้งคนโน้นคนนี้ และได้ตามที่ขอ"

เห็นได้ว่าผลการสอบสวนของ พล.ต.อ.วสิษฐ พบแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมอยู่ 2 ส่วน

ส่วนแรกคือ มีการ "ซื้อขายตำแหน่ง" กรณีนี้เป็นความผิดของตำรวจด้วยกันเอง

นั่นคือผู้บังคับบัญชา

อีกส่วนคือ มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่การซื้อขายแต่ใช้วิธีขอให้แต่งตั้งคนของตัวเอง

นั่นคือ "เด็กเส้น-เด็กฝาก" ที่เรียกกันว่า มี "ตั๋วนักการเมือง"

เป็นที่ยอมรับกันมานานแล้ว ทั้งซื้อขายเก้าอี้และเด็กฝากเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

เหมือนตัวถ่วงความเจริญในวงการตำรวจที่ทำให้การบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ

คนทำงานดีแต่ไม่มีเงินไม่มีเส้นไม่ได้ขึ้น

ไม่มีโอกาสได้เติบโต

หลายคนถึงกับท้อ ไม่รู้จะทุ่มเททำงานกันไปเพื่ออะไร

ผลเสียก็ตกกับชาวบ้านตาดำๆ

ในส่วนของการซื้อขายตำแหน่งที่ผู้กระทำผิดเป็นตำรวจ นายอภิสิทธิ์คงจัดการได้โดยไม่ลำบากใจ

สั่งเชือดเป็นรายๆไป

ที่น่าสงสัยคือการฝากเด็กของนักการเมือง นายอภิสิทธิ์จะจัดการได้แค่ไหน นักการเมืองพรรคไหนอยู่ในช่วงที่มีอำนาจพรรคนั้นก็ฝากมาก

หากนายอภิสิทธิ์ต้องการแก้ปัญหาตำรวจอย่างจริงใจจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้

ไม่ใช่ห้ามซื้อขายตำแหน่ง แต่ถ้านักการเมืองขอไม่เป็นไร.

"เพลิงมรกต"
Read more >>

ปปช.เชือดอดีตผกก.ยโสธร ผิดวินัยร้ายแรง

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง "พ.ต.อ.โรจน์วัฒน์ รัตนเรืองภิญโญ"อดีตผกก.สภ.เมืองยโสธร ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พ่วงความผิดคดีอาญา ฐานปล่อยให้ลูกสมุนนายกฯอบจ. กร่างเตะตำรวจสลบคาโรงพัก

วันนี้ (13 พ.ค.) นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ (ป.ป.ช.)กล่าวว่า ที่ประชุมป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง

พ.ต.อ.โรจน์วัฒน์ รัตนเรืองภิญโญ อดีตผกก.สภ.เมืองยโสธร 

ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเลยไม่ดำเนินคดีกับบุคคลที่ทำร้ายร่างกาย ส.ต.อ.อาทิตย์ แดงดี โดยจากการไต่สวนพบว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2550 ถึง วันที่ 1 ก.ย.2550 เกิดเหตุทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่นที่งานคอนเสิร์ตเพื่อชีวิต ที่สวนสาธารณะพญาแถน อ.เมือง จ.ยโสธร

 โดยมีการกล่าวหาว่า ส.ต.อ.อาทิตย์ ผบ.หมู่งานป้องกันปราบปราม สภ.อ.เมืองยโสธร ในขณะนั้น ทำร้ายร่างกายบุตรชายนายสถิรพร นาคาสุข นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร (อบจ.ยโสธร)ในขณะนั้น ซึ่งนายกฯอบจ.ยโสธร และบุตรชายพร้อมพวก ได้เดินทางไปที่สภ.อ.เมืองยโสธร เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง โดยมีพ.ต.อ.โรจน์วัฒน์ และส.ต.อ.อาทิตย์ ร่วมเจรจา แต่ระหว่างเจรจาอยู่นั้น พนักงานขับรถอบจ.ยโสธรได้ชกหน้าส.ต.อ.อาทิตย์ แล้ววิ่งหลบหนีไป

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ต่อมาระหว่างที่การเจรจาใกล้จบลง โดยส.ต.อ.อาทิตย์ กำลังยกมือไหว้ขอโทษนายกฯอบจ.ยโสธร มีผู้ติดตามนายกฯอบจ.ยโสธรคนหนึ่ง วิ่งมาเตะที่หน้าส.ต.อ.อาทิตย์ จนสลบแล้ววิ่งหนีไป โดยมี พ.ต.ต.ปรีชา สารถี สารวัตรป้องกันปรามปราม สภ.อ.เมืองยโสธร วิ่งตามไป แต่ไม่สามารถจับกุมตัวได้ ซึ่งนับจากเกิดเหตุไม่มีการกล่าวโทษผู้ที่ทำร้ายร่างกาย ส.ต.อ.อาทิตย์ แต่อย่างใด จนกระทั่งวันที่ 5 ก.ย.2550 เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.ยโสธร จึงเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ ส.ต.อ.อาทิตย์ และ ส.ต.อ.อาทิตย์ ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีผู้ทำร้ายร่างกาย จนผู้ต้องหาทั้งสองคนเข้ามอบตัวในเวลาต่อมา

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า พ.ต.อ.โรจน์วัฒน์ ซึ่งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนคดีอาญา และเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนของ สภ.อ.เมืองยโสธร แต่ตั้งแต่เกิดเหตุทำร้ายร่างกาย ส.ต.อ.อาทิตย์ กลับไม่มีการดำเนินการหรือสั่งการให้จับกุมผู้ทำร้ายร่างกาย ส.ต.อ.อาทิตย์ ทั้งที่ พ.ต.ต.ปรีชา ได้รายงานเหตุการณ์และระบุตัวผู้ทำร้ายร่างกาย ส.ต.อ.อาทิตย์ ให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว จึงมีมติว่า การกระทำของ พ.ต.อ.โรจน์วัฒน์ มีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ส่วนพ.ต.ต.ปรีชา และ พ.ต.ต.พิจิต พิจารณ์ พนักงานสอบสวน(สบ2) ในขณะนั้น ซึ่งเข้าเวรในระหว่างเกิดเหตุ แต่ปล่อยให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านไปหลายวัน โดยมิได้ดำเนินการใดๆตามอำนาจหน้าที่ จึงมีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ เอาใจใส่ จึงให้ส่งเรื่องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงโทษทางวินัย และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องดำเนินคดีต่อศาลต่อไป
Read more >>

ไล่ออก 4ตร.ยโสธร ปล่อยลูกน้องถูกเตะบนโรงพัก ปฏิบัติการกู้ศักดิ์ศรีตำรวจคืน


ข่าวส.ต.อ.อาทิตย์ แดงดี ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม สภ.อ.เมืองยโสธร ถูกลูกสมุนนักการเเมืองท้องถิ่นเตะก้านคอ บนสภ.อ.เมืองยโสธรนั้น สร้างความเสียหายให้วงการตำรวจไทยอย่างยิ่ง

เหตุดังกล่าวทำให้พล.ต.ท.วราสิทธิ พรเลิศ ผบช.ภ.3 สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมีพล.ต.ต.อำนวย มหาผล รองผบก.ภ.3 เป็นประธานฯขณะที่คดีนี้ในทางอาญานั้น

นายวิโรจน์ ใจพรมเมือง 
นายไพโรจน์ โคตรสมบัติ และ
นายสถิรพร นาคสุข นายกฯ อบจ.ยโสธร

 ตกเป็นผู้ต้องหาทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และขณะที่คณะกรรมการฯทำการสอบสวนข้อเท็จจริง ทำการสอบสวนนั้น ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 3 ก็ออกคำสั่งให้ 

พ.ต.อ.โรจน์วัฒน์ รัตนเรืองภิญโญ ผกก. 

พ.ต.ท.ปรีชา สารถี สวป.และ

พ.ต.ต.พิจิตร พิจารณ์ พงส.(สบ2) สภอ.เมืองยโสธร 

ที่อยู่ในเหตุการณ์ย้ายให้ไปช่วยราชการที่ กองบัญชาการ ตำรวจภูธร ภาค 3 จนกว่าผลการสอบจะเสร็จสิ้น

แต่ล่าสุดผลการสอบสวนสรุปออกมาแล้ว โดยชี้ชัดว่า

พล.ต.ต.สุพรรณ ประเสริฐสม ผบก.ภ.จว.ยโสธร 

มีความผิดทางวินัยแต่ไม่ร้ายแรงฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจอุตสาหะเพื่อให้เกิดผลดีและความก้าวหน้าแก่ราชการ ไม่เอาใจใส่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของราชการและประมาทเลินเล่อในหน้าที่ เห็นควรลงโทษ ตัดเงินเดือนร้อยละ 5 เป็นเวลา 3 เดือน

เช่นเดียวกับ

พ.ต.อ.องอาจ ผิวเรืองนนท์ รองผบก.จว.ยโสธร 

ที่เป็นผู้รักษาการแทน ผบก จว.ยโสธรวันเกิดเหตุ และทราบเหตุ ส.ต.อ.อาทิตย์ แดงดี ถูกทำร้ายร่างบน ภ.อ.เมืองยโสธร ในฐานะรักษาการแทนผบก.ภ.จว.ยโสธร ควรรีบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแตะละเลย จนตำรวจชั้นประทวนออกมาชุมนุมเรียกร้อง กรรมการสอบสวนสรุปผลสอบว่ามีความผิดวินัยไม่ร้ายแรงฐานไม่ปฏิบัติหน้า ที่ด้วยความไม่ตั้งใจ เห็นคารลงโทษตัดเงินเดือน ร้อยละ 5 เป็นเวลา 3 เดือน

ขณะที่

พ.ต.ท.เฉลิมเกรียติ จันทรมหา รองผกก.ป.สภอ.เมืองยโสธร 

ข้อเท็จจริงพ.ต.ท.ฉลิมเกรียติ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุแต่ทราบว่า ส.ต.อ.อาทิตย์ ถูกเตะบนสภอ.เมืองยโสธร และส.ต.อ.อาทิตย์ เป็นตำรวจใต้บังคับบัญชา ในฐานะรองผกก.ป รับผิดชอบป้องกันและปราบปราม ควรเข้าแก้ปัญหา มิใช้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลย จึงเห็นควรลงโทษกักยาม พ.ต.ท.เฉลิมเกรียติ เป็นเวลา 3 วัน

ส่วน

พ.ต.อ.โรจน์วัฒน์ รัตนเรืองภิญโญ ผกก.สภอ.เมืองยโสธร 
พ.ต.ท.ปรีชา สารถี สวป .สภอ.เมือง ยโสธร 
พ.ต.ต.พิจิตร พิจารณ์ พงส.(สบ2) สภอ.เมืองยโสธร

 ที่ย้ายไปช่วยราชการที่ กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 3 ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายนนั้น ถูกกล่าวหาทำผิดวินัยร้ายแรงฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้นั้น

เช่นเดียวกับ

พ.ต.ท.สำเนียง ลือเจียงคำ รอง ผกก.(สส) สภอ.เมืองยโสธร 

ที่ถูกกล่าวหาทำผิดวินัยร้ายแรง ฐานไม่เอาใจใส่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ทางราชการและประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง จึงแจ้งให้พ.ต.อ.โรจน์วัฒน์กับพวกรวม 4 นาย ที่ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยร้ายแรงและถูกตั้งกรรมการสอบสวนแล้ว คณะกรรมการจึงเห็นควรมอบให้ พ.ต.อ.สมหมาย กองวิสัยสุข รักษาการ ผบก.ภ.จ.ยโสธร เป็นผู้สั่งให้สำรองราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน

หลังได้รับผลการสอบสวนจากคณะกรมการ

พ.ต.อ.สมหมาย กองวิสัยสุข รักษาการผบก.ภ.จว.ยโสธร เห็นว่าผลสอบได้ชี้ชัดโทษแต่ละคนแล้วและเป็นความผิดร้ายแรงพ.ต.อ.สมหมาย จึงสั่งให้

พ.ต.อ.โรจน์วัฒน์ รัตนเรืองภิญโญ ผกก.
พ.ต.ท.ปรีชา สารถี สวป,
พ.ต.ต.พิจิตร พิจารณ์ พงส.(สบ2) และ
พ.ต.ท.สำเนียง ลือเจียงคำ รองผกก.(สส.) สภ.อ.เมือยโสธร 

ออกจากราชการไว้ก่อนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และให้นายตำรวจ 3นายที่ถูกให้ออกจากราชการ ยกเว้นแต่พ.ต.ท.สำเนียง ลือเจียงคำ ให้ถูกดำเนินคดีอาญา

"สบายๆไม่มีอะไรหนักใจ เพราะให้ผมมาทำหน้าที่และถือว่าหน้าที่จบแล้ว ที่เราทำเราก็เสียใจ แต่จะให้ทำอย่างไร บางคนอยู่นานเกินไปไม่ทำอะไร หน้าที่ตำรวจคือการป้องป้องให้คนได้รับความยุติธรรม แต่ขนาดผู้ใต้บังคับบัญชาตัวเองไม่ได้ทำผิด ยังยืนกอดอกดูลูกน้องตัวเองใส่เครื่องแบบก้มกราบคนอื่น ทั้งที่คนที่กราบก็บอกว่า พ่อผมไม่ผิด ผมขอโทษ คนไม่ผิดยังต้องไปขอโทษ เห็นภาพแล้วมันรับไม่ได้ ตอนนี้ทุกอย่างเข้าสู่ปกติตำรวจทุกคนขวัญ กำลังใจดีมากต่อไปนี้ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ หน้าที่ผมหมดแล้ว" พ.ต.อ.สมหมาย กล่าว

การตัดสินใจของ พ.ต.อ.สมหมาย กองวิสัยสุข รักษาการผบก.ภ.จว.ยโสธรที่ให้นายตำรวจทั้ง 4 นายที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ ส.ต.อ.อาทิตย์ ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่สมควรจะจะยกย่องเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ก็เพราะเป็นการเรียกศักดิ์ศรีของยโส ธรตำรวจกลับคืนมา

หลังจากศักดิ์ศรีของตำรวจถูกย่ำยี่ไปหมดแล้ว และการลงโทษผู้บังคับบัญชายอดแย่ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม คนเหล่านี้นอกจากไม่ปกป้องลูกน้องที่ทำถูกแล้ว ยังบังคับลูกน้องให้ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะ โดยเฉพาะการสั่งให้ลูกน้องกราบขอโทษผู้มีอิทธิพลในคราบของนักการเมืองท้องถิ่นและถูกเตะปลายคางสลบต่อหน้าต่อตา โดยผู้บังคับบัญชาไม่ได้จับคนผิดหรือทำอะไรเลย
Read more >>

โรงพักเพื่อประชาชน

ผมย้อนไปอ่านข้อเขียนเรื่องตำรวจ อาจจะเป็นเพราะปลง ปีหนึ่งเขียนไม่กี่ครั้ง หลายครั้งผมย้ำว่า เมื่อไหร่เราจะได้ตำรวจที่มีนาย...เป็นประชาชนเสียที

งานของตำรวจอยู่กับคดีความของชาวบ้านในท้องที่ คดีที่ลึกลับซับซ้อนมีอิทธิพลหนุนหลัง ตำรวจมีสอบสวนกลาง มีกองปราบฯ คดีใหญ่ไปกว่านั้น ก็เป็นเรื่องของดีเอสไอ

ป่วยการที่จะพูดกันแล้ว ระบบตำรวจลงตัวแค่ไหน ซ้ำซ้อนอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน ตำรวจก็ยังคงหนาวร้อนอยู่กับนายคือนักการเมือง

การเมืองเปลี่ยน ตำรวจก็เปลี่ยน ประเด็นเดียวที่เข้าใจกัน ก็คือ "คนของใคร"

ระบบนี้เรียกว่าระบบอุปถัมภ์ ผมเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน...อุปถัมภ์ ถ้าเป็นนาม แปลว่า การค้ำจุน การค้ำชู การสนับสนุน การเลี้ยงดู

ก็เลี้ยงดูกันมา ถึงเวลาก็ต้องอุ้มชูกันไป เพื่อจะได้ค้ำจุนกันต่อไป

ส่วนระบบคุณธรรม ที่เขียนกันไว้ มีกฎกติกามากมาย...จริงๆแล้ว ไม่ว่าครั้งไหนๆ กระทั่งครั้งนี้ ปฏิกิริยาถึงขนาดต้องย้าย ผบช.ภ.2 ต้องรื้อโผกันใหม่ ชี้ว่า ไม่เคยใช้ หรือถ้าใช้ก็น้อยเต็มที

อายุถึงปูนนี้ ผมไม่ค่อยได้ขึ้นโรงพัก จนลืมไปแล้วว่ามีโรงพักเพื่อประชาชนอยู่ด้วย

โรงพักเพื่อประชาชนเป็นอย่างไร ก็พอเข้าใจได้ว่า ตำรวจจะทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนพอใจ ไม่ว่าคนที่เข้าไปแจ้งความ หรือชาวบ้านร้านตลาดในท้องที่

แต่ละจังหวัดน่าจะมีโรงพักที่เข้าเกณฑ์ "เป็นโรงพักเพื่อประชาชน" ไม่กี่แห่ง ทุกแห่งได้มาด้วยน้ำจิตน้ำใจและความสามารถ นับแต่ผู้กำกับลงไปถึงพลตำรวจ

ทำความดีจนได้เกณฑ์เป็นโรงพักเพื่อประชาชน ตำรวจน้อยใหญ่ก็คงสบายใจ รอวันเวลาโยกย้าย...ทำแต้มได้เต็มแล้ว ก็น่าจะย้ายไปอยู่ในโรงพักที่ดีขึ้นๆ

แต่ความจริงที่ปรากฏออกมา ตำรวจโรงพักเพื่อประชาชนหลายแห่ง อย่าว่าแต่ในกองบัญชาการตำรวจภูธร 2 ภูธร 1 ภูธร 4 กระทั่งภูธร 8 มีเสียงตัดพ้อมาเข้าหูผมว่า นายไม่เหลียวแลเลย

ในกองบัญชาการตำรวจภูธร 8 ตำรวจปรับทุกข์ผ่านเพื่อนมาเข้าหูผม บอกว่า มองไปที่โรงพักแถวเมืองสุราษฎร์ฯ โรงพักแถวนั้นไม่มี ป้ายโรงพักเพื่อประชาชน แต่จะเพราะอยู่ใกล้นาย รับใช้นายได้ดี

ถูกย้ายไปอยู่โรงพักดีๆหมด

ส่วนโรงพักเพื่อประชาชน กรณีที่ผู้กำกับคุณสมบัติไม่ผ่านกฎเกณฑ์ ก็น่าจะให้กำลังใจตำรวจระดับรองๆลงไป เผื่อจะได้ไปเป็นตำรวจที่ดีๆ แตกหน่อขยายกอตำรวจดีๆต่อไปอีก

นี่เป็นแค่ข่าวที่ฟังผ่านหูจากคนใกล้ตัวที่เชื่อได้ว่าไม่โกหก แต่ผมก็ยังเชื่อว่าระบบคุณธรรมระบบที่เน้นย้ำให้ตำรวจมองประชาชนเป็นนาย น่าจะยังพอมีอยู่บ้าง

นักการเมืองเองก็รู้ดีแก่ใจ ส่วนไหนทำเพื่อตัวเอง ส่วนไหนต้องให้พวกพ้อง และส่วนไหนต้องทำเพื่อหล่อเลี้ยงระบบคุณธรรมให้เติบใหญ่

นี่ก็มีข่าว...จะให้ย้ายตำรวจ นายที่อุ้มประชาชน มีเด็กอีกคนยืนเกาะขา ไปไว้ในที่ที่เป็นสง่าราศรีกว่าที่เดิม บริเวณหน้าสโมสรตำรวจ

ตำรวจนายนี้ถูกย้ายจากหน้ากรมตำรวจ สมัย อ.ตร.ชื่อเภา สารสิน มาจนถึงวันนี้ ผมไม่รู้ว่ายศเดิมอะไร ตำแหน่งใด วันนี้ได้เลื่อนเป็น
อะไรแล้ว

ก็แค่อนุสาวรีย์ตำรวจยังย้ายกันไม่เป็นที่พอใจ นับประสาอะไรกับตำรวจที่มีชีวิตจิตใจ ก็คงต้องมีเรื่องให้ตัดพ้อกันเรื่อยไป จนกว่าจะถึงวันที่ตำรวจมีนายเป็นประชาชนจริงๆ.

กิเลน ประลองเชิง
Read more >>

ก.ตร.พึ่งได้

เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ตำรวจและประชาชนพากันกล่าวถึงด้วยความชื่นชม

การทำหน้าที่ของ ก.ตร.ในการประชุมเมื่อวันที่ 12 ก.พ.53

จากในอดีตที่ผ่านมาหลายครั้ง หรือครั้งเดียวก็ตาม การทำหน้าที่สร้างความคลางแคลงใจให้กับผู้คนทั่วไป จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางลบเสียหาย

กลายเป็น ตราบาป ถูกขนานนาม ก.ตร.ตรายาง

องค์กรตำรวจนั้น ถือว่าเป็นองค์กรใหญ่ที่มีอำนาจหน้าที่มากมายมหาศาล ทำให้ผู้มีอำนาจเหนือกว่าจากภายนอก, การเมือง พยายามเข้ามามีบทบาทใช้เป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพวกพ้อง จนทำให้องค์กรตำรวจอ่อนแอ ไม่มีศักยภาพเป็นตัวของตัวเอง

แต่ในปัจจุบัน ได้เห็นการ ทำหน้าที่ของ ก.ตร. เป็นไปด้วยความ ถูกต้องเที่ยงธรรม มากขึ้น เรื่องใดที่ไม่ถูกไม่ต้อง จะสั่งให้มีการ หันซ้ายหันขวา-พยักหน้า จาก วงจรอุบาทว์หรืออำนาจการเมือง ที่เข้ามาสอดแทรก จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ก.ตร.แข็ง จึงเป็นที่พึ่งของตำรวจได้!!!

การประชุม ก.ตร. เมื่อ 12 ก.พ. นอกจากได้เห็นการทำหน้าที่ของ ก.ตร.ด้วยความชื่นชมแล้ว ยังทำให้เห็นอะไรต่อมิอะไรได้อีกหลายอย่าง

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. เป็นผู้เสนอเรื่อง ขออนุมัติเปิดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.
ด้านการสืบสวน

โดยที่ไม่ได้ระบุตัวบุคคลที่จะลงในตำแหน่ง แต่ก็เป็นที่รู้ เป้าหมายขอเปิดตำแหน่ง?!?

ก.ตร.ส่วนใหญ่ ยกเหตุผลขึ้นมาถกเถียงกันมากมาย รายละเอียดแต่ละคนแต่ละเหตุผลส่วนใหญ่คัดค้าน เป็นข่าวรับรู้กันไปทั่วแล้ว

ในที่สุด พล.ต.อ.ปทีป ก็ต้องขอถอนเรื่องออกไป!!!

จึงมีคำถามตามมามากมาย ทำไม พล.ต.อ.ปทีป จึงต้องเสนอเรื่องนี้เข้ามา มีนัยอะไร ในเมื่อขณะนี้ก็ยังไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร.
ตัวจริงได้ เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน พล.ต.อ.ปทีปก็ต้องเกษียณ 30 ก.ย.แล้ว

ไม่มีใครตอบ มีแต่คิดและคาดเดา

การเมือง ที่มีอำนาจเหนือ สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คือ ใบสั่ง!!!

จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไปให้ดี เรื่องนี้ยังไม่จบเลิกรา

งานเข้า ก.ตร.ไปแล้ว และคงจะต้องเข้ามาอีก!!!

สหบาท
Read more >>

เข้าตาจน

15 ก.พ.2553  ไทยรัฐ

นอกจากจะฉาวโฉ่เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในแบบที่ว่าซื้อตำแหน่งซื้อเก้าอี้แล้ว ยังมีปัญหาในเรื่อง ผบ.ตร.ที่มิอาจดำเนินการให้ลุล่วงไปได้ ยังคงให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็นแค่รักษาการอย่างไม่มีกำหนด

ครับ...แบบนี้มันก็ป่วนกันไปหมด

ล่าสุด พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่มีการกล่าวหาว่าการโยกย้ายแต่งตั้งที่
ผ่านมา มีการซื้อขายเก้าอี้ได้ผลสรุปออกมาแล้วว่าเป็นเรื่องจริงที่ บช.ภ. 2 และได้เสนอเรื่องให้นายกฯทราบแล้ว

ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.ปทีปได้สั่งย้าย ผบช.ภ. 2 ให้เข้าประจำ สตช. ซึ่งรับผิดชอบในการโยกย้ายครั้งนี้ต่อไปก็คงต้องรอผลสอบว่าจะมีความผิดหรือไม่

ขณะเดียวกัน ก็มีการร้องเรียนจากตำรวจอีกหลายภาคว่ามีพฤติกรรมไม่ต่างไปจาก บช.ภ. 2 คงจะต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมอีก

เรียกว่าเหม็นเน่ากันไปหมด

นั่นแสดงว่าสภาพภายในแวดวงตำรวจเกิดปัญหา ไม่สามารถกุมสภาพได้ หากรัฐบาลยังปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และมีผลต่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การเมืองอย่างนี้ที่รัฐบาลจะต้องอาศัยตำรวจเป็นหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อย

ยิ่งใกล้ถึงวันตัดสินคดี "ยึดทรัพย์" และมีความเคลื่อนไหวของผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังปั่นป่วน ประเทศจึงต้องอาศัยตำรวจในการควบคุมและดูแล แต่เมื่อตำรวจเป็นอย่างนี้จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาทันที

พล.ต.อ.ปทีปที่นายกฯพยายามจะตั้งให้เป็น ผบ.ตร.ตัวจริง แต่ปรากฏไม่สามารถดำเนินการได้เพราะ ก.ต.ช.ไม่เห็นด้วย จนกระทั่งเกิดปัญหาวุ่นวายไม่จบ รวมถึงไม่สามารถควบคุมดูแลการโยกย้ายให้เกิดความเป็นธรรมและถูกต้อง

แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่มีฝีมือ ไม่สามารถคุมตำรวจได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ นายกฯจึงพยายามหาทางออกด้วยการผลักดัน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.เพื่อให้มาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.

วิธีการก็คือ เสนอเพิ่มตำแหน่งที่ปรึกษา สบ 10 เทียบเท่ารอง ผบ.ตร. ให้ ก.ตร. พิจารณา แต่ปรากฏว่า ก.ตร.คัดค้านไม่เห็นชอบด้วยจนต้องถอนเรื่องออกไป

เพราะตำแหน่งที่ปรึกษา สบ 10 นั้น มีอยู่แล้วถึง 4 ตำแหน่งเพียงพอต่อภารกิจ และเห็นว่าการจะให้ พล.ต.ท.อัศวินมาดำรงตำแหน่งนี้ไม่เหมาะสมเนื่องจากอาวุโสน้อย

แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่า การเสนอให้เปิดตำแหน่งใหม่เพื่อใคร แต่ดูเหมือนว่า ก.ตร.จะรู้เท่าทันว่าเป็นการเปิดช่องให้ พล.ต.ท. อัศวิน เพื่อก้าวข้ามขั้นไปสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร.

งานนี้นายกฯก็หน้าแตกอีกครั้ง

แม้ก่อนหน้านี้จะพยายามเสนอให้ พล.ต.อ.ปทีป เป็น ผบ.ตร.ตัวจริง แต่เมื่อเป็นรักษาการ ผบ.ตร. ก็ไม่สามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมาย ขณะเดียวกันก็ยังเล่นพรรคเล่นพวกปล่อยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ เช่น ผบช.ภ. 2 ก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นและยังทำงามหน้าอีก

พูดง่ายๆ นอกจากไม่มีฝีมือแล้วยังตั้งตัวเป็นใหญ่เสียเอง ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจการเมือง แถมยังสร้างปัญหาขึ้นอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ นายกฯจึงต้องหาทางออกด้วยการผลักดัน พล.ต.ท.อัศวิน เพื่อหวังจะให้เป็น ผบ.ตร. แทน แม้จะมีเสียงค้านจากนายสุเทพ เทือก-สุบรรณ รองนายกฯ ที่ดูแลรับผิดชอบ ก.ตร.

ยิ่งแก้จึงยิ่งหลงทางเข้ารกเข้าพงกันไปใหญ่.

"สายล่อฟ้า"
Read more >>

เพิ่งดาบแรก


ไฟกำลังไหม้โหมลุกลามอย่างหนัก ก่อนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะวอดวายหมดทั้งองค์กรเสียหายไปมากกว่านี้

ชิงตัดหน้าออกมาก่อนเลย!!!

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. ตัดสินใจลงนามในคำสั่ง ตร.ที่ 69/2553 ให้ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาการ ผบช.ภ.2 มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.53 เป็นต้นไป

โดยคำสั่งที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีต รอง อ.ตร. เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร้องเรียน ซื้อขายตำแหน่ง แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับ รอง ผบก.-สว. เป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั้งเมือง ยังไม่ทันได้เริ่มสอบ

การที่ พล.ต.อ.ปทีปรีบตัดสินใจออกมา เพราะก่อนหน้านี้ได้ตั้ง พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธานตรวจสอบการแต่งตั้งขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเช่นเดียวกัน

พล.ต.ท.เอกได้เรียก ผบช.ทุกหน่วยเข้ามาชี้แจงถึงคำสั่งและเหตุผล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและข้อพิรุธผิดพลาดตามกฎกติกาที่ได้วางไว้ในการแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ว่าจะเรื่องหลักเกณฑ์ไม่ครบ 2 ปี, อาวุโสสัดส่วน 25 %, สถานีตำรวจที่รับรางวัลดีเด่น หรือการย้ายข้ามห้วย

รวมทั้งเรียกสอบ รอง ผบช.ภ.2ทุกคน ในเรื่องคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย พบว่าไม่ถูกต้องตามระเบียบ กฎกติกาของตำรวจ

"ไม่มีการลงนามรับรองคำสั่งจากคณะกรรมการกลั่นกรอง จากรอง ผบช.ภ.2"

พล.ต.อ.ปทีปจึงต้องลงนามในคำสั่งเด้งสายฟ้าแลบ พล.ต.ท. เกรียงศักดิ์ ด้วยเหตุผล

"คำสั่งแต่งตั้งของ บช.ภ.2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

นี่จึงเป็นเพียงดาบแรก!!!

หวยนั้นมีหลายรางวัล เมื่อรางวัลแรกออกที่ ผบช.ภ.2แล้วยังมีรางวัลอื่นเหลืออยู่อีก

เพราะข่าวแต่งตั้งโยกย้ายที่หึ่งฉาวโฉ่นั้น มีที่มาจาก ตัวเลข 6-7 หลักหนักที่สุด, นักการเมือง, ตั๋วใบสั่ง จึงทำให้เกิดการโดนเด้ง, ข้ามห้วย, ข้ามชั้น ปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด!!!

ยังไม่รู้ว่าจะมีตำรวจใจกล้ากี่คน เปิดหน้าชนนำหลักฐานเข้าร้องเรียน

หลักฐานตัวเลข 6-7 หลัก จะโยงไปมัดถึงคนรับได้หรือไม่และมี บช.ไหนอีก

จับตารอดูดาบสองของ พล.ต.อ.วสิษ
Read more >>

รายงานนายกฯ ส.ส.เอี่ยว ซื้อขายตำแหน่ง


พล.ต.อ.วสิษฐ รายงาน นายกฯ พบมีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งเกิน 10 เก้าอี้ ระบุ ส.ส.ในพื้นที่ร่วมรับผลประโยชน์ เสนอตั้งกรรมการ 1 ชุดเอาผิดซื้อขายเก้าอี้...

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 12 ก.พ. พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อร้องเรียน เรื่องการซื้อขายตำแหน่งในการจัด ทำรายชื่อแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการถึงสารวัตร เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานผลการสอบสวนการซื้อขายตำแหน่งตำรวจในกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 ใช้เวลาเข้าพบประมาณ 1 ชั่วโมง

พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ รายงานนายกรัฐมนตรีว่า เชื่อว่าการแต่งตั้งใน กองบัญชาการตำรวจภูธร 2 (บช.ภ.2) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามกฎของคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ เชื่อว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อให้เป็นผลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายนับสิบตำแหน่งขึ้นไป ส่วนจะมีเงินสะพัดเท่าใดตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้คำนวน นอกจากนี้มีเอกสารหลายชิ้นระบุว่า มีนักการเมืองที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ เข้าไปเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งโยกย้าย โดยมีการระบุชื่อมาชัดเจน แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้

ประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการฯ ได้เสนอ 2 ข้อให้นายกรัฐมนตรี ดำเนินการต่อ เพื่อให้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจใน บช.ภ.2 เป็นไปด้วยความยุติธรรม ได้แก่ 1.ควรมีการบำบัดปัดเป่าเรื่องนี้ เพื่อให้ตำรวจได้รับความเป็นธรรม ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี จะพิจารณาอย่างไร 2.เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ 1 ชุดมาตรวจสอบการทุจริตในการซื้อขายตำแหน่งโดยเฉพาะ น่าจะมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมอยู่ด้วย ทั้งนี้ ภายหลังรับทราบรายงาน นายอภิสิทธิ์มีท่าทีพอใจ แต่ไม่ได้บอกจะตัดสินใจอย่างไร

พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนข้อมูลที่ระบุว่า มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นการเชื่อมโยงลักษณะนักการเมืองลงไปขอให้แต่งตั้งคนโน้น คนนี้ และได้ตามที่ขอ ส่วนที่ถามกันว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ต้องรับผิดชอบหรือไม่ ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักวานตำรวจแห่งชาติ คงต้องถามนายสุเทพเองเพราะตนตอบไม่ได้ ในส่วนของใบเสร็จที่จะมามัดตัวผู้เกี่ยวข้อง ขอเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะ คณะกรรมการฯ ก็หาใบเสร็จอยู่ ขอให้สื่อช่วยหาใบเสร็จมัดให้ด้วย เช่นเดียวกับคำถามว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผู้บัญชการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) หลังพบความผิดปกติในการจัดทำโผ ได้สั่งย้ายผบช.ภ.2 ออกจากพื้นที่ ต้องร่วมรับผิดชอบหรือไม่นั้น ไม่สามารถบอกได้ แต่ว่าถ้าหากมีความผิดแล้ว ก็ไม่สามารถหักล้างได้

ประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.ปทีป ต้องร่วมรับผิดชอบหากมีความผิด เนื่องจากตามหลักการต้องเป็นเช่นนั้น ขณะที่ประเด็นบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจใน บช.ภ.2 ที่พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำลังพิจารณาใหม่อยู่ในขณะนี้ จำเป็นต้องยกเลิกด้วยหรือไม่ ต้องไปถามพล.ต.อ.ปทีป แต่กรรมการฯ เห็นว่า มันไม่ถูกต้อง ส่วนการประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่งใน บช.ภ.1,4 และ 6 ในวันที่ 17 ก.พ. ที่เกิดหลังจากคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายมีผลบังคับใช้แล้วนั้น ถ้าพบการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม สอบเมื่อไหร่ก็ผิดเมื่อนั้น สามารถรื้อโผได้ตลอดเวลา
Read more >>

ผกก.จอมโวยเฮ แก้โผ"ภ.1" ภูธร4-6ยันไม่รื้อ!


กมธ.แฉเสี่ยเบี๋ยง นักธุรกิจรถลาก ป่วนบัญชีภาค2 แจ้งจับ"มาร์ค" ดองตั้ง"ผบ.ตร."

รื้อแล้วโผบช.ภาค 1 หลังพ.ต.อ. และ พ.ต.ท.ออกมาโวยผ่านกมธ.ให้ผกก.ลาดหลุมแก้วที่ร้องเรียน จากเดิมเป็นผกก.อก. ไปเป็นผกก.บางบ่อ ส่วนที่เหลือเปลี่ยนอีกบางตำแหน่ง "สุเทพ"ปัดไม่เคยแทรกแซงโผตำรวจ ระบุถ้าพบต้องดำเนินการแน่นอน "ปทีป" ก็ยันไม่มีตั๋วการเมือง ชี้พบพิรุธแต่งตั้งไม่ชอบแค่ภาค 2 ส่วนภาค 1-4 และ 6 เป็นกก.ชุด"วสิษฐ" ขณะที่บช.ภาค 4 และ 6 ออกมาโต้ถูกร้องเรียนโยกย้าย ยืนยันทำถูกต้องตามกฎเกณฑ์และขั้นตอนทุกอย่าง ย้ำไม่มีเปลี่ยนโผ พร้อมให้ตรวจสอบได้ทุกเวลา กมธ.ตร.ชี้เสี่ยเหวียง-เบี๋ยง เป็นคนเดียวกัน เผยมีข้อมูลลับซื้อขายตำแหน่งในภาค 2 พ.ต.อ.ประธานชมรมตำรวจบำนาญ แจ้งกองปราบฯจับนายกฯ ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่แต่งตั้งผบ.ตร. ปล่อยให้ล่วงเลยมา 4 เดือนแล้ว

-"เทือก"ยันการเมืองไม่แทรกตร.

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่รัฐสภา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข่าวมีนักการเมืองใหญ่ในรัฐบาล มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งตำรวจว่า ใครไปเกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีสั่งดำเนินการหมด ถ้าการสืบสวนสอบสวนมีพยานหลักฐานไปถึงใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งก็ต้องดำเนินคดี เมื่อถามว่าเคยได้ยินชื่อนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาก่อนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่พูดอะไรที่เป็นข่าวลือ จนกว่าจะเห็นเรื่องจริง เพราะถ้าพูดไปจะกระทบกระเทือนคน เราต้องอดทนรอให้คณะกรรมการสอบสวนชุดที่มีพล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร สรุปผลออกมาก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่นายกฯ เพิ่มเติมคำสั่งการสอบสวนการซื้อขายตำแหน่งตำรวจในบช.ภ.1 และ 4 ด้วย จะต้องรื้อโผโยกย้ายตำรวจใหม่ทั้งหมดหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ถ้ามีอะไรที่ไม่ถูกต้องก็ต้องแก้ไข ส่วนการประชุมคณะกรรมการก.ตร. ในวันที่ 12 ก.พ.นี้ จะมีการพิจารณาทบทวนคำสั่งการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจกันใหม่หรือไม่นั้น นายสุเทพ กล่าวว่า รรท.ผบ.ตร.คงจะต้องรายงานในที่ประชุม แต่จะ รายงานอย่างไรต้องรอดู ยืนยันว่าการเมืองไม่ได้เข้าไปแทรกแซงการจัดทำโผโยกย้ายตำรวจในครั้งนี้

-ชี้ตร.มีสิทธิร้องเรียนได้

เมื่อถามว่าการที่นายกฯ สั่งสอบสวนการซื้อขายตำแหน่ง และต้องมีการรื้อโผตำรวจกันใหม่ ทำให้เห็นว่าในยุครัฐบาลนี้ ที่นายสุเทพ กำกับดูแลสตช. มีปัญหามากกว่ายุคอื่นหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ปัญหามีทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่จะแก้ไขหรือไม่ บางสมัยเกิดปัญหาขึ้นก็ไม่แก้ไข บางสมัยก็ต้องการจะแก้ไข

นายสุเทพยังกล่าวถึงการเคลื่อนไหวของ ตำรวจ เข้าร้องเรียนยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิ การการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎรนั้นว่า ยุคสมัยนี้ข้าราชการทุกฝ่ายมีช่องทางที่จะดูแลรักษาสิทธิของตนเอง ถ้าใครเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ถูกต้อง ก็ร้องเรียนได้หลายทาง เมื่อถามว่าการที่โผโยกย้ายตำรวจยังไม่ลงตัวในช่วงที่มีม็อบมาเคลื่อนไหวมากมาย จะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ คนเป็นตำรวจ จะอยู่ตรงไหนต้องทำหน้าที่ตำรวจ จะเอาเรื่องโยกย้ายแต่งตั้งมาเป็นประเด็นและอ้างว่าไม่ได้รับความชอบธรรม ไม่ทำหน้าที่ ไม่ได้

-"ปทีป"เผยรื้อโผแค่บช.ภ.2

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า ยืนยันว่าทุกคำสั่งที่ออกไปแล้ว จะให้มีผลในวันที่ 16 ก.พ.แน่นอน รวมถึงการทำบัญชีแต่งตั้งใหม่ในบช.ภ.2 ก็ต้องเสร็จให้ทันพร้อมกัน จากการตรวจสอบโดยคณะกรรมการชุด พล.ต.ท. เอก อังสนานนท์ ผู้ช่วยผบ.ตร. ก็พบว่ามีเพียงคำสั่งแต่งตั้งของบช.ภ.2 ที่เดียวเท่านั้นที่พบการแต่งตั้งไม่เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย จึงสั่งให้มีการยกเลิกแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งในส่วนบช.ภ.2 ทั้งหมด ส่วนของบช.ภ.อื่นก็มีบ้างบางรายที่ต้องแก้ไขแต่ก็เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องรื้อคำสั่งเหมือน บช.ภ.2 ซึ่งในส่วนบช.ภ.2 ก็ตั้งพล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ (รองจตช.) มาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วถึงประเด็นกระบวน การแต่งตั้งว่าทำถูกต้องตามวิธีการหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับชุดของพล.ต.อ.วสิษฐ ที่มุ่งตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่ง แต่ในที่สุดแล้วผลสอบของทั้ง 2 ชุดจะมาบรรจบกัน

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งตรวจสอบการโยกย้ายในพื้นที่บช.ภ.1, 4 และ 6 เพิ่มเติมจากบช.ภ.2 นั้น พล.ต.ท.ปทีป กล่าวว่า ตรงนี้ก็เป็นส่วนที่คณะกรรมการชุดพล.ต.อ.วสิษฐ ตรวจสอบ ไป ไม่กระทบคำสั่งที่ออกไปแล้ว หากผลสอบในส่วนนี้ออกมาก็ต้องดำเนินการทางวินัยต่อไป หรืออาจดำเนินการทางคดีอาญาด้วย อย่างไรก็ตามตนยังไม่ได้พบกับ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 เลย หลังจากมีคำสั่งให้มาช่วยราชการที่สง.ผบ.ตร. ทราบว่าลาพักร้อน

-ยืนยันไม่มีตั๋วฝาก

เมื่อถามถึงกรณีที่จะขออนุมัติก.ตร.เพื่อขยายเวลาในการแต่งตั้งสว.-รองผบก.ออกไป รรท. ผบ.ตร. กล่าวว่า เป็นการขอขยายเวลาในส่วนที่ต้องข้อยกเว้นหลักเกณฑ์และโยกย้ายข้ามหน่วยในส่วนของผู้ที่ต้องขึ้นดำรงตำแหน่งสารวัตรในสังกัดบช.ภ.3 และบช.ภ.4 ซึ่งมีตำแหน่งสาร วัตรว่างมากกว่าตำแหน่งรองสารวัตรที่มีคุณ สมบัติขึ้นได้ในหน่วย จึงต้องให้ขึ้นข้ามหน่วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ถูกแทรก แซงโดยการเมือง ตามที่นายกรัฐมนตรีระบุหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า รอฟังผลการสอบ สวนก่อน เมื่อถามว่ามีการแทรกแซงโดยตรงมาที่ตัวท่านเองหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ไม่เคยมี และไม่มีหรอก เพราะการแต่งตั้งเป็น อำนาจของผบช.

เมื่อถามถึงการขอก.ตร.เพื่อเปิดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ขึ้นใหม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า จะมีการขอเปิดตำแหน่งใหม่จริง โดยตร. เสนอเหตุผลในการขออนุมัติขึ้นไป โดยไม่ขอเปิดเผยเหตุผลความจำเป็น รอให้ก.ตร.อนุมัติเสียก่อน เป็นอำนาจของก.ตร.ที่จะพิจารณา

-"อัศวิน"เดินหน้าจัดโผ"ภ.2"

รายงานข่าวแจ้งว่า บ่ายวันเดียวกันนี้ พล.ต.ท. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผบ.ตร. เข้าพบหารือ พล.ต.อ.ปทีป คาดว่าจะเป็นการหารือเรื่องการยกเลิกและทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายในบช.ภ.2 ก่อนที่พล.ต.ท.อัศวิน จะนัดรองผบช.ภ.2 ในฐานะคณะกรรมการคัดเลือก หรือบอร์ดกลั่นกรอง เพื่อประชุมแต่งตั้งใหม่ ในวันที่ 13 ก.พ. เพื่อให้มีคำสั่งแต่งตั้งออกทันให้คำสั่งวันที่ 16 ก.พ. ตามเดิม

-ภูธร4-6โต้โยกย้ายไม่โปร่งใส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าต้องสอบสวนการแต่งตั้งโยกย้ายในส่วนของบช.ภ.1, 4 และ 6 นั้น พล.ต.ต. ศักดา เตชะเกรียงไกร รองผบช.ภ.4 ในฐานะโฆษกบช.ภ.4 กล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายในส่วนของภาค 4 เป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกครั้งมีการประชุมตามหลักเกณฑ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกอย่าง และรายชื่อการแต่งตั้งยังเป็นรายชื่อเดิมไม่มีการเปลี่ยน แปลง ส่วนที่มีการร้องเรียนนั้น เป็นเรื่องส่วนตัวของข้าราชการตำรวจที่มีความผิดทางวินัย คณะกรรมการกำลังสอบสวนอยู่ นอกเหนือจากนี้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.สุรสีห์ สุนทรศารทูล ผบช.ภ.6 กล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายของบช.ภ.6 มีคณะกรรมการกลั่นกรอง และยึดพ.ร.บ.ตำรวจ โดยมีการสรรหาจากสถานีตำรวจ ผู้ที่อาวุโสจะแต่งตั้งทุกคนไม่มีเว้น ผู้ที่มีผลงาน โรงพักทุกระดับได้ทุกคนครบถ้วน การพิจารณาแต่งตั้งต้องผ่าน ก.ตร. โดยมีพล.ต.ท.เอก เป็นผู้ดูแล เรียบร้อยถูกต้องทุกอย่าง จึงได้ออกคำสั่ง ส่วนที่มีการร้องเรียน สาเหตุมาจากรองผกก.นายหนึ่ง คิดว่าตนเองอาวุโส แต่จริงมีคนอาวุโสกว่า จึงไปขอความเป็นธรรม แต่ไม่ใช่เรื่องการทุจริต คณะกรรมการจัดลำดับตามความรู้ความสามารถ ที่ผ่านมาเคยมีการเยียวยาในครั้งหน้าให้ทุกครั้ง ตนยืนยันการแต่งตั้งถูกต้อง จะไม่มีการรื้อโผเด็ดขาด คณะกรรมการสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ ยินดีให้ตรวจสอบตลอดเวลา

-กมธ.ระบุรู้ตัว"เสี่ยเบี๋ยง"

ที่รัฐสภา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานตรวจสอบเรื่องการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมและการซื้อขายตำแหน่ง ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของกรรมาธิการฯว่า ที่ประชุมได้เชิญนายตำรวจระดับผู้กำกับในบช.ภ.2 เข้าให้ข้อมูลในเชิงลับ โดยมีการยืนยันว่ามีนายหน้าที่ชื่อ "เหวียง" หรือ "เบี๋ยง" เป็นคนเดียวกัน กมธ.ได้ชื่อและนามสกุลพร้อมที่อยู่จริงมาแล้ว เป็นบุคคลที่มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และมีอำนาจอยู่ในบช.ภ.2 เลยมีอิทธิพล ซึ่งบุคคลนี้ทำธุรกิจด้านขนส่งรถลาก อยู่ในพื้นที่เขตราษฎร์บูรณะ กทม. แต่เราต้องหาหลักฐานให้ชัดเจนกว่านี้ เพราะถ้าสาวไม่ถึงต้นตอ หรือไม่มีใบเสร็จ ก็จะกลายเป็นมวยล้ม

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า การประชุมครั้งต่อไป จะเชิญนายตำรวจระดับ รองผบก. เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยการตรวจสอบในช่วงนี้จะตรวจสอบในคำสั่งโยกย้ายเดิมของบช.ภ.2 ที่เพิ่งมีการยกเลิกไป แต่กรรมาธิการฯยังคงเดินหน้าตรวจสอบต่อ โดยคณะทำงานชุดที่มีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็นประธาน จะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่มีการร้องเรียนมาในสัปดาห์หน้า คณะทำงานชุดนี้จะไปดูเรื่องการแต่งตั้งผู้กำกับเสื้อแดง จากเหตุการณ์กลุ่มเสื้อแดงบุกการประชุมอาเซียนที่พัทยา แต่กลับได้ดี ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้บังคับการสืบสวนภาค 2 ด้วย นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่าปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ส่วนใหญ่มาจากข้อยกเว้นหลักเกณฑ์การพิจารณา ซึ่งถือว่าเป็นช่องว่างทำให้เกิดปัญหา

-ภ.1รื้อโผ-ผกก.จอมโวยเฮ

วันเดียวกันที่

สภ.สวนพริกไทย จ.ปทุมธานี

พ.ต.อ.ฐานุพงษ์ พรมสวัสดิ์กุล ผกก.สภ.ลาด หลุมแก้ว และ


พ.ต.ท.เศรษฐกรณ์ ชัยวีระวงศ์ สวญ.สภ.สวนพริกไทย 

เปิดแถลงต่อสื่อมวลชน กรณีมีคำสั่งโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งพื้นที่อื่น

พ.ต.ท.เศรษฐกรณ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำสั่งโยกย้ายครั้งนี้ ทั้งๆ ที่สภ.สวนพริกไทยได้อันดับ 1 ของโรงพักเพื่อประชาชน ได้อันดับ 2 ของจ.ปทุมธานี ได้อันดับที่ 18 ของภาค 1 ด้วยเกณฑ์ประเมิน 83.39 ไม่ใช่รองบ๊วยอย่างที่ ผบช.ภ.1 กล่าว ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผู้ช่วยผบ.ตร.ให้ใช้ของตร.เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ต้องเป็นไปตามกฎอย่างเคร่งครัด การย้ายตนออกนอกหน่วยถือว่าเป็นธรรมหรือไม่ จะฟ้องศาลที่เป็นที่พึ่งต่อไป

พ.ต.อ.ฐานุพงษ์ กล่าวว่า ที่มีการระบุว่าตนถูกร้องเรียนนั้น เคยถูกร้องเรียนตั้งแต่ปี 2550 แต่จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีมูล ดังนั้นการโยกย้ายครั้งนี้ไม่ถูกต้อง การจัดโผครั้งนี้นายตำรวจที่จบรุ่น 30 ขึ้นไป ยังไม่ได้เป็นผู้กำกับเลย แต่คนจัดโผตำรวจรุ่นที่ 40 กว่า นำเพื่อนร่วมรุ่นขึ้นเป็นผู้กำกับหลายนาย ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติจะได้

รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุดบช.ภ.1 ได้มีการประชุมเพื่อรื้อโผ ปรับเปลี่ยนในบางตำแหน่งเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เช่น

พ.ต.อ.ฐานุพงศ์ จากเดิมที่มีคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งผกก.อก.ภ.1 เปลี่ยนเป็น ผกก.สภ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

พ.ต.ท.สามารถ แก้วมณี รองผกก.ปป.สภ.ปากคลองรังสิต โยกไปเป็น สวญ.ม่วงค่อม จ.ลพบุรี ส่วน

พ.ต.ท.สมศรี พัฒนาคม สวญ.สภ.ม่วงค่อม ขยับขึ้นเป็น ผกก.ในบช.ภาค 1 

พ.ต.ท.ภูมินทร์ สิงหสุด รองผกก.ปป.สภ.สำโรงเหนือ เป็น ผกก.สภ.บางปู จ.สมุทรปราการ

-หนังสือโผล่โวยแต่งตั้งบช.ก.

นอกจากนี้ มีผู้ใช้ชื่อชมรมพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ ส่งโทรสารร้องเรียนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจกระทำผิดกฎหมาย ถึงนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ปทีป ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายรวมทั้งสื่อมวลชน มาที่ห้องผู้สื่อข่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร้องเรียนว่ามีความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)

หนังสือร้องเรียนระบุว่า มีตำรวจ 17 ราย ซึ่งเพิ่งมีคุณสมบัติครองตำแหน่งครบปีตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้าย พ.ศ. 2549 ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นทันที ขัดต่อ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 54, 57 และขัดต่อกฎก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ ข้อ 33 ที่ว่า การคัดเลือกผู้ที่จะได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ที่เพิ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนในปีแรก ผู้นั้นต้องมีความรู้ความสามารถและมีผลการปฏิบัติงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และมีประสิทธิภาพดีกว่าข้าราชการตำรวจที่มีคุณ สมบัติครบถ้วนทั่วไปรายอื่นอย่างชัดเจน คณะกรรมการคัดเลือกต้องสามารถอธิบายต่อบุคคลทั่วไปได้ ฯลฯ

ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียนระบุได้ว่าหากการร้องเรียนของตนไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องเป็นธรรมจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่มีอำนาจดำเนินการ ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยผู้ร้องเรียนยังระบุด้วยว่าในการแต่งตั้งครั้งนี้มีการบีบบังคับจากฝ่ายการเมืองให้แต่งตั้งคนของตนเป็นจำนวนมาก โดยส่งรายชื่อมาให้บช.ก. ออกคำสั่งแต่งตั้งไปตามนั้น และส่วนหนึ่งก็ได้เสียเงินให้กับนักการเมืองหรือบุคคลใกล้ชิด

-แจ้งจับนายกฯยื้อตั้งผบ.ตร.

ที่กองปราบปราม พ.ต.อ.บรรจบ สุดใจ ประ ธานชมรมข้าราชการตำรวจบำนาญ 41 และอนุกรรมาธิการยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา เข้าพบพ.ต.อ.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รองผบก.ป. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรี ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีที่ไม่ยอมดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบในการแต่งตั้งผบ.ตร. โดยมีเจตนาละเลยไม่กระทำให้เสร็จ ซึ่งเป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่ประชาชน

พ.ต.อ.บรรจบ กล่าวว่า ตำแหน่งผบ.ตร.ว่างลงตั้งแต่ 1 ต.ค.52 จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังแต่งตั้งไม่ได้ ทั้งที่กฎระเบียบของก.ตร.ระบุว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการขึ้นไป ต้องแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในเดือนส.ค.ของทุกปี ซึ่งตนและคณะได้มีหนังสือทักท้วง และเรียกร้องให้ดำเนินการมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ จนก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมในครั้งนี้ เนื่องจากไม่มีผู้บังคับบัญชาสูงสุดมาควบคุมดูแล ซึ่งพ.ต.อ.นัยวัฒน์ สั่งการให้พ.ต.ต.มาโนชญ์ สวนดอกไม้ พงส.(สบ1)กก.1ป. รับเรื่องและสอบปากคำไว้ และจะเสนอเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป

หน้า 1
Read more >>

“ปทีป” ยันไม่เคยโดนการเมืองล้วงลูกโผแต่งตั้งตำรวจ

11 กุมภาพันธ์ 2553 13:54 น

“ปทีป” ยันการจัดทำบัญชีแต่งตั้งรอง ผบก.-สว.ใหม่ใน บช.ภ.2 ต้องเสร็จทัน 16 ก.พ.นี้ ปัดไม่เคยเจอ ผบช.ภ.2 หลังโยกย้ายช่วยราชการ ทราบเพียงลาพักร้อน ย้ำไม่เคยมีการเมืองแทรกแซงการพิจารณาแต่งตั้งตำรวจ

วันนี้ (11 ก.พ.) ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงการแต่งตั้งโยกย้ายระดับสารวัตร (สว.) ถึงรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ที่กำลังมีปัญหาว่า ยืนยันว่าทุกคำสั่งที่ออกไปแล้วจะให้มีผลในวันที่ 16 กุมภาพันธ์แน่นอน รวมถึงการทำบัญชีแต่งตั้งใหม่ใน บช.ภ.2 ก็ต้องเสร็จให้ทันพร้อมกัน

พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า จากการตรวจสอบโดยคณะกรรมการชุด 



พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. 


พบว่ามีเพียงคำสั่งแต่งตั้งของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ที่เดียวเท่านั้นที่พบการแต่งตั้งไม่เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย จึงสั่งให้มีการยกเลิกแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งในส่วน บช.ภ.2 ทั้งหมด

ส่วนของบช.ภ.อื่นมีบ้างบางรายที่ต้องแก้ไข แต่เล็กน้อยเท่านั้นไม่ต้องรื้อคำสั่งเหมือนกับบช.ภ.2 ซึ่งในส่วน บช.ภ.2 ได้ตั้ง พล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ (รองจตช.)มาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วถึงประเด็นกระบวนการแต่งตั้งว่าทำถูกต้องตามวิธีการหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับชุดของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ที่มุ่งตรวจสอบการ้องเรียนเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง แต่ในที่สุดแล้วผลสอบของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดจะมาบรรจบกัน

สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในพื้นที่ บช.ภ.1 บช.ภ.4 และบช.ภ.6 เพิ่มเติมจาก บช.ภ.2 นั้น พล.ต.ท.ปทีป กล่าวว่า ตรงนี้เป็นส่วนที่คณะกรรมการชุด พล.ต.อ.วสิษฐ ตรวจสอบไป ซึ่งไม่กระทบคำสั่งที่ออกไปแล้ว ทั้งนี้หากผลสอบในส่วนนี้ออกมาต้องดำเนินการทางวินัยต่อไป หรืออาจต้องดำเนินการทางคดีอาญาด้วย อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ได้พบกับ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 เลย หลังจากมีคำสั่งให้มาช่วยราชการที่ สง.ผบ.ตร.ทราบว่าลาพักร้อน

เมื่อถามถึงกรณีที่จะขออนุมัติ ก.ตร.เพื่อขยายเวลาในการแต่งตั้ง สว.กับรอง ผบก.ออกไป นั้น รรท.ผบ.ตร.กล่าวว่า เป็นการขอขยายเวลาในส่วนที่ต้องข้อยกเว้นหลักเกณฑ์และโยกย้ายข้ามหน่วยในส่วนของผู้ที่ต้องขึ้นดำรงตำแหน่งสารวัตรในสังกัด บช.ภ.3 และบช.ภ.4 ซึ่งมีตำแหน่งสารวัตรว่างมากกว่าตำแหน่งรองสารวัตรที่มีคุณสมบัติขึ้นได้ในหน่วย จึงต้องให้ขึ้นข้ามหน่วย

ถามถึงการขอ ก.ตร.เพื่อเปิดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ขึ้นใหม่นั้น พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า จะมีการขอเปิดตำแหน่งใหม่จริง โดย ตร.เสนอเหตุผลในการขออนุมัติขึ้นไป โดยไม่ขอเปิดเผยเหตุผลความจำเป็น รอให้ ก.ตร.อนุมัติก่อน ซึ่งเป็นอำนาจของ ก.ตร.ที่จะพิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ถูกแทรกแซงโดยการเมืองตามที่นายกรัฐมนตรีระบุหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า รอฟังผลการสอบสวนก่อน

ถามว่ามีการแทรกแซงโดยตรงมาที่ตัวท่านเองหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ไม่เคยมีและไม่มีหรอก เพราะการแต่งตั้งเป็นอำนาจของ ผบช.
Read more >>

นายกฯ ยอมรับมีข้อมูลระบุถึงนักการเมืองพัวพันโยกย้ายตำรวจ


แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียด โดยย้ำเพียงว่า คณะกรรมการสอบสวนฯ ชุดที่มี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธาน มีอิสระเต็มที่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับคณะกรรมการสอบสวนข้อร้องเรียน เรื่องการซื้อขายตำแหน่งนายตำรวจ ที่มี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธาน ที่บ้านพิษณุโลกว่า เพื่อทำความเข้าใจกับคณะกรรมการฯ โดยเฉพาะที่มาที่ไปของการแต่ตั้ง รวมทั้งภารกิจของคณะกรรมการฯ ชุดนี้ โดยยืนยันว่า คณะกรรมการฯ สามารถทำงานได้เต็มที่ และหากมีอุปสรรค ก็ให้ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดย พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองเลขาธิการนายกฯ จะเป็นผู้ประสานงาน

ส่วนในเรื่องของกรอบเวลา ก็อยากให้ทำทุกอย่างชัดเจนก่อนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งคณะกรรมการฯ ยอมรับว่า หนักใจเต่ก็เข้าใจและจะทำให้ดีที่สุด เนื่องจากขณะนี้ยังมีข้อมูลร้องเรียนเข้าไปยังคณะกรรมการฯ เรื่อยๆ ส่วนจะพิจารณาว่า ข้อมูลนั้นๆ จะนำเข้าคณะกรรมการฯ หรือ ส่งไปยัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แล้วแต่กรณี

นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวยอมรับว่า มีข้อมูลบางส่วนระบุถึงฝ่ายการเมือง แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดว่า เป็นใครและอย่างไร เพราะเป็นสิ่งที่คณะกรรมการฯ ต้องตรวจสอบ พร้อมทั้งมั่นใจว่า ทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้ และคณะกรรมการฯ มีอิสระเต็มที่

Content by Voice TV
11 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 08:42 น. 
Read more >>

แฉเสี่ยเหวียง หน้าเสื่อเซ็งลี้ตำแหน่ง

โดย ไทยรัฐ

5 กุมภาพันธ์ 2553, 03:22 น.

นายกฯดันวสิษฐสอบ ยันมีข้อมูลดำเนินคดีนายกฯตั้ง "วสิษฐ เดชกุญชร" นั่งประธานสอบซื้อขายตำแหน่งโยกย้ายสีกากี ยันมีข้อมูลเพียงพอดำเนินคดีตามกฎหมาย "ปทีป" แนะหากใครไม่ได้รับความเป็นธรรมทำหนังสือร้องเรียนได้ ติงอย่าท้อแท้ เพราะแต่ละครั้งย่อมมีผู้สมหวัง ผิดหวัง 

ขณะที่ ผบช.ภ.2 หลบไม่เข้าสำนักงาน นายเวรเผยกำลังรวบรวมข้อมูลชี้แจงแล้ว ด้านตำรวจกองบัญชาการภูธรแห่งหนึ่งส่งเอกสารถึง กมธ. แฉพฤติกรรมหัวหน้าหน่วย ดึง

"เสี่ยเหวียง" 

เป็นหน้าเสื่อเปิดเซฟเฮาส์เจรจาเซ็งลี้เก้าอี้ ผกก. ทำเลทองตัวเลขสูง 11 ล้านบาท ส่วน "เฉลิม" ยิงกระทู้ถามสดกลางสภา ปูดนักการเมืองโทรศัพท์ขอ ผบช.ภ.8 บีบแต่งตั้งคนตัวเอง

กลายเป็นประเด็นอื้อฉาวเกิดการร้องเรียนกันหนาหูเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.-สารวัตร เที่ยวที่ผ่านมาว่า บางกองบัญชาการมีข่าวซื้อขายเก้าอี้โยกย้าย ถึงขั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรียังต้องออกมายอมรับมีการร้องผ่าน พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง โดยพื้นที่มีปัญหาได้รับการร้องเรียนมากที่สุดคือ บช.ภ. 2 จึงเตรียมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง

ที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 4 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อร้องเรียนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในการจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจนั้น ขณะนี้ได้ตัวประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว คือ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีต รอง อ.ตร. ซึ่ง พล.ต.อ.วสิษฐกำลังเสนอรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นกรรมการเข้ามา คาดว่าจะได้ภายในเร็ววันนี้

ต่อมาช่วงบ่าย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ ถามสดถามนายกรัฐมนตรี เรื่องการบังคับใช้กฎหมายกฎระเบียบในการบริหารราชการแผ่นดินว่า กรณีการปาอุจจาระเข้าบ้านพักนายกฯ ต้องไปดูที่ต้นเหตุว่ามีเหตุอะไรที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนั้น เพราะปัจจุบันมีการบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานกับคนเสื้อแดง และความอยุติธรรมขั้นอุกฤต นอกจากนี้อยากบอกนายกฯด้วยว่า ที่ถามหาหลักฐานการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น กรุณาอย่าไปหา เพราะทุกฝ่ายล้วนฝากฝังทั้งนั้น แต่ไม่เคยรุนแรงเหมือนสมัยนี้ มีนักการเมืองโทรศัพท์ไปขอให้ ผบช.ภ.8 แต่งตั้งคนของตัวเอง โดยเฉพาะคนใกล้ตัวของนายกฯ มีนามบัตรไปฝากตั้งตำรวจอย่างชัดเจน เรื่องนี้ ได้เจอกันในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน อยากรู้ว่ากล้าจับไปสาบานหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงก็ต่อเมื่อมีรายงานข่าวว่าอาจจะมีการใช้อาวุธ ไม่เกี่ยวกับผู้ชุมนุมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ส่วนกรณีการโยกย้ายตำรวจนั้นเรื่องการฝากกับการซื้อไม่เหมือนกัน ไม่มีใครใช้สิทธิเหนือคนอื่นได้ บัดนี้มีข้อมูลที่ได้รับและเห็นว่าเพียงพอที่จะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่ง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีต รอง อ.ตร. รับมาเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งแล้ว

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กล่าวถึงกระแสจะมีการสั่งรื้อบัญชีโยกย้ายตำรวจใหม่ว่า ไม่ทราบยังไม่เห็น และไม่ได้เจอคำร้องเรียนมาที่ตน ทราบแค่ว่า มีคำร้องเรียนส่งไปถึงนายกฯ ต้องรอว่า นายกฯจะสั่งการเอง หรือจะมอบให้ตนไปดำเนินการ ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯระบุชัดเจนรับร้องเรียนการซื้อขายตำแหน่งใน บช.ภ.2 มากที่สุดจะดำเนินการอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า "ที่ไหนก็ได้ ถ้ามันมีเรื่อง ใช้ไม่ได้ ถ้าจะโยกย้ายแต่งตั้งเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งแล้วต้องมาเสียเงิน มันหมดท่าหมดศักดิ์ศรีแสดงว่าระบบมันแย่แล้ว ถ้ามีจริงขอให้มีหลักฐานมาเราก็จะดำเนินการ"

เมื่อถามว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่หรือจะใช้คณะกรรมการชุดเดิมมาดำเนินการ นายสุเทพตอบว่า ต้องปรึกษา ก.ตร.ดู การดำเนินการเรื่องนี้มีวิธีการดำเนินการอยู่ รักษาราชการแทน ผบ.ตร.สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง หรือในระดับสูงขึ้นไปก็ให้เป็นเรื่องที่ ก.ตร. มีมติไป เมื่อถามว่าการสอบสวนการร้องเรียนซื้อขายตำแหน่งที่คณะกรรมการชุดนายปรีชา วัชราภัย อดีต เลขาธิการ ก.พ. เป็นประธาน มีผลสรุปออกมาหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ผลสอบคราวที่แล้วมีปัญหานิดหน่อย เพราะนายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานคณะกรรมการสอบสวนลาออกไปก่อนหน้านั้น ตนจึงต้องตั้งกรรมการชุดใหม่ให้เลขาธิการ ก.พ. เป็นประธาน เมื่อถามว่าจะมีการประชุม ก.ตร.อีกเมื่อใด รองนายกรัฐมนตรีตอบว่า วันที่ 12 ก.พ. นี้

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้ง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีต รอง อ.ตร. เข้าไปเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากใครไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมา สามารถทำหนังสือร้องเรียนเข้ามาได้ ตนพร้อมจะรับฟังและสอบสวนข้อเท็จจริง ทว่าต้องยอมรับกันด้วยว่า การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจแต่ละครั้ง ย่อมมีทั้งผู้สมหวังและผิดหวังเป็นเรื่องปกติ อย่าไปท้อแท้ ขอให้ตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่กันต่อไป

ส่วน พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 ที่ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายในพื้นที่ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังสำนักงาน ผบช.ภ.2 เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้น ปรากฏว่า พล.ต.ท. เกรียงศักดิ์ไม่เข้าสำนักงาน เมื่อผู้สื่อข่าวโทร.ติดต่อทางโทรศัพท์มือถือ มีนายเวรเป็นผู้รับสายแทนพร้อมแจงว่า พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเตรียมแถลงเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนในวันที่ 5 ก.พ.นี้ แต่ยังไม่ระบุเวลาและสถานที่

มีรายงานว่า บรรดาข้าราชการตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคแห่งหนึ่ง ได้ทำหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมผู้นำหน่วยถึงประธานกรรมาธิการตำรวจแฉทุจริตการแต่งตั้งโยกย้าย รอง ผบก.-สว.ที่ไม่โปร่งใส ด้วยการเรียกรับเงินเซ็งลี้เก้าอี้มูลค่าหลายล้านบาท ผ่านหน้าเสื่อที่เป็นเสี่ยใหญ่ ชื่อเล่น "เหวียง" คอยต่อรองราคาเก้าอี้ที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง สนนราคา 

- ผกก.ทำเลทอง ราคา 11 ล้านบาท
- สว.ขึ้น รอง ผกก. ราคา 2 ล้านบาท 
- รอง ผกก.ขึ้น ผกก.ราคา 4 ล้านบาท 
- พนักงานสอบสวน (สบ3) โยกเป็น รอง ผกก.สส. ราคา 8 แสน-1 ล้านบาท 

หลังตกลงผลประโยชน์เรียบร้อยแล้ว ลูกสาวนายเหวียงจะทำหน้าที่ลงบัญชีรายชื่อในคอมพิวเตอร์
Read more >>

ผกก.กุดชุม ร้องย้ายไม่เป็นธรรม

วันที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7012 ข่าวสดรายวัน

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 8 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อร้องเรียนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในการจัดทำรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้น เดินทางเข้าพบและหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า โดยมีพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย ใช้เวลาหารือประมาณ 40 นาที

จากนั้น พล.ต.อ.วสิษฐให้สัมภาษณ์ว่านายกฯ ได้ย้ำเรื่องนโยบายว่าสิ่งที่ได้ยินมาเกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งตำรวจของบช.ภ.2 นั้น เกรียวกราวและดังมากกว่าภาคอื่นๆ ซึ่งในคำสั่งของนายกฯ นั้น ระบุชัดว่าในกรอบพิจารณาเฉพาะบช.ภ.2 เท่านั้น และถ้าเป็นความจริงความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะแต่ในวงการตำรวจ แต่จะเป็นความเสียหายที่กระทบถึงประชาชนที่ต้องพึ่งตำรวจด้วย นายกฯ จึงฝากเรื่องนี้เอาไว้ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่ต้องพิจารณาว่ามีมูลความจริงหรือไม่ ส่วนเรื่องระยะเวลาในการสรุปนั้นคงกำหนดไม่ได้ แต่กรอบเวลาภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.มีบันทึกด่วนที่สุด ถึงผบช.หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า แจ้งให้หน่วยสอบถามข้าราชการตำรวจระดับรองสว. ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่สามารถเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และมีความสมัครใจขอรับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งระดับสว. ในสังกัดที่มีตำแหน่งว่างอยู่ ได้แก่ ภ.3 ภ.4 ภ.6 ภ.8 ภ.9 ศชต.และหน่วยงานในสง.ผบ.ตร. แล้ว รวบรวมและจัดทำบัญชีข้อมูลส่งไปยังตร.ภายใน 28 ม.ค.นั้น

เนื่องจากภายหลังทุกหน่วยมีคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับสว.-รองผบก.แล้ว ปรากฏว่ามีหน่วยที่มีตำแหน่งว่างระดับสว.มากกว่าผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่สามารถเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นอีก อาทิ สง.นรป. สทส. บช.ศ. สพฐ.ตร. และ รร.นรต. เป็นต้น ดังนั้นจึงให้สอบถามข้าราชการตำรวจระดับรองสว.ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่สามารถเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และมีความสมัครใจขอรับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งระดับสว.ในหน่วยดังกล่าว แล้วรวบรวมและจัดทำบัญชีข้อมูลตามแบบฟอร์มเดิมตามหนังสือตร.ข้างต้น ส่งไปยังตร. ผ่านทพ.ภายใน 5 ก.พ. เวลา 16.00 น.

วันเดียวกัน พ.ต.อ.บรรเจิด ทวีสิน ผกก.สภ.กุดชุม จ.ยโสธร ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายที่ 38/2553 ให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่เป็นผกก.ฝอ.สพ. โดยระบุว่าตนเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผกก.สภ.กุดชุม ยังไม่ครบ 2 ปี ตามกฎเกณฑ์และไม่เคยยื่นขอโยกย้ายไปที่ใด นอกจากนั้นตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง 1 ปี 11 เดือนเศษ ในท้องที่อ.กุดชุม ไม่เคยมีคดีอุกฉกรรจ์เกิดขึ้นแม้คดีเดียว ตลอดจนไม่เคยมีข้อขัดแย้งกับหน่วยงานหรือประชาชนในพื้นที่

พ.ต.อ.บรรเจิด กล่าวว่า การปฏิบัติงานของตน ในปี 2552 ชุดชมส.ของสภ.กุดชุม ได้รับการคัดเลือกเป็นอันดับ 1 ของจังหวัด และการประเมินตามโครงการโรงพักเพื่อประชาชน ได้อันดับที่ 2 ของภ.จว.ยโสธร และยังมีเหตุผลอีกหลายประการ จึงอยากร้องเรียนขอความเป็นธรรมดังกล่าว

(กรอบบ่าย)

หน้า 15
Read more >>

เด้ง ผบช.ภ.2 เซ่นโยกย้าย-มอบ "อัศวิน" ทำโผใหม่ยกภาค

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 9 กุมภาพันธ์ 2553 19:31 น.

"ปทีป" โยกย้าย ผบช.ภ.2 เซ่นคำสั่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นไปตามกฎหมาย สอบพบไม่ผ่านบอร์ดกลั่นกรองของบช. รองผบช.ไม่เซ็นต์รับ พร้อมยกเลิกคำสั่งทั้งหมด ส่ง "อัศวิน" ทำบัญชีใหม่หมดให้ทัน 16 ก.พ. พร้อมสั่งเยียวยาตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง

วันนี้ (9 ก.พ.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผู้ช่วยผบ.ตร. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รองผบก.-สว. ได้เรียกรองผบช.ภ.2 เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย และในช่วงบ่ายได้ประชุมคณะกรรมการเพื่อสรุปภาพรวมการแต่งตั้งโยกย้ายของแต่ละกองบัญชาการก่อนจะเสนอรรท.ผบ.ตร.พิจารณา โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณกว่า 3 ชั่วโมง

พล.ต.ท.เอก กล่าวภายหลังการประชุมว่า ในช่วงเช้าที่มีการเรียกรองผบช.ภ. 2 เพื่อให้มาชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นข้อสงสัยในการแต่งตั้งโยกย้ายหลังจากเมื่อวานนี้ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 ได้ชี้แจงไปแล้ว ซึ่งในที่ประชุมได้ข้อยุติในข้อเท็จจริง มีการถามในรายละเอียดว่าการเข้าประชุมระดับรองผบช.เป็นอย่างไร มีการจดรายงานการประชุมแบบไหน มีปัญหาที่ต้องอธิบายเรื่องกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ซึ่งในส่วนของผลสรุปนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ต้องรายงานให้ รรท.ผบ.ตร.พิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามว่าบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายของบช.ภ.2 ที่มีปัญหา เพราะไม่ผ่านบอร์ดกลั่นกรองระดับกองบัญชาการใช่หรือไม่ พล.ต.ท.เอก กล่าวว่า ยอมรับว่ามีปัญหาแต่เปิดเผยไม่ได้ว่าปัญหาอะไร ถ้าพบว่าการแต่งตั้งโยกย้ายทำไม่ถูกขั้นตอน ก็ต้องเสนอให้รรท.ผบ.ตร.พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ในฐานะคณะกรรมการฯก็มีอำนาจเท่านี้ การจะดำเนินการอย่างไรเป็นอำนาจของรรท.ผบ.ตร.

พล.ต.ท.เอก กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมในช่วงบ่ายเป็นการประชุมสรุปภาพรวมของการแต่งตั้งโยกย้ายของทุกกองบัญชาการ เจ้าหน้าที่ได้มีการพิจารณาเพิ่มเติม ว่าแต่ละหน่วยดำเนินการแต่งตั้งถูกต้องตามกฎ ก.ตร. ที่ให้แนวทางไว้หรือไม่ เช่น ให้ยึดหลักอาวุโส 25 เปอร์เซ็นต์ โดยให้ขึ้นตามที่มีเก้าอี้ว่าง ไม่ให้มีการกระโดดข้าม และในส่วนหัวหน้าโรงพักที่ได้รับรางวัลโรงพักดีเด่นทุกภาคในพื้นที่ ถ้าครบหลักเกณฑ์ให้ขึ้นทุกราย หากไม่ครบหลักเกณฑ์ ให้ไปดำรงตำแหน่งจากโรงพักชั้น 2 ให้ไปโรงพักชั้น 1 ซึ่งรรท.ผบ.ตร.เน้นย้ำให้ทำตามหลักเกณฑ์ให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงาน
"ภาพรวมของแต่ละบช. 90 เปอร์เซ็นต์ยึดตามหลักเกณฑ์มีเพียง ไม่กี่ บช.ที่มีปัญหา ก็จะดำเนินการแก้ไข เพื่อให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ซึ่งเชื่อว่าจะทันภายในวันที่ 16 ก.พ.นี้" พล.ต.ท.เอก กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า กองบัญชาการที่ในที่ประชุมได้สรุปให้มีการเยียวยา ประกอบด้วย
บช.ภ.1 จำนวน 2 ตำแหน่ง คือ สวญ. สภ.ม่วงค่อม จว.ลพบุรีที่ได้โรงพักดีเด่น ให้เลื่อนตำแหน่งเป็น ผกก. และ สว.หัวหน้าสถานี สภ.มะนาวหนาว จ.ลพบุรี ขึ้นเป็น สวญ.

บช.ภ.5 จำนวน 2 ตำแหน่ง คือ ผกก.สภ.ห้างฉัตร จว.ลำปาง ขึ้นเป็น รองผบก. และ สวญ.หัวหน้าสถานีโรงพักหนึ่งในบช.ภ.5 ขึ้นเป็น ผกก.

บช.ภ.7 จำนวน 1 ตำแหน่ง เป็นตำแหน่งหัวหน้าสถานีตำรวจที่ได้รับรางวัลโรงพักดีเด่น แต่ไม่ครบเกณฑ์การแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งในโรงพักชั้นดีขึ้นมีภาระงานมากขึ้น

บช.ภ.8 จำนวน 1 ตำแหน่ง เป็น สวญ.โรงพักดีเด่น ได้เลื่อนเป็น ผกก. บช.น. จำนวน 1 ตำแหน่ง เป็น รองผกก.ขยับขึ้นเป็น ผกก.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากประชุมเสร็จสิ้น พล.ต.ท.เอก ได้เข้ารายงานผลการประชุมต่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที

จากนั้น พล.ต.อ.ปทีป ได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 69/2553 เรื่อง ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการและรักษาราชการแทน อาศัยอำนาจตามความมาตรา 11 และมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และข้อ8(1) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 จึงให้ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และให้พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 อีกหน้าที่หนึ่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553

รายงานข่าวแจ้งว่า การสั่งให้ผบช.ภ.2 เข้ามาช่วยราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแบบไม่มีกำหนด เนื่องจากปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย ใน บช.ภ.2 ที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง และไม่ผ่านบอร์ดกลั่นกรองระดับกองบัญชาการ เนื่องจากรองผบช.ภ.2 ซึ่งเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองไม่ลงนามรับรองคำสั่ง แต่ผู้บัญชาการได้ออกคำสั่งเอง จึงเป็นการไม่ครบขั้นตอนการแต่งตั้งโยกย้ายตามกฎหมาย มีผลให้ต้องยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผบก.-สว.ทั้งหมดใน บช.ภ.2 และให้พล.ต.ท.อัศวิน ไปดำเนินการทำบัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะให้ทันภายในวันที่ 16 ก.พ.นี้

ต่อมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ปทีปได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ในกรณีแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ พร้อมได้ตั้ง พล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันท์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ (สบ 9) เป็นประธานคณะกรรมการฯ
อย่างไรก็ตามในช่วงบ่ายที่ผ่านมา พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ได้เข้าพบ พล.ต.อ.ปทีป ที่สำนักงาน ชั้น 6 อาคาร 1 โดยใช้เวลาเข้าพบประมาณ 10 นาที จากนั้นได้เดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน
Read more >>

แฉเซ็งลี้เก้าอี้ผกก.เมืองท่องเที่ยวสูง14ล้าน

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553

คมชัดลึก :"วสิษฐ"นัด กก.ประชุมด่วนสอบซื้อเก้าอี้ตำรวจ ลั่นให้ได้ข้อยุติใน 7 วัน "อธิการบดีมธ." เผย ข้อมูลเพียบ ด้านรองโฆษกปชป.แฉมีคนไม่เกี่ยวข้องร่วมประชุมทั้งที่ไม่มีอำนาจ แถมยังมีตั๋วปลอม เล็งสรุปเสนอนายกฯในทางลับ"เพื่อไทย" แฉภาค 8 เซ็งลี้เก้าอี้ ผกก.เมืองท่องเที่ยวสูงถึง 14 ล้าน แถมต้องจ่ายรายเดือน

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553

พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ (รอง อ.ตร.) ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร้องเรียนเรื่องซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธร 2 (บช.ภ.2) ตามคำสั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในเรื่องการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนซื้อขายตำแหน่งตำรวจว่า จะเชิญคณะกรรมการอีก 4 คน ประกอบด้วย 

1. นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิบการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

2. รศ.สุจิตรา บุญรัตน์พันธ์ อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) 

3. นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ และ

4. นายถาวร พาณิชพันธุ์ รองอัยการสูงสุด 

มาประชุมเพื่อพิจารณาร่วมกันในต้นสัปดาห์นี้ โดยจะตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ประธานกรรมการทราบคำสั่งนั้น เบื้องต้นคงจะดำเนินการตามคำสั่งก่อน ทั้งนี้หากผลการพิจารณาออกมาเป็นอย่างไร จะสรุปเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ขณะที่นายสุรพลกล่าวว่า ได้รับทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างนัดวันประชุม ซึ่งคาดว่าจะเป็นต้นสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้เอกสารบางส่วนแล้ว มีจำนวนมากพอสมควร ซึ่งกำลังดูอยู่ ส่วนรายละเอียดในเอกสารจะเป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับใครและเรื่องอะไรบ้างนั้นขอสงวนไว้ก่อน

ด้าน นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หนึ่งในคณะกรรมการชุดพิเศษตรวจสอบการโยกย้ายตำรวจที่มีการซื้อขายตำแหน่ง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจภูธรภาค 2 ชุดของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รองหัวหน้าพรรค ปชป. และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวในเรื่องดังกล่าวว่า 

จากการตรวจสอบกับนายตำรวจสัญญาบัตรในพื้นที่ภาคตะวันออกกว่า 20 คน ยืนยันว่า ในการพิจารณาโผตำรวจครั้งนี้ มีบุคคลใกล้ชิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับนายตำรวจที่มีอำนาจแต่งตั้งตำรวจได้เข้าไปร่วมการพิจารณาด้วย ทั้งที่ไม่มีอำนาจ และยังมีการปลอมตั๋วตำรวจอีกด้วย ส่วนการสอบสวนในครั้งนี้ต้องการให้ประชาชนประจักษ์ในการทำงานของรัฐบาล หากมีหลักฐานจะดำเนินคดีทันที โดยจะมีการประชุมในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ก่อนที่จะมีผลการแต่งตั้งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นจะสรุปผลให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบเป็นทางลับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรค ปชป. แถลงถึงกระแสข่าวการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจว่า ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ทำงานที่กำลังจะหมดกำลังใจจากกรณีนี้ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นมะเร็งร้ายขององค์กรตำรวจ และขอสนับสนุนแนวทางของนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ที่มี พล.ต.อ.วสิษฐ เป็นประธาน โดยอยากเรียกร้องให้เร่งตรวจสอบ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานการหาหลักฐานเช่นเดียวกับคดีอาญาทั่วไป เพียงแค่มีพยานแวดล้อมและข้อมูลก็สามารถสอบคดีได้ 

นอกจากนี้อยากให้ขอความร่วมมือกับธนาคาร และสถาบันการเมือง เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติและเบอร์โทรศัพท์ ว่ามีความผิดปกติว่ามาจากใคร อย่างไรก็ตามอยากให้ตำรวจกล้าพูดความจริง อย่ากลัวผู้มีอำนาจหรือผู้บังคับบัญชา เพราะคนพวกนี้เลวทราม จึงอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่า พล.ต.อ.วสิษฐ เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ คงจะมีความเข้าใจได้ และจะทำงานได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงว่า ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจครั้งล่าสุด ราคาเก้าอี้หลักล้านจนถึงหลักสิบล้าน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้วในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (บช.ภ.2) แล้ว และทางพรรคยังได้รับการร้องเรียนเพิ่มเติมในพื้นที่ บช.ภ.8 ว่าตำแหน่งผู้กำกับ (ผกก.) ราคา 3.5 ล้านบาท 

แต่หากเป็นพื้นที่ เช่น ภูเก็ต หรือพื้นที่ท่องเที่ยว ราคาจะสูงถึง 14 ล้านบาท แถมยังมีการต้องจ่ายเพิ่มอีกเป็นรายเดือนด้วย และการร้องเรียนยังระบุว่านักการเมืองใหญ่ฝ่ายรัฐบาลได้ประโยชน์ ทั้งนี้ พื้นที่ บช.ภ.8 เป็นแหล่งการพนัน บ่อน หวย แรงงานเถื่อน น้ำมันเถื่อน ซึ่งสามารถใช้เป็นช่องทางทุจริตได้มหาศาล จึงขอให้นายกฯ สั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วย
Read more >>

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget